Author: Pornpansa

  • VPN คือ อะไร ? เปิดวาร์ปอย่างปลอดภัยด้วย VPN เครือข่ายเสมือน

    VPN คือ อะไร ? เปิดวาร์ปอย่างปลอดภัยด้วย VPN เครือข่ายเสมือน

    VPN คือ อะไร ? เปิดวาร์ปอย่างปลอดภัยด้วย VPN เครือข่ายเสมือน

    หลาย ๆ คนคงจะได้ยินชื่อ VPN กันบ่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่กำลังเป็นกระแสฮิตอยู่ เพราะสามารถช่วยปลดล็อคให้เข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกหรือแบนได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเทคโนโลยี VPN นอกจากจะช่วยปลดล็อคเว็บไซต์ที่โดนบล็อกหรือแบนแล้ว ยังสามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวออนไลน์ของคุณได้อีกด้วย วันนี้เราเลยจะพาคุณมารู้จักว่า VPN คือ อะไร ทำงานอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้วลองไปดูกันเลย 

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    VPN คืออะไร ?

    VPN ทำงานอย่างไร ?

    ข้อดีของการใช้ VPN 

    ข้อเสียของการใช้ VPN 

    วิธีการเลือกผู้ให้บริการ VPN 


    VPN คืออะไร ?

    VPN หรือ Virtual Private Network คือ ซอฟแวร์ประเภทหนึ่งที่ใช้ในการสร้างเครือข่ายเสมือน เพื่อสร้างการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยระหว่างคุณและอินเทอร์เน็ต รวมถึงปกป้องความเป็นส่วนตัวออนไลน์ของคุณ โดยที่คุณสามารถนำไปใช้งานที่หลากหลาย อาทิ ช่วยให้คุณเข้าถึงเนื้อหาหรือบริการจากที่ใดก็ได้ในโลก ช่วยปกป้องการระบุตัวตนของคุณบนโลกออนไลน์ หรือใช้เพื่อเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลด Torrent เป็นต้น


    VPN คือ ภาพประกอบ 1

    VPN ทำงานอย่างไร ?

    เมื่อคุณทำการเปิดใช้งานแล้ว VPN จะทำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคุณผ่านเซิร์ฟเวอร์ โดยเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวจะทำการเข้ารหัสส่วนตัวของคุณให้ไม่สามารถตรวจสอบหรือเข้าถึงได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถเห็นหมายเลข IP ของคุณแต่จะเห็นหมายเลข IP ของเซิร์ฟเวอร์ VPN แทน ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว VPN จะมีเซิร์ฟเวอร์หลายพันเซิร์ฟเวอร์ให้คุณเลือกใช้ และมีการอัปเดตหมายเลข IP เป็นประจำ ทำให้เว็บไซต์ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาที่แท้จริงของคุณ รวมถึงไม่สามารถจดจำหรือบล็อกหมายเลข IP ได้

    ยกตัวอย่างเช่น หากคุณใช้งานอยู่ในประเทศไทย แต่อยากจะเข้าถึงเว็บไซต์ และบริการที่ประเทศอเมริกา เมื่อเปิด VPN เว็บไซต์ที่คุณเข้าไปใช้บริการจะไม่สามารถรตรวจสอบคุณได้ว่าเชื่อมต่อมาจากที่ใด หรือติดตามข้อมูลการใช้งานของคุณได้ เป็นต้น 


    VPN คือ ภาพประกอบ 2

    ข้อดีของการใช้ VPN 

    อย่างที่เราทราบไปคร่าว ๆ ในแง่ของการทำงานของ VPN กันไปแล้วว่าสามารถช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว โดยคุณสมบัติและข้อดีหลัก ๆ ของ VPN มีดังนี้

    • ช่วยเข้ารหัสข้อมูลส่วนตัวของคุณบนโลกอินเตอร์เน็ต : เมื่อเข้ารหัสข้อมูลแล้วจะทำให้ไม่มีใครระบุตัวตน หรือติดตามคุณได้ แม้แต่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของคุณ อีกทั้งยังมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยป้องกันแฮกเกอร์ไม่ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของคุณอีกด้วย
    • ช่วยซ่อนหมายเลข IP address ของคุณ : สำหรับ IP Address คือหมายเลขที่ใช้ในการระบุตำแหน่งเมื่อคุณเข้าใช้เว็บไซต์ และบริการต่าง ๆ ซึ่งหากคุณเปิดการใช้งาน VPN เมื่อไหร่ เว็บไซต์ และบริการที่คุณเชื่อมต่อจะไม่สามารถบอกได้ว่าคุณเข้าถึงจากที่ไหน หรือจากประเทศอะไร ทำให้คุณสามารถเข้าถึงบริการหรือเว็บไซต์ใด ๆ ก็ได้ในทั่วโลกได้อย่างอิสระ
    • ช่วยบล็อกเว็บไซต์ที่มีไวรัส โฆษณาหรือเครื่องมือติดตาม : ในบางเว็บไซต์ที่คุณเข้าอาจจะดาวน์โหลดมัลแวร์ และเครื่องมือโดยที่คุณไม่รู้ตัว การใช้ VPN นั้นจะช่วยป้องกันอุปกรณ์ โดยบล็อกเว็บไซต์เหล่านี้ได้
    • ช่วยให้คุณเข้าถึงเว็บไซต์ และบริการทั่วโลก : เหมาะสำหรับหลาย ๆ คนที่อยากจะเข้าไปใช้บริการ หรือเข้าดูเว็บที่ไม่สามารถเข้าดูได้ในประเทศนั้น เช่น บางคนอยากดูหนังหรือซีรีย์ที่เผยแพร่เฉพาะในอเมริกาเท่านั้น การใช้ VPN สามารถช่วยให้คุณเข้าดูหนังหรือซีรีย์ดังกล่าวได้นั้นเอง

    ข้อเสียของการใช้ VPN 

    หลังจากที่เรารู้ข้อดีของการใช้ VPN กันไปบ้างแล้ว คราวนี้ก็มาถึงข้อเสียของ VPN ที่ถึงแม้จะมีไม่มากแต่ก็ควรที่จะทราาบไว้

    • ลดความความเร็วในการเชื่อมต่อ : เพราะการเชื่อม VPN จะยื่งทำให้ข้อมูลเดินทางไปไกลกว่าเดิม เพื่อผ่านเซิร์ฟเวอร์ของ VPN และยังต้องเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูลอีกด้วย
    • บางเว็บไซต์ หรือบริการบล็อกการใช้งาน VPN : บางเว็บไซต์ หรือผู้ให้บริการบางรายมักจะตรวจสอบหมาย IP อย่างละเอียด ทำให้บางเว็บไซต์ หรือบริการไม่สามารถเข้าผ่าน VPN ได้
    • หากเลือกผู้บริการไม่ดี อาจเสี่ยงโดนเก็บข้อมูลได้ : โดยเฉพาะกิจกรรมที่คุณทำเมื่อใช้งานออนไลน์ หรือแบ่งปันให้กับบุคคลที่ 3 ดังนั้นคุณจึงเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และมีนโยบายการไม่บันทึกข้อมูลการใช้งาน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว

    วิธีการเลือกผู้ให้บริการ VPN 

    การเลือกผู้ให้บริการ VPN นั้นถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากเราเลือกไม่ดีก็แทนที่จะปลอดภัย อาจกลายเป็นว่าข้อมูลของคุณนั้นรั่วไหลจากการใช้ VPN ที่ไม่ได้มาตรฐานก็เป็นได้มีชื่อเสียง ดูน่าเชื่อถือ และปลอดภัย

    • เลือกผู้ให้บริการที่มีนโยบายไม่บันทึกข้อมูล : เพื่อป้องกันการถูกติดตาม และข้อมูลรั่วไหลไปถึงบุคคลที่ 3
    • เลือก VPN ที่มีการเข้ารหัสแบบ 256-bit : เนื่องจากเป็นการเข้ารหัสระดับสูงสุด ช่วยปกป้องข้อมูลส่วนตัว และกิจกรรมของคุณ
    • มีเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ : ช่วยให้คุณเข้าถึงเว็บไซต์ และบริการที่หลากหลายยิ่งขึ้นจากทั่วโลก
    • ไม่จำกัดการรับส่งข้อมูล
    • สามารถเข้าถึงด้วยอุปกรณ์ที่หลากหลายได้ในเวลาเดียวกัน 
    • มีราคาที่สมเหตุสมผล

    สรุป

    สำหรับบทบาทของ VPN ในปัจจุบันนั้น เริ่มมีความสำคัญบนโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะหลาย ๆ คนเวลาที่ท่องอินเตอร์เน็ตมักต้องการเข้าถึงเว็บไซต์ และบริการจากทั่วโลกแล้ว ยังต้องการความปลอดภัย  และการปกป้องความเป็นส่วนตัวด้วย ดังนั้นการเลือกใช้งาน VPN จึงถือได้ว่าตอบโจทย์ความต้องการได้ดีเลยทีเดียว

    นอกจากนี้ผู้ให้บริการ VPN อย่างเช่น OpenVPN ที่ทาง OpenLandscape ให้บริการบน Gate พร้อมให้คุณได้ใช้งานแล้ว โดยสามารถติดตั้งด้วยวิธีง่าย ๆ และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิธีการติดตั้ง OpenVPN 

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • ลดภาษีได้สุดคุ้มในโครงการ “ช้อปดีมีคืน !” เพียงเติมเครดิตและออกใบกำกับภาษีกับ OpenLandscape

    ลดภาษีได้สุดคุ้มในโครงการ “ช้อปดีมีคืน !” เพียงเติมเครดิตและออกใบกำกับภาษีกับ OpenLandscape

    ลดภาษีได้สุดคุ้มในโครงการ “ช้อปดีมีคืน !” เพียงเติมเครดิตและออกใบกำกับภาษีกับ OpenLandscape

    “ช้อปดีมีคืน” อีกหนึ่งโครงการจากรัฐที่มีความน่าสนใจไม่น้อย สำหรับผู้ที่มีรายได้และต้องเสียภาษีได้ในปี 2563  เพราะนอกจากจะได้ซื้อสินค้าและบริการที่ถูกใจแล้ว ยังได้ภาษีคืนอีกด้วย โดยระยะโครงการนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 นี้ ซึ่งสำหรับใครที่เติมเครดิตและออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบกับ OpenLandscape ก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีในโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ได้เช่นกัน


    โครงการ “ช้อปดีมีคืน” คืออะไร

    สำหรับโครงการ “ช้อปดีมีคืน” คือโครงการที่โดยกระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายสำหรับบุคคลที่เสียภาษีเงินได้  ด้วยการนำใบกำกับภาษีหลังซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียน  มาลดหย่อนภาษีเงินได้ในปี 2563 ในจำนวนเงินจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท / คน 

