Author: Pornpansa

  • OLS Package ! ครอบคลุมผู้ใช้ทุกระดับ พร้อมใช้งานแล้ว บน OpenLandscape Cloud

    OLS Package ! ครอบคลุมผู้ใช้ทุกระดับ พร้อมใช้งานแล้ว บน OpenLandscape Cloud

    OpenLandscape Cloud มาพร้อมกับ Package สุดคุ้ม ! 

    คุ้มค่ากว่าเดิม ครอบคลุมผู้ใช้งานในทุกระดับ ตอบโจทย์การให้บริการอย่างเต็มประสิทธิภาพ ให้คุณพร้อมใช้งานได้แล้ววันนี้ !

    โดยรายละเอียด Package มีให้คุณเลือกได้ถึง 3 รูปแบบ ดังนี้

    • Starter เหมาะสำหรับการพัฒนาระดับเริ่มต้น ใช้ทดสอบระบบ การสร้างเว็บไซต์ หรือ แอปพลิเคชันระดับเริ่มต้น 
    • CPU-Optimize เหมาะสำหรับการพัฒนาโปรเจกต์ หรือแอปพลิเคชันที่เน้นการประมวลผลข้อมูลระดับสูง รวมถึงการสร้างเว็บที่ต้องการรองรับผู้เข้าใช้งานจำนวนมาก และการทำ Machine Learning 
    • Memory-Optimize เหมาะสำหรับการพัฒนาที่ต้องเน้นใช้งาน Cache ของหน่วยความจำสูงเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น Database หรือ การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ได้แบบไหลลื่นและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

    และสามารถเลือกชำระค่าบริการได้ตามสะดวก ด้วยการชำระค่าบริการรูปแบบ Pay Per Use การชำระค่าบริการตามการใช้งานจริง และรูปแบบ Annual Plan การชำระค่าบริการแบบรายปี โดยมีรายละเอียดค่าบริการดังต่อไปนี้

    ราคา Package แบบ Pay Per Use ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น !

    บริการแพ็กเกจแบบ Pay Per Use คือ ระบบการคิดค่าบริการสำหรับการชำระเงินตามการใช้งานจริง สามารถเลือกชำระเงินในรูปแบบ 2 รายการ ดังนี้ 

    • แบบเติมเงิน
    • แบบรายเดือน
    Package 2

    ข้อดีของการใช้แพ็กเกจแบบ Pay Per Use บน OpenLandscape Cloud

    ✅ ชำระค่าบริการได้ตามการใช้งานจริงเป็นรายชั่วโมง

    ✅ สามารถสร้างและลบ Instance ได้ตามต้องการ

    ✅ เน้นความยืดหยุ่นในการใช้งาน คิดค่าบริการรายชั่วโมง

    ✅ จำกัดจำนวนโควตาในการสร้าง Instances ต่อสมาชิก ตามระดับสมาชิก OLS

    ✅ รับสิทธิพิเศษหรือเข้าร่วมโปรโมชันได้ตามประกาศของทางบริษัทฯ

    ✅ สามารถขอเพิ่มโควตาได้ โดยขอสงวนสิทธิ์การพิจารณาการอนุมัติโควตาเพิ่มตามดุลยพินิจของทางบริษัทฯ

    สามารถดูรายละเอียดราคา Package เพิ่มเติมได้ที่ : https://openlandscape.cloud/#price-instance

    ราคา Package แบบรายปี Annual Plan ซื้อคลาวด์ทั้งที เหมายกปีไปเลย ! 

    พิเศษ ! เมื่อชำระค่าบริการแบบรายปี (Annual Plan) รับสิทธิ์การใช้งานเพิ่มฟรีอีก 1 เดือน ! 

    บริการแพ็กเกจ Annual Plan คืออะไร ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจคุณได้หรือไม่ ? 

    บริการแพ็กเกจแบบ Annual Plan คือ ระบบการชำระค่าบริการของ Instance ในรูปแบบแพ็กเกจรายปี หรือ การเหมาจ่ายเพื่อซื้อ Instance เพียงครั้งเดียว และ ใช้ได้ยาวตลอดทั้งปี (1 VM / 1 YEARS) จึงช่วยอำนวยความสะดวกและเหมาะสำหรับผู้ใช้บริการที่ต้องการใช้งานอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีสะดุด หมดกังวลเรื่องการลืมเติมเงินเพื่อใช้บริการ รวมถึงต้องการลดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังเน้นความคุ้มค่าโดยมีโปรโมชันปัจจุบัน คือ ซื้อ 1 ปี แถมใช้งานฟรี 1 เดือน (12+1)

    โดยมีขั้นตอนการใช้งานง่าย ๆ เพียง ผู้ใช้บริการเลือกการชำระเงินแบบ Annual Plan หรือ การชำระเงินแบบรายปี ตามแพ็กเกจที่ต้องการ ยกตัวอย่างแพ็กเกจเริ่มต้นด้วยแพ็กเกจ S.A ในราคา 1,800 บาท ผู้ใช้บริการสามารถใช้ Instance แพ็กเกจนี้ได้เป็นระยะเวลารวม 12 เดือน และได้รับสิทธิ์ฟรีเพื่มอีก 1 เดือนในราคาจ่ายครั้งเดียวที่ 1,800 บาทเท่านั้น !  

    แพ็กเกจแบบรายปีนี้จะคิดค่าบริการแบบราย Instance โดยมีระยะเวลาการใช้งาน 1 ปี  ทั้งนี้ในการสร้างแพ็กเกจแบบ Annual Plan จะไม่มีการจำกัดโควตาในการสร้าง Instance โดยผู้ใช้บริการสามารถสร้าง Instance ได้ตามต้องการทันที ไม่จำเป็นต้องขอโควตาการใช้งานเพิ่มแต่อย่างใด ซึ่งจะแตกต่างกับแพ็กเกจแบบ Pay Per Use ที่ผู้ใช้บริการในระดับเริ่มต้น หรือ ระดับสมาชิกแบบ Member สามารถสร้างได้จำกัดเพียง 5 เครื่องเท่านั้น โดยสามารถเพิ่มจำนวนการสร้าง Instance ให้มากขึ้นตาม สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขการใช้บริการของระบบสมาชิก หรือ ผู้ใช้บริการสามารถทำการขอเพิ่มโควตาการใช้งานหากต้องการใช้งานเพิ่มกับทาง OpenLandscape Cloud

    ย้ายแพ็กเกจ Pay Per Use เป็นแพ็กเกจ Annual Plan ได้หรือไม่ ?

    ผู้ใช้บริการสามารถทำการย้ายแพ็กเกจ Pay Per Use เป็นแพ็กเกจ Annual Plan ได้เลย เพียงผู้ใช้บริการดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

    1. สร้าง Snapshot ของ Instance แบบ Pay Per Use ที่ต้องการย้ายเป็นแพ็กเกจ Annual Plan 

    2. นำ Snapshot มาสร้าง Instance ใหม่ได้ที่หน้าสร้าง Instance โดยเครื่องใหม่นี้ ให้เลือกเป็นแพ็กเกจ Annual Plan 

    3. เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว หากผู้ใช้บริการไม่ต้องการใช้งาน Instance เก่าอีกต่อไป ผู้ใช้บริการสามารถดำเนินการลบเครื่องเก่า และลบ Snapshot เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบคิดค่าบริการของเครื่องเก่าที่ใช้แพ็กเกจแบบ Pay Per Use 

    โดย Snapshot คือ การนำข้อมูลในช่วงเวลาที่ต้องการมาเก็บในรูปแบบ Image เพื่อเรียกกลับมาใช้งานใหม่ได้อีกครั้งในภายหลัง หากทางผู้ใช้บริการมีการทำ Config ไว้ในระบบ สามารถนำมาใช้งานได้เลยเช่นกัน ยกเว้นกรณีมีการเปลี่ยน IP ที่ Config กับ Service ภายในระบบ ผู้ใช้บริการต้องเข้าไปจัดการ Config ดังกล่าวให้แล้วเสร็จก่อน


    ข้อจำกัดการสร้าง Instance ใหม่ แบบ Annual Plan จะไม่สามารถลด Spec ของ Instance ลงได้ ผู้ใช้บริการต้องสร้างแพ็กเกจที่ Spec เครื่องเท่ากัน หรือ มากกว่าเท่านั้น ทั้งนี้สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิธีการ Take Snapshot บน OpenLandscape Cloud

    ข้อดีของการใช้แพ็กเกจแบบ Annual Plan บน OpenLandscape Cloud

    ✅ ชำระค่าบริการครั้งเดียวใช้งานได้นานตลอดปี

    ✅ ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง หมดห่วงเรื่องการเติมเงิน

    ✅ เน้นความคุ้มค่าและใช้งานได้อย่างต่อเนื่องรายปี พร้อมโปรโมชันพิเศษ

    ✅ ไม่จำกัดจำนวนโควตาในการสร้าง Instances ต่อสมาชิก

    ✅ ตอบโจทย์เรื่องประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น

    ✅ รับสิทธิพิเศษใช้งานเพิ่มฟรีอีก 1 เดือน ( 12+1 เดือน)

    สามารถดูรายละเอียดราคา Package เพิ่มเติมได้ที่ : https://openlandscape.cloud/#price-instance

    ข้อกำหนดและเงื่อนไขการชำระเงินแบบบริการรายปี (Annual Plan)

    • ผู้ใช้บริการตกลงที่จะชำระค่าบริการด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตที่สามารถใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายได้
    • ผู้ใช้บริการยินยอมที่จะไม่ยกเลิกการชำระค่าบริการแบบรายปี (Annual Plan) หากยังไม่ครบกำหนด และ/หรือ ยกเลิกในภายหลังเมื่อทำการชำระเงินเสร็จ ยกเว้นกรณีคำสั่งซื้อบริการระหว่างผู้ใช้บริการและบริษัทฯ ไม่เป็นไปตามข้อตกลง และ/หรือผู้ใช้บริการไม่ได้รับการให้บริการ รวมถึงบริการที่ผู้ใช้บริการได้รับมีลักษณะแตกต่างจากรายละเอียดทีได้รับจากบริษัทฯ อย่างมีนัยยะสำคัญตามแต่วิจารณญาณของบริษัทฯ
    • ผู้ใช้บริการไม่สามารถโอนย้าย และ/หรือทำการขอคืนเงินที่ชำระสำเร็จแล้ว จะกระทำได้ต่อเมื่อบริษัทฯ ยินยอมและเป็นผู้แจ้งความประสงค์ที่จะทำการคืนเงินเท่านั้น
    • หากผู้ใช้บริการเลือกสร้างแพ็กเกจ Instances แบบรายปี (Annual Plan) ระบบจะทำการเรียกหักค่าบริการจากเงินสดที่ได้เติมเข้ามาในระบบ (Money Credit) ไว้เท่านั้น ผู้ใช้บริการจะไม่สามารถชำระค่าบริการโดยการใช้เครดิตที่ได้รับมาฟรี (Gift Credit) ได้
    • ในกรณีที่ผู้ใช้บริการทำการลบ Instance ผู้ใช้บริการรับทราบว่าไม่สามารถทำการขอคืนเงินส่วนต่างในส่วนที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระค่าบริการแบบรายปี (Annual Plan) ที่ชำระล่วงหน้าไปแล้วได้ และ/หรือผู้ใช้บริการรับทราบถึงข้อตกลงเมื่อทำการลบ Instance แบบรายปี (Annual Plan) นี้แล้ว จะไม่สามารถกู้คืนข้อมูลใด ๆ กลับมาใช้ได้อีกในภายหลัง
    • หากผู้ใช้บริการสร้าง Volume แบบแพ็กเกจรายปี (Annual Plan) จะไม่สามารถทำการเพิ่มขนาด (Extend Volume) ภายหลังจากการยืนยันการสร้างได้ และ/หรือ หากทำการลบ Volume แบบแพ็กเกจรายปี (Annual Plan) จะไม่สามารถกู้คืนข้อมูลใด ๆ กลับมาใช้ได้อีกในภายหลัง
    • เมื่อผู้ใช้บริการต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูลภายใน VM (Virtual Machines) หรือ Instance ผู้ใช้บริการสามารถติดต่อศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า (Support) ผ่านช่องทาง Ticket หรือทาง Call Center ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
    • สิทธิพิเศษที่ผู้ใช้บริการได้รับ VM (Virtual Machines) หรือ Instance เพิ่ม 1 เดือนไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสด เครดิต หรือบริการอื่น ๆ ได้
    • สงวนสิทธิพิเศษ และของรางวัลต่าง ๆ หากทำการปรับเพิ่ม หรือ ลด และทำการเปลี่ยนแปลงแพ็กเกจ (Resize) VM (Virtual Machines) หรือ Instance ในภายหลัง สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจะเป็นไปตามข้อกำหนดใช้แพ็กเกจแบบรายปี (Annual Plan) ใหม่ ทั้งนี้ สิทธิพิเศษและของรางวัลต่าง ๆ ในแพ็กเกจเดิม จะต้องมีการใช้งานจนครบอายุการใช้งาน 365 วันตามที่สร้างไว้ในราคาเดิม สเปคเดิมเท่านั้น
    • ในกรณีที่ผู้ใช้บริการทำการปรับเพิ่ม และ/หรือ ลด เปลี่ยนแปลงแพ็กเกจ (Resize) Instances จะถือเป็นการสร้างแพ็กเกจแบบรายปีใหม่ โดยไม่สามารถทำการขอคืนเงินส่วนต่างที่ได้ชำระไว้ล่วงหน้าแล้วได้ แต่สามารถนำมาเป็นส่วนลดราคาแพ็กเกจรายปีใหม่ได้ ทั้งนี้ผู้ใช้บริการต้องชำระค่าบริการเพิ่มเติมสำหรับการสร้างแพ็กเกจใหม่ และ/หรือ ผู้ใช้บริการจะได้รับสิทธิพิเศษและของรางวัลต่าง ๆ เมื่อมีการใช้งานแพ็กเกจรายปีที่ได้เปลี่ยนเปลงใหม่นี้ จนครบกำหนดอายุการใช้งาน 365 วัน แล้วเท่านั้น
    • ผู้ใช้บริการสามารถทำการต่ออายุการใช้งาน (Renew) แพ็กเกจแบบรายปี (Annual Plan) ได้หลังครบอายุการการใช้งาน 365 วัน โดยมีระยะการใช้งานตั้งแต่วันที่เริ่มสร้าง
    • สิทธิพิเศษต่าง ๆ จะสิ้นสุดตามระยะเวลาที่ทางบริษัทฯ กำหนด
    • สิทธิพิเศษจะสิ้นสุด เมื่อผู้ใช้บริการยกเลิกบริการ หรือ ถูกยกเลิกบริการ และไม่สามารถทำการโอนย้ายสิทธิ์ให้ผู้ใช้บริการอื่นได้
    • บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือ ยกเลิก ผลประโยชน์และสิทธิพิเศษของการให้บริการ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

    สามารถอ่านรายละเอียดข้อตกลงและเงื่อนไขการให้บริการ OpenLandscape Cloud ฉบับเต็มได้ที่ คลิก

  • เลือก SSL Certificates แบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

    เลือก SSL Certificates แบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

    SSL Certificates คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับเว็บไซต์และธุรกิจของคุณ

    SSL Certificates คือ ใบรับรองความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ในการรับรองมาตรฐาน SSL (Security Socket Layer) พัฒนาขึ้นมาเป็น TLS (Transport Layer Security) หรือ เทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูล เทคโนโลยีความปลอดภัยพื้นฐานที่ช่วยให้การสื่อสาร และส่งข้อมูลระหว่างเครื่องเซิร์ฟเวอร์กับเว็บบราวน์เซอร์ หรือแอปพลิเคชันบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงเครือข่ายส่วนตัวของคุณมีความปลอดภัยจากการเข้าถึงข้อมูลของกลุ่มอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Crime หรือ Cyber Crime) หรือ พวกแฮกเกอร์ตัวร้ายจะไม่สามารถถอดรหัสข้อมูลของคุณได้ เนื่องจากข้อมูลที่ได้ไป จะอยู่ในรูปแบบที่ไม่สามารถอ่านออก จำเป็นต้องมีคีย์ถอดรหัสที่เหมาะสม และตรงกันเท่านั้น ถึงจะสามารถถอดรหัสได้ เพราะหากไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่ดีพอ ข้อมูลสำคัญของคุณอาจถูกผู้ไม่หวังดีนำไปสร้างความเสียหายได้นั่นเอง

    ดังนั้น SSL จึงตอบโจทย์เรื่องของความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์ของคุณ อีกทั้งยังเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ที่เข้ามาใช้บริการบนเว็บไซต์ของคุณได้อีกด้วย เพราะเมื่อคุณได้ทำการจดทะเบียน SSL Certificates เรียบร้อยแล้ว เว็บไซต์ของคุณจะเปลี่ยนจาก http เป็น https ที่เป็นการรับประกันว่าเว็บไซต์นี้ได้มีการเข้ารหัสข้อมูลที่ปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับ SEO ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยเช่นกัน


    SSL Certificate มีกี่ประเภท

    • Self-sign SSL Certificate คือ SSL Certificate ที่ผู้ดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์ทำการสร้างขึ้นมาเองโดยไม่ผ่านการรับรองที่เป็นมาตรฐานจาก Certificate Authorities (CA) เมื่อนำไปใช้งานบน Browser ของเว็บไซต์จะขึ้นแจ้งเตือนว่าไม่ปลอดภัย พร้อมแสดงสัญลักษณ์เครื่องหมายกากบาท รูปกุญแจขึ้นเป็นสีแดง และต้องกดยืนยันเพื่อยอมรับความเสี่ยงทุกครั้งก่อนการเข้าใช้งานบนเว็บไซต์
    • Shared SSL Certificate คือ SSL Certificate ที่ใช้งานภายใต้ชื่อของผู้ที่ให้บริการ Web Hosting เพื่อเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลของผู้ใช้บริการ และเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการซื้อ SSL Certificate ด้วยตนเอง จึงนิยมใช้กับ Shared Host ทั่วไป โดยมีข้อจำกัดในเรื่องของการไม่สามารถเรียกใช้งาน Domain ที่เป็นชื่อของตัวเองได้ ยกตัวอย่างเช่น https://secure.yourHostingProvider.tld/~username เป็นต้น
    • Dedicated SSL Certificate คือ SSL Certificate ที่ได้รับความนิยมและมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด เพราะ มีขั้นตอนการตรวจสอบตัวตนขององค์กรผู้ขอใบรับรอง SSL ก่อนได้รับการอนุมัติใบรับรองโดย Certificate Authorities (CA) และมีการระบุ Domain ที่ต้องการซื้อให้ชัดเจนเท่านั้น เช่น https://www.domain.com หรือ https://domain.com และ https://secure.domain.com ซึ่งทั้ง 3 URL จะถือเป็นคนละชื่อกัน หากต้องการเรียกใช้ https ทั้ง 3 ชื่อจะต้องซื้อ SSL Certificate ทั้ง 3 รายการ จึงเป็นข้อจำกัดสำหรับการใช้ SSL กับโดเมนจำนวนมาก และเมื่อใช้งานผ่าน Browser ต่าง ๆ จะแสดงรูปกุญแจสีเขียว ซึ่งการันตีถึงความปลอดภัยในการเข้าใช้งานเว็บไซต์

    SSL Certificate แบบไหนเหมาะกับเว็บไซต์ของเราบ้าง

    SSL Certificate ถูกแบ่งตามประเภทของการใช้งานได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

