Author: Pornpansa

  • LAMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนาเว็บไซต์ยอดนิยม !

    LAMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนาเว็บไซต์ยอดนิยม !

    LAMP คือ อะไร ?

    LAMP คือ อักษรย่อของชุดซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักพัฒนาเป็นอย่างมากในปัจจุบัน มีผู้คิดค้นคือ Michael Kunze ซึ่งเขียนลงในนิตยสารคอมพิวเตอร์เยอรมัน ในปี ค.ศ. 1998 ซึ่งบทความได้เขียนเกี่ยวกับการใช้งานซอฟต์แวร์เสรีร่วมกัน เพื่อทดแทนการใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีราคาสูง 


    LAMP ย่อมาจากอะไรบ้าง ?

    ภาพประกอบ 1 LAMP คือ

    ที่มาของตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้ง 4 ตัวของ LAMP ย่อมาจากอะไรบ้าง OpenLandscape Cloud ได้สรุปข้อมูลมาให้เรียบร้อยแล้ว 

    L ย่อมาจาก Linux 

    Linux เป็นระบบปฏิบัติการ (OS) ที่เลือกใช้สำหรับ Apache และ MySQL โดย Linux มีบทบาทสำคัญในระบบปฏิบัติการที่เหมือน Unix ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการประเภทหนึ่ง ที่เป็นเทคโนโลยีแบบเปิด (Open System) มีแนวคิดให้ผู้ใช้งานไม่ต้องผูกติดกับระบบใดระบบหนึ่งหรืออุปกรณ์ยี่ห้อเดียวกัน ถูกพัฒนาใน Bell Laboratories ของ AT&T นอกจากนี้ Unix ยังถูกออกแบบมาให้หลายผู้ใช้งานได้ใช้ในเวลาเดียวกัน (Multiusers) และสามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multitasking) 

    Linux เป็น Open source ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้งานหรือแก้ไขได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือจ่ายค่า License ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ทำให้ Linux ได้รับความนิยม อีกทั้งยังรองรับการใช้งานเป็นเวลานานได้ดีและมีความปลอดภัยจากการโจมตีของไวรัส นอกจากนี้ Linux สามารถติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีทรัพยากรน้อย แต่ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดย Linux เป็นที่นิยมนำมาทำเป็น Server จำนวนมาก เช่น Ubuntu, CentOS, RedHat เป็นต้น อีกทั้งยังทำงานได้หลากหลาย และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะหากไม่มีระบบปฏิบัติการก็ไม่สามารถดำเนินขั้นตอนต่อไปได้

    A ย่อมาจาก Apache 

    Apache เป็น Web Server พัฒนามาจาก HTTPD Web Server สำหรับจัดเก็บ Webpage และรองรับ Request ที่เข้ามา โดย Apache จะส่งข้อมูลผ่านไปยังส่วนประกอบ LAMP อื่น ๆ เพื่อทำการประมวลผล และเมื่อพร้อมดำเนินการ Apache จะส่งหน้าที่ร้องขอไปยัง Web Browser 

    โดยที่มาของชื่อ Apache มาจากกลุ่มที่ช่วยสร้างไฟล์ Patch โปรแกรมที่ใช้ซ่อมแซมจุดบกพร่องของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือปรับปรุงข้อมูลสำหรับโปรแกรมให้ทันสมัย ช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้งานหรือประสิทธิภาพให้ดีมากขึ้น สำหรับโครงการ NCSA httpd 1.3 ซึ่งกลายมาเป็นที่มาของชื่อ A PAtCHy server และในอีกความหมายหนึ่งยังกล่าวถึงเผ่าอะแพชีหรืออาปาเช่ ซึ่งเป็นเผ่าอินเดียนแดงที่มีความสามารถในการรบสูงอีกด้วย