    ทั้งนี้ผู้เสียภาษีแต่ละคนจะได้รับสิทธิ์ ลดหย่อนภาษี มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ “จำนวนเงินที่ซื้อ” และคิดอัตราภาษีคืนตามระดับ “เงินสุทธิ” ในแต่ละปีด้วย เช่น เงินได้สุทธิต่อปี 150,001 – 300,000 บาท หากช้อปเต็มจำนวน 30,000 บาท มีสิทธิ์คืนภาษีสูงสุด 1,500 บาท หรือ เงินได้สุทธิต่อปี 500,001 – 750,000 บาท หากช้อปเต็มจำนวน 30,000 บาท มีสิทธิ์ได้คืนภาษีสูงสุด 4,500 บาท เป็นต้น


    เงื่อนไขผู้ขอรับสิทธิ์

    • คนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี คือมีรายได้ทั้งปีเกิน 310,000 บาท
    • สินค้า และบริการที่ซื่อต้องอยู่ในประเภทที่เข้าร่วม
    • ต้องเป็นสินค้า และบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษี VAT
    • มีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบจากการซื้อสินค้าที่อยู่ในเงื่อนไข
    • ต้องไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
    • ต้องไม่เคยใช้สิทธิ์มาตรการคนละครึ่ง
    • โครงการนี้สามารถยื่นขอลดภาษีได้เลยโดยไม่ต้องลงทะเบียน

    สินค้าที่เข้าร่วม

    • สินค้า – บริการทั่วไป 
    • สินค้า OTOP
    • หนังสือ

    สินค้าที่ไม่เข้าร่วม

    • สุรา เบียร์ และไวน์
    • ยาสูบ
    • น้ำมัน และก๊าซ
    • รถยนต์ มอเตอร์ไซต์ และเรือ
    • หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร
    • ค่าบริการ E-book
    • ค่าที่พักโรงแรม
    • ค่าบริการธุรกิจนำเที่ยว

    ระยะเวลาการขอรับสิทธิ์

    ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2563


    สรุป

    สำหรับโครงการน่าสนใจอย่าง “ช้อปดีมีคืน” ที่ให้คุณได้ทั้งใช้งานและลดหย่อนภาษีไปด้วยแบบนี้เรียกได้ว่าต้องห้ามพลาดกันเลยทีเดียว สำหรับใครที่สนใจอยากขอออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบกับ OpenLandscape เพื่อนำไปลดหย่อนภาษีในโครงการ “ช้อปดีมีคืน” สามารถดูวิธีได้ที่บทความ : วิธีการขอใบกำกับภาษี (E-tax) ของ Openlandscape Cloud

  • ทำความรู้จัก File Storage บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ สะดวก ครบ จบในที่เดียว

    ทำความรู้จัก File Storage บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ สะดวก ครบ จบในที่เดียว

    บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape ที่สะดวก ครบ จบในที่เดียว บน Gate.openlandscape.cloud

    File Storage คืออะไร

    File Storage คือ บริการที่ช่วยเก็บรักษารวมถึง รับ – ส่ง มีเดีย (Media) และไฟล์รูปแบบต่าง ๆ ในราคาที่เข้าถึงได้และปลอดภัย พร้อมให้นักพัฒนาระบบสามารถสร้างแอปพลิเคชันที่เข้าถึงพื้นที่เก็บบนคลาวด์ได้แบบไม่มีขีดจำกัด 


    File Storage

    ทำไมถึงต้องใช้บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape

    เพื่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในระบบ ให้รองรับการเติบโตของธุรกิจ

    ยิ่งธุรกิจเติบโตเร็วเท่าไหร่ ยิ่งต้องการพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจน (Unstructured Data) อาทิ ข้อความ ภาพ เสียง หรือ วีดีโอ มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในการจัดการพื้นที่สำหรับข้อมูลเหล่านี้ ธุรกิจหรือองค์กรจำเป็นต้องจัดหาแนวทางสำหรับการรักษาข้อมูล เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายหรือเกิดความเสียหาย และสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ให้เกิดความคุ้มค่าและเพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด

    เก็บข้อมูลมหาศาลบนคลาวด์ได้แบบไม่มีขีดจำกัด 

    บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ ให้คุณจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลระดับเพตะไบต์ (Petabyte) ได้แบบง่าย ๆ บนคลาวด์ ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา อีกทั้งยังมีความปลอดภัย และง่ายต่อการจัดการข้อมูลทางธุรกิจที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังง่ายต่อนักพัฒนาในการเข้าถึง Cloud Storage ไม่ว่าจะเป็นการจัดการแอดมินหรือการจัดการพื้นที่จัดเก็บ ซึ่งนั้นหมายความว่าหากคุณใช้บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ คุณจะไม่ต้องห่วงกับการจัดการ Hard Drives หรือ RAID อีกต่อไป

    จัดการและเข้าถึงพื้นที่การเก็บไฟล์บนคลาวด์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

    บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ ช่วยให้คุณเปลี่ยนจากการจัดเก็บข้อมูลแบบเดิม ๆ มาเป็นการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบง่าย ๆ บนคลาวด์แทน โดยบริการนี้พร้อมให้คุณเพิ่มขนาดได้ในทันที ผ่านหน้าเว็บ Gate.openlandscape.cloud และสามารถอัปโหลด ดาวน์โหลด จัดเรียงข้อมูล และ ลบข้อมูลได้ง่าย ๆ เพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้มากยิ่งขึ้น

    เพิ่ม – ลดขนาดพื้นที่จัดเก็บได้ในทันที

    ให้การพัฒนาของคุณไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยการจัดเก็บไฟล์และข้อมูลของคุณบนคลาวด์ ที่พร้อมให้คุณทำการเพิ่มหรือลดขนาดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลได้แบบไม่ขีดจำกัด 

    รับ – ส่งข้อมูลฟรี ไม่เสียค่าธรรมเนียม

    ช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากยิ่งขึ้น ด้วยบริการ รับ – ส่งข้อมูลฟรี ไม่เสียค่าธรรมเนียม (Free Data Transfer) ให้ทุกการพัฒนาของคุณเป็นไปอย่างคุ้มค่า 


    สำหรับใครที่สนใจบริการดี ๆ แบบนี้ สามารถเข้าไปาดูรายละเอียดวิธีการใช้งานบริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape ได้ที่บทความ : วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • วิธีการสร้าง Keypair บน Server และการ Import Keypair เข้าสู่บัญชี gate.openlandscape.cloud

    สำหรับบทความนี้เราจะมาอธิบายเกี่ยวกับการสร้าง Keypair ภายใน Server โดยการสร้าง Keypair ขึ้นมานั้นก็เพื่อให้คนอื่นสามารถเข้ามาใช้งานตัว Server ของเราได้นั่นเอง สำหรับขั้นตอนในการสร้าง Keypair ดังนี้


    วิธีการสร้าง Keypair ใหม่ภายใน Server

    เมื่อเรา SSH เข้าตัว Server ที่เป็น Linux เรียบร้อยให้เราเข้าไปที่ path >> .ssh/ โดยในนี้จะเป็นที่เก็บ Public Key ของตัว Server ในการเข้า Path ไว้ เราสามารถใช้คำสั่งในการเข้าใช้งาน

    $ cd .ssh/

    เมื่อเราเข้ามาเรียบร้อยให้เราลอง ls ดู จะเห็นว่ามีอยู่ 1 ไฟล์ที่มีชื่อว่า “authorized_keys” โดยไฟล์นี้จะเป็นตัวเก็บ Public Key ไว้

    Keypair

    ต่อมาเราจะดำเนินการสร้าง Keypair ตัวใหม่เพื่อไว้ใช้งานกัน โดยให้เราใช้คำสั่ง

    $ ssh-keygen

    Keypair 1

    โดยเมื่อเราใช้คำสั่งเรียบร้อย ระบบจะแสดงรูปแบบตามภาพด้านบน ต่อมาให้เราลอง ls เพื่อดูว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงภายใน Path บ้าง

    Keypair 2

    จะเห็นว่ามี 2 ไฟล์ ที่ถูกเพิ่มมา จะมี id_rsa และ id_rsa.pub โดยไฟล์ id_rsa จะเป็นตัว Private Key หรือ Keypair ที่เราใช้ในการ SSH เข้าตัว Server 

    ในส่วนของ id_rsa.pub จะเป็น Public Key ซึ่ง Public key นั้นให้เรา Copy เนื้อหาภายใน id_rsa.pub มา และนำไปวางไว้ในไฟล์ authorized_keys 

    Keypair 3

    เพียงเท่านี้เราสามารถใช้งานไฟล์ id_rsa ในการ SSH เข้าเครื่อง Server ได้แล้ว


    วิธีการ Import Public Key เข้าสู่ gate.openlandscape.cloud

    หลังจากทำการสร้าง Keypair ขั้นตอนต่อมาก็คือการ Import ไฟล์ Public Key เข้าสู่ gate.openlandscape.cloud 

    ให้เรา Copy เนื้อหาในไฟล์ id_rsa.pub และเปิดหน้าเว็บ gate.openlandscape.cloud และเข้าไปในส่วนของ Key Pairs 

    Keypair 4

    จากนั้นให้เรากดที่ปุ่ม + IMPORT KEY PAIR เพื่อเพิ่ม Public Key เข้าไป

    Keypair 5

    Name* คือ ชื่อของ Public Key
    Public Key* คือ รหัสที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งเป็น Key เดียวกันกับที่เรา Copy มาจาก id_rsa.pub ใน Server 

    ให้เราใส่รายละเอียดให้ครบ และกดปุ่ม IMPORT 

    Keypair 7

    เมื่อดำเนินการ Import ไฟล์ Public Key เรียบร้อย ผลลัพธ์ที่ได้จะแสดงบนหน้าเว็บตามตัวอย่างดังภาพ

  • วิธีการอัปเดตแพทช์  Windows Server เพื่ออุดช่องโหว่ Zerologon (CVE-2020-1472)

    วิธีการอัปเดตแพทช์ Windows Server เพื่ออุดช่องโหว่ Zerologon (CVE-2020-1472)

    วิธีการอัปเดตแพทช์  Windows Server เพื่ออุดช่องโหว่ Zerologon (CVE-2020-1472)