    1. แบบ Domain Validation SSL (DV)

    แบบ DV เป็นประเภทใบรับรองความปลอดภัยที่ออกได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น เนื่องจากมีขั้นตอนการตรวจสอบไม่เยอะ เพราะทำการตรวจสอบความเป็นเจ้าของ Domain เท่านั้น โดยไม่ต้องใช้เอกสารใด ๆ เพื่มเติม ทำให้สามารถอนุมัติการออกใบรับรองได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที 

    หากเว็บไซต์ของคุณใช้ใบรับรองแบบ Domain Validation จะมีสัญลักษณ์สีเขียวและตัวอักษร Secure ขึ้นด้านหน้า และแสดงผลบนหน้าเว็บไซต์ในแถบ Browser เป็นรูปกุญแจล็อกที่การันตีได้ว่าเว็บไซต์นี้ปลอดภัยแน่นอน 

    การจดใบรับรอบแบบ DV นี้จึงเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือเว็บไซต์ส่วนตัว เป็นต้น

    2. แบบ Organization Validation SSL (OV)

    แบบ OV เป็นประเภทใบรับรองความปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์ระดับองค์กร หรือเว็บไซต์บริษัท และหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง โดยจะมีการตรวจสอบอย่างละเอียดและเข้มงวด ดังนี้

    • ตรวจสอบความเป็นเจ้าของ Domain
    • ตรวจสอบการจดทะเบียนนิติบุคคล หรือหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ 
    • ตรวจสอบข้อมูลขององค์กรเพิ่มเติมผ่านทางโทรศัพท์

    ทั้งนี้เพื่อเป็นการตรวจสอบให้แน่ใจว่าองค์กรที่มาจดทะเบียนแบบ OV นั้นมีตัวตนอยู่จริง

    จึงใช้เวลาในการตรวจสอบประมาณ 3 – 4 วัน 

    หากเว็บไซต์ของคุณใช้ใบรับรองแบบ Organization Validation นอกจากจะมีสัญลักษณ์สีเขียวและตัวอักษร Secure ขึ้นด้านหน้า รวมถึงแสดงสัญลักษณ์เป็นรูปกุญแจล็อกในแถบ Browser แล้วจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ ชื่อ และที่อยู่องค์กรของคุณอยู่ในใบรับรองความปลอดภัยอีกด้วย 

    การจดใบรับรองแบบ OV จึงยิ่งเป็นการการันตี และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรของคุณมากยิ่งขึ้น ถือเป็นการสร้าง Official Website ที่ปลอดภัยให้กับองค์กรและผู้ใช้บริการของคุณ อีกทั้งยังสามารถใช้ยื่นตรวจสอบทางการเงินได้อีกด้วย

    3. แบบ Extended Validation SSL (EV)

    แบบ EV เป็นประเภทใบรับรองความปลอดภัยระดับสูงสุด และมีการตรวจสอบที่เข้มงวดที่สุด เนื่องจากเป็นใบรับรองความปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์ระดับองค์กร หรือบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงหน่วยงานที่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง 

    เพราะไม่ใช่แค่การตรวจสอบว่าองค์กรนั้นมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่เพียงอย่างเดียว โดยจะมีขั้นตอนการตรวจสอบเหมือนกับแบบ Organization Validation แต่มีการตรวจตสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลขององค์กรในเชิงลึก รวมถึงต้องยื่นเอกสารประกอบอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วยเช่นเดียวกัน มีระยะเวลาในการตรวจสอบประมาณ 5 – 7 วัน 

    หากเว็บไซต์ของคุณใช้ใบรับรองแบบ Extended Validation นอกจากจะมีสัญลักษณ์สีเขียวและตัวอักษร Secure ขึ้นด้านหน้า รวมถึงแสดงสัญลักษณ์เป็นรูปกุญแจล็อกในแถบ Browser แล้ว ยังมีการแสดงชื่อองค์กร หรือบริษัทของคุณใน URL Address Bar จึงทำให้การจดแบบ EV ได้รับความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมากจากผู้ใช้งานเว็บไซต์ อีกทั้งยังสามารถใช้ยืนยันความเป็น Official Website ที่ปลอดภัย สามารถระบุตัวตนของเว็บไซต์ได้อย่างชัดเจน รวมถึงใช้ยื่นตรวจสอบกับสถาบันทางการเงินได้เช่นเดียวกัน

    การจดใบรับรองแบบ OV จึงเหมาะสำหรับเว็บไซต์ทางด้านการเงิน หรือเว็บไซต์องค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสูงสุดนั่นเอง


    SSL Certificate แบบไหนตอบโจทย์สำหรับเว็บไซต์หลาย Domain

    • Wildcard SSL Certificate คือ SSL Certificate เดี่ยวที่มีอักขระตัวแทน (*) ในช่องชื่อ Domain ซึ่งช่วยให้ Certificate สามารถรับรองและจัดเตรียมการเข้ารหัส https ให้แก่เว็บไซต์และ Domain ย่อยอื่น ๆ ได้ทั้งหมดในฐาน Domain เดียวกัน โดยจะช่วยในการรักษาความปลอดภัยให้กับการส่งข้อมูลสำคัญผ่าน Domain หลักหรือ Domain ย่อยของเว็บไซต์

    หากเว็บไซต์ของคุณใช้ใบรับรองแบบ Wildcard SSL Certificate คุณจะได้การเข้ารหัสระดับสูงและการตรวจสอบของ Domain ย่อยได้โดยไม่จำกัดจำนวน เช่น เว็บไซต์หลักของคุณคือ *.example.com คุณยังสามารถรักษาความปลอดภัยให้เว็บไซต์อื่น ๆ ในองค์กรของคุณรวมถึง blog.example.com และ shop.example.com เป็นต้น

    การจดใบรับรองแบบ Wildcard SSL จึงเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มี Domain ย่อยจำนวนมาก โดย Domain ทั้งหมดจะได้รับการคุ้มครองภายใต้ใบรับรองเดียวกัน ทำให้คุณไม่ต้องติดตั้งใบรับรองหลายใบเพื่อคุ้มครองแต่ละ Domain ย่อยนั่นเอง

    และการจดใบรับรองแบบ Wildcard Certificate มีให้คุณเลือกประเภทการใช้งานทั้งแบบ Domain Validation SSL (DV) และ แบบ Organization Validation SSL (OV)

    • Multiple Domain SSL (SAN) คือ SSL Certificate ที่มีตั้งแต่ 1 ใบรับรองขึ้นไป สามารถใช้งาน Domain ได้ตั้งแต่ 2 – 250 จำนวน ช่วยคุณปกป้องได้หลายเว็บไซต์แม้จะมีชื่อ Domain ที่แตกต่างกัน เช่น example.com หรือ exampleshop.com และ example.shop เป็นต้น

    หากเว็บไซต์ของคุณใช้ใบรับรองแบบ SAN จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่าย และสะดวกต่อการติดตั้ง SSL Certificate ให้กับเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น 

    การจดใบรับรองแบบ SAN จึงเหมาะกับการใช้งานบนเว็บไซต์ทั่วไป รวมถึงธุรกิจขนาดเล็ก หรือในนามบุคคล ที่ต้องการเพิ่มความปลอดภัยให้หลายเว็บไซต์ที่มีชื่อ Domain ต่างกันโดยใช้  SSL Certificate เดียวกัน แต่สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการให้เว็บไซต์แสดงว่า “เชื่อมต่อ” กับเว็บไซต์อื่น ไม่เหมาะที่จะใช้ SSL Certificate ประเภทนี้ 

    และการจดใบรับรองแบบ Multiple Domain SSL มีให้คุณเลือกประเภทการใช้งานทั้งแบบ Domain Validation SSL (DV) และ แบบ Organization Validation SSL (OV) รวมถึง แบบ Extended Validation SSL (EV)


    Openlandscape Cloud ให้บริการ SSL Certificate แบบไหนบ้าง

    SSL Certificate ที่ Openlandscape Cloud ให้บริการนั้นเป็นการออกใบรับรองประเภท Domain Validation SSL (DV) และ ออกใบรับรองโดย Sectigo ซึ่งเป็นแบรนด์ชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลก มีความน่าเชื่อถือระดับสูงในการรักษาความปลอดภัยออนไลน์ และยังเป็นผู้ออกใบรับรอง SSL บนเว็บชั้นนำมาแล้วทั่วโลก 

    Sectigo รักษาความปลอดภัยและตรวจสอบการสื่อสารออนไลน์ให้กับลูกค้าธุรกิจแล้วมากกว่า 200,000 รายทั่วโลก ครอบคลุมมากถึง 150 ประเทศ และปกป้องผู้ใช้บริการมาแล้วมากกว่า 25,000,000 คนทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์การรักษาความปลอดภัยที่ได้รับรางวัลมากมาย และยังมีการรับประกันความเสียหายสูงสุดถึง US$250,000

    นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอย่าง “Point-to-Verify” ของ Sectigo ที่จะช่วยแสดงการตรวจสอบใบรับรองธุรกิจและการรับประกันในรูปแบบเรียลไทม์ และด้วยการเข้ารหัสสูงถึง 256 bit ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าใบรับรอง SSL ที่ออกโดย Sectigo นั้นมีระดับการรักษาความปลอดภัยสูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ให้กับลูกค้าของคุณเอง

    โดยใบรับรอง Sectigo ที่ OpenLandscape ให้บริการแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

    1. ใบรับรองประเภท Positive SSL สำหรับผู้เริ่มเติม ที่สามารถเริ่มต้นออกใบรับรองได้ในแบรนด์ที่น่าเชื่อถือในระดับราคาที่ถูก มีความปลอดภัย และได้รับเงินประกันสูง
    2. ใบรับรองประเภท Essential SSLสำหรับบุคคลหรือธุรกิจที่ต้องการสร้างความน่าเชือถือให้กับลูกค้าหรือธุรกิจ และต้องการความปลอดภัยในระดับสูงสุดระดับพรีเมียม โดยประเภทนี้จะมี Adds-on เพิ่มเติมให้ใช้งานด้วย

    หากผู้ใช้บริการสนใจออกใบรับรอง SSL กับ OpenLandscape Cloud สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิธีการจดทะเบียน SSL Certificate บน gate.openlandscape.cloud


    OpenLandscape มาพร้อมกับเว็บไซต์บริการ SSL !

    ให้คุณได้จด SSL Certificate และ Domain Name ทุกโดเมน รวมถึงรายละเอียดเพิ่มเติมโดยสามารถดูราคาได้ที่ คลิก!


    พิเศษ ! เรามีเจ้าหน้าที่ช่วยติดตั้งให้ฟรี !

    เนื่องจาก OpenLandscape ต้องการช่วยเหลือธุรกิจหรือผู้ประกอบการ ที่ต้องการติดตั้ง SSL เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้เว็บไซต์ เพียงคุณทำการออกใบรับรองกับเรา โดยสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ของ OpenLandscape เพื่อขอรับบริการช่วยติดตั้งให้ฟรี ! พิเศษสุด ๆ สำหรับลูกค้าคนสำคัญของเราเท่านั้น ซื้อเลยเพียง คลิก!


    Openlandscape หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากไม่น้อยในการช่วยเพิ่มการตัดสินใจในการเลือกซื้อ SSL ให้กับเว็บไซต์ของคุณได้อย่างเหมาะ รวมถึงสามารถตอบโจทย์การใช้งานขององค์กรคุณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

  • โปรแรงปะทะลมร้อน ! OLS ใจดี ให้คุณรับเครดิตฟรีสูงสุดถึง 50%*

    OpenLandscape Cloud มาพร้อมกับ Promotion ใหม่ ! 

    โปรโมชันเติมเงินสุดคุ้ม ให้คุณรับเครดิตใช้งานเพิ่มสูงสุดถึง 50%* แจกเลย ! เพียงเติมเครดิตภายในเดือนเมษายนนี้

    ระยะเวลาโปรโมชัน : วันที่ 1 – 30 เมษายน 2564

    ข้อกำหนดและเงื่อนไขในกิจกรรมรับเครดิตฟรี

    • กิจกรรมนี้ สงวนสิทธิ์ให้แก่ผู้ใช้งานที่ร่วมกิจกรรมผ่าน gate.openlandscpae.cloud เท่านั้น
    • กิจกรรมนี้มอบ Gift Credit สูงสุดมูลค่าไม่เกิน 50,000 บาท
    • Gift Credit ที่ได้รับจากรายการส่งเสริมการขาย จะมีอายุการใช้งานได้ภายใน 1 ปี เท่านั้น นับตั้งแต่วันที่ได้รับ โดยหากมีการใช้งานจริง ระบบจะทำการหักยอดจาก Gift Credit ก่อนเสมอ 
    • Gift Credit ที่ได้รับจากรายการส่งเสริมการขาย ไม่สามารถ โอน/เปลี่ยน/แลก/ถอน เป็นเงินสดหรือของรางวัลอย่างอื่นได้ และไม่สามารถโอนหรือรวมเครดิตที่ได้รับให้ผู้ใช้งานอื่นได้
    • บริษัทฯ จะเพิ่ม Gift Credit ไปยังบัญชีผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติ ภายในระยะเวลา 60 วันหลังสิ้นสุดรายการส่งเสริมการขาย 
    • บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิสำหรับผู้ที่ได้รับ Gift Credit เฉพาะยอดเติมเครดิตสะสมตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 30 เมษายน 2564 เวลา 23.59 น.
    • บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกเครดิตคืนจากสมาชิก ในกรณีที่ตรวจพบภายหลังว่ามีการยกเลิกการทำรายการของรายการส่งเสริมการขายนี้
    • บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการมอบเครดิตเงินคืนเฉพาะสมาชิกที่ยังคงสภาพสมาชิกเท่านั้น
    • บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ของรางวัล สำหรับลูกค้าที่ทำการ Verified Profile แล้วเท่านั้น
    • บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขรายการโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าและในกรณีพิพาทคำตัดสินของบริษัทฯ ถือเป็นที่สุด
    • ผู้ใช้งานที่ร่วมกิจกรรมอนุญาตให้บริษัท โอเพ่นแลนด์สเคป จำกัด ใช้ข้อมูลบางส่วนหรือทั้งหมดสำหรับกิจกรรมในการจัดเก็บ รวบรวม โอนข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานที่ร่วมกิจกรรมเพื่อการดำเนินกิจกรรมนี้ รวมถึงยินยอมให้บริษัทฯ จัดส่งข่าวสาร หรือกิจกรรมทางการตลาดของบริษัทฯ ที่น่าสนใจให้กับผู้ใช้งานที่ร่วมกิจกรรมในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ใช้งานที่ร่วมกิจกรรมทราบล่วงหน้าหรือจ่ายค่าตอบแทน

    ***หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ บริษัท บริษัท โอเพ่นแลนด์สเคป จำกัด ผ่านทางอีเมล contact@ols.co.th หรือศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าหมายเลข 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง***

  • สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขการใช้บริการของระบบสมาชิก

    สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขการใช้บริการของระบบสมาชิก

    สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขการใช้บริการของระบบสมาชิก

    ขอขอบคุณผู้ใช้บริการทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ และใช้บริการของ OpenLandscape เสมอมา เพื่อมอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกคนสำคัญ 

    ทางเราขอมอบบริการและสิทธิประโยชน์ รวมถึงของรางวัลพิเศษให้กับสมาชิกตามระดับสมาชิก 4 ระดับ โดยผู้ใช้บริการสามารถใช้สิทธิพิเศษได้ตามระดับการสะสมยอดการเติมเงิน เเละเช็คระดับสมาชิกได้ที่หน้าบัญชีผู้ใช้ (Account) บนหน้า Gate โดยมีรายละเอียดระดับสมาชิกดังต่อไปนี้

    • สมาชิกระดับ เมมเบอร์ (Member)
    • สมาชิกระดับ ซิลเวอร์ (Silver)
    • สมาชิกระดับ โกลด์ (Gold)
    • สมาชิกระดับ แพลทินัม (Platinum)
    สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขการใช้บริการของระบบสมาชิก
    สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขการใช้บริการของระบบสมาชิก ภาษาอังกฤษ

    *โควตาสำหรับการใช้งาน หากเป็นการใช้งานแบบ Pay-Per-Use สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอเพิ่มเติมได้ โดยขอสงวนสิทธิ์การพิจารณาการอนุมัติโควตาเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของทางบริษัทฯ และหากเป็นการใช้งานแบบ Annual Plan จะไม่มีการจำกัดโควตาการใช้งาน

    เงื่อนไขการใช้บริการของระบบสมาชิก

    • สิทธิพิเศษในการเลื่อนระดับสมาชิกจะเริ่มต้นเมื่อผู้ใช้บริการมียอดการเติมเงินครบตามเงื่อนไขที่กำหนด ประกอบไปด้วยระยะเวลาดังนี้
      • ไตรมาสที่ 1 ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม
      • ไตรมาสที่ 2 ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน
      • ไตรมาสที่ 3 ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน
      • ไตรมาสที่ 4 ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม
      • โดยสถานะระดับสมาชิกจะคงอยู่นับจากวันที่ผู้ใช้บริการได้รับการเลื่อนระดับเป็นระยะตามไตรมาสที่ทางบริษัทกำหนด
      • หากต้องการรักษาระดับสมาชิก ผู้ใช้บริการจะต้องมียอดการเติมเงินและทำการเติมเงินภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น
    • สิทธิพิเศษที่สมาชิกได้รับไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้
    • ผู้ใช้บริการสามารถรับของรางวัลสำหรับแต่ละระดับสมาชิกได้ทางอีเมล ในทุกวันที่ 7 ของต้นไตรมาส หรือ ภายในเดือน หรือ ตามระยะเวลาที่บริษัทฯ กำหนด ตามกำหนดการดังนี้
      • วันที่ 7 มกราคม
      • วันที่ 7 เมษายน    
      • วันที่ 7 กรกฎาคม 
      • วันที่ 7 ตุลาคม    
    • สิทธิพิเศษต่าง ๆ จะสิ้นสุดตามระยะเวลาที่ทางบริษัทฯ กำหนด
    • สิทธิพิเศษของสมาชิกจะสิ้นสุด เมื่อลูกค้ายกเลิกบริการ หรือถูกยกเลิกบริการ และไม่สามารถทำการโอนย้ายสิทธิ์ให้ผู้ใช้งานอื่นได้
    • บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของผู้ได้รับสิทธิ์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือยกเลิกบริการ และสิทธิพิเศษ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • วิธีแก้ปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้

    วิธีแก้ปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้

    วิธีแก้ปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้

    สำหรับใครที่มีปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้ วันนี้เรามีวิธีการแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ มานำเสนอถึง 2 วิธีด้วยกัน โดยผู้ใช้บริการต้องแก้ไขในส่วนของ Client จะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง มาเริ่มกันที่วิธีแรกกันได้เลย

    Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop

    วิธีที่ 1

    1. กด Windows + R แล้วพิมพ์ gpedit.msc จากนั้นให้กดปุ่ม OK


    2. เลือกไปที่ Computer Configuration > Administrative Templates > System > Credentials Delegation > และเลือกที่ Encryption Oracle Remediation

    3. เลือกเป็น Enable และเลือก Protection Level : Vulnerable จากนั้นกด Apply > OK

    วิธีที่ 2

    1. กด Windows + R แล้วพิมพ์ regedit จากนั้นให้กดปุ่ม OK

    2. เลือกไปที่ Expand HKEY_LOCAL_MACHINE > SOFTWARE > Microsoft > Windows > CurrentVersion > Policies > System 

    3. Click ขวาที่ System > เลือก New > Key แล้วสร้าง Folder ชื่อ CredSSP

    4. Click ขวาที่ CredSSP > เลือก New >  Key แล้วสร้าง Folder ชื่อ Parameters

    5. เลือกที่ Parameters จากนั้น Click ขวาบนพื้นที่ว่าง แล้วเลือก New > DWORD (32 bit) Value พิมพ์ AllowEncryptionOracle จากนั้น Click ขวาที่ AllowEncyptionOracle เลือก Modify

    6. เลือกที่ Value Data : 2 , Base : Decimal จากนั้นกดปุ่ม OK

    เพียงทำตามขั้นตอนเหล่านี้ คุณก็สามารถแก้ไขปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้แล้ว

  • WFH ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคยด้วยรูปแบบการทำงาน Remote Work !