    Apache จัดเป็น Service ที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีจุดเด่นในเรื่องความทนทาน รองรับภาระงานหนักได้ สามารถนำไปใช้งานได้ในหลายระบบปฏิบัติการ อีกทั้งยังใช้ทรัพยากรจำนวนน้อยบน Server มีลักษณะที่ยืดหยุ่นต่อการใช้งานทำให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับบริษัท Web Hosting หลายแห่ง โดย Apache ยังเป็นซอฟต์แวร์ Open Source เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมพัฒนาส่วนต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดเป็น Module ที่เกิดประโยชน์มากมาย เช่น mod_perl, mod_python หรือ mod_php ซึ่งทำงานร่วมกับภาษาอื่นได้ดี และไม่ได้เป็นเพียง Server ที่ให้บริการแค่ HTML (HyperText Markup Language) อย่างเดียวเท่านั้น รวมถึงยังมีความปลอดภัยในการสื่อสารผ่าน Protocol HTTPS (mod_ssl) โดยยังมี Module อื่น ๆ ที่นิยมนำใช้ เช่น mod_vhost ช่วยสร้างโฮสต์เสมือน (Virtual Hosting) ภายในเครื่องเดียวกันได้ หรือ mod_rewrite ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ URL ของเว็บไซต์นั้นอ่านง่ายขึ้น

    นอกจากนี้ Apache ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อรองรับการทำงานอยู่เสมอ โดยเฉพาะด้าน Web Services ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์บนโลก Internet ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ระหว่าง Human-to-Machine ผ่าน HTTP และถูกพัฒนามาใช้ระหว่าง Machine-to-Machine ในรูปแบบ XML (Extensible Markup Language) เป็น Format ที่บอกแหล่งที่มาและรายละเอียดข้อมูลได้ รวมถึง JSON Format (JavaScript Object Notation) เป็น Standard Format อย่างหนึ่งที่เป็น Text สามารถอ่านออกได้ด้วยตาเปล่า ใช้ในการสร้าง Object ขึ้นมาเพื่อส่งข้อมูลระหว่างแอปพลิเคชัน หรือ API (Applications Program Interface) โดย Format จะมีรูปแบบเป็น คู่ Key-Value หรือเป็นแบบ Array และสามารถนำมาใช้แทน XML Format ได้ โดย JSON เดิมเป็น Format จาก JavaScript แต่ในปัจจุบันมีภาษา Programming หลายชนิดที่เริ่มใช้งาน JSON ที่สามารถสร้างและแปลง Format กลับไปมาได้สะดวกยิ่งขึ้น

    M ย่อมาจาก MySQL

    MySQL เป็นระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS (Database Management System) แบบข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Management System) ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบตาราง (Table) แบ่งออกเป็นแถว และในแต่ละแถวทำการแบ่งเป็นคอลัมน์ (Column) สำหรับเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลในตารางต่าง ๆ กับข้อมูลในคอลัมน์ที่กำหนดไว้ โดยใช้ RDBMS Tools ในการควบคุมสำหรับจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น ทำให้นำไปประยุกต์ใช้งานได้ง่าย ทำให้ระบบฐานข้อมูลนี้ได้รับความนิยมมากที่สุด 

    MySQL จัดเป็น Open Source ที่ถูกคิดค้นโดย MySQL AB ในประเทศสวีเดน สร้างขึ้นจากชาวสวีเดน 2 คน คือ David Axmark และ Allan Larsson ร่วมกับชาวฟินแลนด์ Michael “Monty” Widenius โดยในปี ค.ศ. 2008 ถูก Takeover จาก Sun Microsystems, Inc. รวมกับ Oracle Corporation ในปี ค.ศ. 2010

    MySQL ได้รับการออกแบบและปรับให้เหมาะสมสำหรับพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application สามารถทำงานได้ทุกแพลตฟอร์ม นิยมใช้งานร่วมกับภาษาโปรแกรม PHP และภาษาอื่น ๆ พร้อมทั้งอนุญาตให้ผู้ใช้งานหลายคนจัดการและสร้างฐานข้อมูลจำนวนมาก จึงทำให้ MySQL เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce (Electronic Commerce) เหมาะสำหรับการใช้งานสร้างเว็บไซต์ทั่วไป โดยมีโปรแกรมช่วยในการจัดฐานข้อมูลที่แม่นยำ ครบครัน ใช้งานง่าย และยังช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความน่าเชื่อถือระดับสูง เช่น phpMyAdmin, Mysql Admin เป็นต้น