    สำหรับใครที่ใช้งาน Windows Server อยู่ ต้องรีบอัปเดตแพทช์ด่วนหากไม่อยากเสี่ยงถูกแฮ็ก เพราะได้มีการแจ้งเตือน ช่องโหว่ Zerologon หรือ CVE-2020-1472  ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่มาจากบริการ Netlogon บน Windows Server ที่ส่งผลให้อาชญากรไซเบอร์ หรือผู้ไม่หวังดีสามารถทำการแฮ็กเข้าสู่ระบบ Server ของเราได้ 

    สำหรับบริการ Netlogon เป็นบริการ Domain Controller (DC) บน Windows Server ที่ใช้สำหรับตรวจสอบการ Log on ของ User ก่อนที่จะยินยอมให้เข้ามาใช้ทรัพยากรและบริการต่าง ๆ จาก Server ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ Domain ซึ่งจากช่องโหว่ Zerologon หรือ CVE-2020-1472 ดังกล่าวนี้ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถสวมรอย Log in แล้วเข้าไปเปลี่ยนรหัสผ่านของบัญชีผู้ใช้ใน Active Directory (AD) ที่ใช้ในการจัดเก็บ Directory ของ Server (เครือข่าย) ที่เปรียบเสมือนแหล่งรวบรวมรายชื่อ User (ผู้ใช้) รายชื่อทรัพยากร หรือปล่อยมัลแวร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายได้ ส่งผลให้ช่องโหว่นี้มีระดับความรุนแรง CVSSv3 อยู่ที่ 10 คะแนนเลยทีเดียว

    โดยขณะนี้ทาง Microsoft ได้ปล่อยแพทช์ให้อัปเดตเบื้องต้นแล้วในวันที่ 11 สิงหาคม 2020 ที่ผ่านมา และจะปล่อยตัวเต็มอีกครั้ง (Enforcement phase) ภายในต้นปี 2021 วันนี้เราจึงนำวิธีการอัปเดตแพทช์ Windows Server เพื่ออุดช่องโหว่ Zerologon (CVE-2020-1472) มากฝากกันค่ะ


    วิธีการ Update Patch Windows Server 2012 R2 แบบ License

    1.อันดับแรกให้ผู้ใช้บริการเข้าภายในเครื่อง Instance และเข้าที่ Control Panel > System and Security > Windows Update เป็นการเช็ค Patch ของ Windows Server 2012 R2 เบื้องต้นก่อนว่ามี Patch ที่ต้อง Update หรือไม่ 

    2.หากมีขึ้นให้ Update Patch ผู้ใช้บริการสามารถเข้าไปดูได้ตามกรอบสีแดง 

    ผู้ใช้บริการ Update Patch ของ Windows Server ให้เรียบร้อยค่ะ  

    3.จากนั้นเข้าที่ลิงก์ https://portal.msrc.microsoft.com/en-US/security-guidance/advisory/CVE-2020-1472  ผู้ใช้บริการสามารถ Download Patch ล่าสุดของ Windows Server 2012 R2 เพื่อทำการลง Patch ที่สามารถป้องกัน Zero login จากนั้นทำการเลือก Patch Windows 2012 R2 โดยเลือกตามกรอบสีแดงค่ะ

    ทำการเลือกชื่อ การอัปเดตคุณภาพเฉพาะด้านความปลอดภัยสำหรับ Windows Server 2012 R2 สำหรับระบบ x64(KB4571723) และ Download ตามกรอบสีแดง

    คลิก Download กรอบสีแดงให้เรียบร้อย 

    จากนั้นดำเนินการติดตั้ง Patch ที่ผู้ใช้บริการดำเนินการ Download มาค่ะ  

    เมื่อกด Run Program จากนั้นกด Yes  

    เมื่อ Patch Windows Server 2012 R2 ดำเนินการลงโปรแกรมอยู่ จากนั้นถ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ใช้บริการกด Restart Now ค่ะ 

    หากผู้ใช้บริการเข้าในส่วนของ Console แล้วเป็นจอดำ ๆ ไม่ต้องตกใจค่ะ เนื่องจาก Instance ดำเนินการ Restart อยู่ค่ะ 


    4.หลังจากเครื่อง Instance Restart เรียบร้อยแล้ว เข้าที่ Control Panel > System and Security > Windows Update > View update history  เป็นการเช็ค Patch Windows Server 2012 R2 ที่ลงไปล่าสุดค่ะ 

    แล้วดูที่ Patch Windows Server 2012 R2 ที่ลงเลขตรงกันหรือไม่ ถ้าตรงกันคือผู้ใช้บริการลงสำเร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ

     

    5.หากผู้ใช้บริการต้องการเช็คว่า มี Patch Windows Server 2012 R2 ต้อง Update หรือไม่ 

    ให้เข้าที่ Control Panel > System and Security > Windows Update  

    หากมีให้ Update ผู้ใช้บริการสามารถดำเนินการ Update Patch Windows Server 2012 R2  ได้เลยค่ะ 


    วิธีการ Update Patch Windows Server 2016 แบบ License

    1.อันดับแรกให้ผู้ใช้บริการเข้าภายในเครื่อง Instance และเข้าที่ Start > Setting

    จะปรากฏหน้าต่างของ Windows Setting เลือก Update & Security

    หากมีให้ Update Patch ให้ Update ทันทีค่ะ โดยเลือก Install Now

    รอ Patch Update ให้เรียบร้อยค่ะ

    หมายเหตุ: หลังจากการอัปเดทเสร็จแล้ว อย่าเพิ่งกด Restart Now ให้ดำเนินการในขั้นตอนถัดไปได้เลย

    2.จากนั้นเข้าที่ลิงก์ https://portal.msrc.microsoft.com/en-US/security-guidance/advisory/CVE-2020-1472  ผู้ใช้บริการสามารถ Download Patch ล่าสุดของ Windows Server 2016 เพื่อทำการลง Patch ที่สามารถป้องกัน Zero login จากนั้นทำการเลือก Patch Windows Server 2016 โดยเลือกตามกรอบสีแดงค่ะ

    และเลือกชื่อ การอัปเดตคุณภาพเฉพาะด้านความปลอดภัยสำหรับ Windows Server 2016 สำหรับระบบ x64 (KB4571694) และ Download ตามกรอบสีแดง

    คลิก Download กรอบสีแดงให้เรียบร้อย

    จากนั้นดำเนินการติดตั้ง Patch ที่ผู้ใช้บริการดำเนินการ Download มาค่ะ

    เมื่อกด Run Program  จากนั้นกด Yes

    เมื่อ Windows Server 2016  ดำเนินการลงโปรแกรมอยู่ จากนั้นถ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ใช้บริการกด Restart Now ค่ะ

     

    หากผู้ใช้บริการเข้าในส่วนของ Console แล้วเป็นจอดำ ๆ ไม่ต้องตกใจค่ะ เนื่องจาก Instance ดำเนินการ Restart อยู่ค่ะ

    3.หลังจากเครื่อง Instance Restart เรียบร้อยแล้ว เข้าที่ Start > Setting  จะปรากฏหน้าต่างของ Windows Setting เลือก Update & Security  ตรวจสอบที่ Update history

    แล้วดูที่ Patch Windows Server 2016 ที่ลงเลขตรงกันหรือไม่ ถ้าตรงกันคือผู้ใช้บริการลงสำเร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ

    4.หากผู้ใช้บริการต้องการเช็คว่า มี Windows Server 2016  ต้อง Update หรือไม่ ให้เข้าที่ Start > Setting  จะปรากฏหน้าต่างของ Windows Setting เลือก Update & Security หากมีให้ Update ผู้ใช้บริการสามารถดำเนินการ Update Patch Windows Server 2016 ได้เลยค่ะ

  • Ransomware คือ อะไร? เมื่อข้อมูลกลายเป็นตัวประกัน โดยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

    Ransomware คือ อะไร? เมื่อข้อมูลกลายเป็นตัวประกัน โดยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

    Ransomware คือ อะไร? เมื่อข้อมูลกลายเป็นตัวประกัน โดยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ 

    สำหรับประเด็นที่กำลังมาแรง และเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในวงการไอทีช่วงนี้คงหนีไม่พ้นประเด็นร้อนอย่าง แรนซัมแวร์ (Ransomware) มัลแวร์เรียกค่าไถ่ตัวร้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในภัยไซเบอร์ที่ร้ายแรงที่สุด ที่กำลังกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อระบบคอมพิวเตอร์และฐานข้อมูลขององค์กรต่าง ๆ อีกทั้งยังเรียกเงินในจำนวนสูงจนน่าตกใจอีกด้วย

    ล่าสุดที่กำลังเป็นข่าวใหญ่อยู่ในตอนนี้เลยก็คือ เหตุการณ์ที่ แรนซัมแวร์ (Ransomware) โจมตีโรงพยาบาลสระบุรี ด้วยการล็อกไฟล์ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลผู้ป่วย ทำให้ข้อมูลผู้ป่วยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถเรียกใช้งานได้ พร้อมเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 200,000 บิตคอยน์ หรือราว ๆ  6.3 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว 

    อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เจ้ามัลแวร์ตัวร้ายที่ว่านี้ไม่ธรรมดาเลยใช่มั้ยคะ วันนี้เราเลยจะพาทุก ๆ คนมาทำความรู้จักกับ แรนซัมแวร์ (Ransomware) มัลแวร์จอมเรียกค่าไถ่ พร้อมวิธีป้องกัน และรับมือในปี 2022 กันค่ะ


    Ransomware คืออะไร?