    WFH ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคยด้วยรูปแบบการทำงาน Remote Work !

    WFH ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคยด้วยรูปแบบการทำงาน Remote Work !

    ภายใต้สถานการณ์ที่คุณต้องทำงานอยู่บ้าน ทั้งในรูปแบบ WFH หรือแบบ Remote Work สำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องมีการปรับตัวกับการทำงานในรูปแบบใหม่ ในสภาพแวดล้อมที่ถึงแม้จะคุ้นเคยกันดี แต่ยังขึ้นชื่อว่าเป็น “ บ้าน ” ซึ่งเป็นสถานที่แห่งการพักผ่อน ทำให้บางครั้ง อาจมีความรู้สึกขี้เกียจ ไม่อยากทำงานหรือวอกแวกไปทำอย่างอื่น จนทำให้งานไม่เสร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ และบางคนอาจพบปัญหา เมื่อเริ่มทำงานที่บ้านไปสักพัก รู้สึกเหมือนทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่มีเวลาพักผ่อนจนเกิดเป็นความเครียด ไม่ได้รู้สึกว่าบ้านเป็นสถานที่พักผ่อนอีกต่อไป 

    แล้วอย่างนี้ควรปรับตัวอย่างไร ให้การทำงานแบบ Work From Home ดีขึ้น ? OpenLandscape ขอแนะนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับการทำงานแบบ Remote Work ที่ช่วยให้การทำงานนอกออฟฟิศมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น !


    Remote Work คืออะไร ?

    การทำงานในรูปแบบ Remote Work หรือ Remote Working เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรับและส่งงานตามกำหนด ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในต่างประเทศนั้น หลาย ๆ บริษัทเริ่มผันตัวให้พนักงานทำงานในรูปแบบนี้กันมากขึ้น เพราะเป็นเหมือนรูปแบบการทำงานที่ทำให้คุณสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ที่มีอินเตอร์เน็ตรองรับ โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ หรือไม่จำเป็นที่ต้องไปทำงานที่บริษัททุกวัน เพื่อทำงานจากโต๊ะประจำตำแหน่งอย่างเดียวเท่านั้น เพราะคุณสามารถใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามารองรับการทำงาน และสามารถ Monitor การทำงานพร้อมให้ Feedback ได้ในทันที

    อีกทั้งยังเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงานที่บ้านไกลจากบริษัท ได้ทำโปรเจกต์ที่ถือไว้ได้อย่างบรรลุเป้าหมายจากทุกที่ที่ต้องการ

    นอกจากเพิ่มความยืดหยุ่นของการทำงานในแต่ละวันได้ด้วยตนเองแล้ว ยังส่งผลให้ชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัวของพนักงานลงตัวในแบบที่ต้องการ เพราะคุณสามารถเลือกทำงานได้ตามช่วงเวลาที่สะดวก มีอิสระในการทำงานที่มากกว่าเก่า ตอบโจทย์สำหรับคนที่หัวแล่นในช่วงเลิกงานตามเวลาปกติหรือช่วงกลางดึก ซึ่งทำให้การทำงานอาจใช้เวลาทำน้อยลง และมีประสิทธิภาพมากกว่าทำงานแบบปกติ ส่งผลให้อาจมีการส่งงานได้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมอีกด้วย

    อีกทั้งคุณยังสามารถเลือกทำงานในบรรยากาศที่ตนเองต้องการได้ บางคนชอบบรรยากาศที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวนขณะทำงานหรือบางคนชอบเปิดเพลงเสียงดัง ๆ ขณะทำงาน แต่ทำไม่ได้เพราะเกรงใจเพื่อนร่วมงานที่นั่งติดกันจึงต้องใส่หูฟัง และนั่นอาจทำให้มีปัญหาในการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนร่วมกับผู้อื่น จนทำให้เกิดปัญหาในการทำงานขึ้นได้นั่นเอง ซึ่งการทำงานแบบ Remote Working จึงทำให้คุณหมดปัญหากับประเด็นบรรยากาศในที่ทำงานเป็นพิษ ทำให้คิดงานไม่ออกได้ในทันที 

    นอกจากช่วยให้คุณทำงานได้ถนัดมากขึ้นแล้ว การทำงานในรูปแบบนี้ยังช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน อีกทั้งยังดึงเอาศักยภาพของคุณออกมาได้อย่างเต็มที่ และช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานของคุณให้ดีมากขึ้นได้อีกด้วย เรียกได้ว่างานที่ออกมานั้นล้วนต้องมากไปด้วยคุณภาพอย่างแน่นอน

    ดังนั้นคุณควรบริหารจัดสรรเวลาในการทำงานให้ดี ควรมีระเบียบวินัยและตรงต่อเวลาเสมอ รวมถึงจัดตารางเวลาของการทำงานให้เหมือนการทำงานปกติที่มีเวลาพัก คือ พัก ไม่ปล่อยให้ตัวเองทำงานเพลินจนลากยาว และเวลาทำงาน คือ ทำงาน ดำเนินการให้ได้ผลสำเร็จที่ลุล่วง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดต่อการทำงานหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพ และคุณภาพของผลงานนั่นเอง


    แล้วจะเลือกทำงานแบบ Remote Work ได้อย่างไร ?

    มีหลายวิธีที่สามารถทำงานแบบ Remote working โดยต้องเลือกทำงานในแบบที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเกิดจากการตกลงร่วมกันในทีมอย่างลงตัว เช่น บางคนเลือกทำงานแบบ Remote Working เป็นส่วนใหญ่ตลอดสัปดาห์ของการทำงาน แต่ต้องเดินทางไปประชุมด้วยตัวเองที่สำนักงานใหญ่ในหนึ่งวันต่อสัปดาห์ และพนักงานบางคนเลือกทำงานแบบ Remote Working ทุกวันซึ่งอาจเลือกทำงานจากที่บ้านของตนเองหรือร้านกาแฟที่มีอินเทอร์เน็ตรองรับได้เช่นเดียวกัน เพราะสิ่งสำคัญของการทำงานแบบ Remote Working ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่เท่านั้น

    เนื่องจากมีหลายคนที่บ้านอาจไม่ใช่สถานที่อำนวยความสะดวกต่อการทำงาน แต่ไม่อยากเข้าบริษัทก็สามารถพึ่งพาพื้นที่ Coworking Space ที่เป็นจุดศูนย์รวมของทุกคนที่สามารถทำงานให้เสร็จได้เช่นเดียวกัน

    Coworking Space เรียกได้ว่าทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของแหล่งสร้างชุมชน ที่อำนวยความสะดวกในเรื่องของเทคโนโลยี รวมถึงเป็นแหล่งเครือข่ายที่ยอดเยี่ยม และยังเพิ่มโอกาสในการพบปะกับผู้อื่นที่ทำงานในหลากหลายสายงานได้อีกด้วย 

    นอกจากการทำงานที่ได้รับให้สำเร็จตามเป้าหมายแล้ว คุณยังสามารถได้ประโยชน์จากกลุ่มผู้คนใหม่ ๆ ในสังคมใหม่ที่ใช้พื้นที่ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำจากบริษัทอื่น ฟรีแลนซ์รับงานอิสระ ผู้ประกอบการที่ต้องการเช่าพื้นที่บริษัทสำหรับตัวเอง หรือแม้กระทั่งเจ้าของกิจการขนาดเล็กที่อาจจะกลายมาเป็นลูกค้ารายใหม่ของคุณ 

    สามารถพูดได้เลยว่า Coworking Space เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างบริษัทแบบดั้งเดิมกับพื้นที่ทำงานในรูปแบบใหม่ ที่ช่วยให้คุณรู้สึกสะดวกสบายในการทำงานเหมือนอยู่ที่บ้าน และรวมเข้ากับสิ่งอำนวยความสะดวกระดับมืออาชีพ ราวกับยกมาจากบริษัท พร้อมโอกาสในการเพิ่มเครือข่ายใหม่ ๆ ที่คุณพบในสภาพแวดล้อมแบบองค์กร ซึ่งการทำงานแบบ Remote Working สามารถเลือกใช้ประโยชน์จากพื่นที่ Coworking Space ที่ใกล้ที่ทำงานหรือใกล้บ้านคุณก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ดีมากเลยทีเดียว


    ทำไมต้องทำงานแบบ Remote Work ?

    เมื่อคุณเข้าใจแล้วว่าการทำงานแบบ Remote Working คืออะไร และผู้คนทั่วไปสามารถทำงานแบบ Remote Working ได้ในทุกวันอย่างไร แต่คุณอาจสงสัยว่า เพราะอะไร ทำไมบางคนถึงเลือกทำงานนอกบริษัท และทำไมเจ้านายของพวกเขาถึงอนุมัติให้พวกเขาทำงานนอกสถานที่ได้ 

    คำตอบของคำถามนี้คือ เพราะการทำงานแบบ Remote Working มีประโยชน์มากมายทั้งสำหรับตัวพนักงานและเจ้านาย ตั้งแต่การเพิ่มผลงานที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการทำงานที่เต็มไปด้วยความสุข และสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรคออฟฟิศซินโดรม โดยทางเราจะมาแบ่งข้อดีของพนักงานและเจ้านายดังหัวข้อต่อไปนี้


    การทำงานแบบ Remote Work มีประโยชน์ต่อพนักงานอย่างไร ?

    1. หมดความกังวลกับการทำงานแบบเคร่งเครียด และได้ทำอย่างอื่นได้มากยิ่งขึ้น

    เหตุผลที่ชัดเจนที่สุด สำหรับผู้คนที่ต้องการทำงานแบบ Remote Working คือ สามารถทำให้พนักงานมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เมื่อไม่จำเป็นต้องอยู่ในบริษัทในช่วงเวลาที่กำหนด พนักงานแบบ Remote Working สามารถมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญสำหรับตนเองจากนอกบริษัทได้ในทันที เช่น หากพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working เป็นพ่อแม่ที่กำลังมีลูกเล็ก ก็สามารถเริ่มทำงานให้เร็วขึ้น เพื่อรีบทำงานให้เสร็จก่อนกำหนด และสามารถไปดูแลลูกน้อยของตนเองได้อย่างทันทีหรือในสถานการณ์อื่น อาจเป็นพนักงานแบบ Remote Working ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมในสาขาวิชาของตนเอง และไม่ต้องการอยู่ภายใต้ตารางงานที่เข้มงวดในสถานที่ทำงาน จึงทำให้สามารถศึกษาระดับปริญญาโท หรือหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่องในระหว่างวัน และเพิ่มการทำงานของตนเองในตอนเย็นหรือช่วงเวลาเลิกเรียนได้ เป็นต้น

    2. สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working มีความเครียดน้อยลง และมีกำลังใจสูงขึ้นกว่าพนักงานในบริษัท โดยในรายงานที่ตีพิมพ์โดย Royal Society for Public Health ในสหราชอาณาจักรที่ประกอบไปด้วย 4 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ พบว่า 55% ของผู้เข้าร่วม รู้สึกเครียดมากขึ้นเนื่องจากการเดินทางไปทำงาน แต่เมื่อพนักงานได้ทำงานแบบ Remote Working ในสภาพแวดล้อมที่รู้สึกสบายใจ ส่งผลให้เความเครียดที่มีต่องานน้อยลงอย่าเห็นได้ชัด และจากการศึกษาของ PGi ในปี 2014 พบว่า 69% ของคนที่ทำงานแบบ Remote Working มีรายงานการขาดงานที่น้อยกว่าพนักงานที่มาทำงานที่บริษัทแบบปกติ 

    นอกจากนี้ พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working ไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องออกไปทำงานที่บริษัท เนื่องจากทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมและมุ่งเน้นในบทบาทหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่ แทนที่จะเสียเวลาไปกับความเครียดหรือความกดดันภายในองค์กร จึงส่งผลให้พนักงานที่มีความสุขและสุขภาพที่ดีจะมีการทำงานที่ดีขึ้น รวมถึงรู้สึกผูกพันกับบริษัทมากขึ้นไปด้วย โดยจากมุมมองนี้จะเห็นได้ว่าการทำงานแบบ Remote Working เป็นรูปแบบการทำงานที่ดีอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

    3. ความรักในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น

    พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working สามารถทำงานให้ดีที่สุดได้ เมื่ออยู่นอกบริษัท เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมที่ดีมากกว่าเดิม และสามารถคัดกรองสิ่งรบกวนในการทำงานตามที่เห็นสมควรได้เป็นอย่างดี 

    การทำงานแบบ Remote Working เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานรูปแบบหนึ่ง เปรียบเสมือนเป็นรางวัลสำหรับการทำงานที่ยอดเยี่ยมสำหรับพนักงาน และเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นศักยภาพของการทำงาน เพื่อให้ได้ก้าวข้ามเป้าหมายเดิม ๆ ของตนเองและได้ดำเนินชีวิตตามแบบที่พวกเขารักได้นั่นเอง


    การทำงานแบบ Remote Work มีประโยชน์ต่อเจ้านายอย่างไร ?

    1. ได้รับผลผลิตที่สูงขึ้นกว่าเก่า

    หนึ่งในข้อโต้แย้งที่มีความขัดแย้งมากที่สุดสำหรับการทำงานแบบ Remote Working คือ ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น มาจากความยืดหยุ่นในการทำงานของพนักงาน ซึ่งพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working มีแนวโน้มที่จะใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ในการทำงานของตนเองกว่าการทำงานในบริษัทแบบปกติ จึงทำให้ผลงานออกมาดีกว่า การทำงานให้เสร็จเฉย ๆ 

    เมื่อเทียบกับพนักงานที่ทำงานในบริษัท ตามรายงานจากการสำรวจของ Surepayroll พบว่า 65% พบว่าการทำงานแบบ Remote Working ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและมีผลงานที่มีคุณภาพได้มากกว่าการทำงานแบบเต็มเวลา 

    2. ประหยัดต้นทุนได้มากกว่าเดิม

    พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working เป็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมต่อผลกำไรของบริษัท ด้วยการช่วยลดรายจ่ายภายในบริษัท เช่น ค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน และค่าเฟอร์นิเจอร์ในสำนักงาน เป็นต้น โดยผลสำรวจจาก Flexjobs รายงานว่า ผู้ว่าจ้างสามารถประหยัดเงินได้ถึง $ 22,000 ต่อคน สำหรับการทำงานแบบ Remote Work เพียงส่วนหนึ่งขององค์กรในรายปี  

    3. พนักงานมีส่วนร่วมกับงานที่ได้รับมากยิ่งขึ้น

    นอกเหนือจากผลกำไรและคุณภาพงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมแล้ว การที่เจ้านายเสนอโอกาสในการทำงานแบบ Remote Working เพื่อให้พนักงานมีความสุขและมีส่วนร่วมกับงานที่มากยิ่งขึ้นแล้ว ในการทำงานแบบ Remote Working ไม่เพียงแต่จะเป็นการทำงานที่ดี ยังมีความต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งส่งผลโดยตรงที่ทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานชิ้นนั้นได้อย่างเต็มที่ 

    พนักงานเกือบ 75% ที่ได้รับการสำรวจจาก Softchoice รายงานว่า พวกเขาจะลาออกจากงานทันที ถ้ามีที่ทำงานไหนเสนอให้มีการทำงานแบบ Remote Working นั่นคือสิ่งที่จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถได้คัดเลือกพนักงานที่ตั้งใจมาทำงานให้ตนเองและองค์กรได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพได้มากกว่าเดิม โดยไม่มีอุปสรรค์ในเรื่องของการเดินทางมาขัดขวางอีกต่อไป 

    และอีกหนึ่งผลลัพธ์จากการสำรวจโดย TINYpulse รายงานว่า พนักงานที่ได้รับการอนุมัติให้ได้ทำงานแบบ Remote Working สามารถทำให้พวกเขามีความสุขและรู้สึกถึงคุณค่าในหน้าที่ของตนเองต่อที่ทำงาน ได้มากกว่าการเป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานอีกด้วย


    ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำงานแบบ Remote Work ?

    ในขณะที่การทำงานแบบ Remote Working กำลังเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ยังมีเรื่องเข้าใจผิด เกี่ยวกับรูปแบบการทำงานแบบ Remote Working นี้อยู่ OpenLandscape ได้สรุปรวมมาเป็นหัวข้อ เพื่ออธิบายให้คุณได้ทำความเข้าใจการทำงานในรูปแบบนี้ให้มากยิ่งขึ้นแล้ว ดังนี้ 

    มักมีปัญหาในการสื่อสารจริงหรือไม่ ?

    การทำงานแบบ Remote Working แม้จะไม่ได้มีการพูดคุยกันต่อหน้า เพราะอยู่ต่างสถานที่กัน แต่ปัญหาด้านการสื่อสารที่หลายคนกังวลนั้นแทบจะไม่มีมาให้กระทบกับเรื่องงานเลย เพราะการติดต่อสื่อสารกับคนในที่ทำงานแบบ Remote Working นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนสามารถพูดคุยหรือประสานงานกับคนในทีม ผ่านช่องทางการติดต่อได้หลากหลายช่องทางที่สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้การทำงานและการประสานงานนั่น สำเร็จได้ด้วยดีไม่ต่างจากการทำงานที่สำนักงานเลย

    การสนทนาผ่านทาง Video Calls เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการจัดการประชุมสำหรับพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working เพราะสามารถพูดคุยได้เหมือนอยู่ต่อหน้ากัน อีกทั้งพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working มักมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้เริ่มต้นพูดคุยด้วยตนเองอย่างกระตือรือร้นกับคนในทีม ในเรื่องของการสื่อสารเกี่ยวกับสถานะของโปรเจกต์ รวมถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่อีกด้วย

    ต้องพร้อมทำงานตลอดเวลาจริงหรือไม่ ?

    นี่เป็นอีกหนึ่งในความกลัวและความเข้าใจผิดของพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working รวมถึงเจ้านายด้วย เนื่องจากพนักงานส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการทำงานแบบ Remote Working เพราะเป็นการทำงานที่ให้อิสระแก่พนักงาน ในการจัดทำตารางเวลาของตนเองให้มีเวลาส่วนตัวที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เพราะช่วยให้ตารางการทำงานของพนักงานเพิ่มมากขึ้นเป็นตลอด 24 ชั่วโมงใน 1 วัน 

    อีกทั้งเจ้านายอาจไม่ต้องการให้พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working ต้องทำงานแบบไม่มีหยุดพัก เพราะกลัวว่าพนักงานจะเหนื่อยล้าจากการทำงาน และหมดความตั้งใจในการทำงาน  สิ่งนี้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญในการเริ่มต้นข้อตกลงในการทำงานแบบ Remote Working ร่วมกันในองค์กร

    ในการทำงานแบบ Remote Working พนักงานควรแจ้งชั่วโมงที่พร้อมทำงานและเวลาพักของวันให้ทุกคนทราบ เพื่อสะดวกในการติดต่อสื่อสารและความยืดหยุ่นของการทำงาน นอกเหนือจากการวางมาตรฐานสำหรับเวลาในการทำงานแบบ Remote Working แล้ว อย่าลืมกำหนดช่องทางการติดต่อสื่อสารกับสมาชิกในทีมที่ชัดเจนด้วย

    จะรู้ได้อย่างไรว่าทำงานจริง ?

    แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุด และถูกเข้าใจผิดมากที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน ภาพลักษณ์ของคนที่ทำงานแบบ Remote Working คือ พวกเขามักจะนั่งหรือนอนอยู่บนเตียงทั้งวันในชุดนอน อาจทำงานเพียงครั้งเดียวหรือเพียงชั่วครู่เท่านั้น และไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับผู้ที่เดินทางไปทำงานที่สำนักงานในทุก ๆ วัน  

    เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่จริง เพราะคนที่ทำงานแบบ Remote Working มีหลากหลายสไตล์ มีทั้งคนที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เพื่ออาบน้ำและเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์โปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จตามกำหนดที่ได้วางเอาไว้ รวมถึงผู้ที่เตรียมพร้อมตารางงานรายวัน เหมือนกับคนที่ต้องไปทำงานในออฟฟิศ 

    หากคุณกังวลว่าจะเช็คได้อย่างไรว่าทำงานกันจริงหรือไม่ เพียงแค่คุณดูที่ผลงานที่ได้รับก็เป็นคำตอบสำหรับคำถามข้อนี้ได้ดีที่สุดแล้ว และหากยังไม่แน่ใจ สามารถตรวจสอบดูรายงานการทำงานประจำวันได้ด้วยเช่นเดียวกัน


    ‍สรุปแล้วพนักงานแบบ Remote Work คืออะไร ?

    พนักงานแบบ Remote Work หรือ Remote Working คือ คนที่ทำงานในนามของบริษัท แต่ทำงานนอกออฟฟิศ อาจหมายถึงการทำงานจาก Coworking Space, บ้าน, ร้านกาแฟ และในพื้นที่อื่น ๆ ที่รองรับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

    นี่เป็นกระบวนการที่มีหลายขั้นตอน และไม่ใช่สิ่งที่ทำไปโดยไม่ต้องคิดอะไรสักอย่าง เพราะ พนักงานแบบ Remote Working จะต้องพิจารณาบทบาทหน้าที่ วางแผน และรับมือกับปัญหาที่ต้องเผชิญ เพื่อแสดงความเป็นมืออาชีพจากสไตล์การทำงานของตนเอง ให้ผลงานสำเร็จตามกำหนดที่ได้รับมอบหมาย

    สำหรับใครที่อยากเสนอการทำงานแบบนี้กับองค์กร คุณต้องสร้างกรณีศึกษาทางธุรกิจที่มีการวิจัยเป็นอย่างดี ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงกับบทบาทและหน้าที่ของคุณในองค์กร โดยใช้พลังแห่งการโน้มน้าวใจ เพื่อให้หัวหน้าของคุณอนุมัติการทำงานแบบ Remote Working รวมถึงข้อตกลงร่วมกันว่าคุณต้องการทำงานเป็นสัปดาห์ละครั้งหรือทั้งปี รวมถึงการรายงานผลการทำงานอย่างละเอียดในประจำวัน และการทำงานร่วมกับทีมของคุณได้เป็นอย่างดี ไร้อุปสรรคทางการสื่อสารนั่นเอง

    ในขณะที่เทคโนโลยียังคงก้าวหน้า การทำงานแบบ Remote Working จึงเป็นเรื่องธรรมดาในหลายแวดวงการ ตั้งแต่งานที่คุณคาดหวัง อาจเป็นงานทางด้านเทคโนโลยี งานอิสระ และงานด้านอื่น ๆ ซึ่งการทำงานแบบ Remote Working สามารถพบได้ในเกือบทุกธุรกิจ

    หากคุณกำลังมองหาบริษัทที่รับการงานแบบ Remote Working เริ่มต้นค้นหาได้เลย รวมถึงอาจลองเสนอรูปแบบการทำงานนี้กับบริษัทที่คุณทำอยู่ เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าโอกาสนั้นจะมาเมื่อไหร่ ถ้าไม่ได้ลองดูก่อน ซึ่งการทำงานที่มีอิสระในการใช้ชีวิตตามความต้องการของคุณกำลังรอคุณอยู่ !


    ข้อมูลอ้างอิงจาก 

    What is Remote Work?

    Benefits Of Telecommuting For The Future Of Work

    ทำความรู้จัก Remote Working ดีต่อใจแต่ไม่ไกลผลลัพธ์เดิม

  • FRONT END , BACK END , FULL STACK คืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?

    FRONT END , BACK END , FULL STACK คืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?

    รู้หรือไม่ สายงานโปรแกรมเมอร์ยอดนิยมในขณะนี้คืออะไร !?

    แน่นอนว่าในวงการโปรแกรมเมอร์ ย่อมมีหลากหลายสายงานที่น่าสนใจ โดยผลการสำรวจความนิยมสายงานโปรแกรมเมอร์ของ Stack Overflow ในปี ค.ศ. 2022 พบว่า

    • อันดับ 1 ในสายงานที่ได้ใจสายโปรแกรมเมอร์ไปครองเลยคือ “Full Stack Developer” หรือ นักพัฒนาโปรแกรมหน้าบ้านและหลังบ้าน
    • อันดับ 2 คือ “Back End Developer” นักพัฒนาโปรแกรมหลังบ้าน 
    • อันดับ 3 คือ “Front End Developer” นักพัฒนาโปรแกรมหน้าบ้าน 

    สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นเขียนโปรแกรมได้ไม่นาน อาจสงสัยว่าทั้งสามสายงานนี้ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง OpenLandscape ได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณได้เข้าใจให้มากขึ้นได้แล้วที่บทความนี้

    เนื่องจากเว็บไซต์และแอปพลิเคชันนั้นมีการเติบโตที่ค่อนข้างซับซ้อน จำเป็นต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้พัฒนาจึงต้องมีความเชี่ยวชาญให้มากขึ้นอยู่เสมอ โดยการพัฒนาเว็บไซต์ในที่กล่าวมานี้ หมายถึงสิ่งต่าง ๆ มากมายที่มักขึ้นอยู่กับสิ่งที่นักพัฒนาเว็บไซต์มีความเชี่ยวชาญด้วยกัน 3 ประเภทหลักได้แก่

    • Front End Developer ผู้พัฒนาโปรแกรมในส่วนของหน้าบ้าน (ส่วนที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน)
    • Back End Developer ผู้พัฒนาโปรแกรมในส่วนของหลังบ้าน (ส่วนของการทำงานเบื้องหลังจำพวก ฐานข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน)
    • Full Stack Developer ผู้พัฒนาอย่างเต็มรูปแบบทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ถือเป็นความเชี่ยวชาญที่ลงตัวของทั้ง 2 ตำแหน่ง โดยสามารถนำไปใช้กับ Web Stack, Mobile Stack หรือ Native Application Stack แอปพลิเคชันดั้งเดิม เช่น โปรแกรมซอฟต์แวร์สำหรับอุปกรณ์เฉพาะ เป็นต้น

    เพื่อให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจว่า นักพัฒนาเว็บไซต์ของแต่ละประเภทมีความเชี่ยวชาญอย่างไรบ้าง หรือในกรณีที่นักพัฒนา Full Stack ต้องการเป็นผู้ชำนาญที่เชี่ยวชาญมากขึ้น ต้องเพิ่มทักษะในเรื่องอะไรบ้าง 

    OpenLandscape ได้จัดทำหัวข้อเพื่อแยกข้อมูลทั้งหมดออกมาให้ทุกคนได้อ่านกันง่ายขึ้น พร้อมบอกทักษะที่คุณต้องเรียนรู้ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมกับการเป็นนักพัฒนาด้านต่าง ๆ ในแบบที่คุณต้องการได้ ดังนี้


    นักพัฒนา FRONT END คืออะไร ?

    ภาพประกอบ 1 front end

    นักพัฒนา Front End คือ นักพัฒนาโปรแกรมในส่วนด้านหน้าที่มองเห็นได้ทันทีของหน้าเว็บไซต์ หรือ ที่หลายคนเรียกติดปากกันว่า “หน้าบ้าน” นั่นเอง โดยผู้ใช้งานสามารถมองเห็น และโต้ตอบร่วมกันภายในเว็บเบราว์เซอร์ได้

    ในส่วนของหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันบนมือถือ เป็นส่วนที่ผู้ใช้สามารถมองเห็น และโต้ตอบได้โดยตรง ถูกสร้างขึ้นด้วยภาษาทั่วไปที่ต้องรู้ และทักษะที่จำเป็นสำหรับนักพัฒนา Front End ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 

    • HTML
    • CSS
    • JavaScript
    • Version Control/Git
    • Responsive Design
    • Testing / Debugging
    • Browser Developer Tools
    • Building and Automation Tools / Web Performance
    • Command Line

    HTML (Hypertext Markup Language) เรียกได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของเว็บไซต์เลยทีเดียว โดยทุกเว็บไซต์ที่คุณเข้าไปเยี่ยมชมนั้นล้วนถูกสร้างขึ้นด้วย HTML มีหน้าที่ดูแลโครงสร้าง และเนื้อหาทั้งหมด เป็นภาษาที่ใช้ Tag ในการกำหนดการแสดงผลของหน้าเว็บเพจที่ต่างก็เชื่อมถึงกันใน Hyperspace ผ่าน Hyperlink นั่นเอง

    ส่วน HTML5 คือ HTML ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ให้เป็นปัจจุบันบนหน้าเว็บไซต์ โดยถึงแม้ว่าเว็บไซต์ที่สร้างด้วยเวอร์ชันเก่าจะยังทำงานได้ดีบนเบราว์เซอร์ของคุณ แต่การพัฒนาให้ทำงานได้สะดวกและง่ายมากขึ้น มักทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ โดย HTML5 ยังถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นภาษามาร์กอัป (Markup language) สำหรับ WWW รุ่นต่อไปของ HTML

    CSS (Cascading Style Sheets) หรือ “สไตล์ชีท” เป็นสิ่งที่ควบคุมลักษณะการแสดงผลของ HTML บนหน้าเว็บไซต์ โดย CSS สามารถกำหนดสี, แบบอักษร, ภาพพื้นหลัง และแม้กระทั่งวิธีการจัดวางตำแหน่งบนหน้าเว็บให้เกิดความสวยงาม โดยคุณสามารถใช้ CSS เพื่อจัดเรียงองค์ประกอบ HTML บนหน้าเว็บไซต์ได้ตามที่คุณต้องการ แม้ว่าจะแตกต่างจากลำดับที่จัดเรียงไว้ใน HTML ไฟล์ก็ตาม ส่วน CSS3 คือ CSS ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นปัจจุบันบนเว็บไซต์ และเพิ่มคุณสมบัติมากมายสำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การโต้ตอบพื้นฐานและภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น

    ตอนนี้คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ด้วย HTML และ CSS แต่ยังจำเป็นต้องใช้ร่วมกับ JavaScript ที่เป็นเหมือน Game changer หรือกล่าวง่าย ๆ คือ JavaScript สามารถช่วยให้ผู้พัฒนาสร้างเว็บเพจได้ตรงตามความต้องการ และมีความน่าสนใจได้มากกว่าเก่า เพิ่มความสามารถในการโต้ตอบภาพเคลื่อนไหวที่มีความซับซ้อนได้มากยิ่งขึ้น และยังทำให้คุณสามารถสร้างเว็บแอปพลิเคชันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนได้ดียิ่งกว่าเดิมหลายเท่าเลยทีเดียว

    หากลองย้อนกลับไปในวันเก่า ๆ เช่น ปี ค.ศ. 2012 เว็บเบราว์เซอร์เคยอธิบายความหมายผิด ๆ ของ JavaScript ไว้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการเพิ่มฟังก์ชันการทำงานที่ซับซ้อนด้วย JavaScript ไม่ได้เป็นความคิดที่ดีเสมอไป แต่เบราว์เซอร์นั้นจะมีประสิทธิภาพที่มากขึ้น หากทำงานร่วมกับ JavaScript สิ่งที่เคยถูกสงวนไว้สำหรับภาษาการเขียนโปรแกรมของ “Back end” และ JavaScript นั้นสามารถพัฒนาด้วยตัวของมันเองได้ อีกทั้งยังรวมถึงการสร้าง Frameworks เช่น AngularJs, jQuery, NodeJS เป็นต้น 

    Version Control / Git คือ ระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับการติดตาม, การตรวจสอบ, การพัฒนา และการแก้ไข Source Code ต่าง ๆ ซึ่งในขั้นตอนการพัฒนา สามารถตรวจสอบได้ทุกตัวอักษร ทุกบรรทัด ทุกไฟล์ ที่มีการแก้ไข รวมถึงระบุได้ว่าใครเป็นคนแก้ไข และแก้ไข ณ วันที่เท่าไหร่ เพื่อดูข้อผิดพลาดโดยที่ไม่ต้องกลับไปเริ่มต้นทำใหม่ทั้งหมด

    Responsive Design คือ เทคนิคการออกแบบเว็บไซต์แบบใหม่ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนขนาดของเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับการแสดงผลบนหน้าจอขนาดต่าง ๆ รวมถึงความละเอียดของหน้าจอในอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน เช่น คอมพิวเตอร์, โน้ตบุ๊ค, โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันเว็บไซต์ถูกใช้งานบน Device และขนาดหน้าจอที่หลากหลาย การพัฒนาเว็บไซต์จึงควรคำนึงถึงการแสดงผลบนหน้าจอที่แตกต่างกัน ซึ่ง Responsive Design เป็นหลักการออกแบบที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถรองรับการใช้งานได้จากทุกหน้าจอ จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญสำหรับนักพัฒนา Front End

    Testing / Debugging Bugs คือ สิ่งที่นักพัฒนาทุกคนต้องทำอยู่เสมอ เพราะคุณจำเป็นต้องทดสอบโค้ดเพื่อค้นหา Bug สำหรับลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นบนเว็บไซต์ ดังนั้นการ Test และ Debug จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญที่ควรมี

    Browser Developer Tools คือ เครื่องมือต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับ Web browsers ให้คุณได้เลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการทดสอบและปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ของคุณผ่าน Browser ได้โดยตรง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการแสดงผลของหน้าเว็บไซต์จะตรงกับความต้องการของคุณ

    Building and Automation Tools /  Web Performance คือ การเขียนโค้ดเพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ยอดเยี่ยมขึ้นมา โดยไม่ทำให้เว็บไซต์นั้นทำงานล่าช้า ซึ่งโปรแกรม Webpack สามารถช่วยลดขนาดไฟล์ CSS, JS หรือไฟล์รูปภาพ และทำให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

    Command Line คือ รูปแบบการแสดงผลแบบ Text Mode โดยหน้าโปรแกรมจะรับ Input ทีละบรรทัดและหาความหมายของคำสั่งนั้น เพื่อสั่งให้ระบบปฏิบัติการ (OS) ทำตามคำสั่งนั้นต่อไป โดยปกติสามารถใช้ Graphic User Interfaces หรือ GUI ได้ แต่บางครั้งนักพัฒนาจำเป็นต้องใช้ Command Line เพราะเป็นอีกหนึ่งเรื่องพื้นฐานสำหรับนักพัฒนา

    กล่าวโดยสรุปแล้ว Front End หรือ นักพัฒนาโปรแกรมในส่วนของหน้าบ้านมักใช้ HTML, CSS และ JavaScript รวมถึงอื่น ๆ เพื่อเขียนโค้ดเว็บไซต์ในการทำงาน โดยสายงานนี้เป็นคนที่ทำการออกแบบ และสร้างเว็บไซต์สำหรับการใช้งาน ในบางเว็บไซต์อาจสร้างขึ้นด้วย HTML, CSS และ JavaScript เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเว็บไซต์อื่น ๆ ยังมี Code ที่ซ่อนอยู่ในส่วนของ Back End เพื่อเพิ่มหรือปรับปรุงส่วนหน้าของเว็บไซต์ได้นั่นเอง


    นักพัฒนา BACK END คืออะไร ?

    ภาพประกอบ 2 front end

    นักพัฒนา Back End คือ นักพัฒนาโปรแกรมในส่วนของ “หลังบ้าน” หรือการทำงานเบื้องหลังของส่วนต่าง ๆ ในเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานไม่สามารถโต้ตอบได้โดยตรง มีหน้าที่จัดการข้อมูลที่ “หน้าบ้าน” ต้องการและส่งไปให้ รวมถึงการออกแบบ Database ให้เก็บข้อมูลและดึงข้อมูลมาใช้ให้เร็วที่สุดได้ โดยส่วนใหญ่จะเลือกส่งผ่าน API (Application Programming Interface) และทักษะที่จำเป็นสำหรับนักพัฒนา Back End มีดังนี้

    • มีทักษะด้าน Web Developer (Javascript, CSS, HTML5, jQuery)
    • มีความรู้พื้นฐานในด้าน Package Management Tool เพื่อใช้สำหรับจัดการ Library/Dependency ต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในระบบ ซึ่งแต่ละภาษาใช้เครื่องมือที่แตกต่างกัน
    • มีความสามารถในการเขียนการทดสอบอัตโนมัติ เช่น Unit Test, Integration Test, API Test, Component Test และ End-to-End Test
    • มีความรู้ในด้าน RESTful API เป็น Interface ที่ระบบคอมพิวเตอร์ 2 ระบบใช้เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย
    • มีความรู้ในด้าน Database เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อระบบหลังบ้าน เช่น Relational Database, Non Relational Database, Hierarchical Database เป็นต้น
    • มีความรู้ในด้าน Web Server และ Application Server เพื่อเลือกใช้งาน Server ได้เหมาะสมกับงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
    • มีความรู้ในด้าน Container เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาและติดตั้งระบบงาน เช่น Docker และ Kubernetes 
    • มีความรู้ในด้าน Caching เพื่อรู้ลักษณะข้อดีและข้อเสีย แล้วนำมาปรับใช้งานได้อย่างเหมาะสม

    นั่นจึงทำให้การทำงานของ Front End และ Back End นั้นมีหน้าที่แตกต่างกัน ในขณะที่การทำงานในส่วนของ Front End คือ ทำทุกอย่างให้ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมโต้ตอบได้โดยตรง ส่วน Back End นั้นจะทำงานที่อยู่เบื้องหลัง และมีข้อได้เปรียบที่มากกว่า Front End เพราะมีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในเรื่องเฉพาะทางนั้นเอง โดย Back End จำเป็นต้องใช้ภาษา Programming ในการทำงาน ซึ่งภาษา Programming นั้นมีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น 

    • PHP
    • Ruby
    • Python

    สิ่งหนึ่งที่คุณควรทราบ คุณอาจไม่เห็นรายชื่อจำนวนมากที่แสดงตำแหน่งสายงานที่แจ้งว่า บริษัทกำลังมองหา “นักพัฒนา Back End ” แต่คุณจะพบรายการที่แจ้งว่าทางบริษัทกำลังมองหา “นักพัฒนา Ruby” หรือ “นักพัฒนา PHP” ฯลฯ เป็นต้น เนื่องจากภาษาการเขียนโปรแกรมนั้น มีแค่นักพัฒนาที่รู้ว่ามันคือกุญแจสำคัญที่เหมาะสมกับงานชนิดใดบ้าง

    ดังนั้นในส่วนของ Back End เท่าที่คุณสามารถทำได้ด้วยดีจากภาษา Programming คุณจะไม่สามารถทำได้ด้วย JavaScript เพราะมันเป็นส่วนเฉพาะที่มีข้อจำกัดมากกว่า โดยมีความแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่ง ได้แก่ ระบบการจัดการเนื้อหาส่วนใหญ่ สร้างจากภาษาการเขียนโปรแกรมของ Back End เช่นเดียวกับเว็บแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน JavaScript อาจประสบปัญหาในเรื่องประสิทธิภาพของการทำงาน เช่น เกิดความล่าช้า หรือ พบข้อบกพร่องขึ้นได้ และในบางกรณี คุณสามารถใช้ JavaScript เพื่อสร้างทุกอย่างที่คุณออกแบบได้ บางครั้งยังมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่านั้น ด้วยการเรียนรู้ Code ที่จะช่วยสอนให้คุณค้นหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะ และบางครั้งสิ่งเหล่านี้หมายถึงการใช้ภาษาของ Back End นั่นเอง

    โดยทั่วไปแล้วนักพัฒนา Back End ส่วนใหญ่จะทำงานร่วมกับนักพัฒนา Front End เพื่อทำให้ Code ทำงานในการออกแบบเว็บไซต์ หรือการออกแบบแอปพลิเคชัน รวมถึงการปรับแต่งการออกแบบนั้นเมื่อจำเป็น ซึ่งในที่สุดแล้วก็มาถึงหัวข้อสุดท้ายของ Full Stack


    นักพัฒนา FULL STACK คืออะไร ?