    P ย่อมาจาก PHP, Perl หรือ Python

    PHP (PHP Hypertext Preprocessor) เป็น 1 ใน 3 ภาษาหลักที่ใช้ใน LAMP โดยภาษาอื่นในลำดับถัดมา ได้แก่ Perl และ Python โดย PHP เป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ โดย Rasmus Lerdorf สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1994 ประเภท Scripting Language ซึ่งภาษาประเภทนี้เก็บคำสั่งต่าง ๆ ในไฟล์ที่เรียกว่า Script และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปรชุดคำสั่ง โดยมีรากฐานโครงสร้างคำสั่งมาจากภาษาซี (C Programming Language) ภาษาจาวาสคริปต์ (JavaScript) และ ภาษาเพิร์ล (Practical Extraction and Report Language) ได้รับความนิยมมากในหมู่ Developer

    PHP สามารถใช้เป็นภาษา Script สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ได้ดี ตัวอย่างเช่น PHP ทำงานร่วมกับ HTML (HyperText Markup Language) เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ในรูปแบบหนึ่งที่ใช้สำหรับสร้าง Web Page เพื่อเก็บข่าวสารข้อมูลที่ต้องการในรูปของเอกสาร Hypertext ที่มีคุณสมบัติสามารถเชื่อมโยงหน้าเว็บหนึ่งไปยังหน้าเว็บอื่น ๆ ได้ โดยโครงสร้างของ HTML มีตัวกำกับหรือ Tag สำหรับใช้ในการควบคุมการแสดงผลลัพธ์ของข้อความ รูปภาพ ตาราง และวัตถุอื่น ๆ ผ่านทาง Web Browser และ CSS (Cascading Style Sheets) ภาษาที่ใช้สำหรับตกแต่งเอกสาร HTML/XHTML ให้มีหน้าตา สีสัน ระยะห่าง พื้นหลัง เส้นขอบและอื่น ๆ ตามที่ต้องการ เพื่อสร้างเนื้อหาแบบ Dynamic สำหรับเว็บไซต์ เว็บแอปพลิเคชัน และบริการออนไลน์อื่น ๆ เป็นต้น โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถเขียน Webpage ที่มีความตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง


    LAMP ทำงานอย่างไร ?

    แอปพลิเคชันแต่ละรายการใน LAMP เป็นชุดบริการเฉพาะที่มีฟังก์ชันระดับสูง ใช้สร้าง Web Server ที่สามารถรองรับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ดี โดยเขียนเว็บไซต์ด้วยโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ PHP จากนั้นเก็บข้อมูลใน MySQL แล้ว Run เว็บไซต์ด้วย Apache บน Linux ที่ได้รับคำขอจาก Web Browser และส่งคำขอไปยัง Web Application ซึ่ง Web Application ทำการค้นหาฐานข้อมูลและส่งคืนข้อมูลที่ร้องขอกลับไปที่ Apache ซึ่งจะส่งไปยัง Web Browser ที่ส่งคำขอ

    โดยส่วนประกอบของ LAMP แต่ละประเภทสื่อสารกันผ่าน Interface ที่ออกแบบมาให้มีลักษณะทั่วไป ในชื่อ Application Programming Interfaces (API) คือ ส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ หรือตัวกลาง ที่ให้เว็บไซต์, ซอฟต์แวร์ รวมถึงแอปพลิเคชัน สามารถสื่อสาร และทำงานร่วมกันได้ พร้อมเชื่อมถึงข้อมูลกับฐานข้อมูล (Database) ในรูปแบบโค้ดที่เป็นคำสั่งเรียกใช้ API โดยการออกแบบ API ที่ดี ควรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับการใช้งานที่หลากหลายและใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    ใครเหมาะกับการใช้งาน LAMP ?