    แรนซัมแวร์ (Ransomware) คือ มัลแวร์ (Malware) ประเภทหนึ่งที่จะทำงานในรูปแบบของการเข้ารหัสหรือล็อกไฟล์เหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสาร รูปภาพ วิดีโอ ให้ไม่สามารถเข้าไฟล์หรือข้อมูลนั้น ๆ ได้เพื่อทำการเรียกค่าไถ่นั่นเอง โดยการเรียกค่าไถ่ในแต่ละครั้งจะมีเรตราคาตั้งแต่ 200 – 300 ดอลลาร์ ไปจนถึงหลักแสนดอลลาร์ ซึ่งจำนวนเงินทั้งหมดจะถูกจ่ายในรูปแบบของบิตคอยน์ (Bitcoin) 


    ต้นกำเนิด Ransomware มัลแวร์เรียกค่าไถ่

    หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าเจ้ามัลแวร์จอมเรียกค่าไถ่นี้มีต้นกำเนิด และมีความเป็นยังไงกันแน่ ถึงได้กลายมาเป็นมัลแวร์ที่สามารถล่อลวงเพื่อเรียกค่าไถ่จำนวนมากจากธุรกิจ หรือบริษัทขนาดใหญ่ ๆ ได้ขนาดนี้ เราลองมาย้อนดูไทม์ไลน์กันดีกว่าค่ะ

    ช่วงปีปลายทศวรรษ 1980

    • PC Cyborg : หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม AIDS Trojan เรียกได้ว่าเป็น แรนซัมแวร์ตัวแรกของโลก ถูกปล่อยโดย Joseph Popp นักวิชาการ AIDS ซึ่งเขาได้สร้างแผ่นดิสก์จำนวน 20,000 แผ่นเพื่อส่งให้กับผู้ร่วมประชุมซึ่งเขาตั้งชื่อว่า “ข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์ – แผ่นดิสก์เบื้องต้น” 

    แน่นอนว่าแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์เหล่านั้นมีไวรัสคอมพิวเตอร์ และไวรัสก็ยังคงซ่อนอยู่ในคอมพิวเตอร์ของเหยื่อเป็นเวลานาน ซึ่งหลังจากรีบูตตก 90 ครั้ง ไวรัสก็เริ่มทำงานทันที โดยทำการรหัสไฟล์และซ่อนไดเรกทอรี พร้อมแจ้งข้อความให้เหยื่อส่งเงินจำนวน $ 189 ไปยังกล่อง PO Box ในปานามา เพื่อให้ระบบกลับมาใช้งานได้ตามปกติ  ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานดอกเตอร์ Popp ถูกจับกุมในเวลาต่อมา

    ปี 2004

    • GpCode : โทรจัน GPCoder เป็นโทรจันที่ใช้การเข้ารหัสลับ RSA โดยจะเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดในโฟลเดอร์แล้วทำการเรียกค่าไถ่

    ปี 2007

    • WinLock : สำหรับแรนซัมแวร์ตัวนี้เรียกว่าแปลกกว่าตัวอื่น ๆ ค่ะ เพราะแทนที่ทำการเข้ารหัสไฟล์อย่างที่เคยทำมา WinLock Trojan ถือว่าเป็นตัวอย่างของ แรนซัมแวร์แบบ ‘ล็อกเกอร์’ แทน โดยจะทำการล็อกหน้าจอ และแสดงภาพโป๊บนจอของเหยื่อ ซึ่งเหยื่อจะต้องจ่ายค่าไถ่ผ่าน SMS

    ปี 2012

    • Reveton : เป็นแรนซัมแวร์รูปแบบใหม่ที่แอบอ้างตัวเองว่าเป็นหน่วยงานทางกฎหมาย โดยแรนซัมแวร์จะเข้าไปล็อกหน้าจอเหยื่อ แล้วอ้างว่าเป็นหน่วยงานทางกฎหมาย เช่น FBI เพื่อหลอกเหยื่อว่าทำผิดกฎหมายและต้องจ่ายค่าปรับผ่านเครดิตการ์ด

    ปี 2013

    •  CryptoLocker : แรนซัมแวร์ตัวนี้ถูกพัฒนาและทำให้อันตรายมากยิ่งขึ้น เพราะใช้การเข้ารหัสโดยใช้ Key Storage บน Remote Server นอกจากนี้ยังต้องจ่ายค่าไถ่ผ่านทาง Bitcoin และการติดต่อกับอาชญากรไซเบอร์นั้นจะต้องติดต่อผ่านทาง Tor ซึ่งช่วยให้ผู้โจมตีสามารถเลี่ยงเจ้าหน้าที่ ทำให้ยากต่อการจับกุม นอกจากนี้อาชญากรยังเริ่มย้ายจากการโจมตีอุปกรณ์ส่วนบุคคล มาเป็นแบบเครื่องในระบบองค์กรด้วย เพราะมักจะได้เงินค่าไถ่ที่ดีกว่ามาก

    ปี 2016

    • Locky : สาเหตุที่ได้ชื่อนี้มาก็เพราะมี Social Engineering หรือ แปลเป็นไทยว่า “วิศวกรรมสังคม” ซึ่งเป็นศิลปะในการหลอกลวง ล่อหลอกผู้อื่น ใช้หลักการพื้นฐานทางจิตวิทยาให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ตามที่แฮกเกอร์ต้องการมาใช้ร่วมด้วย โดยการส่งอีเมลไปหาเหยื่อแล้วให้เหยื่อดาว์โหลดเอกสารที่แฝงไปด้วยมาโครไวรัส (Macro Virus) เกาะติดไปกับไฟล์ของโปรแกรม Microsoft Office เพื่อเรียกค่าไถ่ ซึ่งในเวลาต่อมาในภายหลังยังพบอีกด้วยว่า Locky สามารถแฝงผ่านไฟล์ JavaScript ได้อีกด้วย เพราะไฟล์มีขนาดเล็กกว่า อีกทั้งยังสามารถหลบหลีกโปรแกรม Anti-malware ได้

    ปี 2017

    • WannaCry : เป็นแรนซัมแวร์ที่แพร่ระบาดและโด่งดังมาก เพราะถูกปล่อยโจมตีให้กับผู้ใช้งานไมโครซอฟท์ วินโดวส์ เป็นหลัก โดยจะเข้ารหัสข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำให้ไม่สามารถใช้งานข้อมูลหรือโปรแกรมบนเครื่องได้เลย อีกทั้งยังสามารถกระจายตัวไปได้รวดเร็วจนน่ากลัว ส่งผลให้มีคอมพิวเตอร์ติดไวรัสมากกว่า 230,000 เครื่อง ใน 150 ประเทศ และสร้างความเสียหายสูงถึงหลายล้านดอลลาร์เลยทีเดียว (จำนวนทั้งหมดถูกจ่ายด้วยบิตคอยน์)

    ปี 2019

    • Sodinokibi : อาชญากรไซเบอร์ได้สร้างแรนซัมแวร์ออกมาในรูปแบบ Managed Service Providers (MSP) โดยดำเนินการในลักษณะของการให้เช่ามัลแวร์เพื่อโจมตี (Ransomware-as-a-Service)  เพื่อหลอกองค์กรขนาดใหญ่ หรือมีอัตราจ่ายค่อนข้างสูง โดยเงินที่ได้จากการเรียกค่าไถ่จะถูกแบ่งกันระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่ามัลแวร์ 

    Ransomware มีกี่ประเภท ?

    จากที่เราได้ดูไทม์ไลน์กันไปแล้วจะเห็นได้ว่าความจริงแรนซัมแวร์ (Ransomware) นั้นมีรูปแบบการโจมตีที่หลากหลายและถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ  แต่หลัก ๆ แล้วมีจุดมุ่งหมายเดียวกันก็คือ ทำการล็อกไฟล์ หรือเข้ารหัสไฟล์ของคุณเพื่อเรียกค่าไถ่ ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะมีอยู่ 7 ประเภทที่พบกันบ่อย ๆ ดังนี้

    Crypto malware

    แรนซัมแวร์ประเภทนี้เรียกได้ว่าเป็นอีกประเภทหนึ่งที่มีความร้ายแรงมากที่สุด เพราะสร้างความเสียหายด้วยการเข้ารหัสข้อมูลสำคัญ ๆ ในเครื่องของคุณอย่างไฟล์ โฟลเดอร์ และ ฮาร์ดไดรฟ์  ซึ่งถึงแม้ว่าคุณจะใช้งานคอมพิวเตอร์ แต่จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เข้ารหัสได้ และเรียกค่าไถ่ หากไม่จ่ายภายในเวลาที่กำหนดข้อมูลก็จะถูกลบแบบไม่สามารถกู้คืนมาได้อีก โดยหนึ่งในกรณีที่โด่งดังที่สุดจากประเภทนี้เลยก็คือ เหตุโจมตีทางไซเบอร์วอนนาคราย (WannaCry ransomware attack) ในปี 2017 

    Lockers

    แรนซัมแวร์ประเภทนี้โดยส่วนมากแล้วจะโจมตีระบบปฏิบัติการ (Operating System) ส่งผลให้ล็อกทุกอย่างบนคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของคุณ ทำให้คุณไม่สามารถเข้าไฟล์ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ โดยแรนซัมแวร์ประเภทนี้จะพบได้มากในกลุ่ม Android

    Scareware

    แรนซัมแวร์ประเภทนี้จะมาในรูปแบบซอฟต์แวร์ปลอมเช่น Antivirus หรือ Cleaning tool เป็นต้น โดยจะขึ้นเตือนว่าคอมพิวเตอร์ของคุณมีปัญหา ให้คุณทำการจ่ายเงินเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว หรือมาในรูปแบบหน้าจอหน้าต่างแจ้งเตือน และข้อความรบกวนให้จ่ายเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความคล้ายคลึงกับ Lockers แรนซัมแวร์ตรงที่ Scareware บางประเภทจะสามารถล็อกหรือเข้ารหัสคอมพิวเตอร์ของคุณได้อีกด้วย

    Doxware

    นอกจากจะมีชื่อเรียกว่า Doxware แล้วยังมีชื่อเรืยกอื่น ๆ อย่าง Leakware หรือ Extortionware ด้วย สำหรับแรนซัมแวร์ประเภทนี้จะแตกต่างจากแรนซัมแวร์ประเภทอื่นตรงที่ แรนซัมแวร์ตัวนี้จะไม่ทำการล็อกไฟล์หรือเข้ารหัสข้อมูล หรือไฟล์ของคุณ แต่จะขโมยข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลสำคัญ แล้วเรียกค่าไถ่ หากไม่จ่ายตามระยะเวลาที่กำหนดก็จะถูกเผยแพร่สู่โลกออนไลน์นั่นเอง

    RaaS

    RaaS หรือ Ransomware as a service แรนซัมแวร์ประเภทนี้แฮ็กเกอร์จะเป็นผู้พัฒนา Ransomware แล้วเปิดให้เหล่าอาชญากรไซเบอร์ที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคนำ Ransomware ดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อ และนำค่าไถ่ที่ได้มาหารแบ่งกัน

    Mac ransomware 

    เป็นแรนซัมแวร์ที่พุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้ MacOS โดยเฉพาะ โดยปลอมตัวมาในรูปของซอฟต์แวร์ปลอม หรือโปรแกรมสำหรับใช้แคร็กซอฟต์แวร์ชื่อดังต่าง ๆ ถ้าถูกติดตั้งลงบนเครื่องแล้ว มัลแวร์จะสร้างกุญแจสำหรับเข้ารหัสข้อมูล สำหรับกรณีที่ปรากฏครั้งแรกในปี 2016 รู้จักกันในชื่อ KeRange ซึ่งแฝงเข้ามาในแอปพลิเคชันชื่อ Transmission

    Ransomware บนมือถือ

    แรนซัมแวร์ประเภทนี้ระบาดอย่างหนักบนมือถือในปี 2014 โดยแฝงมากับแอปพลิเคชันบนมือถือ โดยจะทำการเข้ารหัส ล็อกไฟล์หรือหน้าจอมือถือ พร้อมส่งข้อความเพื่อเรียกค่าไถ่


    คุณกำลังตกเป็นเป้าหมาย Ransomware อยู่หรือเปล่า ?