    ภาพประกอบ 3 front end

    นักพัฒนา Full Stack คือ นักพัฒนาเว็บอย่างเต็มรูปแบบทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน หรือวิศวกร (Engineer) ที่ทำงานร่วมกับนักพัฒนา Front End และ Back End ของเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งหมายความว่านักพัฒนา Full Stack สามารถจัดการโครงการที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลและสร้างเว็บไซต์ที่รองรับผู้ใช้บริการ หรือแม้แต่ทำงานกับผู้รับบริการในช่วงการวางแผนสร้างโครงการต่าง ๆ 

    Full Stack หรือ นักพัฒนาเว็บเต็มรูปแบบ มีคุณสมบัติดังนี้ 

    • มีความชำนาญด้าน HTML, CSS, JavaScript และภาษา Programming อย่างน้อย 1 ภาษาหรือมากกว่าขึ้นไป
    • นักพัฒนา Full Stack ส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญในภาษาการเขียนโปรแกรม Back End โดยเฉพาะ เช่น Ruby หรือ PHP และ Python แม้ว่าบางทีนักพัฒนา Full Stack จะทำงานเป็นนักพัฒนามาระยะหนึ่งแล้ว หรือ ทำงานมาได้มากกว่าหนึ่งงาน โดยทั่วไปแล้วในสายงานนี้มักจะมีชื่อเรียกที่เข้าใจกันว่า “นักพัฒนา Ruby เต็มรูปแบบ” หรืออะไรที่คล้ายกัน เป็นต้น
    • นักพัฒนา Full Stack ที่ดีต้องมีการเรียนรู้ทั้งการจัดการ บริหารโครงการใดโครงการหนึ่งให้สมบูรณ์แบบอยู่เสมอ รวมถึงมีการจัดวาง การออกแบบภาพรวม หรือการออกแบบเว็บไซต์ให้ออกมาดีที่สุด และมีทักษะ รวมถึงประสบการณ์ร่วมกับผู้ใช้เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม มุ่งไปสู่ความสำเร็จในแบบที่คุณต้องการ

    ในเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่สามารถทำได้ในส่วนของ Front End และส่วนของ Back End ที่ยังไม่ชัดเจนนั้น นักพัฒนาส่วนมากกลายมาเป็นสิ่งที่ทุกคนเรียกกันว่า “Full Stack” ซึ่งนายจ้างจำนวนมาก โดยเฉพาะเอเจนซี่ที่ทำงานในไซต์ประเภทต่าง ๆ ล้วนมองหานักพัฒนาที่รู้วิธีการทำงานในทุกส่วนของเว็บไซต์เพื่อให้มั่นใจได้ว่า สามารถเลือกผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดสำหรับงาน โดยที่ไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นงานเฉพาะด้านเทคนิคฝ่าย Front End หรือ ฝ่าย Back End หรือไม่ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า นักพัฒนา Full Stack มักเป็นที่ต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของบริษัทต่าง ๆ  ตามไปด้วยนั่นเอง

    ซึ่งในปัจจุบันนี้หลายคนเป็นจำนวนมากคิดว่า นักพัฒนา Full Stack ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดทั้งหมดของเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ซึ่งนักพัฒนา Full Stack ส่วนมากใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเขียนโค้ดทั้งด้าน Front End และ Back End ของไซต์ทั้งหมดต่างหาก แต่ประเด็นคือ นักพัฒนา Full Stack จำเป็นต้องรู้ให้เพียงพอเกี่ยวกับการเขียนโค้ดทั้งหมด ซึ่งนักพัฒนา Full Stack สามารถทำการค้นคว้าได้จากทุกแหล่ง หากจำเป็นและนักพัฒนา Full Stack บางคนเขียนโค้ดเว็บไซต์ทั้งหมดรวมทั้งด้าน Front End และ Back End แต่มักเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่นักพัฒนา Full Stack ทำงานอิสระหรือเป็นนักพัฒนาเพียงคนเดียวที่ทำงานในโครงการนั้น


    นักพัฒนาเว็บ FULL STACK คืออะไร ?

    นักพัฒนา Full Stack อาจทำให้หลายคนเกิดความสับสน เนื่องจากวิธีการเรียกชื่อของสายงานนี้หรือวิธีการที่ปรากฏขึ้นในรายชื่องาน โดยบางครั้งคุณจะเห็นชื่อตำแหน่งว่า Full Stack Developer หรือ Full Stack Web Developer ซึ่งล้วนแล้วต่างมีความหมายเหมือนกันทั้งสิ้น และบางครั้งอาจมีการเรียกด้วยชื่อ Full Stack Engineers เช่นกัน

    ซึ่งในลำดับต่อไปนี้จะมีการอธิบายความแตกต่างระหว่างนักพัฒนา Full Stack และ วิศวกร Full Stack ให้ได้ทราบ แต่ก่อนอื่นมาดูความหมายของ Full Stack หรือนักพัฒนา Full Stack กันก่อนดีกว่า 

    Full Stack Developer หรือ นักพัฒนา Full Stack ซึ่งรวมถึงโครงการใด ๆ ที่คุณกำลังทำงานอยู่ รวมถึงกำลังเริ่มสร้างขึ้น ทั้งด้าน Front End และ Back End ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันในเวลาเดียวกัน โดยพื้นฐานแล้ว คือ โครงการพัฒนาเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ต้องใช้ทั้งนักพัฒนาในส่วน Front End และ Back End แต่สำหรับนักพัฒนา Full Stack แล้วรับบทบาทเป็นแทนทั้งคู่เลยนั่นเอง


    ความแตกต่างต่างระหว่าง FULL STACK DEVELOPER และ FULL STACK ENGINEER ?

    Full Stack Engineer หรือ วิศวกร Full Stack เป็นบทบาทระดับสูง สำหรับคนที่มีทักษะของนักพัฒนา Full Stack แต่มีประสบการณ์การจัดการโครงการในสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชำนาญ เช่น การบริหารระบบ, การกำหนดค่า, การจัดการ, การดูแลรักษาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

    หากคุณดูตัวอย่างของงานวิศวกร Full Stack ที่มีการระบุไว้บนเว็บไซต์ คุณจะพบว่าตำแหน่งเหล่านี้มักเกิดจากประสบการณ์การพัฒนาเว็บ Full Stack อย่างน้อย 3 – 5 ปี เนื่องจากต้องมีความสนใจในการกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ มุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือผู้คนให้เรียนรู้ทักษะการใช้งานของเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี โดยทุกคนมักจะคาดหวังไปที่ตำแหน่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในระดับที่สูงขึ้น แต่งานวิศวกร Full Stack มักเป็นบทบาทสูงสุดที่ทุกคนต้องการหลังจากใช้เวลาทำงานในสายงานนี้มาระยะหนึ่งนั่นเอง


    นักพัฒนา FULL STACK ต้องมีทักษะไหนกันบ้าง ?

    โดยทั่วไปคุณจะเห็นการผสมผสานของทักษะด้าน Front End และ Back End ที่มีอยู่ในรายการผู้พัฒนาเว็บ Full Stack รวมถึง 

    • มีความเชี่ยวชาญด้าน HTML, CSS, JavaScript 
    • มีความเชี่ยวชาญด้าน Front End Framework อย่างน้อย 1 รายการขึ้นไป เช่น ReactJS หรือ Angular เป็นต้น
    • ภาษา Programming เช่น Ruby, PHP, Python เป็นต้น
    • มีประสบการณ์ในการออกแบบ, วางแผน, ติดตั้ง, ควบคุมและดูแลรักษาระบบฐานข้อมูล
    • มีความเชี่ยวชาญด้าน Version Control เช่น Git
    • มีความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องความปลอดภัย
    • มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับเว็บไซต์หรือการออกแบบภาพรวมของงาน รวมถึงสร้างแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้

    คุณควรเป็นนักพัฒนาสายไหน ?

    มาถึงจุดนี้คุณอาจกำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่าควรเลือกสายงานไหนดี หากคุณอยากพัฒนาโปรดักส์หรือทำโปรเจกต์ด้วยตัวเองและชื่นชอบส่วนงานทั้งของ Front End รวมถึง Back End การเป็น Full Stack อาจเป็นคำตอบที่ใช่ แต่ว่าการจะเป็น Full Stack นั้นต้องใช้เวลาในการฝึกฝนและสะสมประสบการณ์อยู่หลายปี เพื่อที่จะเรียนรู้ส่วนงานที่มีความต่างกันอย่างมากอย่าง Front End และ Back End ให้เชี่ยวชาญเสียก่อน 

    ดังนั้นในขั้นตอนแรก คุณอาจเริ่มเติบโตจากสายงานใดสายงานหนึ่งเสียก่อนระหว่าง Front End หรือ Back End โดยเลือกตามความถนัดและความชื่นชอบ เมื่อคุณเริ่มมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในระดับหนึ่งแล้ว ค่อยเริ่มเรียนรู้ส่วนงานของอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อสั่งสมประสบการณ์เป็น Full Stack ได้ในอนาคต

    แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าการเรียนส่วนงานของอีกสายไม่ใช้สิ่งที่คุณชอบ เช่นคุณเชี่ยวชาญในด้าน Front End แต่ไม่ค่อยชอบการทำ Back End คุณสามารถเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ในสาย Front End ให้เชี่ยวชาญ แล้วพัฒนาเป็น Specialized Developer ในด้านนั้น ๆ โดยที่ไม่ต้องเป็น  Full Stack ได้เช่นเดียวกัน


    เงินเดือนนักพัฒนาของแต่ละสายงานเป็นอย่างไรบ้าง ?

    ในต่างประเทศอ้างอิงข้อมูลในปี ค.ศ. 2019 เงินเดือนนักพัฒนา Full Stack โดยเฉลี่ยอยู่ที่ $ 109,508 ต่อปี เมื่อเทียบกับ $ 71,130 ต่อปี สำหรับนักพัฒนาเว็บโดยทั่วไป ในขณะเดียวกัน แน่นอนว่าโดยเฉลี่ยแล้ววิศวกร Full Stack ทำรายได้อยู่ระหว่าง $ 107,000 – $ 145,000 ต่อปี ดังนั้นจึงมีพื้นที่เหลือเฟือที่จะเพิ่มเงินเดือนของคุณ เมื่อคุณมีประสบการณ์ทำงานที่มากขึ้นตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรรู้ก็คือ ในขณะที่เว็บไซต์บางแห่งมีรายชื่อนักพัฒนาเว็บ Full Stack มากกว่า 16,000 คน และยังมีรายการตำแหน่ง Front End มากกว่า 25,000 ตำแหน่ง และเงินเดือนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ $ 104,708 รวมถึงตำแหน่ง Back End ที่เงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $ 101,619 ต่อปี ซึ่งหมายความว่าคุณไม่จำเป็นที่จะจำกัดตัวเลือกในสายงานของคุณ เพราะในประเทศไทยเอง ทุกตำแหน่งล้วนเป็นที่ต้องการ โดยยิ่งมีประสบการณ์มาก คุณสามารถต่อรองเรื่องเงินเดือนให้ได้มากขึ้นตามความสามารถที่มี ดังนั้นจงมุ่งเน้นพัฒนาตนเอง เพิ่มทักษะและประสบการณ์ทำงานอยู่เสมอเพื่อเงินเดือนที่คุณต้องการ


    เนื่องด้วยนิสัยของนักพัฒนา ไม่ว่าจะทำงานในสายงานไหนก็ตาม คุณต้องคอยหมั่นอัปเดตในเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะโลกในตอนนี้นั้นก้าวไกลและเติบโตอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้บางเทคโนโลยีเมื่อนำมาปรับใช้ในการเขียน จะช่วยให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นการเข้าร่วมกลุ่มสังคม ต่าง ๆ ของนักพัฒนาไว้เพื่ออัปเดตข่าวสาร ยังเป็นอีกหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการตรวจสอบข่าวสารใหม่ ๆ ในปัจจุบัน 

    และอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามอีกเช่นเดียวกันของนักพัฒนาเลยคือ อย่าลืมหมั่นพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของตัวเองอยู่สม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้พัฒนาไปได้ไวกว่าคนที่รออ่านแต่ข้อมูลในไทยอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในเว็บไซต์ของต่างชาติแทบจะเป็นแหล่งข้อมูลหลักในการหาข้อมูลและมีเทคนิคใหม่ ๆ มาให้ได้เรียนรู้อยู่เสมอนั่นเอง 


    ข้อมูลอ้างอิงจาก 

    FULL STACK, FRONT END, BACK END—WHAT DOES IT ALL MEAN?

    สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ HTML5 (ตอนที่ 1)

    คุณคือ Full Developer Overflow Developer หรือไม่?

    Toolkit สำหรับ Full-Stack Developer

    10 ทักษะที่ Front-end Developer ควรมี!

    Backend Developer จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง ?

  • ปรับทัพธุรกิจ คิดให้ทันลูกค้า ข้อสรุปจากงาน “Priceza E-Commerce Summit 2020

    Thailand E-Commerce Trends 2020

    ภาพรวมตลาด E-Commerce  ไทย และเทรนด์ธุรกิจที่น่าจับตามองในปี 2020 นี้ นับได้ว่ามีความน่าสนใจมากขึ้น จากพฤติกรรมของคนไทยที่เริ่มปรับตัวเข้ากับโลกออนไลน์มากขึ้น จากสถิติแสดงอัตราการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี และแน่นอนว่าด้วยช่องทางที่มากขึ้น ทำให้เกิดผู้แข่งขันทาบธุรกิจมากขึ้น ทำให้หลายๆธุรกิจต้องเริ่มดึงจุดเด่นของสินเค้าหรือบริการ การประสานช่องทางที่หลากหลายเป็นหนึ่งเดียว รวมไปถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างการทำการรวบรวมข้อมูลลูกค้าที่มีตัวตนจริงๆเพื่อนำไปทำ Big Data ในอนาคต


    สรุปข้อมูลสถิติที่น่าสนใจจาก Priceza

    (Source: Thailand E-Commerce Trends 2020 by Priceza , https://www.slideshare.net/secret/bEkuMwOImIcnLY)

    ช่องทางที่คนไทยใช้ในการซื้อขายสินค้ามากที่สุด

    1.  ช่องทาง Social Media 40% : 

      โดยเฉพาะ Conversation Commerce คนไทยมีการซื้อขายผ่านการการแชทมากขึ้น)

    2. ช่องทาง E-Marketplace 35% :

       เช่น Shopee, Lazada, JD Central ,….,

    3. ช่องทาง E-Tallers/Brands.com 25%

      ช่องทางสำหรับ E-Commerce ที่มีหน้าร้าน  เช่น Tesco Lotus, King Power, JIB, TVD ,…,)

      99% ซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน
      ผู้ประกอบการต้องพิจารณาในการปรับธุรกิจ  หรือหน้าร้านเว็บไซต์ ให้รองรับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนการใช้งานโดยมือถือให้มากยิ่งขึ้น

      77% ทำการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือแบรนด์มากขึ้น
      ช่องทางการ Search เป็นช่องทางที่ควรให้ความสำคัญมากขึ้น รวมไปถึงการติดตาม Customer Feedback เมื่อถูกพูดถึงแบรนด์หรือสินค้าบนช่องทาง Community ให้มากขึ้น

      56% มีการเปรียบเทียบราคากับคู่แข่ง
      ต้องทราบ Positioning ของแบรนด์ตนเอง เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมีการเปรียบเทียบมากขึ้น เพราะทางเลือกในปัจจุบันมีหลากหลายมากขึ้น


      (Source: Thailand E-Commerce Trends 2020 by Priceza , https://www.slideshare.net/secret/bEkuMwOImIcnLY)

    ช่องทางที่คนไทยมีการชำระเงินมากที่สุด

    1. ช่องทาง Bank Transfer 43% (การโอนเงิน)

    2. ช่องทาง Credit Card 38% (การชำระผ่านบัตรเครดิต)

    3. ช่องทาง COD หรือ Cash on Delivery 17% (การชำระเงินปลายทาง)

    4. ชำระผ่านช่องทางอื่นๆ


    (Source: Thailand E-Commerce Trends 2020 by Priceza , https://www.slideshare.net/secret/bEkuMwOImIcnLY)

    5 เทรนด์ E-Commerce น่าจับตามองในปี 2020

    1. Cross-Border E-Commerce 
      การเข้ามาของร้านค้าต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทุกปี (โดยเฉพาะจีน) และมีความได้เปรียบมากขึ้น
      เนื่องจากราคาที่ถูกกว่า ถึง 53% และระยะเวลาการส่งข้ามประเทศที่เร็วขึ้นถึง 100%
    2. DTC: Direct to Customer 
      แบรนด์มีความต้องการเข้าถึงลูกค้าของตนมากขึ้น ตามเทรนด์ของการทำ Data-Driven Business ที่ต้องการเป็นเจ้าของข้อมูลในการสร้าง Brand Loyalty เอง
      โดยไม่ต้องการพึ่งพาแพลทฟอร์มอื่นๆอีก
    3. Thailand : World’s Leader in Social Commerce
      ไทยเป็นผู้นำด้านการซื้อขายผ่าน Social Media สูงสุดถึง 40% และปัจจุบันในบางช่องทางโซเชียลสามารถทำการชำระเงินได้เลยในแพลทฟอร์มนั้นๆ
    4. Same day delivery 
      ในปี 2020 การส่งถึงที่จะถูกผนวกรวมเข้ากับ E-Commerce (2019 จะเป็น Food Delivery) เช่นการส่งของที่สั่งในเว็บผ่าน Grab หรือ Gosend ก็คือสั่งและสามารถรับของได้เลยทันที
    5. Omni Channel
      สิ่งสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์ปัจจุบัน คือการผสมผสานช่องทางการขาย แบบ Offline และ Online ไว้ด้วยกัน โดยจะทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าหรือแบรนด์ได้อย่างไร้รอยต่อที่สุด