    LAMP เป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย คุณสามารถใช้ LAMP เพื่อเรียกใช้งาน Web Application ได้เกือบทุกชนิด เช่น WordPress, Drupal, Joomla, LMS และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะผู้ใช้งาน WordPress และเว็บไซต์ออนไลน์เกือบทั้งหมดในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ LAMP ในการสร้างสรรค์เว็บไซต์ เพราะสะดวกและใช้งานง่ายนั่นเอง


    7 ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ LAMP

    ภาพประกอบ 2 LAMP คือ

    1. Pack รวม Technology ยอดนิยมมาให้แล้ว !

    Linux เป็น Operating System ที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับ Web Servers ส่วน Apache เป็น Web Server ที่ได้รับความนิยมสูงสุดก่อน NGINX สำหรับ MySQL ถูกใช้งานเกือบทั้งหมดของเว็บไซต์ทั่วโลก รวมถึงโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ PHP เป็นส่วนหนึ่งของ Back-End Programming Language ที่ถูกใช้งานมากที่สุดสำหรับ Website นั่นเอง เรียกได้ว่า LAMP รวมเทคโนโลยียอดนิยมที่ครบจบสำหรับการจัดทำเว็บไซต์มาให้คุณเรียบร้อยแล้ว

    2. เป็นเทคโนโลยี Open Source ที่มีการพัฒนาอยู่เสมอ 

    เนื่องจากเป็น Open Source Platform จึงมีการอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เป็นประจำ ทำให้ Platform มี Feature ขั้นสูงที่สามารถจัดการกับ Security Threats ล่าสุด ช่วยให้ง่ายในการรวม LAMP เข้ากับ Web Development Feature และ Design ที่ทันสมัยเสมอ

    3. มีความยืดหยุ่นและง่ายต่อการปรับแต่ง

    Programmer ส่วนใหญ่จำเป็นต้องเปลี่ยน Requirement เพื่อให้ตรงกับ Feature บางอย่างของ Development Platform ด้วย LAMP เพราะสามารถ Customize ได้ง่ายและช่วยให้มีความยืดหยุ่นสูง 

    คุณสามารถ Customize องค์ประกอบบางส่วนของ LAMP เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของ Programming ได้ โดยส่วนประกอบต่าง ๆ ของ LAMP สามารถแลกเปลี่ยนกับ Open Source Solutions อื่น ๆ ตามต้องการ เพราะมี Variants ที่แตกต่างกันสำหรับ LAMP รวมถึง AMP, WIMP, SAMP และ MAMP ซึ่ง Variants เหล่านี้ใช้ Operating Systems ที่แตกต่างกัน และบางส่วนก็มี Database Systems ที่แตกต่างกัน (MariaDB หรือ MongoDB) คุณยังสามารถใช้ Python, Pearl เป็น Programming Language ได้อีกด้วย

    4. มีความปลอดภัยในการใช้งาน

    มี Security Standards ขั้นสูง ซึ่ง Security Systems ของ LAMP ได้รับการอัปเดตเพื่อรับมือกับ Security Threats ล่าสุดอยู่เสมอ ทำให้คุณสามารถพัฒนา Web Application ได้โดยไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ช่วยให้คุณสามารถใช้เวลาไปที่องค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ ของ Application ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    5. สามารถปรับขนาดการใช้งานได้

    LAMP ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยขนาดของ Application ที่คุณกำลังสร้างเท่านั้น เพราะ Platform สามารถปรับเปลี่ยนขนาดให้เหมาะสมกับพื้นที่ของ Web Application ได้ทุกขนาด อีกทั้งยังสามารถลดและขยายพื้นที่ได้ตามขนาดและ Feature ของ Web Application ได้เช่นกัน

    6. เป็น Platform อิสระที่ไม่ผูกมัดกับระบบใด

    LAMP สามารถทำงานได้กับ Operating System หลัก ๆ ทั้งหมด เช่น Windows, Linux, Android และ iOS โดยคุณมีอิสระในการใช้ Platform ที่ต้องการได้

    7. รองรับการพัฒนา Software แบบ Agile

    การพัฒนา Software แบบ Agile คือ การปรับปรุงกระบวนการให้ทำงานได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย LAMP เป็น Platform ที่เหมาะมากสำหรับการ Develop ที่รวดเร็ว เนื่องจากมี Library มากมายที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ยังมี Frameworks รองรับอีกมากมายที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาของ Software Development Process 


    คุณพร้อมใช้งาน LAMP แล้วหรือยัง ?

