Author: Pornpansa

  • Depa ใจดี มอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ SEMs สูงสุดถึง 10,000 บาท !

    Depa ใจดี มอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ SEMs สูงสุดถึง 10,000 บาท !

    Depa ใจดี มอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ SEMs สูงสุดถึง 10,000 บาท !

    โอกาสดี ๆ มาถึงแล้ว สำหรับผู้ประกอบการ SMEs กับโครงการอุดหนุนเพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และ นวัตกรรมดิจิทัลในภาคอุสาหกรรม (Depa Mini Transformation Voucher)  ซึ่งเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นโดยสำนักงานส่งเสริมเศรฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า และร่วมมือกับพันธมิตรองค์กรเอกชนที่มีสมาชิกในกลุ่มอุตสหกรรมดิจิตอล และ กลุ่มอุตสหกรรมเป้าหมาย 

    สำหรับโครงการดี ๆ แบบนี้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้ SMEs ไทยในทุกภูมิภาคได้ขับเคลื่อนธุรกิจในยุคดิจิทัล ส่งผลให้ธุรกิจสามารถลดต้นทุน และเพิ่มผลประกอบการในช่วงสถาการณ์โควิด – 19 (Covid – 19) โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครร่วมโครงการเป็นผู้ให้บริการ หรือขอรับสิทธิเพื่อใช้บริการกับผู้ให้บริการที่ร่วมในโครงการได้ 

    ในส่วนของรายละเอียดโครงการก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน โดยทางดีป้าจะมีเงินทุนสนับสนุนให้เปล่าสูงสุดในโครงการจำนวนร้อยละ 100 ของค่าใช้จ่ายก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม ในวงเงินไม่เกิน 10,000 บาทเลยทีเดียว 

    กลุ่มของผู้ให้บริการที่ขนทัพมาให้เลือกใช้บริการนั้น ก็มีมากมายหลายรายการ โดยจะเป็นเทคโนโลยีในกลุ่มที่ช่วยในการบริการ และการจัดการเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงช่วยในการวิเคราะห์ และตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Operational Backbone) เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับรายละเอียดโครงการมีดังต่อไปนี้

    รูปแบบและเงื่อนไขการสนับสนุน 

    • สนับสนุนรูปแบบเงินให้เปล่าสูงสุดในโครงการจำนวนร้อยละ 100 ของค่าใช้จ่ายก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม ในวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท
    • ต้องเป็นการซื้อ หรือ ให้บริการกับผู้ขาย และผู้ใช้บริการด้านดิจิทัลที่ขึ้นทะเบียนกับ depa หรือหน่วยงานที่ร่วมเท่านั้น 
    • หมวดหมู่ค่าใช้จ่ายที่สนับสนุน ได้แก่ ค่าระบบ Software , ค่าเช่าใช้บริการระบบ อย่างน้อย 6 เดือน , ค่าอุปกรณ์ Hardware Smart Device สนับสนุน 50 %
    • รูปแบบการสนับสนุน เป็นลักษณะการเบิกค่าใช้จ่ายย้อนหลัง (Reimbursement)

    คุณสมบัติของผู้ขอรับสิทธิ

    • เป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs)
    • เป็นนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนการค้ากับกระทรวงพาณิชย์
    • เป็นกิจการที่ผลิตสินค้า ให้บริการ หรือกิจการค้าส่ง และค่าปลีก ตามพระราชบัญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม พ.ศ. 2543 หรือธุรกิจที่จดทะเบียนภายใต้กฏหมายเฉพาะอื่น ๆ 

    ประเภทที่เทคโนโลยีที่ให้บริการ และเปิดรับสมัคร

    • CRM (ระบบบริหารจัดการลูกค้า)
    • ERP (ระบบบริหารจัดการร้าน)
    • ACC (ระบบบัญชี การเงิน)
    • HRM (ระบบบริหารจัดการบุคคล)
    • POS (ระบบขายหน้าร้าน)
    • E-commerce (ระบบจัดการการขายออนไลน์)
    • Logistic (ระบบขนส่ง)
    • Smart Farming (ระบบบริหารจัดการฟาร์ม)

    ระยะเวลาการเปิดรับสมัคร : วันที่  25 มีนาคม – 18 พฤษภาคม 2563

    ประกาศรายชื่อผู้ปได้รับสิทธิ : 15 มิถุนายน 2563 

    ช่องทางการประกาศผล : https://www.depa.or.th/th/smedigitalcoupon


    สำหรับผู้ใช้บริการท่านใดที่มีความสนใจอยากสมัครเป็นผู้ให้บริการ หรือขอรับขอสิทธิใช้บริการในโครงการสามารถเข้าไปดูรายละเอียดโครงการเพิ่มเติม หรือสมัครเข้าโครงการได้ที่ https://www.depa.or.th/th/smedigitalcoupon อย่ารอช้ารีบสมัครเลย ก่อนหมดเขต !

  • FRONT END , BACK END , FULL STACK คืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?

    FRONT END , BACK END , FULL STACK คืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?

    รู้หรือไม่ สายงานโปรแกรมเมอร์ยอดนิยมในขณะนี้คืออะไร !?

    แน่นอนว่าในวงการโปรแกรมเมอร์ ย่อมมีหลากหลายสายงานที่น่าสนใจ โดยผลการสำรวจความนิยมสายงานโปรแกรมเมอร์ของ Stack Overflow ในปี ค.ศ. 2022 พบว่า

    • อันดับ 1 ในสายงานที่ได้ใจสายโปรแกรมเมอร์ไปครองเลยคือ “Full Stack Developer” หรือ นักพัฒนาโปรแกรมหน้าบ้านและหลังบ้าน
    • อันดับ 2 คือ “Back End Developer” นักพัฒนาโปรแกรมหลังบ้าน 
    • อันดับ 3 คือ “Front End Developer” นักพัฒนาโปรแกรมหน้าบ้าน 

    สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นเขียนโปรแกรมได้ไม่นาน อาจสงสัยว่าทั้งสามสายงานนี้ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง OpenLandscape ได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณได้เข้าใจให้มากขึ้นได้แล้วที่บทความนี้

    เนื่องจากเว็บไซต์และแอปพลิเคชันนั้นมีการเติบโตที่ค่อนข้างซับซ้อน จำเป็นต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้พัฒนาจึงต้องมีความเชี่ยวชาญให้มากขึ้นอยู่เสมอ โดยการพัฒนาเว็บไซต์ในที่กล่าวมานี้ หมายถึงสิ่งต่าง ๆ มากมายที่มักขึ้นอยู่กับสิ่งที่นักพัฒนาเว็บไซต์มีความเชี่ยวชาญด้วยกัน 3 ประเภทหลักได้แก่