    สรุปเพิ่มเติมจาก Session ภายในงาน

    เปิดกลยุทธ์ Website Direct จาก JIB

    – ต้องพยายามเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าของตนเองเช่นกลุ่มคนที่จะสั่งของจาก JIB อาจจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่แตกต่างจากกลุ่มคนที่สั่งของอื่นๆ เช่น มักจะชอปปิ้งตอนกลางคืน
    – JIB สร้างมาตรฐานใหม่ให้การส่งสินค้า โดยการการันตีของถึงภายใน 3 ชั่วโมง ไม่ว่าจะสั่งเวลาไหน
    – เกิดกระแสบนโซเชียลขึ้นเอง เนื่องจากทาง JIB ยึดมั่นในนโยบายการขาย ไม่ผิดสัญญาลูกค้า
    – จากการศึกษาพฤติกรรมลูกค้า ทาง JIB ตัดสินใจเปิดให้สั่งสินค้าช่วงกลางคืนด้วย เป็น 24 Hrs Delivery
    และทืทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นจากเดิม
    – รูปสินค้าเป็นสิ่งที่ JIB ให้ความสำคัญมาก เนื่องจากลูกค้าที่สั่งของออนไลน์ จะไม่ได้เห็นตัวสินค้าเอง ดังนั้นสินค้าทุกชิ้นที่ขายบนเว็บไซต์ของ JIB จะมีการนำสินค้าจริงมาเข้าสตูดิโอถ่ายรูปของทางแบรนด์เองใหม่ทุกรูป

     Social Commerce & E-Marketplace Strategy ในยุค 5G

    – Chatbot เข้ามาช่วยให้จบออเดอร์ได้เองเลย และมากถึง 2000 order/day
    – Tracking No. is painpoint for online merchant เพราะทำให้จบขายเองโดยอัตโนมัติไม่ได้
    – การทำ Social Commerce ให้ทำตามพฤติกรรมของคนประเทศนั้นเลย เช่น ขายคนไทยก็ต้องติดโฟลวเพื่อคนไทย ex. คนไทยไม่ชอบใช้เครดิตการ์ด เลยคิดการจ่ายเงินแบบ รับของเมื่อจ่ายเงิน แบบนี้จะได้รับความนิยมในไทยกว่า และเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนไทย (ซึ่งต่างจากต่างชาติมาก)
    – คนยินดีที่จะคุยกับบอท แต่บอทต้อง Solve ปัญหาให้กับลูกค้าได้จริงๆ (จำเป็นต้องให้บอทเกิดการเรียนรู้)

    ล้วงลึก E-Marketplace Strategy ปี 2020
    โดย JD Central / Shopee / Lazada


    สิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในปัจจุบัน

    – shopee -> catch the trend ตามให้ทันเทรนด์ต่างๆของลูกค้า ตามทันเทคโนโลยีของแต่ละ platform ที่จะมาช่วยเรา และปรับตัวให้ไวที่สุด
    – lazada -> data driven by customer segmentation is important แบ่งเซกเม้นลูกค้า เพื่อแยกรูปแบบการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าแบบต่างๆได้ตรงจุดมากขึ้น เก็บข้อมูลได้เยอะจะยิ่งแบ่งได้ละเอียด
    – jd central -> communicate to target customer by different channel : ถอยกลับมาคิดใหม่ ไม่ยึดติดกับช่องทางการขายใดเพียงช่องทางหนึ่ง แต่ละลูกค้าจะมี channel การขายต่างกัน บางกลุ่มขายได้แต่บน online แต่บางกลุ่มอาจจะไม่

    case pre-order/free trade zone จากจีน
    ลูกค้า ได้ประโยชน์เรื่องราคา เพราะไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย
    ผู้ประกอบการได้เปิดช่องทางการขายมากขึ้น ไม่จำกัดแค่ในประเทศ แต่ต้องปรับตัวให้แข่งขันได้ มองวิกฤตเป็นโอกาสมากกว่า อย่าคิดว่าจะโดนแย่ง ให้คิดวิธีไปแย่งเค้าแทน

    double double campaign
    //sme จะไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไรเพราะชินกับการทำอะไรแบบเดิมๆ
    //shopee พยายามผลักดันให้เกิด Data หรือ forecast อะไรบางอย่าง ผ่าน tools สำหร้บช่วย seller ในการขายของให้ได้ผลที่ดีขึ้น เช่นการทำโปรในบางช่วงเวลาที่มีแนวโน้มว่าจะขายได้มากขึ้น


    สรุปภาพรวมภายในงาน จะเน้นย้ำความสำคัญไปที่การปรับตัวตามพฤติกรรมลูกค้า การก้าวให้ทันเครื่องมือต่างๆของแพลตฟอร์ม การปรับตัวให้ไวเพื่อการแข่งขันกับต่างชาติ  รวมไปถึงเรื่องของความสำคัญในการเก็บข้อมูลเพื่อสร้างฐานข้อมูลลูกค้าในการวิเคราะห์การตลาดที่จะตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างเฉพาะเจาะจงได้มากขึ้น.

  • รวมคำศัพท์ Cloud Computing และ ศัพท์ IT ที่คนใช้ Cloud ห้ามพลาด !

    รวมคำศัพท์ Cloud Computing และ ศัพท์ IT ที่คนใช้ Cloud ห้ามพลาด !

    รวมคำศัพท์ Cloud Computing และ ศัพท์ IT ที่คนใช้ Cloud ห้ามพลาด !

    สำหรับหลาย ๆ คนที่เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่อง Cloud และ ศัพท์ IT รวมถึงเริ่มใช้คลาวด์ได้ไม่นาน อาจจะเกิดความสับสนกันบ้างใช่มั้ยเวลาที่ต้องรีเสิร์ชหรือค้นหาบทความที่เกี่ยวกับ Cloud Computing แล้วเจอกับคำศัพท์ยาก ๆ ที่ดูยังไงก็ไม่คุ้นเคย ทำให้อ่านบทความแล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร

    วันนี้ OpenLandscape เลยอยากจะมาแนะนำคำศัพท์ในแวดวง Cloud Computing และคำ ศัพท์ IT ที่ทุกคนควรรู้และสามารถพบเจอได้บ่อย ๆ มาฝากกัน เพื่อที่เวลาไปเจอคำศัพท์เหล่านี้แล้วจะได้ความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง ถ้าทุกคนพร้อมแล้วลองไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีคำศัพท์อะไรน่าสนใจบ้าง


    A

    Algorithm : ขั้นตอนหรือแนวคิดอย่างมีเหตุผล ที่ผู้เขียนโปรแกรมใช้ในการอธิบายวิธีการอย่างเป็นขั้นตอนตามลำดับ ในการพัฒนาโปรแกรม เพื่อตรวจสอบขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำงานและความถูกต้องในแต่ละขั้นตอน

    Amazon Web Service (AWS) : Amazon Web Service หรือ AWS คือหนึ่งในผู้ให้บริการด้าน Cloud Computing โดยเว็บไซต์ Amazon โดย AWS มีบริการรองรับสามกลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกันคือบริการด้าน IaaS, PaaS และ SaaS ตัวอย่างโปรดักต์ที่เป็นที่รู้กันดีของ AWS เช่น Amazon EC2, Amazon Elastic Beanstalk และ Amazon S3 เป็นต้น

    Application : แอปพลิเคชัน หรือ โปรแกรมประยุกต์ คือ คำเรียกของโปรแกรมประเภทหนึ่ง ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำงานเฉพาะด้าน เช่น โปรแกรมแต่งรูปภาพ, โปรแกรมคำนวณ และโปรแกรมทำบัญชี เป็นต้น ในอดีตนั้นโปรแกรมเหล่านี้มักใช้ทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันถูกพัฒนาให้สามารถใช้ได้บนอุปกรณ์แท็บเล็ต หรือ โทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ใช้งานสะดวกมากขึ้น จนเป็นที่นิยมและเรียกให้สั้น ๆ ว่า แอป (App) ในปัจจุบัน

    Application Programming Interface (API) : เปรียบได้เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างอิสระ เพื่อใช้เป็นช่องทางการเชื่อมต่อระหว่างเว็บไซต์หนึ่งไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่ง หรือเป็นการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับ Server หรือจาก Server เชื่อมต่อไปหา Server

    Artificial Intelligence (AI) : ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เป็นสาขาหนึ่งของวิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งเน้นเรื่องการทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ใกล้เคียงมนุษย์ โดยแบ่งย่อยออกเป็นสาขาต่าง ๆ เช่น การแปลภาษาด้วยระบบผู้เชี่ยวชาญ วิทยาการหุ่นยนต์ การเรียนรู้จดจำแบบ การรับรู้เหมือนมนุษย์ (Human Perception) ฯลฯ

    Artificial Neural Network (ANN) : เครือข่ายประสาทประดิษฐ์ เป็นกลุ่มของฟังก์ชันคณิตศาสตร์ที่เชื่อมโยงกัน เพื่อเลียนแบบการทำงานของเครือข่ายเซลล์ประสาท โดยเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์จะแทนด้วยฟังก์ชันคณิตศาสตร์ 1 ฟังก์ชัน เครือข่ายประสาทประดิษฐ์มักประยุกต์ใช้ในการจับกลุ่ม การประมาณฟังก์ชัน หรือการรู้จำแบบ มีความหมายเหมือนกับ Neural Network หนึ่งใน Algorithms ที่ทรงพลังที่สุดของ Machine Learning ซึ่งปัจจุบันอยู่ในชื่อ Deep Learning

    Augmented Reality (AR) : ความเป็นจริงเสริม (เออาร์) เป็นสภาวะจริงที่แต่งเติมขึ้นด้วยเทคโนโลยี เช่น ผู้ใช้กำลังดูรถยนต์อยู่และต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์เพิ่มเติม อาจใช้แว่นตาชนิดพิเศษที่เป็นอุปกรณ์เสริม ซึ่งสามารถแสดงข้อมูลรถยนต์ซ้อนลงบนภาพรถยนต์ที่กำลังมองอยู่ได้ เป็นต้น

    Avatar : ตัวละครหรือรูปแทนตัวผู้ใช้ในโลกเสมือนหรือเกม ซึ่งอาจเป็นสองมิติหรือสามมิติ


    B

    Backend as a Service (BaaS) : การให้บริการเครื่องมือแก่นักพัฒนาแอปพลิเคชันมือถือและ Web Application ด้วยการเชื่อมโยงแอปพลิเคชันของนักพัฒนากับที่เก็บข้อมูลบน Cloud Backend และเชื่อมต่อกันด้วย API เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพ

    Backend Database : ฐานข้อมูลที่อยู่บน Server

    Back-end Developer : ผู้พัฒนาโปรแกรมในส่วนของหลังบ้าน เช่น ฐานข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

    Big Data : ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะถูกจัดเก็บในซอฟต์แวร์ หรือฮาร์ดแวร์แบบธรรมดาทั่วไปได้ 

    Bitcoin : บิตคอยน์ ชื่อสกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่งซึ่งใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน

    Blockchain : บล็อกเชน วิธีการเก็บข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลงตามหลักการทางบัญชี โดยการเข้ารหัสและจัดเรียงข้อมูลต่อกันตามลำดับเวลาที่ข้อมูลเข้ามา กลุ่มข้อมูลดังกล่าวจะเผยแพร่ไปให้ผู้ใช้ในเครือข่ายที่กำหนดได้ทราบทั่วกัน ซึ่งผู้ใช้ทุกคนจะทราบการแก้ไขเพิ่มเติมรายการเปลี่ยนแปลงในบล็อกเชนทุกรายการตลอดเวลา


    C

    Cloud Application : คำเรียกสำหรับแอปพลิเคชันที่ออกมาเพื่อให้ใช้งานบน Cloud ได้

    Cloud Backup : กระบวนการสำรองข้อมูลบน Cloud

    Cloud Conference : การประชุมผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งใช้งานบน Cloud Computing สามารถรองรับภาพหรือวิดีโอที่มีความละเอียดสูง (HD) รวมถึงการแชร์เอกสารและข้อมูลร่วมกันได้ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายแบบไร้สาย

    Cloud Computing : เทคโนโลยีที่ให้ผู้ใช้บริการได้ใช้หรือเช่าใช้ระบบคอมพิวเตอร์ และทรัพยากรด้านคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ โดยครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต

    Cloud Foundry : โครงการ Open Source ที่เป็นแพลตฟอร์มการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ PaaS บนคลาวด์ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเป็นมิดเดิลแวร์ให้พัฒนาแอปพลิเคชันบนคลาวด์ข้ามค่ายได้ โดยรองรับภาษาโปรแกรมมิ่งที่หลากหลาย และมีเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาหลายตัว

    Cloud Gaming : การเล่นเกมผ่าน Remote Server บน Cloud Server ซึ่งผู้เล่นสามารถสตรีม (Streams) เกมบนอุปกรณ์ของตนเอง ผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องดาวน์โหลดเกมลงในอุปกรณ์ให้เปลืองพื้นที่ ต่างจากในรูปแบบเดิมที่เป็นการเล่นเกมบนอุปกรณ์สำหรับเกมนั้นโดยเฉพาะ เช่น PC, Console และ Mobile เป็นต้น

    Cloud Management Platform (CMP) : เทคโนโลยีที่ช่วยบริหารจัดการทรัพยากรใน Cloud ทั้งใน Public, Private และ Hybrid cloud เพื่อให้การจัดการเป็นไปได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น

    Cloud Marketplace : ร้านค้าออนไลน์สำหรับคลาวด์ ที่ให้บริการโดยผู้ให้บริการคลาวด์เซอร์วิส ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเข้ามาค้นหาและสมัครใช้บริการต่าง ๆ ของผู้ให้บริการได้

    Cloud Migration : กระบวนการการย้ายข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Data, Applications และ Services จาก ระบบ On-Premise แบบเดิมขึ้นสู่ Cloud

    Cloud Native : รูปแบบการพัฒนาแอปพลิเคชันขึ้นมา เพื่อให้ใช้บน Cloud ได้

    Cloud Provider : องค์กรหรือธุรกิจที่ให้บริการเช่าใช้ Cloud Computing แก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสำหรับการให้บริการ เช่น AWS, Azure, Google Cloud และ OpenLandscape เป็นต้น

    Cloud Washing : เทคนิคทางการตลาดที่ใช้สำหรับการนำโปรดักต์เก่า ๆ ที่ไม่ได้ใช้งานบนคลาวด์ มารีแบรนด์เพื่อให้ใช้บนคลาวด์ได้

    Cloud Service Provider (CSP) : บริษัทผู้ให้บริการ Cloud computing ทั้งในส่วนของ PaaS, IaaS และ SaaS

    Cloud Storage : หนึ่งในบริการ Cloud ที่มีไว้ใช้จัดเก็บข้อมูล ที่สามารถเข้าถึงและจัดการได้ผ่านอินเทอร์เน็ต

    Container : เทคโนโลยีที่เปรียบเสมือนหีบห่อซึ่งสามารถบรรจุ พวก Software, Program และ Application ต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้งานบน Server ที่ไหนก็ได้ โดยจะช่วยลดขั้นตอนในการลง Program หรือ Tools ต่าง ๆ มีจุดเด่นเรื่องการใช้ทรัพยากรที่น้อยกว่า Virtualization รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ราบรื่น อีกทั้งยังสามารถ Update Patch ได้ง่าย โดยไม่กระทบการทำงานส่วนอื่น และ Scale ได้ง่าย หาก Resource ไม่เพียงพอ

    Content Delivery Network (CDN) : ระบบเครือข่ายของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลกผ่านทางอินเทอร์เน็ต ทำหน้าส่งข้อมูลให้ไปถึงผู้รับปลายทางให้เร็วที่สุด มีประสิทธิภาพและพร้อมให้ผู้ชมเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา

    Cryptocurrency : คริปโทเคอร์เรนซี หรือเงินตราเข้ารหัสลับ เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นสื่อกลางในการทำธุรกรรม ซึ่งใช้การเข้ารหัสลับสำหรับรับประกันความถูกต้องของธุรกรรมนั้น เพื่อควบคุมการสร้างหน่วยเงินดิจิทัลเพิ่ม และเพื่อยืนยันความถูกต้องของการโอนสินทรัพย์ เป็นเงินดิจิทัลรูปแบบหนึ่งที่ควบคุมโดยกระจายศูนย์กลางผ่านบล็อกเชน

    Customer Relationship Management (CRM) : แอปพลิเคชันที่ช่วยจัดการบริหารจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า เพื่อที่จะเปลี่ยนจากผู้บริโภคไปสู่การเป็นลูกค้าตลอดไป โดยจะให้บริการในรูปแบบของเครื่องมือ การจัดการการขาย การบริการลูกค้า และการเก็บข้อมูลพฤติกรรมในการใช้จ่ายและความต้องการของลูกค้า เป็นต้น ตัวอย่างแอปพลิเคชันที่โด่งดังและเป็นที่นิยมอาทิเช่น www.salesforce.com เป็นต้น

    Cyber Security : ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นการจัดการเครือข่าย ระบบคอมพิวเตอร์ โปรแกรม และข้อมูลให้พ้นจากภัยคุกคาม มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ คงความลับ คงความถูกต้องครบถ้วน และคงความพร้อมใช้งาน ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยบุคลากร กระบวนการทำงาน และเครื่องมือที่เหมาะสม

    Cybercrime (Computer Crime) : อาชญากรรมไซเบอร์, อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ มี 2 รูปแบบ คือ การกระทำผิดกฎหมายโดยใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือ เช่น ทำลาย เปลี่ยนแปลง และขโมยข้อมูล เป็นต้น และการทำให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่าย ถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง และรบกวนจนไม่สามารถทํางานตามปกติได้


    D

    Data Analytics : การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการนำข้อมูลมาประมวลผลด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การจำแนกกลุ่ม การดำเนินการทางสถิติ การวิเคราะห์แนวโน้ม และการค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะประจำของข้อมูล เป็นต้น

    Database : ฐานข้อมูล หรือกลุ่มของข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ด้วยกันอย่างมีระบบ

    Data Migration : กระบวนการย้ายข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลหนึ่งไปยังฐานข้อมูลหนึ่ง

    Data Science : วิทยาการข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ สถิติ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งใช้ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

    Deep Learning : การเรียนรู้เชิงลึก เป็นการทำให้เครื่อง (Machine) เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ โดยใช้ขั้นตอนวิธีต่าง ๆ เช่น เครือข่ายประสาทประดิษฐ์ (ANN) และอาจใช้วิธีการทั้งที่เป็นการเทรนนิ่ง กึ่งเทรนนิ่ง หรือไม่ต้องเทรนนิ่ง ให้เครื่อง (Machine) ได้เรียนรู้จากข้อมูลต่าง ๆ ที่มีให้ เป็นต้น โดยการเรียนรู้นี้ใช้วิธีการสร้างความเข้าใจให้แก่เครื่อง (Machine) เป็นลำดับชั้นจำนวนมาก ตั้งแต่แบบไม่ละเอียดไปจนถึงแบบละเอียด