    LAMP เป็นเทคโนโลยีที่มอบพื้นฐานที่แข็งแกร่งและใช้งานได้หลากหลาย สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ หากคุณสนใจบริการ LAMP สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือแม้แต่สร้างสภาพแวดล้อมแบบกำหนดเองที่เหมาะกับความต้องการของคุณบน OpenLandscape Cloud ได้เลยที่ คลิก


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.mindphp.com

    https://www.technotification.com

    https://www.webhostingsecretrevealed.net/blog/web-hosting-guides/lamp-stack-explained/

  • Freeware คือ อะไร ? แตกต่างจาก Open Source และ Shareware อย่างไรบ้าง

    Freeware คือ อะไร ? แตกต่างจาก Open Source และ Shareware อย่างไรบ้าง

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    Freeware คือ อะไร ?

    Freeware แตกต่างจาก Open Source อย่างไร ?

    Freeware แตกต่างจาก Shareware อย่างไร ?

    เปรียบเทียบความแตกต่างของ Freeware, Open Source และ Shareware

    Freeware ยอดนิยมมีอะไรบ้าง ?


    Freeware คือ อะไร ?

    Freeware คือ ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ที่สามารถใช้งานได้ฟรีอย่างเต็มรูปแบบ มีให้เลือกใช้ทั้ง Free Version และ Full Version ที่มีการเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานมากขึ้น เพียงทำการติดตั้งง่าย ๆ ด้วยการดาวน์โหลดโปรแกรมที่ต้องการลงบนเครื่องที่ต้องการใช้งาน เมื่อดำเนินการติดตั้งโปรแกรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการสามารถเริ่มใช้โปรแกรมได้ทันที ! 

    Freeware ส่วนใหญ่มีการอัปเดตโปรแกรมให้ทันสมัยตลอดอายุการใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่อง ของการใช้งานหรือมีการระบุเงื่อนไขข้อห้ามที่ชัดเจน เช่น อนุญาตให้ใช้โปรแกรมเฉพาะส่วนบุคคลและนำมาใช้งานตามหน้าที่ของโปรแกรมเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ (Commercial Use) แต่หากต้องการใช้ในเชิงพาณิชย์ สามารถเลือกใช้งานโปรแกรมเวอร์ชันที่ผู้พัฒนาจัดทำขึ้นเพื่อจัดจำหน่าย ดังนั้นการใช้ Freeware ต้องตรวจสอบประเภทของการใช้งานให้ถูกต้องและควรศึกษา EULA (End User License Agreement) หรือ ข้อตกลงการอนุญาตใช้สิทธิ์ License ที่จำเป็นต้องกดยอมรับก่อนทำการติดตั้งให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันการผิดกฎการใช้งาน เช่น License ของ Adobe Reader เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับเปิดอ่านไฟล์ PDF (.pdf) ที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยในการตรวจสอบเอกสาร ค้นหา และจัดพิมพ์ที่รองรับ Font ภาษาไทย ช่วยเพิ่มความสะดวกและเป็น Freeware ยอดนิยมที่เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี แต่ Adobe Reader อนุญาตให้ใช้งานแบบส่วนบุคคลเท่านั้น โดยสามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซต์หรือแหล่งต้นทาง ไม่อนุญาตให้นำไฟล์โปรแกรมไปติดตั้งผ่าน Server และเปิดให้ผู้อื่นเข้ามาดาวน์โหลดเพื่อนำไปใช้งานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผิดกฎ License ในเรื่องของวิธีการส่งต่อซอฟต์แวร์ เปรียบเทียบเท่ากับการทำผิดกฎหมายเลยทีเดียว

    นอกจากนี้ Freeware ยังไม่สามารถนำไปแก้ไขหรือทำการดัดแปลงโปรแกรมและนำไปจำหน่ายได้ หากต้องการดัดแปลงหรือแก้ไขใด ๆ จำเป็นต้องใช้โปรแกรมประเภท Open Source เท่านั้น


    Freeware แตกต่างจาก Open Source อย่างไร ?