    • Front End Developer ผู้พัฒนาโปรแกรมในส่วนของหน้าบ้าน (ส่วนที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน)
    • Back End Developer ผู้พัฒนาโปรแกรมในส่วนของหลังบ้าน (ส่วนของการทำงานเบื้องหลังจำพวก ฐานข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน)
    • Full Stack Developer ผู้พัฒนาอย่างเต็มรูปแบบทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ถือเป็นความเชี่ยวชาญที่ลงตัวของทั้ง 2 ตำแหน่ง โดยสามารถนำไปใช้กับ Web Stack, Mobile Stack หรือ Native Application Stack แอปพลิเคชันดั้งเดิม เช่น โปรแกรมซอฟต์แวร์สำหรับอุปกรณ์เฉพาะ เป็นต้น

    เพื่อให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจว่า นักพัฒนาเว็บไซต์ของแต่ละประเภทมีความเชี่ยวชาญอย่างไรบ้าง หรือในกรณีที่นักพัฒนา Full Stack ต้องการเป็นผู้ชำนาญที่เชี่ยวชาญมากขึ้น ต้องเพิ่มทักษะในเรื่องอะไรบ้าง 

    OpenLandscape ได้จัดทำหัวข้อเพื่อแยกข้อมูลทั้งหมดออกมาให้ทุกคนได้อ่านกันง่ายขึ้น พร้อมบอกทักษะที่คุณต้องเรียนรู้ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมกับการเป็นนักพัฒนาด้านต่าง ๆ ในแบบที่คุณต้องการได้ ดังนี้


    นักพัฒนา FRONT END คืออะไร ?

    ภาพประกอบ 1 front end

    นักพัฒนา Front End คือ นักพัฒนาโปรแกรมในส่วนด้านหน้าที่มองเห็นได้ทันทีของหน้าเว็บไซต์ หรือ ที่หลายคนเรียกติดปากกันว่า “หน้าบ้าน” นั่นเอง โดยผู้ใช้งานสามารถมองเห็น และโต้ตอบร่วมกันภายในเว็บเบราว์เซอร์ได้

    ในส่วนของหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันบนมือถือ เป็นส่วนที่ผู้ใช้สามารถมองเห็น และโต้ตอบได้โดยตรง ถูกสร้างขึ้นด้วยภาษาทั่วไปที่ต้องรู้ และทักษะที่จำเป็นสำหรับนักพัฒนา Front End ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 

    • HTML
    • CSS
    • JavaScript
    • Version Control/Git
    • Responsive Design
    • Testing / Debugging
    • Browser Developer Tools
    • Building and Automation Tools / Web Performance
    • Command Line

    HTML (Hypertext Markup Language) เรียกได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของเว็บไซต์เลยทีเดียว โดยทุกเว็บไซต์ที่คุณเข้าไปเยี่ยมชมนั้นล้วนถูกสร้างขึ้นด้วย HTML มีหน้าที่ดูแลโครงสร้าง และเนื้อหาทั้งหมด เป็นภาษาที่ใช้ Tag ในการกำหนดการแสดงผลของหน้าเว็บเพจที่ต่างก็เชื่อมถึงกันใน Hyperspace ผ่าน Hyperlink นั่นเอง

    ส่วน HTML5 คือ HTML ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ให้เป็นปัจจุบันบนหน้าเว็บไซต์ โดยถึงแม้ว่าเว็บไซต์ที่สร้างด้วยเวอร์ชันเก่าจะยังทำงานได้ดีบนเบราว์เซอร์ของคุณ แต่การพัฒนาให้ทำงานได้สะดวกและง่ายมากขึ้น มักทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ โดย HTML5 ยังถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นภาษามาร์กอัป (Markup language) สำหรับ WWW รุ่นต่อไปของ HTML

    CSS (Cascading Style Sheets) หรือ “สไตล์ชีท” เป็นสิ่งที่ควบคุมลักษณะการแสดงผลของ HTML บนหน้าเว็บไซต์ โดย CSS สามารถกำหนดสี, แบบอักษร, ภาพพื้นหลัง และแม้กระทั่งวิธีการจัดวางตำแหน่งบนหน้าเว็บให้เกิดความสวยงาม โดยคุณสามารถใช้ CSS เพื่อจัดเรียงองค์ประกอบ HTML บนหน้าเว็บไซต์ได้ตามที่คุณต้องการ แม้ว่าจะแตกต่างจากลำดับที่จัดเรียงไว้ใน HTML ไฟล์ก็ตาม ส่วน CSS3 คือ CSS ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นปัจจุบันบนเว็บไซต์ และเพิ่มคุณสมบัติมากมายสำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การโต้ตอบพื้นฐานและภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น

    ตอนนี้คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ด้วย HTML และ CSS แต่ยังจำเป็นต้องใช้ร่วมกับ JavaScript ที่เป็นเหมือน Game changer หรือกล่าวง่าย ๆ คือ JavaScript สามารถช่วยให้ผู้พัฒนาสร้างเว็บเพจได้ตรงตามความต้องการ และมีความน่าสนใจได้มากกว่าเก่า เพิ่มความสามารถในการโต้ตอบภาพเคลื่อนไหวที่มีความซับซ้อนได้มากยิ่งขึ้น และยังทำให้คุณสามารถสร้างเว็บแอปพลิเคชันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนได้ดียิ่งกว่าเดิมหลายเท่าเลยทีเดียว

    หากลองย้อนกลับไปในวันเก่า ๆ เช่น ปี ค.ศ. 2012 เว็บเบราว์เซอร์เคยอธิบายความหมายผิด ๆ ของ JavaScript ไว้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการเพิ่มฟังก์ชันการทำงานที่ซับซ้อนด้วย JavaScript ไม่ได้เป็นความคิดที่ดีเสมอไป แต่เบราว์เซอร์นั้นจะมีประสิทธิภาพที่มากขึ้น หากทำงานร่วมกับ JavaScript สิ่งที่เคยถูกสงวนไว้สำหรับภาษาการเขียนโปรแกรมของ “Back end” และ JavaScript นั้นสามารถพัฒนาด้วยตัวของมันเองได้ อีกทั้งยังรวมถึงการสร้าง Frameworks เช่น AngularJs, jQuery, NodeJS เป็นต้น 

    Version Control / Git คือ ระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับการติดตาม, การตรวจสอบ, การพัฒนา และการแก้ไข Source Code ต่าง ๆ ซึ่งในขั้นตอนการพัฒนา สามารถตรวจสอบได้ทุกตัวอักษร ทุกบรรทัด ทุกไฟล์ ที่มีการแก้ไข รวมถึงระบุได้ว่าใครเป็นคนแก้ไข และแก้ไข ณ วันที่เท่าไหร่ เพื่อดูข้อผิดพลาดโดยที่ไม่ต้องกลับไปเริ่มต้นทำใหม่ทั้งหมด