    การโจมตีของแรนซัมแวร์ในแต่ละครั้งส่วนมากแล้วจะมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ค่ะ เพราะจากการแฝงมัลแวร์ไว้ในไฟล์ และวิธีการล่อลวงในแต่ละรูปแบบนั้นแสดงว่า อาชญากรไซเบอร์ได้เลือกเหยื่อไว้แล้วถึงจะโจมตี และนี้คือกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสเป็นเหยื่อของอาชญากรเหล่านี้มากที่สุดค่ะ

    • กลุ่มคน ธุรกิจ หรือองค์กรที่ไม่มี หรือมีระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ขนาดเล็ก : โดยเฉพาะกลุ่มคนในแวดวงการศึกษา หรือมหาลัย ที่มักตกเป็นเหยื่อบ่อยครั้ง เพราะจะต้องรับ – ส่งไฟล์ หรือแชร์ไฟล์บ่อย ๆ 
    • ธุรกิจ หรือองค์กรต่าง ๆ ที่มีโอกาสในการจ่ายเงินสูง : เช่น องค์กรภาครัฐ ธนาคาร องค์กรสาธารณสุข หรือองค์กรอื่น ๆ ที่มีความคล้ายคลึงกัน
    • ธุรกิจหรือองค์กรที่ถือข้อมูลสำคัญ : เช่น องค์กรที่เกี่ยวกับกฎหมาย

    ถ้าติดมัลแวร์ Ransomware แล้ว แบบนี้ต้องแก้ไขอย่างไรต่อ ?

    • อย่าจ่ายเงินให้แรนซัมแวร์ : อย่าลืมว่าโจรก็คือโจร ถึงแม้คุณจะจ่ายเงินไปแต่ก็ไม่มีอะไรมาการันตีได้ว่าอาชญากรจะคืนข้อมูลให้คุณ แถมยังมีโอกาสที่อาชญากรจะเรียกเงินซ้ำ ๆ โดยที่ไม่มีวันคืนข้อมูลให้คุณเลยก็ได้ นอกจากนี้การจ่ายเงินให้กับอาชญากรไซเบอร์ยังเป็นการสนับสนุนและเพิ่มโอกาสให้เหล่าอาชญากรไปเรียกค่าไถ่ต่อกับเหยื่อรายอื่น ๆ ต่อไปอีกด้วย
    • ห้ามเชื่อมต่อเครือข่ายเพื่อป้องกันการลุกลามไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ : หลังจากพบว่าคอมพิวเตอร์ของคุณติดมัลแวร์แล้ว ให้คุณหยุดการเชื่อมต่อเครือข่ายของคุณทันที เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส
    • พยายามกำจัดแรนซัมแวร์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ : โดยควรสแกนไวรัสภายในทันทีที่พบ เพื่อป้องกันการลุกลามไปยังไฟล์อื่น ๆ ในคอมพิวเตอร์ของคุณ
    • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ : หากคุณไม่สามารถกู้ข้อมูลกลับมาด้วยตนเองได้ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอาจจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้ โดยเราสามารถเข้าไปขอคำปรึกษาในคอมมูนิตี้ของแฮ็กเกอร์สายขาวและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้ เพราะอาจจะมีวิธีการ หรือโซลูชันต่าง ๆ ในการแก้หรือกำจัดมัลแวร์ดังกล่าว รวมไปถึงอาจจะแจ้งฝ่ายกฎหมายกับตำรวจ เพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม และร้องเรียนอาชญกรรมบนอินเทอร์เน็ต
    • เครื่องมือถอดรหัสออนไลน์อาจช่วยได้ : โดยมีเครื่องมือที่เรียกว่า “Crypto Sheriff” ที่ใช้ในการระบุว่ามัลแวร์ หรือไวรัสที่ติดคอมพิวเตอร์ของคุณนั้นเป็นชนิดใด จากนั้นระบบจะค้นหาแหล่งทรัพยากรอย่าง No More Ransom เพื่อดูว่ามีคีย์ถอดรหัสสำหรับสายพันธุ์นั้น ๆ หรือไม่ หากเป็นแรนซัมแวร์สายพันธุ์ธรรมดา ก็มีโอกาสสูงที่คุณอาจสามารถกู้ไฟล์คืนได้

    7 วิธีรับมือ และป้องกัน Ransomware ในปี 2022

    มาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนอาจจะกังวลว่า ถ้าหากติดแรนซัมแวร์ขึ้นมาคงจะเป็นเรื่องใหญ่ และสร้างความเสียหายไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้นเราลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่าจะมีแนวทางป้องกันและ รับมือกับแรนซัมแวร์ในปี 2022 อย่างไรบ้าง

    1. อัปเดตระบบปฏิบัติการ (Operating System) และโปรแกรมอื่น ๆ บ่อย ๆ : นอกจากอัปเดตแพทช์โปรแกรมป้องกันไวรัสบ่อย ๆ แล้ว การอัปเดตระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมอื่น ๆ บ่อย ๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมต่าง ๆ นั้นมักจะมีการอัปเดตแพทช์ใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ และช่วยในการป้องกันการโจมตีแรนซัมแวร์ได้ด้วย
    2. ติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่มีการป้องกันแรนซัมแวร์ : ในปัจจุบันมีโปรแกรมป้องกันไวรัสที่มีฟีเจอร์ป้องกันแรนซัมแวร์ร่วมด้วยให้เลือกใช้หลากหลายแบรนด์ แต่ที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ เราควรพยายามสแกนไวรัสบ่อย ๆ และพยายามอัปเดตแพทช์โปรแกรมอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันการโจมตีแรนซัมแวร์ได้ดีที่สุดค่ะ
    3. ไม่คลิกลิงก์แปลก ๆ หรือดาวน์โหลดไฟล์ที่ไม่มีแหล่งที่มา : ระมัดระวังการกดรับข้อมูลจากเว็บไซต์ หรือ อีเมลแปลก ๆ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่อาชญากรไซเบอร์ใช้เป็นเครื่องมือในการล่อลวงเหยื่อ ดังนั้นเราจึงไม่ควรเปิด หรือดาว์โหลดเอกสารจากอีเมลแปลก ๆ ที่ไม่รู้จักหรือคุ้นเคย หรือแม้กระทั้งการคลิกลิงก์ที่แนบมา เพราะจะเป็นการเปิดช่องทางให้มัลแวร์ดังกล่าวเข้าถึงข้อมูลเรา โดยเฉพาะไฟล์ที่ปกปิดนามสกุล ยกตัวอย่างเช่น .exe เป็นต้น เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของภัยร้ายอย่าง Ransomware อีกด้วยโดยมีวิธีการตรวจสอบให้เรานำไฟล์หรือลิงก์ที่ได้รับมาไปตรวจสอบได้ที่เว็บ https://www.virustotal.com/gui/ (สามารถดูลิงก์ได้ด้วยการคลิกขวา แล้ว Copy Link และควรทำการตรวจสอบผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์)
    4. ปลอดภัยมากขึ้นด้วยการสำรองข้อมูลแบบ Backup Rule 3-2-1 : การสำรองข้อมูลให้ปลอดภัยด้วยการแบ่งชุดข้อมูลออกเป็น 3 ชุด โดย 2 ชุดแรกเป็นข้อมูลสำรองเก็บไว้ในอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีต่างกัน หรือหลาย ๆ เวอร์ชัน และนำข้อมูลสำรอง 1 ชุดสุดท้ายเก็บไว้นอกองค์กร (Off-site) หรือในอุปกรณ์ภายนอก เช่น Extranal Harddisk เพื่อให้มั่นใจว่าถ้า 2 อุปกรณ์ที่จัดเก็บข้อมูลเกิดปัญหา ยังสามารถมีข้อมูลสำรองที่ปลอดภัยเหลืออีก 1 ชุดสุดท้าย ถือเป็นการสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพที่สามารถช่วยกู้คืนข้อมูลที่เสียหายให้กลับมาได้แบบปลอดภัยหายห่วง
    5.  ป้องกันไฟล์สำคัญด้วย Read-Only : การกำหนดไฟล์ข้อมูลสำคัญให้เป็นแบบ Read Only หรือ อ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไขได้นับเป็นการเสริมวิธีป้องกันข้อมูลในเบื้องต้นให้ห่างไกลจาก Ransomware ได้อีกหนึ่งวิธี โดยหากคุณต้องมีการแชร์ข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย ควรมีการกำหนดสิทธิ์ของผู้ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากผู้ไม่หวังดีนั่นเอง
    6. ปิดการเข้าถึงข้อมูลจากระยะไกล RDP : มัลแวร์เรียกค่าไถ่ตัวร้ายนี้มักมีเป้าหมายโจมตีไปที่คอมพิวเตอร์ที่ใช้ RDP (Remote Desktop Protocol) ดังนั้นหากไม่จำเป็นสำหรับการใช้งาน คุณสามารถปิดการใช้งาน RDP ทันทีเมื่อไม่ต้องการเข้าถึงจากระยะไกล และจำเป็นต้องมีแนวทางการป้องกันในเชิงลึก หรือ อนุญาตให้เข้าถึงได้เฉพาะจากเครือข่ายภายในเท่านั้นเพื่อการใช้งานอย่างปลอดภัย
    7. ให้ Snapshot ทุกครั้งไม่มีพลาด บน OpenLandscape Cloud : การเลือกใช้บริการคลาวด์ก็เป็นอีกหนึ่งในวิธีที่หลายคน และหลาย ๆ องค์กรเลือกใช้กัน เพราะนอกจากจะมีความปลอดภัยสูงแล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยคุณในการสำรองข้อมูลอีกด้วย สามารถอ่านบทความ : Cloud Computing คือ อะไร เทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตและอีกหนึ่งวิธีการป้องกัน Ransomware ที่สามารถใช้งานบน OpenLandscape Cloud ด้วยวิธี Snapshot  หรือ การเก็บข้อมูลในรูปแบบ Image ที่สามารถเรียกข้อมูลกลับมาใช้งานได้ใหม่อีกครั้ง วิธี Snapshot นี้ยังช่วยให้การใช้ Virtual Machine ในงานทดสอบระบบหรือทดสอบโปรแกรมต่าง ๆ สามารถทำได้สะดวกกว่าการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์จริง เหมือนเป็นจุด Save เมื่อระบบเกิดปัญหา หรือ เจอภัยคุกคามตัวร้ายอย่าง Ransomware ก็สามารถทำการย้อนคืนข้อมูล หรือ Roll Back กลับมาก่อนเสียหายได้นั่นเองซึ่งการสำรองข้อมูลด้วยวิธีนี้นับเป็นการป้องกัน และลดความสูญเสียข้อมูลอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยกู้คืนไฟล์ที่มีปัญหาให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
      โดยขั้นตอนการใช้ Snapshot สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ : วิธีการ Take Snapshot บน OpenLandscape Cloud