    DevOps : เกิดจากการผสมผสานวิธีการปฏิบัติงาน และกระบวนการต่าง ๆ ระหว่าง Development และ Operations โดยในทีม DevOps จะทำหน้าที่ทั้งสองส่วน คือ ด้านการพัฒนา (Development) และด้านการปฏิบัติการ (Operation) เพื่อให้เกิดความราบรื่นในการทำงาน

    Digital Disruption : การเปลี่ยนฉับพลันทางดิจิทัลหรือการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะที่ก้าวหน้าขึ้น จนอาจถึงขั้นไม่ต้องใช้แรงงานคน มักเป็นการเปลี่ยนอย่างทันทีทันใดจนทำให้รูปแบบการทำงานแบบเดิมต้องยุติลง เช่น การใช้หุ่นยนต์ทำงานซ้ำซากแทนแรงงานคน, การถ่ายภาพที่ใช้กล้องดิจิทัลซึ่งสามารถบันทึกภาพเป็นข้อมูลได้ทันทีแทนการถ่ายภาพที่ใช้ฟิลม์ และการทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ มีความสามารถในการตัดสินใจเอง โดยใช้หลักการปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น

    Digital Literacy : ความรู้ดิจิทัล, ความฉลาดรู้เรื่องดิจิทัล เป็นความรู้ความสามารถในการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี เพื่อนำไปปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ

    Digital Transformation : การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล เป็นการเปลี่ยนวิธีปฏิบัติงานจากระบบที่ใช้แรงงานคน สู่การใช้ระบบดิจิทัลหรือระบบอัตโนมัติ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและต้นทุน

    Docker : Software Container ที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมเฉพาะ เพื่อทำให้ซอฟต์แวร์สามารถทำงานได้ โดยไม่ไปรบกวนซอฟต์แวร์อื่น ๆ ในระบบปฏิบัติการเดียวกัน และยังสามารถจัดการและติดตั้งคอนเทนเนอร์บนคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์เครื่องอื่น ๆ และบนคลาวด์ได้เลยทันที โดยที่โปรแกรมยังทำงานได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาอะไรมารบกวน

    Domain Name : ชื่อเว็บไซต์หรือชื่อบล็อก ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำ และนำไปใช้งานได้ง่าย โดยนำมาใช้แทนหมายเลขอินเทอร์เน็ต (IP Address) ที่มีถึง 12 – 16 หลัก ใช้ในการอ้างอิงเพื่อไปยังหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่อยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต


    E

    Elasticity : ในความหมายของ Cloud Computing คือ ระบบที่มีความยืดหยุ่นสูงสามารถรองรับการปรับเปลี่ยนขนาดได้ตลอดความต้องการตาม Workload Demand ที่เราต้องการ

    Enterprise Application : แอปพลิเคชันหรือ Software ที่ใช้รองรับสเกลงานขนาดใหญ่ สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ (Enterprise)

    Enterprise Resource Planning (ERP) : คือ Software หรือแอปพลิเคชันสำหรับการจัดการ บริหารองค์กร และธุรกิจขนาดใหญ่ให้มีการทำงานร่วมกัน ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ และลดความซ้ำซ้อน

    Extended Realities (XR) : การสร้างโลกเสมือนแบบไร้ขีดจำกัด เป็นการรวมประสบการณ์ทางเทคโนโลยีโลกเสมือน เช่น Augmented Reality (AR) ซึ่งหมายถึงการรวมสภาพแวดล้อมจริงกับภาพจำลองเสมือนจริงให้อยู่ในภาพเดียวกัน หรือ Virtual Reality (VR) ซึ่งหมายถึงการจำลองภาพให้อยู่ในโลกเสมือนจริง โดยตัดขาดจากบริบทสภาพแวดล้อมจริง

    External Cloud : ระบบ Cloud Computing ที่ตั้งอยู่นอกองค์กรและมีค่าใช้จ่ายให้กับผู้ให้บริการ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้ง Prive Cloud และ Public Cloud ตามโซลูชันที่องค์กรต้องการ


    F

    Fifth Generation (5G) : ยุคที่ห้า หรือ ห้าจี ยุคที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เพื่อให้สื่อสารข้อมูลได้รวดเร็วกว่าและรองรับผู้ใช้งานได้มากกว่ายุคที่สี่ (สี่จี) โดยความเร็วสูงสุดของการสื่อสารข้อมูลเท่ากับ 35.46 กิกะบิตต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่ายุคที่สี่ (สี่จี) ถึง 35 เท่า

    Fourth Generation (4G) : ยุคที่สี่ หรือ สี่จี เป็นยุคที่พัฒนาเทคโนโลยีขึ้นใหม่ซึ่งแตกต่างไปจากยุคที่สาม (สามจี) อย่างมาก โดยมีวัตถุประสงค์ คือ การให้บริการด้วยความเร็วสูง ให้บริการผู้ใช้หลายคนในเวลาเดียวกันได้เป็นจำนวนมาก มีคุณภาพ มีความปลอดภัยสูง มีต้นทุนต่ำกว่าการให้บริการข้อมูลและเสียง และมีความเร็วสูงสุดของการสื่อสารข้อมูลในขณะเคลื่อนที่อยู่ที่ 100 เมกะบิตต่อวินาที และความเร็วสูงสุดของการสื่อสารข้อมูลในขณะที่เคลื่อนที่ช้าหรือเดินอยู่ที่ 1,000 เมกะบิตต่อวินาที

    Free Open Source Software (FOSS) : F ย่อมาจาก “Free” หมายถึง Software ฟรีที่ไม่มีข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์ และ OSS ย่อมาจาก “Open Source Software” หมายถึง Software ที่อยู่ในรูปแบบของ Project ที่ช่วยให้นักพัฒนาและผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก สามารถพัฒนา Software ร่วมกันได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูง

    FOSS จึงเป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่ม Software ซึ่งประกอบด้วย Free Software และ Open Source Software เพื่อที่ผู้ใช้งานและนักพัฒนาโปรแกรมสามารถแก้ไข ปรับเปลี่ยน หรือนำ Source Code ของ Software กลับมาใช้ต่อยอดใหม่ได้ ช่วยเปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถปรับปรุงการทำงานของโปรแกรมให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

    Freeware : ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ที่สามารถใช้งานได้ฟรีอย่างเต็มรูปแบบ มีให้เลือกใช้ทั้ง Free Version และ Full Version ที่มีการเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานมากขึ้น

    Front-end Developer : ผู้พัฒนาโปรแกรมในส่วนของหน้าบ้าน (ส่วนที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน)

    Full Stack Developer : ผู้พัฒนาอย่างเต็มรูปแบบทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ถือเป็นความเชี่ยวชาญที่ลงตัวของทั้ง 2 ตำแหน่ง โดยสามารถนำไปใช้กับ Web Stack, Mobile Stack หรือ Native Application Stack แอปพลิเคชันดั้งเดิม เช่น โปรแกรมซอฟต์แวร์สำหรับอุปกรณ์เฉพาะ เป็นต้น

    Full Stack Engineer : วิศวกร Full Stack เป็นบทบาทระดับสูง สำหรับคนที่มีทักษะของนักพัฒนา Full Stack แต่มีประสบการณ์การจัดการโครงการในสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชำนาญ เช่น การบริหารระบบ, การกำหนดค่า, การจัดการ, การดูแลรักษาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นต้น


    G

    Guest Machine : คำเรียกคอมพิวเตอร์เครื่องเสมือน (Virtual Machine หรือ Virtual Computer) ที่สร้างในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์จริง ๆ (Physical Server) หรือ Host Machine โดย Guest Machine สามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการอื่นที่แตกต่างจากระบบปฏิบัติการหลักของเครื่อง Host ได้


    H

    Host Machine : Server ที่เป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์จริง ๆ (Physical Server) ใช้สำหรับสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องเสมือน (Virtual Machine หรือ Virtual Computer)

    Hybrid Cloud : เป็นการเอาข้อดีของระบบระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud มาใช้ร่วมกัน เช่น การนำ Private Cloud มาใช้สำหรับเก็บข้อมูลภายในองค์กร และใช้ Public Cloud มาใช้เพื่อการ Scale out ในการประมวลผลในช่วงที่เกิด Workload Peak time เป็นต้น

    Hypervisor : ผลิตภัณฑ์ VMware ที่ประกอบด้วย Windows Hypervisor, Windows Server, Driver และ Virtualization Components ใช้ในการจำลอง Server เสมือนจริง เพื่อสามารถเรียกใช้ระบบปฏิบัติการ (OS) และแอปพลิเคชันบนเครื่องเสมือน (Virtualization) ได้หลายเครื่องในเวลาเดียวกัน รวมไปถึงสร้างและลบได้


    I

    Infrastructure : โครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ยกตัวอย่างเช่น Hardware, Software และ Network เป็นต้น

    Infrastructure as a Service (IaaS) : บริการที่ครอบคลุมเฉพาะในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน IT ได้แก่ ระบบเครือข่าย (Network), ระบบจัดเก็บข้อมูล (Database), ระบบประมวลผล (CPU) ไปจนถึงอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น Servers และ ระบบปฏิบัติการ (OS) ในรูปแบบระบบเสมือน (Virtualization)  โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อ Hardware ที่มีราคาแพง

    Integrated Development Environment (IDE) : เครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาโปรแกรมโดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น Code Editor และ ปุ่มสร้างโปรแกรมแบบอัตโนมัติ เป็นต้น

    International Electrotechnical Commission (IEC) : องค์กรระหว่างประเทศสาขาอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจัดทำมาตรฐานทางด้านไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำระบบการตรวจประเมิน เพื่อรับรองคุณภาพด้าน IT ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

    International Organization for Standardization (ISO) : มาตรฐานการวัดคุณภาพขององค์กรต่าง ๆ เพื่อรับรองการบริหารและการดำเนินงานขององค์กรในแต่ละประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ช่วยทำให้ผู้ใช้บริการมีความมั่นใจต่อสินค้าและบริการว่าได้รับการคุ้มครองในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย เช่น มาตรฐาน ISO/IEC 20000 เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการบริหารการบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และมาตรฐาน ISO/IEC 27001 เป็นมาตรฐานระดับสากลในการจัดการด้านระบบการรักษาความปลอดภัยข้อมูลองค์กร เป็นต้น

    Internet of Things (IoT) : เทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกในการสื่อสารกันระหว่างอุปกรณ์ที่มีการเชื่อมต่อกันด้วยเครือข่าย (Internet) หรือเชื่อมต่อระบบ Cloud เพื่อแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูล ช่วยลดจำนวนแรงงานคน อีกทั้งยังช่วยรับ – ส่งข้อมูลดิจิทัลได้สะดวกและรวดเร็วแบบ Real-Time

    Internal Cloud : บริการคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) ที่สร้างหรือนำเสนอโดยแผนก IT ภายใน สำหรับการใช้งานภายในองค์กร


    J

    JavaScript : เป็นภาษาโปรแกรมที่นักพัฒนาใช้ในการสร้างหน้าเว็บแบบการสื่อสารระหว่างกัน (Interactive) ซึ่ง JavaScript สามารถปรับปรุงประสบการณ์ที่ผู้ใช้จะได้รับจากการใช้งานเว็บไซต์ และในฐานะที่เป็นภาษาในการเขียนสคริปต์ฝั่ง Client จึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักของ World Wide Web


    K

    Kubernetes : Kubernetes หรือ K8s เป็น Open Source ที่ช่วยจัดการคอนเทนเนอร์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง สามารถจัดสรรทรัพยากรได้แบบอัตโนมัติ อีกทั้งยังช่วยให้แอปพลิเคชัน (Application) ที่ทำงานบนคอนเทนเนอร์สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องด้วยระบบ Auto Self-Healing


    L

    Linux : ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่าง Hardware และ Application เพื่อบริหารจัดการ Resource ที่มีอยู่ให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังเปิดให้ใช้งานฟรี (Open Source) ผู้ใช้สามารถนำไปใช้งาน พัฒนา ปรับปรุง และปรับแต่งระหว่างใช้งานได้ตามความเหมาะสม

    Load Balancing : คือการกระจายจำนวนรวมของงานที่คอมพิวเตอร์ต้องทำไปให้แก่เครื่อง (Server) อื่น ๆ ส่งผลให้ทำงานได้มาก และเร็วกว่าในเวลาเท่ากัน

    Local Area Network (LAN) : ระบบเครือข่าย สำหรับเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันในระยะจำกัด เช่น ในอาคารเดียวกัน และบริเวณเดียวกันที่สามารถลากสายเชื่อมถึงกันได้โดยตรง เป็นต้น

    Log File : ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ แสดงถึงแหล่งกำเนิด, ต้นทาง, ปลายทาง, เส้นทาง, เวลา, วันที่, ปริมาณ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่า 90 วัน นับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์


    M

    Machine Learning : การพัฒนาอัลกอริทึม (Algorithm) และรูปแบบเชิงสถิติที่ระบบคอมพิวเตอร์ใช้เพื่อทำงานต่าง ๆ ซึ่งปราศจากคำสั่งที่ชัดเจน โดยอาศัยรูปแบบและการอนุมาน เพื่อประมวลผลข้อมูลในอดีตที่มีปริมาณมากและระบุรูปแบบข้อมูล ซึ่งช่วยให้คาดการณ์ผลลัพธ์ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

    Managed Service Provider (MSP) : บริการ Outsource ในรูปแบบหนึ่งที่เป็นบริการแบบสำเร็จรูปที่รวมเอาทั้งผลิตภัณฑ์, การบริหารจัดการ, การดูแลรักษา และกระบวนการทำงานทั้งหมดเอาไว้ด้วยกัน

    Metaverse : เป็นการผสมผสานของโลกจริงกับโลกเสมือนออนไลน์ โดยในโลกเสมือนสามารถสร้าง Avatar ที่ต่างจากตัวจริงได้ตามต้องการ และสามารถใช้ชีวิตในโลกเสมือนได้เหมือนในโลกจริง เช่น การทำกิจกรรมต่างๆ, การดำเนินธุรกิจ, การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและชุมชน เป็นต้น

    Microservices : รูปแบบใหม่ในการออกแบบ Software Architecture ให้มีลักษณะการพัฒนาที่แบ่ง Application ออกเป็น Services ย่อย ๆ และทำงานแยกออกจากกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจน ส่งผลให้การจัดการนั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น ต่างจากวิธีการออกแบบเดิม ๆ ที่รวมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน

    Microsoft Azure : หนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์แพลตฟอร์ม (Cloud Platform) ที่พัฒนาโดย บริษัท Microsoft รองรับการให้บริการทั้งในรูปแบบ Iaas (Infrastructure as a Service) และ Pass (Platform as a Service) โดยเปิดให้ผู้ใช้บริการองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่สามารถเช่าใช้บริการ

    Middleware : Software ที่เป็นตัวเชื่อมระหว่าง Application และ ระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ผู้พัฒนาระบบสามารถเชื่อมต่อสื่อสารกับภายนอกได้ง่ายขึ้น

    Mixed Reality (MR) : เรียกว่าความจริงผสม เป็นการผสมผสานระหว่าง AR กับ VR เข้าด้วยกัน แสดงออกเป็นการจำลองภาพ 3 มิติ คล้ายโฮโลแกรม แต่สามารถโต้ตอบหรือตอบสนองวัตถุเสมือนได้แบบเรียลไทม์ (Real Time)

    Multi-Cloud : การใช้ Services จากผู้ให้บริการ Cloud จากหลาย ๆ แห่งมาใช้รวมกัน เพื่อปรับให้เกิดความเหมาะสมกับประเภทของธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่

    Multi-Tenancy : โครงสร้างซอฟต์แวร์ชุดหนึ่งที่สามารถบริการผู้ใช้ได้หลาย ๆได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่องค์กรเดียวกันใช้ซอฟต์แวร์ที่เหมือนกัน นอกจากนี้ผู้ใช้มีสิทธิที่จะปรับแก้คุณสมบัติของระบบซอฟต์แวร์บางอย่างได้


    N

    Natural Language Processing (NLP) : การประมวลผลภาษาธรรมชาติ เป็นเทคโนโลยี Machine Learning ที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถตีความ จัดการ และทำความเข้าใจภาษามนุษย์ได้แบบเรียลไทม์ (Real Time)

    Network : เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ถูกนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยการสื่อสารโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันและกันได้

    Network Adapter : เครื่องมือสำหรับต่อเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ เข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อาจมีลักษณะเป็นการ์ด (Card) หรือลักษณะอื่น

    Network Control Program : เครือข่ายการสื่อสารใน Mainframe Computer หมายถึงโปรแกรมชนิดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการสื่อสารของเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ เช่น การควบคุมสายการสื่อสาร เพื่อควบคุมข้อผิดพลาดหรือความบกพร่องในการสื่อสาร และการตรวจสอบการถ่ายทอดสัญญาณ เป็นต้น

    Network Database : ฐานข้อมูลชนิดหนึ่งในการจัดการสารสนเทศ ซึ่งระเบียน (Record) ของข้อมูลสามารถต่อเชื่อมโยงกันได้

    Network Operating System : ระบบควบคุมการปฏิบัติงาน ซึ่งบรรจุ (Install) เข้าไว้ใน Server ใน LAN สำหรับการให้บริการต่าง ๆ แก่เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ ในเครือข่าย

    Node : เครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือการโทรคมนาคม โดยมีหน้าที่เป็นตัวกลางสำหรับการสร้าง รับ และส่งข้อมูล

    สำหรับบล็อกเชน Node คือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายบล็อกเชน โดยสามารถอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลที่เพิ่มเข้าไปในบล็อกเชนเป็นข้อมูลล่าสุด อีกทั้ง Node ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานของบล็อกเชนที่ช่วยดูแลรักษาระบบ ให้สิทธิเฉพาะบุคคลที่ได้รับอนุญาต เพื่อสามารถตรวจสอบข้อมูลในเครือข่ายได้อย่างโปร่งใส รวมถึงตรวจสอบความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลให้บล็อกเชน


    O

    On-Demand Self Service : การที่ผู้ใช้สามารถระบุความต้องการ และขอใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้ด้วยตนเองทุกเวลา โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ให้บริการ

    On-Premise : ระบบ Server ที่ตั้งอยู่ที่ Site ที่ต้องใช้งบประมาณสูงในการลงทุนทั้งในด้านทรัพยากร การดูแลรักษา และพัฒนาอยู่อยู่เสมอ

    Open Source : กลุ่ม Software ที่เปิดเผย Source Code ของโปรแกรม ทำให้สามารถแก้ไข ดัดแปลง Source Code ได้ ทั้งยังให้สิทธิในการนำไปใช้เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ร่วมกัน

    Open Stack : ชุดระบบ Software ที่เรียกว่า Open Source Software (OSS) ใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์ในรูปแบบ Infrastructure as a Service (IaaS) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการให้บริการของ Cloud Computing


    P

    Penetration test Black-Box/Grey-Box : บริการทดสอบการเจาะระบบ เพื่อค้นหาจุดอ่อนและประเมินความเสี่ยงในการเข้าถึงระบบต่าง ๆ ภายในองค์กรได้อย่างตรงจุด เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยให้มากขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ

    Personal Cloud : อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย (NAS) หรือหมายถึงคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายเพื่อการจัดเก็บข้อมูลเฉพาะ โดย Personal Cloud เป็นตัวอย่างที่ดีของการล้างระบบคลาวด์ (Cloud Washing) ซึ่งหมายถึง การรีแบรนด์เทคโนโลยีเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วมารีแบรนด์ใหม่เพื่อให้ใช้บนคลาวด์ได้