    Responsive Design คือ เทคนิคการออกแบบเว็บไซต์แบบใหม่ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนขนาดของเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับการแสดงผลบนหน้าจอขนาดต่าง ๆ รวมถึงความละเอียดของหน้าจอในอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน เช่น คอมพิวเตอร์, โน้ตบุ๊ค, โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันเว็บไซต์ถูกใช้งานบน Device และขนาดหน้าจอที่หลากหลาย การพัฒนาเว็บไซต์จึงควรคำนึงถึงการแสดงผลบนหน้าจอที่แตกต่างกัน ซึ่ง Responsive Design เป็นหลักการออกแบบที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถรองรับการใช้งานได้จากทุกหน้าจอ จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญสำหรับนักพัฒนา Front End

    Testing / Debugging Bugs คือ สิ่งที่นักพัฒนาทุกคนต้องทำอยู่เสมอ เพราะคุณจำเป็นต้องทดสอบโค้ดเพื่อค้นหา Bug สำหรับลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นบนเว็บไซต์ ดังนั้นการ Test และ Debug จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญที่ควรมี

    Browser Developer Tools คือ เครื่องมือต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับ Web browsers ให้คุณได้เลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการทดสอบและปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ของคุณผ่าน Browser ได้โดยตรง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการแสดงผลของหน้าเว็บไซต์จะตรงกับความต้องการของคุณ

    Building and Automation Tools /  Web Performance คือ การเขียนโค้ดเพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ยอดเยี่ยมขึ้นมา โดยไม่ทำให้เว็บไซต์นั้นทำงานล่าช้า ซึ่งโปรแกรม Webpack สามารถช่วยลดขนาดไฟล์ CSS, JS หรือไฟล์รูปภาพ และทำให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

    Command Line คือ รูปแบบการแสดงผลแบบ Text Mode โดยหน้าโปรแกรมจะรับ Input ทีละบรรทัดและหาความหมายของคำสั่งนั้น เพื่อสั่งให้ระบบปฏิบัติการ (OS) ทำตามคำสั่งนั้นต่อไป โดยปกติสามารถใช้ Graphic User Interfaces หรือ GUI ได้ แต่บางครั้งนักพัฒนาจำเป็นต้องใช้ Command Line เพราะเป็นอีกหนึ่งเรื่องพื้นฐานสำหรับนักพัฒนา

    กล่าวโดยสรุปแล้ว Front End หรือ นักพัฒนาโปรแกรมในส่วนของหน้าบ้านมักใช้ HTML, CSS และ JavaScript รวมถึงอื่น ๆ เพื่อเขียนโค้ดเว็บไซต์ในการทำงาน โดยสายงานนี้เป็นคนที่ทำการออกแบบ และสร้างเว็บไซต์สำหรับการใช้งาน ในบางเว็บไซต์อาจสร้างขึ้นด้วย HTML, CSS และ JavaScript เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเว็บไซต์อื่น ๆ ยังมี Code ที่ซ่อนอยู่ในส่วนของ Back End เพื่อเพิ่มหรือปรับปรุงส่วนหน้าของเว็บไซต์ได้นั่นเอง


    นักพัฒนา BACK END คืออะไร ?

    ภาพประกอบ 2 front end

    นักพัฒนา Back End คือ นักพัฒนาโปรแกรมในส่วนของ “หลังบ้าน” หรือการทำงานเบื้องหลังของส่วนต่าง ๆ ในเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานไม่สามารถโต้ตอบได้โดยตรง มีหน้าที่จัดการข้อมูลที่ “หน้าบ้าน” ต้องการและส่งไปให้ รวมถึงการออกแบบ Database ให้เก็บข้อมูลและดึงข้อมูลมาใช้ให้เร็วที่สุดได้ โดยส่วนใหญ่จะเลือกส่งผ่าน API (Application Programming Interface) และทักษะที่จำเป็นสำหรับนักพัฒนา Back End มีดังนี้

    • มีทักษะด้าน Web Developer (Javascript, CSS, HTML5, jQuery)
    • มีความรู้พื้นฐานในด้าน Package Management Tool เพื่อใช้สำหรับจัดการ Library/Dependency ต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในระบบ ซึ่งแต่ละภาษาใช้เครื่องมือที่แตกต่างกัน
    • มีความสามารถในการเขียนการทดสอบอัตโนมัติ เช่น Unit Test, Integration Test, API Test, Component Test และ End-to-End Test
    • มีความรู้ในด้าน RESTful API เป็น Interface ที่ระบบคอมพิวเตอร์ 2 ระบบใช้เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย
    • มีความรู้ในด้าน Database เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อระบบหลังบ้าน เช่น Relational Database, Non Relational Database, Hierarchical Database เป็นต้น
    • มีความรู้ในด้าน Web Server และ Application Server เพื่อเลือกใช้งาน Server ได้เหมาะสมกับงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
    • มีความรู้ในด้าน Container เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาและติดตั้งระบบงาน เช่น Docker และ Kubernetes 
    • มีความรู้ในด้าน Caching เพื่อรู้ลักษณะข้อดีและข้อเสีย แล้วนำมาปรับใช้งานได้อย่างเหมาะสม

    นั่นจึงทำให้การทำงานของ Front End และ Back End นั้นมีหน้าที่แตกต่างกัน ในขณะที่การทำงานในส่วนของ Front End คือ ทำทุกอย่างให้ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมโต้ตอบได้โดยตรง ส่วน Back End นั้นจะทำงานที่อยู่เบื้องหลัง และมีข้อได้เปรียบที่มากกว่า Front End เพราะมีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในเรื่องเฉพาะทางนั้นเอง โดย Back End จำเป็นต้องใช้ภาษา Programming ในการทำงาน ซึ่งภาษา Programming นั้นมีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น 

    • PHP
    • Ruby
    • Python

    สิ่งหนึ่งที่คุณควรทราบ คุณอาจไม่เห็นรายชื่อจำนวนมากที่แสดงตำแหน่งสายงานที่แจ้งว่า บริษัทกำลังมองหา “นักพัฒนา Back End ” แต่คุณจะพบรายการที่แจ้งว่าทางบริษัทกำลังมองหา “นักพัฒนา Ruby” หรือ “นักพัฒนา PHP” ฯลฯ เป็นต้น เนื่องจากภาษาการเขียนโปรแกรมนั้น มีแค่นักพัฒนาที่รู้ว่ามันคือกุญแจสำคัญที่เหมาะสมกับงานชนิดใดบ้าง

    ดังนั้นในส่วนของ Back End เท่าที่คุณสามารถทำได้ด้วยดีจากภาษา Programming คุณจะไม่สามารถทำได้ด้วย JavaScript เพราะมันเป็นส่วนเฉพาะที่มีข้อจำกัดมากกว่า โดยมีความแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่ง ได้แก่ ระบบการจัดการเนื้อหาส่วนใหญ่ สร้างจากภาษาการเขียนโปรแกรมของ Back End เช่นเดียวกับเว็บแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน JavaScript อาจประสบปัญหาในเรื่องประสิทธิภาพของการทำงาน เช่น เกิดความล่าช้า หรือ พบข้อบกพร่องขึ้นได้ และในบางกรณี คุณสามารถใช้ JavaScript เพื่อสร้างทุกอย่างที่คุณออกแบบได้ บางครั้งยังมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่านั้น ด้วยการเรียนรู้ Code ที่จะช่วยสอนให้คุณค้นหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะ และบางครั้งสิ่งเหล่านี้หมายถึงการใช้ภาษาของ Back End นั่นเอง

    โดยทั่วไปแล้วนักพัฒนา Back End ส่วนใหญ่จะทำงานร่วมกับนักพัฒนา Front End เพื่อทำให้ Code ทำงานในการออกแบบเว็บไซต์ หรือการออกแบบแอปพลิเคชัน รวมถึงการปรับแต่งการออกแบบนั้นเมื่อจำเป็น ซึ่งในที่สุดแล้วก็มาถึงหัวข้อสุดท้ายของ Full Stack


    นักพัฒนา FULL STACK คืออะไร ?