    สรุป

    แรนซัมแวร์แม้จะดูว่าเป็นมัลแวร์ตัวร้ายที่ดูน่ากลัว และสร้างปัญหาใหญ่ให้คุณได้ แต่ถ้าหากคุณมีมาตรการป้องกัน วางแผนพร้อมรับมือ และมีการสำรองข้อมูลสำคัญ ๆ ไว้อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถจะช่วยลดความเสี่ยงที่คุณจะสูญเสียทั้งเงินและข้อมูลสำคัญได้อย่างแน่นอนค่ะ


    อ้างอิง
    What is ransomware and how to help prevent ransomware attacks :
    What is ransomware? 
    Ransomware explained: How it works and how to remove it 
  • วิธีชำระค่าบริการ ผ่าน QR Payment บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีชำระค่าบริการ ผ่าน QR Payment บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีชำระค่าบริการ ผ่าน QR Payment บน gate.openlandscape.cloud

    “ QR Payment ” เป็นฟีเจอร์การเติมเครดิต ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถชำระค่าบริการได้โดยใช้คิวอาร์โค้ดในการเติมเครดิต เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นนั่นเอง โดยยอดเติมค่าบริการขั้นต่ำอยู่ที่ 150 บาท หากโอนไม่ครบจำนวน ระบบจะไม่สามารถทำการเติมเครดิตและขอเงินคืนได้

    สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการเติมเงินผ่านคิวอาร์โค้ดนั้น มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง สามารถดูขั้นตอนวิธีการใช้เงินดังนี้


    1.เข้าที่ Payment > Top Up และระบุจำนวนเงินที่ต้องการเติมเครดิต

    QR Payment

    2.เลือกวิธีการเติมเครดิตแบบชำระด้วยคิวอาร์โค้ด

    QR Payment 1

    3.กดที่ Pay Now จะขึ้นหน้าให้ Scan คิวอาร์โค้ด ซึ่งผู้ใช้บริการมีเวลาในการ Scan หรือกด Save คิวอาร์โค้ดและทำการชำระเงินภายใน 30 นาที

    QR Payment2

    4.กดชำระเงินให้เรียบร้อย เมื่อชำระสำเร็จแล้วระบบจะแสดงหน้าต่างแบบรูปด้านล่าง

    QR Payment 3

    และ Status ในส่วนของ Payment จะอยู่ในสถานะ “PAID”

    QR Payment 4


    กรณีชำระเงินไม่สำเร็จ

    ในกรณีที่ผู้ใช้บริการ Scan หรือ Save คิวอาร์โค้ดและชำระเงินไม่ทันภายใน 30 นาที ระบบจะแสดงหน้าต่างแบบรูปด้านล่าง

    QR Payment 5

    และ Status ในส่วนของ Payment จะอยู่ในสถานะ “INPROGRESS” 

    QR Payment 6

    ผู้ใช้บริการสามารถดำเนินการทำการกดยกเลิกรายการ โดยกดปุ่มจุดตรง ACTION แล้วเลือก “Cancel Order”  แล้วดำเนินการทำรายการใหม่ได้เลย

    QR Payment 7

    ซึ่ง Status ในส่วนของ Payment จะกลับมาอยู่ในสถานะ “CANCEL” สีแดง

    QR Payment 8

    หรือหากต้องการทำรายการเติมเครดิต เลข ORDER ID เดิมอีกครั้ง ผู้ใช้บริการต้องรอเวลาอีก 1 ชั่วโมง

    เมื่อครบ 1 ชั่วโมง Status ในส่วนของ Payment จะกลับมาอยู่ในสถานะ “PENDING” สีส้มอีกครั้ง ถึงจะทำรายการเติมเครดิตได้อีกครั้ง

    QR Payment 9

    โดยหากต้องการทำรายการเติมเครดิตกดที่ปุ่มจุดตรง ACTION แล้วเลือก “Pay now” ได้เลย

    QR Payment 10

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง  

  • วิธีแก้ปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้

    วิธีแก้ปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้

    วิธีแก้ปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้

    สำหรับใครที่มีปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้ วันนี้เรามีวิธีการแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ มานำเสนอถึง 2 วิธีด้วยกัน โดยผู้ใช้บริการต้องแก้ไขในส่วนของ Client จะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง มาเริ่มกันที่วิธีแรกกันได้เลย

    Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop

    วิธีที่ 1

    1. กด Windows + R แล้วพิมพ์ gpedit.msc จากนั้นให้กดปุ่ม OK


    2. เลือกไปที่ Computer Configuration > Administrative Templates > System > Credentials Delegation > และเลือกที่ Encryption Oracle Remediation

    3. เลือกเป็น Enable และเลือก Protection Level : Vulnerable จากนั้นกด Apply > OK

    วิธีที่ 2

    1. กด Windows + R แล้วพิมพ์ regedit จากนั้นให้กดปุ่ม OK

    2. เลือกไปที่ Expand HKEY_LOCAL_MACHINE > SOFTWARE > Microsoft > Windows > CurrentVersion > Policies > System 

    3. Click ขวาที่ System > เลือก New > Key แล้วสร้าง Folder ชื่อ CredSSP

    4. Click ขวาที่ CredSSP > เลือก New >  Key แล้วสร้าง Folder ชื่อ Parameters

    5. เลือกที่ Parameters จากนั้น Click ขวาบนพื้นที่ว่าง แล้วเลือก New > DWORD (32 bit) Value พิมพ์ AllowEncryptionOracle จากนั้น Click ขวาที่ AllowEncyptionOracle เลือก Modify

    6. เลือกที่ Value Data : 2 , Base : Decimal จากนั้นกดปุ่ม OK

    เพียงทำตามขั้นตอนเหล่านี้ คุณก็สามารถแก้ไขปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้แล้ว

  • วิธีการติดตั้ง Service FTP บน Ubuntu Server 16.04

    วิธีการติดตั้ง Service FTP บน Ubuntu Server 16.04

    วิธีการติดตั้ง Service FTP บน Ubuntu Server 16.04

    FTP (File Transfer Protocol) คือ Protocol สำหรับโอนไฟล์รับ-ส่งไฟล์ระหว่าง Client และ Server โดยจะมีพอร์ตที่ใช้งานอยู่ 2 พอร์ต คือ พอร์ต 20 ใช้ในการรับ-ส่งไฟล์ ส่วนอีกพอร์ตคือ พอร์ต 21 ใช้ในการควบคุมหรือส่งคำสั่ง FTP


    Step 1: ทำการ update service และติดตั้ง ftp (โดยเปิด port 21 สำหรับ Service ftp)

    $ sudo apt-get update

    $ sudo apt-get install vsftpd


    Step 2: สร้าง user สำหรับ รับ-ส่ง ไฟล์ และตั้งรหัสผ่าน

    # adduser <user ที่ต้องการสร้าง>


    Step 3: ทำการแก้ไข config ในไฟล์ etc/vsftpd.conf

    # vi /etc/vsftpd.conf

    และเพิ่ม Config ลงไปในไฟล์ vsftpd.conf


    Step 4: เพิ่มชื่อ user ของ FTP ที่สร้างลงใน ไฟล์  /etc/vsftpd.chroot_list

    # vi /etc/vsftpd.chroot_list


    Step 5: ทำการ restart service ftp

    # systemctl restart vsftpd.service

    # systemctl status vsftpd.service


    Step 6: ทำการทดสอบ FTP จากโปรแกรม FileZilla

    1) File > Site Manager

    2) ใส่ข้อมูลตามรายละเอียด

    • Host: หมายเลข IP Address ของเครื่อง FTP Server
    • Port: 21
    • Username: Account User ที่กำหนดใน Ubuntu Server
    • Password: Password User ที่กำหนดใน Ubuntu Server

    3) ตั้งค่า Transfer Settings เป็น Active

    เมื่อ Connect เรียบร้อยแล้วจะสามารถรับส่งไฟล์ จาก server ไป client หรือ client ไป server ได้

  • WFH ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคยด้วยรูปแบบการทำงาน Remote Work !

    WFH ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคยด้วยรูปแบบการทำงาน Remote Work !

    WFH ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคยด้วยรูปแบบการทำงาน Remote Work !

    ภายใต้สถานการณ์ที่คุณต้องทำงานอยู่บ้าน ทั้งในรูปแบบ WFH หรือแบบ Remote Work สำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องมีการปรับตัวกับการทำงานในรูปแบบใหม่ ในสภาพแวดล้อมที่ถึงแม้จะคุ้นเคยกันดี แต่ยังขึ้นชื่อว่าเป็น “ บ้าน ” ซึ่งเป็นสถานที่แห่งการพักผ่อน ทำให้บางครั้ง อาจมีความรู้สึกขี้เกียจ ไม่อยากทำงานหรือวอกแวกไปทำอย่างอื่น จนทำให้งานไม่เสร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ และบางคนอาจพบปัญหา เมื่อเริ่มทำงานที่บ้านไปสักพัก รู้สึกเหมือนทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่มีเวลาพักผ่อนจนเกิดเป็นความเครียด ไม่ได้รู้สึกว่าบ้านเป็นสถานที่พักผ่อนอีกต่อไป 

    แล้วอย่างนี้ควรปรับตัวอย่างไร ให้การทำงานแบบ Work From Home ดีขึ้น ? OpenLandscape ขอแนะนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับการทำงานแบบ Remote Work ที่ช่วยให้การทำงานนอกออฟฟิศมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น !


    Remote Work คืออะไร ?