    Freeware เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้นำโปรแกรมไปใช้งานได้แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือเสียค่าลิขสิทธิ์ โดยมีลักษณะอยู่ตรงกลางระหว่างซอฟต์แวร์พาณิชย์และซอฟต์แวร์ Open Source ที่อนุญาตให้กลุ่มนักพัฒนาสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างซอฟต์แวร์ให้มีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น สามารถนำโค้ดต้นฉบับ (Source Code) มาแก้ไข ดัดแปลง และเผยแพร่ได้อย่างอิสระ ซึ่งแตกต่างจาก Freeware ที่ไม่อนุญาตให้นำโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ไปเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อเป็นการรักษาความลับทางการค้า

    นอกจากนี้ Open Source ยังไม่มีข้อจำกัดสำหรับการใช้งาน ซึ่งต่างจาก Freeware ที่ต้องมีการตรวจสอบเงื่อนไขการใช้หรือข้อตกลงการอนุญาตใช้สิทธิ์ License ที่มีเงื่อนไขระบุการใช้งานอย่างชัดเจน และยังมีความคล้ายกับ Shareware ในเรื่องข้อจำกัดการใช้งานอีกด้วย


    Freeware แตกต่างจาก Shareware อย่างไร ?

    Shareware คือ ซอฟต์แวร์ที่เป็นโปรแกรมประเภททดลองใช้งานเบื้องต้น มีข้อกำหนดและเงื่อนไขในการใช้งานตามประเภทของการใช้งาน ซึ่งอาจมีคุณสมบัติเหมือนกับเวอร์ชันเต็มทุกประการแต่อาจถูกจำกัดสิทธิ์ในการใช้งาน หรือมีคุณสมบัติบางอย่างที่จำกัดไว้สำหรับผู้ที่ซื้อเวอร์ชันสมบูรณ์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบถ้วนเหมือนกับ Freeware แต่ Shareware มีการกำหนดระยะเวลาสำหรับการทดลองใช้งานฟรี โดยส่วนใหญ่จำกัดเวลาประมาณ 7 – 30 วัน หรือจำกัดเป็นจำนวนครั้ง เมื่อครบกำหนดระยะทดลองใช้งานจะไม่สามารถใช้งานต่อได้ และหากต้องการใช้งานต่อ จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อโปรแกรมเวอร์ชันสมบูรณ์ในการต่ออายุการใช้งานหรือการได้รับอนุญาตใช้สิทธิ์ License เพื่อสามารถใช้งานต่อได้ เป็นต้น

    Shareware มีจุดประสงค์ทางการตลาดสำหรับโฆษณาโปรแกรมเพื่อให้มีความต้องการในการซื้อมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจาก Freeware ที่สามารถใช้งานได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่มีกำหนดระยะเวลาการใช้งาน แต่เหมือนกันในเรื่องข้อตกลงการอนุญาตใช้สิทธิ์ License ที่ไม่สามารถทำสำเนาส่งต่อหรือเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้


    เปรียบเทียบความแตกต่างของ Freeware, Open Source และ Shareware

    Freeware คือ


    Freeware ยอดนิยมมีอะไรบ้าง ?

    OpenLandscape ได้รวมรวมโปรแกรม Freeware สำหรับการใช้งาน 3 หมวดหมู่ ดังนี้

    โปรแกรมป้องกันไวรัส (Antivirus)

    โปรแกรมสแกนไวรัส Freeware ที่ได้รับการยอมรับและมียอดดาวน์โหลดจากผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก เพราะสามารถใช้งานได้ฟรี แถมยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรค่าแก่การเลือกมาใช้งานเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ เช่น

    นอกจากการมีโปรแกรมป้องกันไวรัสดี ๆ ติดเครื่องไว้แล้ว อย่าลืมสำรองข้อมูลสำคัญแยกไว้ใน Harddisk หรือ External เป็นประจำ โดยเฉพาะการสำรองข้อมูลไว้บน Cloud ยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยว่าข้อมูลหรือเอกสารสำคัญของคุณจะไม่สูญหายไปไหนแน่นอน

    โปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser)

    โปรแกรมที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงใช้ในการติดต่อสื่อสารในรูปแบบหน้าเว็บ (Webpage) โดยตัวอย่างเว็บเบราว์เซอร์ที่นิยมใช้กัน เช่น 

    นอกจากนี้ การเลือกใช้เว็บเบราว์เซอร์ควรเลือกตามการใช้งานที่เหมาะกับระบบปฏิบัติการที่ใช้งานอยู่ รวมถึงไม่กินพื้นที่บนคอมพิวเตอร์ มีความรวดเร็วในการใช้งานหรือมีฟังก์ชันที่ตรงตามความต้องการอย่างครบครันและที่สำคัญคือมีการพัฒนาระบบอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัยต่อการใช้งานนั่นเอง