    ภาพประกอบ 3 front end

    นักพัฒนา Full Stack คือ นักพัฒนาเว็บอย่างเต็มรูปแบบทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน หรือวิศวกร (Engineer) ที่ทำงานร่วมกับนักพัฒนา Front End และ Back End ของเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งหมายความว่านักพัฒนา Full Stack สามารถจัดการโครงการที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลและสร้างเว็บไซต์ที่รองรับผู้ใช้บริการ หรือแม้แต่ทำงานกับผู้รับบริการในช่วงการวางแผนสร้างโครงการต่าง ๆ 

    Full Stack หรือ นักพัฒนาเว็บเต็มรูปแบบ มีคุณสมบัติดังนี้ 

    • มีความชำนาญด้าน HTML, CSS, JavaScript และภาษา Programming อย่างน้อย 1 ภาษาหรือมากกว่าขึ้นไป
    • นักพัฒนา Full Stack ส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญในภาษาการเขียนโปรแกรม Back End โดยเฉพาะ เช่น Ruby หรือ PHP และ Python แม้ว่าบางทีนักพัฒนา Full Stack จะทำงานเป็นนักพัฒนามาระยะหนึ่งแล้ว หรือ ทำงานมาได้มากกว่าหนึ่งงาน โดยทั่วไปแล้วในสายงานนี้มักจะมีชื่อเรียกที่เข้าใจกันว่า “นักพัฒนา Ruby เต็มรูปแบบ” หรืออะไรที่คล้ายกัน เป็นต้น
    • นักพัฒนา Full Stack ที่ดีต้องมีการเรียนรู้ทั้งการจัดการ บริหารโครงการใดโครงการหนึ่งให้สมบูรณ์แบบอยู่เสมอ รวมถึงมีการจัดวาง การออกแบบภาพรวม หรือการออกแบบเว็บไซต์ให้ออกมาดีที่สุด และมีทักษะ รวมถึงประสบการณ์ร่วมกับผู้ใช้เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม มุ่งไปสู่ความสำเร็จในแบบที่คุณต้องการ

    ในเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่สามารถทำได้ในส่วนของ Front End และส่วนของ Back End ที่ยังไม่ชัดเจนนั้น นักพัฒนาส่วนมากกลายมาเป็นสิ่งที่ทุกคนเรียกกันว่า “Full Stack” ซึ่งนายจ้างจำนวนมาก โดยเฉพาะเอเจนซี่ที่ทำงานในไซต์ประเภทต่าง ๆ ล้วนมองหานักพัฒนาที่รู้วิธีการทำงานในทุกส่วนของเว็บไซต์เพื่อให้มั่นใจได้ว่า สามารถเลือกผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดสำหรับงาน โดยที่ไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นงานเฉพาะด้านเทคนิคฝ่าย Front End หรือ ฝ่าย Back End หรือไม่ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า นักพัฒนา Full Stack มักเป็นที่ต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของบริษัทต่าง ๆ  ตามไปด้วยนั่นเอง

    ซึ่งในปัจจุบันนี้หลายคนเป็นจำนวนมากคิดว่า นักพัฒนา Full Stack ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดทั้งหมดของเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ซึ่งนักพัฒนา Full Stack ส่วนมากใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเขียนโค้ดทั้งด้าน Front End และ Back End ของไซต์ทั้งหมดต่างหาก แต่ประเด็นคือ นักพัฒนา Full Stack จำเป็นต้องรู้ให้เพียงพอเกี่ยวกับการเขียนโค้ดทั้งหมด ซึ่งนักพัฒนา Full Stack สามารถทำการค้นคว้าได้จากทุกแหล่ง หากจำเป็นและนักพัฒนา Full Stack บางคนเขียนโค้ดเว็บไซต์ทั้งหมดรวมทั้งด้าน Front End และ Back End แต่มักเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่นักพัฒนา Full Stack ทำงานอิสระหรือเป็นนักพัฒนาเพียงคนเดียวที่ทำงานในโครงการนั้น


    นักพัฒนาเว็บ FULL STACK คืออะไร ?

    นักพัฒนา Full Stack อาจทำให้หลายคนเกิดความสับสน เนื่องจากวิธีการเรียกชื่อของสายงานนี้หรือวิธีการที่ปรากฏขึ้นในรายชื่องาน โดยบางครั้งคุณจะเห็นชื่อตำแหน่งว่า Full Stack Developer หรือ Full Stack Web Developer ซึ่งล้วนแล้วต่างมีความหมายเหมือนกันทั้งสิ้น และบางครั้งอาจมีการเรียกด้วยชื่อ Full Stack Engineers เช่นกัน

    ซึ่งในลำดับต่อไปนี้จะมีการอธิบายความแตกต่างระหว่างนักพัฒนา Full Stack และ วิศวกร Full Stack ให้ได้ทราบ แต่ก่อนอื่นมาดูความหมายของ Full Stack หรือนักพัฒนา Full Stack กันก่อนดีกว่า 

    Full Stack Developer หรือ นักพัฒนา Full Stack ซึ่งรวมถึงโครงการใด ๆ ที่คุณกำลังทำงานอยู่ รวมถึงกำลังเริ่มสร้างขึ้น ทั้งด้าน Front End และ Back End ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันในเวลาเดียวกัน โดยพื้นฐานแล้ว คือ โครงการพัฒนาเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ต้องใช้ทั้งนักพัฒนาในส่วน Front End และ Back End แต่สำหรับนักพัฒนา Full Stack แล้วรับบทบาทเป็นแทนทั้งคู่เลยนั่นเอง


    ความแตกต่างต่างระหว่าง FULL STACK DEVELOPER และ FULL STACK ENGINEER ?