    การทำงานในรูปแบบ Remote Work หรือ Remote Working เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรับและส่งงานตามกำหนด ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในต่างประเทศนั้น หลาย ๆ บริษัทเริ่มผันตัวให้พนักงานทำงานในรูปแบบนี้กันมากขึ้น เพราะเป็นเหมือนรูปแบบการทำงานที่ทำให้คุณสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ที่มีอินเตอร์เน็ตรองรับ โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ หรือไม่จำเป็นที่ต้องไปทำงานที่บริษัททุกวัน เพื่อทำงานจากโต๊ะประจำตำแหน่งอย่างเดียวเท่านั้น เพราะคุณสามารถใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามารองรับการทำงาน และสามารถ Monitor การทำงานพร้อมให้ Feedback ได้ในทันที

    อีกทั้งยังเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงานที่บ้านไกลจากบริษัท ได้ทำโปรเจกต์ที่ถือไว้ได้อย่างบรรลุเป้าหมายจากทุกที่ที่ต้องการ

    นอกจากเพิ่มความยืดหยุ่นของการทำงานในแต่ละวันได้ด้วยตนเองแล้ว ยังส่งผลให้ชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัวของพนักงานลงตัวในแบบที่ต้องการ เพราะคุณสามารถเลือกทำงานได้ตามช่วงเวลาที่สะดวก มีอิสระในการทำงานที่มากกว่าเก่า ตอบโจทย์สำหรับคนที่หัวแล่นในช่วงเลิกงานตามเวลาปกติหรือช่วงกลางดึก ซึ่งทำให้การทำงานอาจใช้เวลาทำน้อยลง และมีประสิทธิภาพมากกว่าทำงานแบบปกติ ส่งผลให้อาจมีการส่งงานได้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมอีกด้วย

    อีกทั้งคุณยังสามารถเลือกทำงานในบรรยากาศที่ตนเองต้องการได้ บางคนชอบบรรยากาศที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวนขณะทำงานหรือบางคนชอบเปิดเพลงเสียงดัง ๆ ขณะทำงาน แต่ทำไม่ได้เพราะเกรงใจเพื่อนร่วมงานที่นั่งติดกันจึงต้องใส่หูฟัง และนั่นอาจทำให้มีปัญหาในการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนร่วมกับผู้อื่น จนทำให้เกิดปัญหาในการทำงานขึ้นได้นั่นเอง ซึ่งการทำงานแบบ Remote Working จึงทำให้คุณหมดปัญหากับประเด็นบรรยากาศในที่ทำงานเป็นพิษ ทำให้คิดงานไม่ออกได้ในทันที 

    นอกจากช่วยให้คุณทำงานได้ถนัดมากขึ้นแล้ว การทำงานในรูปแบบนี้ยังช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน อีกทั้งยังดึงเอาศักยภาพของคุณออกมาได้อย่างเต็มที่ และช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานของคุณให้ดีมากขึ้นได้อีกด้วย เรียกได้ว่างานที่ออกมานั้นล้วนต้องมากไปด้วยคุณภาพอย่างแน่นอน

    ดังนั้นคุณควรบริหารจัดสรรเวลาในการทำงานให้ดี ควรมีระเบียบวินัยและตรงต่อเวลาเสมอ รวมถึงจัดตารางเวลาของการทำงานให้เหมือนการทำงานปกติที่มีเวลาพัก คือ พัก ไม่ปล่อยให้ตัวเองทำงานเพลินจนลากยาว และเวลาทำงาน คือ ทำงาน ดำเนินการให้ได้ผลสำเร็จที่ลุล่วง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดต่อการทำงานหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพ และคุณภาพของผลงานนั่นเอง


    แล้วจะเลือกทำงานแบบ Remote Work ได้อย่างไร ?

    มีหลายวิธีที่สามารถทำงานแบบ Remote working โดยต้องเลือกทำงานในแบบที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเกิดจากการตกลงร่วมกันในทีมอย่างลงตัว เช่น บางคนเลือกทำงานแบบ Remote Working เป็นส่วนใหญ่ตลอดสัปดาห์ของการทำงาน แต่ต้องเดินทางไปประชุมด้วยตัวเองที่สำนักงานใหญ่ในหนึ่งวันต่อสัปดาห์ และพนักงานบางคนเลือกทำงานแบบ Remote Working ทุกวันซึ่งอาจเลือกทำงานจากที่บ้านของตนเองหรือร้านกาแฟที่มีอินเทอร์เน็ตรองรับได้เช่นเดียวกัน เพราะสิ่งสำคัญของการทำงานแบบ Remote Working ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่เท่านั้น

    เนื่องจากมีหลายคนที่บ้านอาจไม่ใช่สถานที่อำนวยความสะดวกต่อการทำงาน แต่ไม่อยากเข้าบริษัทก็สามารถพึ่งพาพื้นที่ Coworking Space ที่เป็นจุดศูนย์รวมของทุกคนที่สามารถทำงานให้เสร็จได้เช่นเดียวกัน

    Coworking Space เรียกได้ว่าทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของแหล่งสร้างชุมชน ที่อำนวยความสะดวกในเรื่องของเทคโนโลยี รวมถึงเป็นแหล่งเครือข่ายที่ยอดเยี่ยม และยังเพิ่มโอกาสในการพบปะกับผู้อื่นที่ทำงานในหลากหลายสายงานได้อีกด้วย 

    นอกจากการทำงานที่ได้รับให้สำเร็จตามเป้าหมายแล้ว คุณยังสามารถได้ประโยชน์จากกลุ่มผู้คนใหม่ ๆ ในสังคมใหม่ที่ใช้พื้นที่ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำจากบริษัทอื่น ฟรีแลนซ์รับงานอิสระ ผู้ประกอบการที่ต้องการเช่าพื้นที่บริษัทสำหรับตัวเอง หรือแม้กระทั่งเจ้าของกิจการขนาดเล็กที่อาจจะกลายมาเป็นลูกค้ารายใหม่ของคุณ 

    สามารถพูดได้เลยว่า Coworking Space เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างบริษัทแบบดั้งเดิมกับพื้นที่ทำงานในรูปแบบใหม่ ที่ช่วยให้คุณรู้สึกสะดวกสบายในการทำงานเหมือนอยู่ที่บ้าน และรวมเข้ากับสิ่งอำนวยความสะดวกระดับมืออาชีพ ราวกับยกมาจากบริษัท พร้อมโอกาสในการเพิ่มเครือข่ายใหม่ ๆ ที่คุณพบในสภาพแวดล้อมแบบองค์กร ซึ่งการทำงานแบบ Remote Working สามารถเลือกใช้ประโยชน์จากพื่นที่ Coworking Space ที่ใกล้ที่ทำงานหรือใกล้บ้านคุณก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ดีมากเลยทีเดียว


    ทำไมต้องทำงานแบบ Remote Work ?

    เมื่อคุณเข้าใจแล้วว่าการทำงานแบบ Remote Working คืออะไร และผู้คนทั่วไปสามารถทำงานแบบ Remote Working ได้ในทุกวันอย่างไร แต่คุณอาจสงสัยว่า เพราะอะไร ทำไมบางคนถึงเลือกทำงานนอกบริษัท และทำไมเจ้านายของพวกเขาถึงอนุมัติให้พวกเขาทำงานนอกสถานที่ได้ 

    คำตอบของคำถามนี้คือ เพราะการทำงานแบบ Remote Working มีประโยชน์มากมายทั้งสำหรับตัวพนักงานและเจ้านาย ตั้งแต่การเพิ่มผลงานที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการทำงานที่เต็มไปด้วยความสุข และสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรคออฟฟิศซินโดรม โดยทางเราจะมาแบ่งข้อดีของพนักงานและเจ้านายดังหัวข้อต่อไปนี้


    การทำงานแบบ Remote Work มีประโยชน์ต่อพนักงานอย่างไร ?

    1. หมดความกังวลกับการทำงานแบบเคร่งเครียด และได้ทำอย่างอื่นได้มากยิ่งขึ้น

    เหตุผลที่ชัดเจนที่สุด สำหรับผู้คนที่ต้องการทำงานแบบ Remote Working คือ สามารถทำให้พนักงานมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เมื่อไม่จำเป็นต้องอยู่ในบริษัทในช่วงเวลาที่กำหนด พนักงานแบบ Remote Working สามารถมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญสำหรับตนเองจากนอกบริษัทได้ในทันที เช่น หากพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working เป็นพ่อแม่ที่กำลังมีลูกเล็ก ก็สามารถเริ่มทำงานให้เร็วขึ้น เพื่อรีบทำงานให้เสร็จก่อนกำหนด และสามารถไปดูแลลูกน้อยของตนเองได้อย่างทันทีหรือในสถานการณ์อื่น อาจเป็นพนักงานแบบ Remote Working ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมในสาขาวิชาของตนเอง และไม่ต้องการอยู่ภายใต้ตารางงานที่เข้มงวดในสถานที่ทำงาน จึงทำให้สามารถศึกษาระดับปริญญาโท หรือหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่องในระหว่างวัน และเพิ่มการทำงานของตนเองในตอนเย็นหรือช่วงเวลาเลิกเรียนได้ เป็นต้น

    2. สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working มีความเครียดน้อยลง และมีกำลังใจสูงขึ้นกว่าพนักงานในบริษัท โดยในรายงานที่ตีพิมพ์โดย Royal Society for Public Health ในสหราชอาณาจักรที่ประกอบไปด้วย 4 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ พบว่า 55% ของผู้เข้าร่วม รู้สึกเครียดมากขึ้นเนื่องจากการเดินทางไปทำงาน แต่เมื่อพนักงานได้ทำงานแบบ Remote Working ในสภาพแวดล้อมที่รู้สึกสบายใจ ส่งผลให้เความเครียดที่มีต่องานน้อยลงอย่าเห็นได้ชัด และจากการศึกษาของ PGi ในปี 2014 พบว่า 69% ของคนที่ทำงานแบบ Remote Working มีรายงานการขาดงานที่น้อยกว่าพนักงานที่มาทำงานที่บริษัทแบบปกติ 

    นอกจากนี้ พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working ไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องออกไปทำงานที่บริษัท เนื่องจากทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมและมุ่งเน้นในบทบาทหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่ แทนที่จะเสียเวลาไปกับความเครียดหรือความกดดันภายในองค์กร จึงส่งผลให้พนักงานที่มีความสุขและสุขภาพที่ดีจะมีการทำงานที่ดีขึ้น รวมถึงรู้สึกผูกพันกับบริษัทมากขึ้นไปด้วย โดยจากมุมมองนี้จะเห็นได้ว่าการทำงานแบบ Remote Working เป็นรูปแบบการทำงานที่ดีอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

    3. ความรักในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น

    พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working สามารถทำงานให้ดีที่สุดได้ เมื่ออยู่นอกบริษัท เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมที่ดีมากกว่าเดิม และสามารถคัดกรองสิ่งรบกวนในการทำงานตามที่เห็นสมควรได้เป็นอย่างดี 

    การทำงานแบบ Remote Working เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานรูปแบบหนึ่ง เปรียบเสมือนเป็นรางวัลสำหรับการทำงานที่ยอดเยี่ยมสำหรับพนักงาน และเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นศักยภาพของการทำงาน เพื่อให้ได้ก้าวข้ามเป้าหมายเดิม ๆ ของตนเองและได้ดำเนินชีวิตตามแบบที่พวกเขารักได้นั่นเอง


    การทำงานแบบ Remote Work มีประโยชน์ต่อเจ้านายอย่างไร ?