    โปรแกรมจัดการเอกสาร

    โปรแกรมสำหรับจัดทำเอกสารประเภทต่าง ๆ หรือแก้ไขรูปแบบข้อความที่เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานในสำนักงานหรือจัดทำสื่อการเรียนการสอนสำหรับอาจารย์ รวมถึงนักเรียนและนักศึกษาที่ต้องใช้โปรแกรมในการทำรายงานได้แบบฟรี ๆ เช่น

    โดยแต่ละโปรแกรมจะมีรูปแบบการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน เน้นการใช้งานที่ง่ายและสะดวก อีกทั้งยังมี Template สำเร็จรูปให้เลือกใช้งานมากมาย สามารถเลือกใช้งานตามที่ชอบได้เลย


    มาใช้โปรแกรมฟรีที่ดีอย่างถูกลิขสิทธิ์กันเถอะ !

    Freeware, Open Source และ Shareware ต่างเป็นโปรแกรมถูกลิขสิทธิ์ที่สามารถใช้งานได้ฟรี มีให้เลือกหลากหลายความต้องการ อีกทั้งยังครอบคลุมการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างทั่วถึง พร้อมด้วยคุณสมบัติมากมายที่มีให้เลือกสรรได้อย่างเต็มที่ อาจมีข้อจำกัดการใช้งานในบางประเภทแต่ไม่กระทบกับการใช้งานขั้นพื้นฐานแต่อย่างใด  

    ดังนั้นเมื่อรู้จักโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย ไม่ยุ่งยาก และถูกลิขสิทธิ์แบบนี้แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงโปรแกรมประเภท Crackware หรือโปรแกรมที่ละเมิดลิขสิทธิ์และผิดกฎหมายซึ่งมีบทลงโทษทั้งจำและปรับ รวมถึงยังมีประสิทธิภาพการใช้งานที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีการสนับสนุนทางเทคนิคหรือการอัปเกรดซอฟต์แวร์ และการรับประกันคุณภาพที่สำคัญ อาจมาพร้อมไวรัสที่ทำให้เกิดความเสียหายให้โทษได้มากกว่าที่คุณคาดคิด


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.avg.com/en/signal/best-free-antivirus-software

  • Open Source คือ อะไร ? มาทำความรู้จักซอร์ฟแวร์ยอดนิยมที่สามารถนำไปพัฒนาต่อให้ดีกว่าเดิมได้ !

    Open Source คือ อะไร ? มาทำความรู้จักซอร์ฟแวร์ยอดนิยมที่สามารถนำไปพัฒนาต่อให้ดีกว่าเดิมได้ !

    Open Source คือ อะไร ?

    Open Source คือ การพัฒนาซอฟต์แวร์ตามแนวคิดที่อาศัยความร่วมมือของนักพัฒนาทั่วโลก เพื่อสร้างซอฟต์แวร์ที่ดีกว่าเดิม โดยซอฟต์แวร์ดังกล่าวสามารถเปิดเผยโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ซึ่งถูกเขียนขึ้นโดยภาษาคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโปรแกรมสำหรับควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์หรือการใช้งานทั่วไป ตลอดจนงานเฉพาะด้าน ซึ่งนักพัฒนาโปรแกรมจะเป็นผู้เขียนชุดคำสั่งขึ้นมา ก่อนทำการแปลงเป็นภาษาเครื่องที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ และสามารถทำตามคำสั่งด้วยการใช้ตัวแปล (Compiler) ช่วยแปลโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ทั้งโปรแกรมให้เป็นลำดับของคำสั่งหรือคำสั่งในภาษาคอมพิวเตอร์ (Object Code) นอกจากนี้โปรแกรมดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ผู้อื่นสามารถดาวน์โหลด แก้ไข ดัดแปลง และเผยแพร่ได้อย่างอิสระ เพื่อให้นักพัฒนาได้นำไปใช้พัฒนาซอฟต์แวร์ต่อได้หรือร่วมกันพัฒนาจนเกิดเป็นสังคมนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำงานด้วยกันอย่างไร้พรมแดน ภายใต้เงื่อนไขที่มีข้อตกลงร่วมกัน 


    ทำไม Open Source ถึงได้รับความนิยม ?