    Full Stack Engineer หรือ วิศวกร Full Stack เป็นบทบาทระดับสูง สำหรับคนที่มีทักษะของนักพัฒนา Full Stack แต่มีประสบการณ์การจัดการโครงการในสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชำนาญ เช่น การบริหารระบบ, การกำหนดค่า, การจัดการ, การดูแลรักษาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

    หากคุณดูตัวอย่างของงานวิศวกร Full Stack ที่มีการระบุไว้บนเว็บไซต์ คุณจะพบว่าตำแหน่งเหล่านี้มักเกิดจากประสบการณ์การพัฒนาเว็บ Full Stack อย่างน้อย 3 – 5 ปี เนื่องจากต้องมีความสนใจในการกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ มุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือผู้คนให้เรียนรู้ทักษะการใช้งานของเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี โดยทุกคนมักจะคาดหวังไปที่ตำแหน่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในระดับที่สูงขึ้น แต่งานวิศวกร Full Stack มักเป็นบทบาทสูงสุดที่ทุกคนต้องการหลังจากใช้เวลาทำงานในสายงานนี้มาระยะหนึ่งนั่นเอง


    นักพัฒนา FULL STACK ต้องมีทักษะไหนกันบ้าง ?

    โดยทั่วไปคุณจะเห็นการผสมผสานของทักษะด้าน Front End และ Back End ที่มีอยู่ในรายการผู้พัฒนาเว็บ Full Stack รวมถึง 

    • มีความเชี่ยวชาญด้าน HTML, CSS, JavaScript 
    • มีความเชี่ยวชาญด้าน Front End Framework อย่างน้อย 1 รายการขึ้นไป เช่น ReactJS หรือ Angular เป็นต้น
    • ภาษา Programming เช่น Ruby, PHP, Python เป็นต้น
    • มีประสบการณ์ในการออกแบบ, วางแผน, ติดตั้ง, ควบคุมและดูแลรักษาระบบฐานข้อมูล
    • มีความเชี่ยวชาญด้าน Version Control เช่น Git
    • มีความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องความปลอดภัย
    • มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับเว็บไซต์หรือการออกแบบภาพรวมของงาน รวมถึงสร้างแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้

    คุณควรเป็นนักพัฒนาสายไหน ?

    มาถึงจุดนี้คุณอาจกำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่าควรเลือกสายงานไหนดี หากคุณอยากพัฒนาโปรดักส์หรือทำโปรเจกต์ด้วยตัวเองและชื่นชอบส่วนงานทั้งของ Front End รวมถึง Back End การเป็น Full Stack อาจเป็นคำตอบที่ใช่ แต่ว่าการจะเป็น Full Stack นั้นต้องใช้เวลาในการฝึกฝนและสะสมประสบการณ์อยู่หลายปี เพื่อที่จะเรียนรู้ส่วนงานที่มีความต่างกันอย่างมากอย่าง Front End และ Back End ให้เชี่ยวชาญเสียก่อน 

    ดังนั้นในขั้นตอนแรก คุณอาจเริ่มเติบโตจากสายงานใดสายงานหนึ่งเสียก่อนระหว่าง Front End หรือ Back End โดยเลือกตามความถนัดและความชื่นชอบ เมื่อคุณเริ่มมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในระดับหนึ่งแล้ว ค่อยเริ่มเรียนรู้ส่วนงานของอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อสั่งสมประสบการณ์เป็น Full Stack ได้ในอนาคต

    แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าการเรียนส่วนงานของอีกสายไม่ใช้สิ่งที่คุณชอบ เช่นคุณเชี่ยวชาญในด้าน Front End แต่ไม่ค่อยชอบการทำ Back End คุณสามารถเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ในสาย Front End ให้เชี่ยวชาญ แล้วพัฒนาเป็น Specialized Developer ในด้านนั้น ๆ โดยที่ไม่ต้องเป็น  Full Stack ได้เช่นเดียวกัน


    เงินเดือนนักพัฒนาของแต่ละสายงานเป็นอย่างไรบ้าง ?

    ในต่างประเทศอ้างอิงข้อมูลในปี ค.ศ. 2019 เงินเดือนนักพัฒนา Full Stack โดยเฉลี่ยอยู่ที่ $ 109,508 ต่อปี เมื่อเทียบกับ $ 71,130 ต่อปี สำหรับนักพัฒนาเว็บโดยทั่วไป ในขณะเดียวกัน แน่นอนว่าโดยเฉลี่ยแล้ววิศวกร Full Stack ทำรายได้อยู่ระหว่าง $ 107,000 – $ 145,000 ต่อปี ดังนั้นจึงมีพื้นที่เหลือเฟือที่จะเพิ่มเงินเดือนของคุณ เมื่อคุณมีประสบการณ์ทำงานที่มากขึ้นตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรรู้ก็คือ ในขณะที่เว็บไซต์บางแห่งมีรายชื่อนักพัฒนาเว็บ Full Stack มากกว่า 16,000 คน และยังมีรายการตำแหน่ง Front End มากกว่า 25,000 ตำแหน่ง และเงินเดือนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ $ 104,708 รวมถึงตำแหน่ง Back End ที่เงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $ 101,619 ต่อปี ซึ่งหมายความว่าคุณไม่จำเป็นที่จะจำกัดตัวเลือกในสายงานของคุณ เพราะในประเทศไทยเอง ทุกตำแหน่งล้วนเป็นที่ต้องการ โดยยิ่งมีประสบการณ์มาก คุณสามารถต่อรองเรื่องเงินเดือนให้ได้มากขึ้นตามความสามารถที่มี ดังนั้นจงมุ่งเน้นพัฒนาตนเอง เพิ่มทักษะและประสบการณ์ทำงานอยู่เสมอเพื่อเงินเดือนที่คุณต้องการ


    เนื่องด้วยนิสัยของนักพัฒนา ไม่ว่าจะทำงานในสายงานไหนก็ตาม คุณต้องคอยหมั่นอัปเดตในเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะโลกในตอนนี้นั้นก้าวไกลและเติบโตอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้บางเทคโนโลยีเมื่อนำมาปรับใช้ในการเขียน จะช่วยให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นการเข้าร่วมกลุ่มสังคม ต่าง ๆ ของนักพัฒนาไว้เพื่ออัปเดตข่าวสาร ยังเป็นอีกหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการตรวจสอบข่าวสารใหม่ ๆ ในปัจจุบัน 

    และอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามอีกเช่นเดียวกันของนักพัฒนาเลยคือ อย่าลืมหมั่นพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของตัวเองอยู่สม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้พัฒนาไปได้ไวกว่าคนที่รออ่านแต่ข้อมูลในไทยอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในเว็บไซต์ของต่างชาติแทบจะเป็นแหล่งข้อมูลหลักในการหาข้อมูลและมีเทคนิคใหม่ ๆ มาให้ได้เรียนรู้อยู่เสมอนั่นเอง 


    ข้อมูลอ้างอิงจาก 

    FULL STACK, FRONT END, BACK END—WHAT DOES IT ALL MEAN?

    สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ HTML5 (ตอนที่ 1)

    คุณคือ Full Developer Overflow Developer หรือไม่?

    Toolkit สำหรับ Full-Stack Developer

    10 ทักษะที่ Front-end Developer ควรมี!

    Backend Developer จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง ?

  • Resize Instance ที่คุณสามารถทำเองได้ไม่ยาก บน OpenLandscape Cloud

    Resize Instance ที่คุณสามารถทำเองได้ไม่ยาก บน OpenLandscape Cloud

    Resize Instance ที่คุณสามารถทำเองได้ไม่ยาก บน OpenLandscape Cloud

    Resize Instance เป็นการปรับขนาดของ CPU, RAM, Disk ในการใช้งานของ Instance 

    โดย *Resize Instance สามารถปรับเพิ่มได้ แต่ไม่สามารถปรับให้ลดลงได้*

    หากคุณคิดว่า Instance ที่กำลังใช้งานอยู่ มีการทำงานที่ช้าลง คุณสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้


    1.ผู้ใช้บริการต้องดำเนินการ Shutoff Instance เป็นอันดับแรกก่อนเสมอ
    ทั้งแบบ Pay Per Use 

    Resize Instance 1

    และแบบ Annual Plan 

    Resize Instance 2

    2.เมื่อผู้ใช้บริการดำเนินการ Shutoff Instance เรียบร้อยแล้ว สามารถกดที่ชื่อ Instance เพื่อไปในส่วนของหน้า Overview ที่แสดง Detail ของ Instance ที่ได้ดำเนินการ Shutoff Instance ไว้

    ทั้งแบบ Pay Per Use 

    Resize Instance 3

    และแบบ Annual Plan 

    Resize Instance 4

    5.3 จากนั้นให้เลือกไปที่แถบ Resize  

    Resize Instance 5

    เมื่อผู้ใช้บริการเข้ามาที่แถบ Resize เรียบร้อยแล้ว จะพบตัวเลือก 2 ฝั่ง ให้เลือก คือ 

    (1) ผู้ใช้บริการสามารถเลือก Package ที่ต้องการปรับจาก Spec เดิม

    (2) ผู้ใช้บริการกด Comfirm เพื่อยืนยัน Spec ที่ต้องการให้เรียบร้อย

    • แบบ Annual Plan จะมีรายละเอียดให้ผู้ใช้บริการตรวจสอบข้อกำหนดการใช้งาน ก่อนกดยืนยันการสร้าง 

    Resize Instance 6

    5.4 เมื่อผู้ใช้บริการกด Comfirm เรียบร้อยแล้ว กรุณารอ 5-10 นาที เมื่อระบบประมวลผล และดำเนินการตามที่เลือกเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการจะได้ Instance ที่มี Spec ตามที่เลือกและสามารถ Start Instance ใช้งานได้ทันที

    • แบบ Pay Per Use

    Resize Instance 7

    • แบบ Annual Plan 

    Resize Instance 8

    หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ OpenLandscape ได้ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • วิธีการติดตั้ง WordPress บน OpenLandscape Cloud

    วิธีการติดตั้ง WordPress บน OpenLandscape Cloud

    WordPress คือ โปรแกรมสำเร็จรูปที่มีไว้เพื่อสร้างและจัดการเนื้อหาบนอินเตอร์เน็ต (Contents Management System หรือ CMS) ซึ่งถูกสร้างมาเพื่อใช้งานบนอินเตอร์เน็ตโดยตรง เขียนด้วยภาษา PHP และใช้ Apache, MySQL และ PhpMyAdmin ในการรันเป็นเซิร์ฟเวอร์

    ซึ่ง OpenLandscape Cloud ก็มีบริการ Applications ให้คุณสามารถติดตั้ง WordPress ได้ง่าย ๆ  สำหรับวิธีการใช้งาน และการติดตั้งบน OpenLandscape Cloud มีดังนี้


    1.อันดับแรกให้คุณเข้าไปที่หน้าใช้งานบนเว็บไซต์ https://gate.openlandscape.cloud จากนั้นกดที่ Create Instance

    WordPress


    2.จากนั้นให้กดไปที่ Applications

    Wordpress 1


    3.ทำการเลือก  WordPress 

    Wordpress 2


    4.เลือก Package ที่ต้องการ (ซึ่งคุณสามารถทำการ Resize ได้ในภายหลัง) ในส่วนถัดมา คุณสามารถเลือก Authentication ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบ Password และ Keypair ถ้าคุณเลือกแบบ Password รหัสผ่านสำหรับเข้าใช้งาน SSH จะถูกส่งไปยัง Email ของท่าน

    Wordpress 3


    5.ตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วน และทำการกด “Create Instance”

    Wordpress 4


    6.ระบบจะทำการสร้าง  Instance และพาคุณกลับสู่หน้า Instance อีกครั้ง ให้คุณคลิกที่ปุ่ม 3 จุด

    Wordpress 5


    7.คลิกเลือกที่ “Instance Detail” ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้า “Instance Detail”

    Wordpress 6


    วิธีการเข้าใช้งาน Instance ผ่าน SSH เพื่อตั้งค่า WordPress

    หลังจากที่คุณสร้าง WordPress Application คุณจะต้องเข้าใช้งาน Instance ผ่าน SSH เพื่อตั้งค่า วิธีนี้จะป้องกันไม่ให้การตั้งค่าปรากฏต่ออินเทอร์เน็ต จนกว่าคุณจะพร้อมที่จะใช้งาน ซึ่งหากคุณเข้าไปที่อยู่ IP ของ Instance ก่อนการตั้งค่าเข้าใช้งาน คุณจะเห็นกับหน้า Landing Page Openlandscape

    Wordpress 7


    1.หากคุณเลือกแบบ Password ให้คุณคลิก “Console” แต่ถ้าคุณเลือก Keypair หากไม่มี Keypair จะต้องทำการสร้าง Keypair ก่อน โดยสามารถเข้าใช้งาน สามารถดูวิธีได้ที่นี่ คลิก


    2.จากเทอร์มินัลบนคอมพิวเตอร์ของคุณ ทำการเชื่อมต่อกับ Instance ด้วย User Root โดยพิมพ์คำสั่งตามด้านล่าง (โปรดตรวจสอบ IP ของ Instance ให้แน่ใจ)

    สำหรับ Password (หลังจากกด Enter ให้ใส่ Password โดย Password ที่พิมพ์ คุณจะไม่สามารถเห็น)

    ssh root@ip

    สำหรับ Keypair

    ssh -i your_ssh_key root@your_instance_ip


    3.จากนั้น Enter ระบบจะทำการยืนยันอีกครั้งให้คุณพิมพ์ “Yes” แล้ว Enter

    Wordpress 8


    4.ในกรณีที่ใช้ Keypair หากคุณเพิ่ง Download File Keypair มาใหม่ ระบบจะให้คุณทำการเปลี่ยนสิทธิไฟล์ก่อน

    chmod 400 your_ssh_key

    Wordpress 9


    5.เมื่อคุณ Login เข้า Instance สำเร็จ หลังจากนั้นสคริปต์จะทำงานให้คุณตั้งค่า Domain ของคุณ คุณสามารถนำ IP ของคุณ ไปจด Domain ได้ หรือถ้าคุณไม่ต้องการจด Domain ก็สามารถกด ctrl+c เพื่อ Cancle ขั้นตอนนี้ได้