    1. ได้รับผลผลิตที่สูงขึ้นกว่าเก่า

    หนึ่งในข้อโต้แย้งที่มีความขัดแย้งมากที่สุดสำหรับการทำงานแบบ Remote Working คือ ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น มาจากความยืดหยุ่นในการทำงานของพนักงาน ซึ่งพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working มีแนวโน้มที่จะใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ในการทำงานของตนเองกว่าการทำงานในบริษัทแบบปกติ จึงทำให้ผลงานออกมาดีกว่า การทำงานให้เสร็จเฉย ๆ 

    เมื่อเทียบกับพนักงานที่ทำงานในบริษัท ตามรายงานจากการสำรวจของ Surepayroll พบว่า 65% พบว่าการทำงานแบบ Remote Working ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและมีผลงานที่มีคุณภาพได้มากกว่าการทำงานแบบเต็มเวลา 

    2. ประหยัดต้นทุนได้มากกว่าเดิม

    พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working เป็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมต่อผลกำไรของบริษัท ด้วยการช่วยลดรายจ่ายภายในบริษัท เช่น ค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน และค่าเฟอร์นิเจอร์ในสำนักงาน เป็นต้น โดยผลสำรวจจาก Flexjobs รายงานว่า ผู้ว่าจ้างสามารถประหยัดเงินได้ถึง $ 22,000 ต่อคน สำหรับการทำงานแบบ Remote Work เพียงส่วนหนึ่งขององค์กรในรายปี  

    3. พนักงานมีส่วนร่วมกับงานที่ได้รับมากยิ่งขึ้น

    นอกเหนือจากผลกำไรและคุณภาพงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมแล้ว การที่เจ้านายเสนอโอกาสในการทำงานแบบ Remote Working เพื่อให้พนักงานมีความสุขและมีส่วนร่วมกับงานที่มากยิ่งขึ้นแล้ว ในการทำงานแบบ Remote Working ไม่เพียงแต่จะเป็นการทำงานที่ดี ยังมีความต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งส่งผลโดยตรงที่ทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานชิ้นนั้นได้อย่างเต็มที่ 

    พนักงานเกือบ 75% ที่ได้รับการสำรวจจาก Softchoice รายงานว่า พวกเขาจะลาออกจากงานทันที ถ้ามีที่ทำงานไหนเสนอให้มีการทำงานแบบ Remote Working นั่นคือสิ่งที่จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถได้คัดเลือกพนักงานที่ตั้งใจมาทำงานให้ตนเองและองค์กรได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพได้มากกว่าเดิม โดยไม่มีอุปสรรค์ในเรื่องของการเดินทางมาขัดขวางอีกต่อไป 

    และอีกหนึ่งผลลัพธ์จากการสำรวจโดย TINYpulse รายงานว่า พนักงานที่ได้รับการอนุมัติให้ได้ทำงานแบบ Remote Working สามารถทำให้พวกเขามีความสุขและรู้สึกถึงคุณค่าในหน้าที่ของตนเองต่อที่ทำงาน ได้มากกว่าการเป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานอีกด้วย


    ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำงานแบบ Remote Work ?

    ในขณะที่การทำงานแบบ Remote Working กำลังเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ยังมีเรื่องเข้าใจผิด เกี่ยวกับรูปแบบการทำงานแบบ Remote Working นี้อยู่ OpenLandscape ได้สรุปรวมมาเป็นหัวข้อ เพื่ออธิบายให้คุณได้ทำความเข้าใจการทำงานในรูปแบบนี้ให้มากยิ่งขึ้นแล้ว ดังนี้ 

    มักมีปัญหาในการสื่อสารจริงหรือไม่ ?

    การทำงานแบบ Remote Working แม้จะไม่ได้มีการพูดคุยกันต่อหน้า เพราะอยู่ต่างสถานที่กัน แต่ปัญหาด้านการสื่อสารที่หลายคนกังวลนั้นแทบจะไม่มีมาให้กระทบกับเรื่องงานเลย เพราะการติดต่อสื่อสารกับคนในที่ทำงานแบบ Remote Working นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนสามารถพูดคุยหรือประสานงานกับคนในทีม ผ่านช่องทางการติดต่อได้หลากหลายช่องทางที่สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้การทำงานและการประสานงานนั่น สำเร็จได้ด้วยดีไม่ต่างจากการทำงานที่สำนักงานเลย

    การสนทนาผ่านทาง Video Calls เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการจัดการประชุมสำหรับพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working เพราะสามารถพูดคุยได้เหมือนอยู่ต่อหน้ากัน อีกทั้งพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working มักมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้เริ่มต้นพูดคุยด้วยตนเองอย่างกระตือรือร้นกับคนในทีม ในเรื่องของการสื่อสารเกี่ยวกับสถานะของโปรเจกต์ รวมถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่อีกด้วย

    ต้องพร้อมทำงานตลอดเวลาจริงหรือไม่ ?

    นี่เป็นอีกหนึ่งในความกลัวและความเข้าใจผิดของพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working รวมถึงเจ้านายด้วย เนื่องจากพนักงานส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการทำงานแบบ Remote Working เพราะเป็นการทำงานที่ให้อิสระแก่พนักงาน ในการจัดทำตารางเวลาของตนเองให้มีเวลาส่วนตัวที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เพราะช่วยให้ตารางการทำงานของพนักงานเพิ่มมากขึ้นเป็นตลอด 24 ชั่วโมงใน 1 วัน 

    อีกทั้งเจ้านายอาจไม่ต้องการให้พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working ต้องทำงานแบบไม่มีหยุดพัก เพราะกลัวว่าพนักงานจะเหนื่อยล้าจากการทำงาน และหมดความตั้งใจในการทำงาน  สิ่งนี้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญในการเริ่มต้นข้อตกลงในการทำงานแบบ Remote Working ร่วมกันในองค์กร

    ในการทำงานแบบ Remote Working พนักงานควรแจ้งชั่วโมงที่พร้อมทำงานและเวลาพักของวันให้ทุกคนทราบ เพื่อสะดวกในการติดต่อสื่อสารและความยืดหยุ่นของการทำงาน นอกเหนือจากการวางมาตรฐานสำหรับเวลาในการทำงานแบบ Remote Working แล้ว อย่าลืมกำหนดช่องทางการติดต่อสื่อสารกับสมาชิกในทีมที่ชัดเจนด้วย

    จะรู้ได้อย่างไรว่าทำงานจริง ?

    แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุด และถูกเข้าใจผิดมากที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน ภาพลักษณ์ของคนที่ทำงานแบบ Remote Working คือ พวกเขามักจะนั่งหรือนอนอยู่บนเตียงทั้งวันในชุดนอน อาจทำงานเพียงครั้งเดียวหรือเพียงชั่วครู่เท่านั้น และไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับผู้ที่เดินทางไปทำงานที่สำนักงานในทุก ๆ วัน  

    เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่จริง เพราะคนที่ทำงานแบบ Remote Working มีหลากหลายสไตล์ มีทั้งคนที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เพื่ออาบน้ำและเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์โปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จตามกำหนดที่ได้วางเอาไว้ รวมถึงผู้ที่เตรียมพร้อมตารางงานรายวัน เหมือนกับคนที่ต้องไปทำงานในออฟฟิศ 

    หากคุณกังวลว่าจะเช็คได้อย่างไรว่าทำงานกันจริงหรือไม่ เพียงแค่คุณดูที่ผลงานที่ได้รับก็เป็นคำตอบสำหรับคำถามข้อนี้ได้ดีที่สุดแล้ว และหากยังไม่แน่ใจ สามารถตรวจสอบดูรายงานการทำงานประจำวันได้ด้วยเช่นเดียวกัน


    ‍สรุปแล้วพนักงานแบบ Remote Work คืออะไร ?

    พนักงานแบบ Remote Work หรือ Remote Working คือ คนที่ทำงานในนามของบริษัท แต่ทำงานนอกออฟฟิศ อาจหมายถึงการทำงานจาก Coworking Space, บ้าน, ร้านกาแฟ และในพื้นที่อื่น ๆ ที่รองรับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

    นี่เป็นกระบวนการที่มีหลายขั้นตอน และไม่ใช่สิ่งที่ทำไปโดยไม่ต้องคิดอะไรสักอย่าง เพราะ พนักงานแบบ Remote Working จะต้องพิจารณาบทบาทหน้าที่ วางแผน และรับมือกับปัญหาที่ต้องเผชิญ เพื่อแสดงความเป็นมืออาชีพจากสไตล์การทำงานของตนเอง ให้ผลงานสำเร็จตามกำหนดที่ได้รับมอบหมาย

    สำหรับใครที่อยากเสนอการทำงานแบบนี้กับองค์กร คุณต้องสร้างกรณีศึกษาทางธุรกิจที่มีการวิจัยเป็นอย่างดี ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงกับบทบาทและหน้าที่ของคุณในองค์กร โดยใช้พลังแห่งการโน้มน้าวใจ เพื่อให้หัวหน้าของคุณอนุมัติการทำงานแบบ Remote Working รวมถึงข้อตกลงร่วมกันว่าคุณต้องการทำงานเป็นสัปดาห์ละครั้งหรือทั้งปี รวมถึงการรายงานผลการทำงานอย่างละเอียดในประจำวัน และการทำงานร่วมกับทีมของคุณได้เป็นอย่างดี ไร้อุปสรรคทางการสื่อสารนั่นเอง

    ในขณะที่เทคโนโลยียังคงก้าวหน้า การทำงานแบบ Remote Working จึงเป็นเรื่องธรรมดาในหลายแวดวงการ ตั้งแต่งานที่คุณคาดหวัง อาจเป็นงานทางด้านเทคโนโลยี งานอิสระ และงานด้านอื่น ๆ ซึ่งการทำงานแบบ Remote Working สามารถพบได้ในเกือบทุกธุรกิจ

    หากคุณกำลังมองหาบริษัทที่รับการงานแบบ Remote Working เริ่มต้นค้นหาได้เลย รวมถึงอาจลองเสนอรูปแบบการทำงานนี้กับบริษัทที่คุณทำอยู่ เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าโอกาสนั้นจะมาเมื่อไหร่ ถ้าไม่ได้ลองดูก่อน ซึ่งการทำงานที่มีอิสระในการใช้ชีวิตตามความต้องการของคุณกำลังรอคุณอยู่ !


    ข้อมูลอ้างอิงจาก 

    What is Remote Work?

    Benefits Of Telecommuting For The Future Of Work

    ทำความรู้จัก Remote Working ดีต่อใจแต่ไม่ไกลผลลัพธ์เดิม