    Phishing : ฟิชชิง เป็นอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่หลอกลวงผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลหรือสั่งให้โปรแกรมที่ผู้หลอกลวงซ่อนไว้เริ่มทำงาน เช่น การหลอกลวงให้เข้าเว็บไซต์ปลอมที่ทำเลียนแบบเว็บไซต์จริง โดยหลอกให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลสำคัญส่วนบุคคล

    Platform as a Service (PaaS) : การให้บริการด้าน Platform สำหรับผู้ใช้งานเช่น นักพัฒนาระบบ หรือ Developer ที่ทำงานด้าน Software และ Applicationโดยผู้ให้บริการ Cloud จะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการพัฒนา Software และ Application เอาไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็น Hardware, Software และชุดคำสั่ง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถต่อยอดได้เลย

    Private Cloud : การตั้งคลาวด์ส่วนตัว โดยแต่ละบริษัทหรือองค์กรจะลงทุนจัดตั้ง Hardware และ Software ที่ใช้เป็นพื้นฐานในการทำ Cloud Datacenter ขึ้นมาเป็นของตัวเอง เพื่อให้พนักงานในองค์กรใช้เท่านั้น

    Public Cloud : คลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ โดยจะมีผู้ให้บริการระบบคลาวด์เป็นคนตั้งระบบ Hardware และ Software ขึ้นมา แล้วให้แต่ละบริษัทหรือองค์กรเข้าไปเช่าใช้บริการ อาจจะจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี


    Q

    Query : กระบวนการกรองข้อมูลออกจากฐานข้อมูลและนำมาใช้ประโยชน์ อาจหมายถึงชุดของคำสั่งที่ใช้ในการคัดเลือกเฉพาะข้อมูลที่ต้องการ


    R

    Resource : ปัจจัยหรือทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ที่จำกัดตามการประมวลผลหรือเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาตามโจทย์ที่ความต้องการของผู้ใช้ได้ระบุไว้


    S

    Scalability : ความสามารถของกระบวนการ หรือระบบปฏิบัติการที่สามารถรองรับการขยายตัว เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานได้

    Security Operations Center (SOC) : บริการเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยขององค์กร ตรวจสอบการเข้าถึงเครือข่ายและระบบสารสนเทศต่าง ๆ ได้ตลอด 24/7

    Service Level Agreement (SLA) : มาตรฐานการให้บริการ หรือข้อตกลงในการให้บริการ ว่าจะทำการรักษาระดับคุณภาพการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการตามข้อตกลงที่ให้ไว้

    Shared Resources : การใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกัน ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ผ่านระบบเน็ตเวิร์ก

    Shareware : ซอฟต์แวร์ที่เป็นโปรแกรมประเภททดลองใช้งานเบื้องต้น มีข้อกำหนดและเงื่อนไขในการใช้งานตามประเภทของการใช้งาน ซึ่งอาจมีคุณสมบัติเหมือนกับเวอร์ชันเต็มทุกประการแต่อาจถูกจำกัดสิทธิ์ในการใช้งาน หรือมีคุณสมบัติบางอย่างที่จำกัดไว้สำหรับผู้ที่ซื้อเวอร์ชันสมบูรณ์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบถ้วนเหมือนกับ Freeware

    Software as a Service (SaaS) : บริการที่ให้ใช้หรือเช่าใช้บริการ Software และ Application ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยประมวลผลบนระบบของผู้ให้บริการโดยที่ผู้ใช้บริการไม่ต้องกังวลหาใครมาดูแล Infrastructure หรือใครมาสร้าง Application ให้ตนเอง เพราะทุกอย่างได้ถูกจัดเตรียมมาโดยผู้ให้บริการเรียบร้อยแล้ว

    Software Development Kit (SDK) : เป็นชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการทำงานของ Developer เพื่อพัฒนาโปรแกรม หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งตามปกติผู้พัฒนา SDK จะเตรียมมาให้ทั้งระบบหลักและระบบอินเตอร์เฟส หรือ API

    Software Stack : กลุ่มของแอปพลิเคชัน ที่ทำงานเฉพาะด้าน หรือ มีคำสั่งในการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน

    SSL Certificate : ใบรับรองความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ในการรับรองมาตรฐาน SSL (Security Socket Layer) เทคโนโลยีความปลอดภัยพื้นฐานที่ช่วยให้การสื่อสาร เช่น ส่งข้อมูลระหว่างเครื่องเซิร์ฟเวอร์กับเว็บเบราว์เซอร์, แอปพลิเคชันบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และเครือข่ายส่วนตัว เป็นต้นอยู่

    Subscriber : ผู้เช่า หรือผู้ชำระเงินเพื่อใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ใช้คู่สายโทรศัพท์ ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต, ผู้รับบริการ หรือผู้ใช้บริการต่าง ๆ เช่น ซอฟต์แวร์ ซึ่งอาจจะมีค่าบริการหรือไม่ก็ได้ และสมาชิก หรือผู้ลงทะเบียนเพื่อบอกรับสื่อชนิดต่าง ๆ เช่น นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ฐานข้อมูล เนื้อหาในเว็บไซต์ยูทูบ (YouTube) เป็นต้น


    T

    Technology : เทคโนโลยี เป็นการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์มาพัฒนาเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงวิธีการที่จะมาปรับปรุงแก้ไขและส่งเสริมสภาวะความเป็นอยู่ของมนุษยชาติให้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    Teleconferencing : การประชุมทางไกลผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือการนำเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ เช่น ระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสาน และระบบ Cloud Computing เพื่อรองรับการประชุมสัมมนาและอภิปรายปัญหาต่าง ๆ ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    Teleprocessing : การประมวลผลที่มีการส่งข้อมูลมาจากเครื่องปลายทาง (Terminal) ที่อยู่ห่างไกล เข้าสู่คอมพิวเตอร์ที่ศูนย์กลาง โดยการส่งข้อมูลอาจใช้ผ่านสายโทรศัพท์ สายเคเบิล ใยแก้ว ดาวเทียม ระบบ Cloud Computing และอื่น ๆ

    Temporary File (Temp File) : เป็นแฟ้มข้อมูลที่สร้างขึ้นในหน่วยความจำ โดยระบบการควบคุมการทำงานหรือโดยโปรแกรมอื่น เพื่อใช้ในระหว่างการปฏิบัติงาน เมื่อใช้งานเสร็จแล้วจะลบไป

    Temporary Storage : คลังข้อมูลชั่วคราว เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลสำหรับเก็บข้อมูลที่ได้มาในทันที เพื่อใช้งาน

    Terminal : สถานีปลายสาย เครื่องมือชุดหนึ่ง ประกอบด้วย Video Adapter, Monitor และ Keyboard โดยสถานีปลายสายส่วนมากไม่ทำหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูล แต่จะทำหน้าที่ส่งข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ หรือเรียกข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ที่ต่อเชื่อมโยงอยู่โดยผ่านสายเคเบิล

    TextEdit : ชุดการปฏิบัติงานมาตรฐานชุดหนึ่งของระบบการควบคุมการปฏิบัติงานของ Apple Macintosh ซึ่งมีโปรแกรมสำหรับควบคุมลักษณะการปรากฏบนจอภาพของ Text (เนื้อเรื่อง)

    Text Mode : การทำงานของระบบการควบคุมการปฏิบัติงาน ซึ่งทำให้ปรากฏตัวหนังสือ จำนวนเลข และตัวอักษรต่าง ๆ ขึ้นมาบนจอภาพ แต่ไม่มีรูปภาพหรือลายเส้น

    Topology : ลักษณะทางกายภาพของระบบเครือข่าย เป็นลักษณะการเชื่อมโยงสายสื่อสาร เข้ากับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ภายในเครือข่ายด้วยกัน โดยเครือข่าย LAN แต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งาน แตกต่างกันออกไป การนำไปใช้จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำการศึกษาลักษณะและคุณสมบัติ ข้อดีและข้อเสียของ Topology แต่ละแบบ เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบพิจารณาเครือข่าย ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

    Transfer : การส่งผ่านหรือการถ่ายทอด ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลหรือข่าวสารและการย้ายข้อมูลจากแห่งหนึ่งไปสู่อีกแห่งหนึ่ง

    Transfer Rate : อัตราเร็วของการส่งผ่านข้อมูลไปตามช่องสัญญาณการสื่อสารในเครือข่าย อัตราเร็วของการส่งข่าวสารหรือข้อมูล วัดกันเป็น Bit Per Second หรือ Character Per Second

    Transfer Time : ช่วงเวลาระหว่างการเริ่มต้นส่งผ่านข้อมูล ไปจนถึงส่งข้อมูลเสร็จเรียบร้อย

    Transistor : ทรานซิสเตอร์ เป็นคำย่อของคำว่า Transfer Resistor มีลักษณะเป็นวัตถุแข็งที่ใช้ประกอบในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ทรานซิสเตอร์ตัวหนึ่งมักมี 3 ขา ทรานซิสเตอร์ที่นำมาประกอบลงในวงจรนี้ ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น บางตัวอาจ ทำหน้าที่เป็นรหัส บางตัวอาจทำหน้าที่ขยายขนาดของคลื่น บางตัวอาจทำหน้าที่สร้างคลื่น เป็นต้น

    Tutorial : คู่มือสำหรับสอนผู้ใช้ให้เข้าใจวิธีการใช้งานโปรแกรมต่าง ๆ

    Typeface : แบบของตัวอักษรชนิดต่าง ๆ เช่น Angsana UPC, Times Romans, BrowaliaUPC เป็นต้น

    Type Size : ขนาดของตัวอักษร ขนาดของตัวอักษรที่ใช้สำหรับพิมพ์มักวัดกันเป็น Point เช่น ขนาด 1 Point = 1/72 นิ้ว ดังนั้น ตัวอักษรขนาด 72 Point จึงมีขนาดเท่ากับ 1 นิ้ว เป็นต้น

    Type Style : ลักษณะของตัวอักษร เช่น Normal (ตัวปกติ), Italic (ตัวเอียง), Bold (ตัวเน้นหรือตัวหนา) เป็นต้น


    U

    User Interface (UI) : ศาสตร์แห่งการออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น สี ขนาดตัวอักษร และฟอร์มต่าง ๆ ที่จะไปอยู่บนหน้าจอ หน้าเว็บไซต์ และองค์ประกอบแบบรูปภาพซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบกับผลิตภัณฑ์หรือบริการได้

    User Experience (UX) : ศาสตร์แห่งการออกแบบระบบ ให้ผู้ใช้เกิดความพึงพอใจในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาในการใช้งาน ความรู้สึกของผู้ใช้ ให้ใช้งานได้สะดวกและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้มากยิ่งขึ้น

    User Space : หน่วยความจำของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (OS)


    V

    Vendor Lock-in : ใช้เรียกเหตุการณ์เมื่อผู้ใช้บริการต้องการย้ายข้อมูล หรือเทคโนโลยีที่อยู่บนคลาวด์ของผู้ให้บริการที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ไปยังผู้ให้บริการใหม่ แต่ไม่สามารถทำการย้ายไปได้ เพราะเข้ากันไม่ได้ ทำให้เกิดความยุ่งยาก และอาจทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมดให้เข้ากับผู้บริการค่ายใหม่

    Virtual Desktop Infrastructure (VDI) : การนำระบบของเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual Machine) หลาย ๆ ระบบมารวมเป็นศูนย์กลางโดยใช้เทคโนโลยี Virtualisation เพื่อแสดงผลบนหน้า Desktop ทำให้การจัดการ และดูแลรักษาเป็นอย่างสะดวกรวดเร็ว

    Virtualization : การใช้เทคโนโลยีมาทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องหลักหรือเครื่องแม่ข่ายเครื่องเดียว ให้สามารถรวมเอาการทำงานของคอมพิวเตอร์อีกหลาย ๆ เครื่องเอาไว้ โดยสามารถรันซอฟต์แวร์ หรือ Application ในปริมาณมาก ๆ และสามารถรันระบบปฏิบัติการหลาย ๆ ตัว ให้ทำงานพร้อมกันได้ ถึงแม้จะอยู่คนละ Platform

    Virtual Machine (VM) : การทำคอมพิวเตอร์เสมือน เป็นการจำลองระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (OS) ด้วยซอฟต์แวร์ เพื่อให้ได้คอมพิวเตอร์เสมือนหลาย ๆ เครื่อง และสามารถรันระบบปฏิบัติการได้หลาย ๆ ระบบ โดยที่เครื่องจริงเพียงเครื่องภายในเครื่องเดียว

    Virtual Machine Monitor (VMM) : ซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการจัดการและจัดสรรการใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกัน รวมถึงการแปลคำสั่งจาก Virtual Machine ไปเป็นคำสั่งระบบของเครื่อง

    Virtual Reality (VR) : ความเป็นจริงเสมือน เป็นสภาวะจำลองที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อให้เหมือนสภาวะจริง ซึ่งผู้ใช้สามารถมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับสภาวะจำลองนี้ได้ เช่น การจำลองสภาพเรือนไทยเพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าไปดูห้องต่าง ๆ ภายในได้เสมือนกับเข้าไปดูจริง

    Vulnerability Assesement (VA) : บริการตรวจสอบและค้นหาช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยของระบบ เพื่อทำการแก้ไขก่อนเกิดความเสียหายร้ายแรงจากผู้ไม่ประสงค์ดี


    W

    Web Application Firewall (WAF) : บริการเพิ่มเกราะป้องกันให้ธุรกิจของคุณเหนือชั้นกว่า Firewall ทั่วไป สามารถตรวจจับทุกกิจกรรมการใช้งานและป้องกันภัยคุกคาม โดยไม่ทำให้การใช้งานระบบช้าลง

    Web Browser : โปรแกรมที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงใช้ในการติดต่อสื่อสารในรูปแบบหน้าเว็บ (Webpage)

    Webpage : หน้าเว็บหรือหน้าต่างที่สามารถแสดงข้อมูล เช่น ตัวเลข, ตัวอักษร, รูปภาพ, เพลง และวิดีโอ เป็นต้น เพื่อแสดงข้อมูลให้กับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์


    X


    Y


    Z


    บทความคำศัพท์เกี่ยวกับ Cloud computing และคำ ศัพท์ IT ข้างต้นที่ได้คัดสรรตัวอักษร มาให้ทุกคนได้เรียนรู้และทำความรู้จักกันเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น หวังว่าคำศัพท์เหล่านี้จะสามารถช่วยเพิ่มความเข้าใจและเป็นประโยชน์ให้กับทุกท่านได้เพิ่มมากขึ้น


    ข้อมูลอ้างอิงคำศัพท์เกี่ยวกับ Cloud computing และคำ ศัพท์ IT 

    https://solutionsreview.com/cloud-platforms/glossary/

    https://coined-word.orst.go.th/index.php

    https://www.facebook.com/media/

    https://www.simplilearn.com/top-cloud-computing-terms-article

    https://www.quickserv.co.th/knowledge-base/solutions/Log-file

    https://aws.amazon.com/th/what-is/nlp/

    https://www.scb10x.com/blog/what-is-node

    https://www.techopedia.com/definition/26601/external-cloud

    ติดตามข่าวสารใหม่ ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

    ศัพท์ IT ศัพท์ IT ศัพท์ IT ศัพท์ IT ศัพท์ IT

  • จะทำอย่างไรเมื่อเว็บของคุณล่ม?

    เมื่อเจอเหตุการณ์ที่เว็บไซต์ของเราไม่สามารถเข้าใช้งานได้ เราจะทำอย่างไรดี? ลองมาดูวิธีการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นจากประสบการณ์ของทีมงานเราโดยตรงกันเลยดีกว่าครับ

    *** กรณีที่ตัวเครื่องใช้งานได้อย่างปกติ แต่ Service ที่เป็น Web server ไม่สามารถใช้งานได้

    1. เช็คดูว่าได้เปิด Port 80 (HTTP) หรือ 443 (HTTPS) บน Security Group แล้วหรือยัง เพราะถ้าไม่ได้เปิด Port นั้นๆก็จะไม่สามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์ได้นะจ้ะ!
    2. ตรวจสอบ service เช่น service apache2 status ตรงนี้อาจจะแบ่งหลักๆ ได้ 2 OS คือ Ubuntu (apache2, nginx, tomcat) และ CentOS (httpd, nginx) และสามารถตรวจสอบ Service ทั้งหมดด้วยคำสั่ง :
    service --status-all
    สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้ว่ามี Service อะไรรันอยู่บน Port อะไร ด้วยใช้คำสั่ง :
    $ netstat -tapnu | grep LISTEN
    จะเห็นได้ว่ามี service ที่รันอยู่บน port 80 คือ httpd ตรงนี้คือส่วนสำคัญเลยครั้ง ที่จะทำให้เรารู้ว่ามี service รันอยู่ไหม ถ้าไม่ขึ้น ให้ทำการ Restart service ก่อน ถ้ายังมี Error และไม่สามารถ start service ได้ ตรงนี้คงต้องดู Log เพิ่มเติม หรือ หาคนช่วยแล้วหละครับ ท่าน Google ^^

    ***กรณีที่ Service Web Run อยู่ตามปกติ แต่ไม่สามารถเข้าใช้งานเว็ปไซต์ได้

    1. ให้ลองทำการ telnet จากเครื่องภายนอก เพื่อตรวจสอบก่อน โดยใช้คำสั่ง :
    $ telnet 203.154.150.XXX 80
    อันนี้คือ ได้นะครับ !!!      ถ้าไม่ได้ จะไม่ขึ้นข้อความตามด้านบน
    $ curl 203.154.150.XXX:80
    ***  กรณีที่ใช้คำสั่ง telnet และ curl จากภายนอกแล้วเข้าไม่ได้ ให้ลอง curl ที่เครื่องที่เกิดปัณหาดูก่อน
    $ curl localhost:80
    $ curl 127.0.0.1:80
    ซึ่งถ้าสามารถ curl แล้วมี code ตอบกลับมาที่เครื่อง host แต่ภายนอกไม่สามารถ curl หรือ telnet มาได้ ให้ตรวจสอบ Service ที่เกี่ยวข้องกับ Firewall ภายในเครื่องทั้งหมด สำหรับ Ubuntu คือ ufw และ iptables ส่วน CentOS คือ firewalld ให้ลองทำการ stop service พวกนี้ไปก่อน แล้วลองทำการ check โดยทำการ telnet และ curl ดูอีกที ****การเข้าไปปิด Service Firewall หรือเข้าไป Config ขอให้ทำเป็นขั้นตอนสุดท้าย เพราะส่วนมากจะเกิดจากสาเหตุง่ายๆ เช่น การไม่เปิด port หรือ service ไม่ได้รัน แค่นั้นเอง**** ****การใช้คำสั่งเบื้องต้น เช่น ใช้คำสั่งที่ check service เช่น telnet, curl, netstat เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า service web ทำงานอยู่ แต่ที่เข้าเวปไม่ได้อาจจะเกี่ยวกับ service อื่นๆ ครับ

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/   OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/  OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/  OpenLandscape Blog | http://203.150.107.90/

      But telling best dissertation writing service courts that an ‘appropriate’ education means a ‘significant’ one, which in turn means an ‘appropriate’ one, hardly helps them draw buy essay a principled line.