    Wordpress 10


    6.หลังจากที่ตั้งค่าเสร็จแล้ว คุณสามารถทดสอบเข้าเว็บไซต์อีกครั้ง ( Public IP หรือ Domain ที่ตั้งค่าไว้ ) ระบบจะพาคุณเข้าสู่ WordPress เพื่อตั้งค่าต่อไป

    Wordpress 11

    หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ OpenLandscape ได้ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • วิธีขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) ย้อนหลังบน Openlandscape Cloud

    วิธีขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) ย้อนหลังบน Openlandscape Cloud

    วิธีขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) ย้อนหลังบน Openlandscape Cloud

    สําหรับผู้ใช้งานที่ทําการเติมเครดิตเข้าระบบแล้ว แต่ต้องการโหลดเอกสารใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) ย้อนหลัง คุณสามารถขอรับเอกสารใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) ของ Openlandscape Cloud ย้อนหลัง ได้ถึงวันที่ 5 ของเดือนถัดไป ที่หน้า Payment บนหน้าต่างการใช้งาน (Dashboard) ของคุณ โดยมีขั้นตอนการทําดังนี้ครับ


    1.หลังจากเราได้ทําการเติมเครดิตเข้าระบบเรียบร้อยจะมีการแสดง Status ที่หน้า Payment ว่า PAID ตาม ภาพนี้เลยครับ

    ใบกํากับภาษีย้อนหลัง


    2.จากนั้นให้กดที่ปุ่ม จุด 3 จุด ตามที่วงไว้ครับ

    ใบกํากับภาษีย้อนหลัง


    3.เมื่อกดแล้วจะมีตัวเลือกอยู่ 2 ตัวเลือกนะครับ คือ Download Receipt และ Request Etax

    • Request Etax : ยืนคำร้องขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) (ในกรณีขอครั้งแรกให้กดอันนี้ครับ)
    • Download Receipt : สามารถ Download Etax อีกครั้งได้ หากไฟล์ที่เรา Download ก่อน หน้านี้หายไปครับ

    ใบกํากับภาษีย้อนหลัง


    4.ขั้นแรกให้เรากดไปที่ Request Etax ก่อนนะครับ เพื่อเลือกที่อยู่ที่จะให้ใส่เข้าไปใน Etax และทําการกด OKระบบจะให้เรา Download Etax มาเก็บไว้ที่เครื่อง Computer ครับ 

    ใบกํากับภาษีย้อนหลัง

  • วิธีการเปลี่ยน SSH เข้า Instance จาก Keypair มาใช้ Password

    วิธีการเปลี่ยน SSH เข้า Instance จาก Keypair มาใช้ Password

    วิธีการเปลี่ยน SSH เข้า Instance จาก Keypair มาใช้ Password

    แม้การใช้งาน keypair ในการ SSH เข้าเครื่อง Instance นั้นมีความปลอดภัยสูง แต่ก็มีผู้ใช้งานบางท่านอาจชอบใช้งาน SSH โดยใช้ Password เพราะสะดวกสบาย และรวดเร็วมากกว่า ในบทความนี้ผมจะพูดถึงวิธีเปลี่ยนการ SSH จาก Keypair เป็น Password กันนะครับ


    ทำการ Set Password ของ user root กันก่อนจะเริ่มนะครับ โดยใช้ Command ตามนี้

    $ passwd root

    วิธีขอเปลี่ยน SSH

    เมื่อพิมพ์ Command แล้ว ระบบจะให้เราสร้าง “Password

    Enter new UNIX password :
    Retype new UNIX password :

    โดยตัวอย่างนี้ผมจะขอสร้าง user ใหม่นะครับ โดยใช้งาน command นี้ครับ

    $ adduser <username>

    หลังจากนั้น จะให้เราใส่ Password เหมือนกับตอนเรา Set Password ครับ

    และ “Is the information correct? [Y/n] “ให้เราใส่ y ครับ เป็นอันเสร็จการสร้าง user

    Is the information correct? [Y/n]

    เพิ่ม username ที่สร้างใหม่เข้า group sudo ครับ

    $ usermod -aG sudo <username>

    เสร็จสิ้นขั้นตอนการสร้าง user ครับ ต่อมาจะทำการเปลี่ยนมาใช้ password แทน keypair ครับ

    ให้ผู้ใช้งานเข้าไปที่ไฟล์ sshd_config เพื่อแก้ไขไฟล์โดยใช้งาน Command

    $ vi /etc/ssh/sshd_config

    และไปที่คำว่า “PubkeyAuthentication” โดยให้เราเปลี่ยนจาก “yes” เป็น “no” จากนั้นให้เรา save และออกจากไฟล์ครับ

    และใช้ 2 Command ตามนี้ครับ

    $ service sshd restart
    $ service ssh restart

    เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนเรียบร้อยให้เราทดสอบโดย SSH เข้าใช้งาน Instance โดยไม่ใช้ Keypair ครับ

    ssh <user>@<IP_Public>
  • วิธีการขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax) บน OpenLandscape Cloud

    วิธีการขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax) บน OpenLandscape Cloud

    วิธีการขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax) บน OpenLandscape Cloud

    ผู้ใช้บริการสามารถขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax) บน OpenLandscape Cloud ได้ตอนดำเนินการเติมเครดิตโดยมีวิธีการ ดังนี้


    1.คลิกที่เมนู Payment ที่แถบเมนูด้านซ้าย ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้า Payment ดังรูปและกดปุ่ม Top-Up ในส่วน Money Credit Balance เพื่อดำเนินการเติมเครดิต

    ภาพประกอบ 1 E-Tax


    2.ระบบจะปรากฏหน้าต่าง Top up ให้ใส่จำนวนเงินที่ต้องการเติมเครดิตลงในช่อง Please fill amount due ผู้ใช้บริการสามารถกดเลือก Check box ในช่อง “ต้องการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบตัวเต็ม (E-Tax)” และหากนิติบุคคลที่เติมเครดิตตั้งแต่ 1,000 บาท สามารถแจ้งการนำส่งใบยืนยันการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ โดยเลือก Check box ในช่อง “ต้องการนำส่งใบยืนยันการภาษี ณ ที่จ่าย”

    ภาพประกอบ 2 E-Tax


    3.สำหรับผู้ใช้บริการที่ยังไม่เคยบันทึกข้อมูลการออก Tax invoice / receipt ระบบจะแสดงหน้าต่างให้กรอกข้อมูลครั้งแรกตามหัวข้อ ดังนี้

    • ชื่อบริษัท / ชื่อ – นามสกุล
    • เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
    • ที่อยู่
    • จังหวัด
    • เขต / อำเภอ
    • แขวง / ตำบล
    • รหัสไปรษณีย์

    เมื่อกรอกข้อมูลทั้งหมดเรียบร้อยแล้วกดปุ่ม OK เพื่อยืนยันข้อมูล

    ภาพประกอบ 3 E-Tax

    เมื่อบันทึกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการสามารถเลือกช่องทางการชำระเงินในช่อง Choose your payment methhod และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในการกรอก Tax invoice / receipt ในช่อง Summary ทางด้านขวา ดังนี้

    • ประเภทเอกสารที่ต้องการ Receipt หรือ E-Tax
    • ที่อยู่ในการออก Receipt หรือ E-Tax
    • เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
    • ค่าบริการที่ต้องชำระ

    หากต้องการแก้ไขข้อมูล สามารถกดที่ Change เลือกแก้ไขข้อมูล

    ภาพประกอบ 4 E-tax


    4.ในกรณีที่ผู้ใช้บริการเป็นนิติบุคคล สามารถหักภาษี ณ ที่ จ่าย และนำส่งเอกสารใบหักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อมีการเติมเครดิตตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป โดยกดเลือกที่ปุ่ม E-Tax และเลือก Check box ในช่อง  “ต้องการนำส่งใบหักภาษี ณ ที่จ่าย” ซึ่งมีเงื่อนไข ดังนี้

    • กรุณานำส่งเอกสารใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (ตัวจริง) มาทางที่อยู่ บริษัท โอเพ่นแลนด์สเคป จำกัด 1768 อาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ ชั้น 14 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310 ทางบริษัทจะดำเนินการโอนเงินคืนภายใน 15 วันทำการ หลังจากได้รับใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (ตัวจริง) เท่านั้น
    • ผู้ใช้บริการกรอกข้อมูลตามรูปด้านล่างให้เรียบร้อย ซึ่งประกอบไปด้วย เลขที่บัญชีธนาคาร สำหรับโอนเงินคืน และ ธนาคาร
    • กดปุ่ม OK เพื่อบันทึกข้อมูล

    ภาพประกอบ 5 E-Tax


    5.เมื่อดำเนินการเรียบร้อย ระบบจะกลับมาที่หน้า Choose your payment method อีกครั้ง เพื่อให้ดำเนินการชำระค่าบริการ 

    ภาพประกอบ 6 E-Tax

    ซึ่งหลังจากที่ผู้ใช้บริการชำระค่าบริการเรียบร้อยแล้ว จะได้รับใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีผ่านทางอีเมลของผู้ใช้บริการตามที่ได้แจ้งไว้ ตามตัวอย่างเอกสาร ดังนี้

    ภาพประกอบ 7 E-Tax

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ติดตามข่าวสารใหม่ ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

        OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

    Cloud Computing คือ

  • วิธีการเพิ่มที่อยู่ในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี ของ Openlandscape Cloud

    วิธีการเพิ่มที่อยู่ในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี ของ Openlandscape Cloud

    วิธีการ เพิ่มที่อยู่ในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี ของ Openlandscape Cloud

    สำหรับใครที่ต้องการ เพิ่มที่อยู่ในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี ของ Openlandscape Cloud คุณสามารถเพิ่มที่อยู่ให้กับใบเสนอราคาและใบกำกับภาษีได้ 2 วิธี ดังนี้


    วิธีเพิ่มที่อยู่ในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี แบบที่ 1 

    อันดับแรกให้คุณไปที่หน้าจัดการ Profile โดยกดที่ Edit Account ที่อยู่มุมขวาบนตามภาพ

    เพิ่มที่อยู่ในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี

    เมื่อกดแล้วจะเข้ามาสู่หน้านี้ ให้คุณกดที่ Billing ซึ่งในหน้า Billing นี้ คุณจะเห็นคำว่า Tax Address และมีปุ่ม Add Tax Invoice Address ให้คุณกด

    เพิ่มที่อยู่ในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี 2

    เมื่อกดเข้ามาจะเข้าสู่หน้า Tax Invoice Information ให้กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน เมื่อทำการกรอกเรียบร้อยแล้ว ให้กด OK ครับ

    เพิ่มที่อยู่ในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี 3

    หลังจากกด OK เรียบร้อย จะได้ Tax Address Information มาอยู่ในส่วนของ Billing ของเรา

    เพิ่มที่อยู่ในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี 4


    วิธีเพิ่มที่อยู่ในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี แบบที่ 2

    อันดับแรกให้คุณไปที่ส่วนของ Payment จากนั้นกดที่ปุ่ม Top up และกดที่ปุ่ม Change

    เพิ่มที่อยู่ในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี 5

    จากนั้นระบบจะพาคุณเข้ามาที่หน้า Tax invoice/receipt คุณจะพบกับปุ่ม Add Tax Invoice Address เมื่อกดแล้วให้กรอกที่อยู่ให้ครบถ้วน จากนั้นกด OK

    เพิ่มที่อยู่ในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี 6

    หลังจากที่คุณเพิ่มที่อยู่เรียบร้อยแล้วให้คุณตรวจสอบอีกครั้งด้วยการเข้าไป ดูในหน้า Tax invoice/receipt จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลง

    เพิ่มที่อยู่ในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี 7

    ให้คุณลองกดที่ปุ่ม Quotation เพื่อ Download File

    เพิ่มที่อยู่ในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษี 8

  • วิธีการขอใบเสนอราคา บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการขอใบเสนอราคา บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการขอใบเสนอราคา บน gate.openlandscape.cloud

    1.ขั้นตอนแรกให้คุณเข้าไปที่หน้า Payment ก่อน ด้วยการคลิกที่ปุ่ม Payment จากเมนูด้านขวา จะพบหน้าดังรูปนี้

    วิธีการขอใบเสนอราคา


    2.จากนั้นกดปุ่ม Top Up ที่อยู่ในส่วนของ Payment option และจะมี Pop Up ขึ้นมาให้คุณใส่จำนวนเงินที่ต้องการเติมลงในช่อง แล้วกดปุ่ม OK

    วิธีการขอใบเสนอราคา 1


    3.คุณสามารถบันทึก ใบเสนอราคา (Quotaion) ได้โดยกดที่ปุ่ม Quotation ในขั้นตอนการเติมเงิน โดยจะอยู่ในส่วนของ Summary 

    วิธีการขอใบเสนอราคา 2


    4.เมื่อกดปุ่มแล้วจะทำการโหลดเป็นไฟล์ PDF และเมื่อโหลดไฟล์มาแล้ว ในไฟล์จะมีรายละเอียดตามภาพ

    วิธีการขอใบเสนอราคา 3