    Open Source ที่ร่วมแชร์โค้ดต้นฉบับ (Source Code) แบบสมบูรณ์สู่สาธารณะ โดยทั่วไปจะทำการแชร์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับแชร์โค้ด เช่น GitHub ที่อนุญาตให้ทุกคนตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงโค้ดได้ ทำให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงข้อมูล พร้อมได้รับคำแนะนำ รวมถึงความช่วยเหลือต่าง ๆ และการทำงานร่วมกันจากกลุ่มนักพัฒนาที่กว้างมากขึ้น ทั้งจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน หรือบุคคลที่มีประสบการณ์ที่หลากหลาย ทำให้ได้รับผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในเวลาอันสั้น รวมถึงดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่พบ ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะยิ่งมีการตรวจสอบและทำงานกับโค้ดมากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสพบข้อผิดพลาดหรือช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นได้มากขึ้นเท่านั้น ทำให้ Open Source ได้รับการพัฒนาต่อจนสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น


    ประวัติความเป็นมาของ Open Source

    Open Source เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในยุคเริ่มต้นของการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยมีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและนักวิชาการ รวมไปถึงนักพัฒนาที่ได้ร่วมทำงานด้วยกัน บนพื้นที่ของการแบ่งปันความรู้และข้อมูลแบบอิสรเสรีอย่างเปิดเผย โดยนักพัฒนามีวิธีแบ่งปันโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ผ่านทางหนังสือและนิตยสารคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการทำสำเนาโค้ดต้นฉบับ (Source Code) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถคัดลอกและนำไปใช้งานได้ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นพิเศษส่งผลให้คอมพิวเตอร์ยุคแรก อย่างเช่น Commodore 64 ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเครื่องแรก ๆ ของโลกและ ZX Spectrum คอมพิวเตอร์แบบ 8 bit ซึ่งสามารถใช้สร้างเกมพื้นฐานมีจำนวนการใช้งานเพิ่มมากขึ้น

    เมื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์กลายเป็นเชิงพาณิชย์และมีการแข่งขันระหว่างนักพัฒนาเพิ่มมากขึ้น การแบ่งปันโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ของ Open Source จึงลดลง แต่สำหรับนักพัฒนาบางกลุ่มยังมีการเขียนซอฟต์แวร์ Open Source และแบ่งปันอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่จะถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญา และเป็นโอกาสทำเงินทางธุรกิจ

    แต่เมื่อถึงยุคที่คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นักพัฒนาจึงเริ่มแบ่งปันโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ Open Source เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นจำนวนมาก และในที่สุดก็นำไปสู่การสร้าง Linux Kernel โดย ลินุส โตร์วัลดส์ (Linus Torvalds) ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นโปรแกรมพื้นฐานภายใต้ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (OS) ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ และช่วยจัดการทรัพยากรในคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เช่น การใช้พื้นที่หน่วยความจำ (RAM), การใช้หน่วยประมวลผลกลาง (CPU), การจัดการไฟล์ และระบบอื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหน้าที่เป็นตัวควบคุมอุปกรณ์ Input / Output และอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ อย่าง เมาส์ (Mouse), จอมอนิเตอร์ (Monitor), แป้นพิมพ์ (Keyboard) เป็นต้น

    คำว่า ‘โอเพนซอร์ส’ (Open Source) ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 1998 และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าซอฟต์แวร์ Open Source เป็นที่รู้จักในเฉพาะกลุ่มผู้ชื่นชอบการประมวลผล (Data Processing) และผู้ที่ให้ความสนใจในการเขียนโปรแกรมมาก่อน แต่ในปัจจุบัน Open Source ได้รับการยอมรับในระดับวงกว้าง ทั้งในสายตาของสาธารณชนทั่วไปและภายในระดับองค์กร


    บริษัทสามารถทำเงินจาก Open Source ได้อย่างไร ?

    เนื่องจาก Open Source เปิดให้ใช้งานได้ฟรี หลายคนอาจสงสัยว่าบริษัทต่าง ๆ เช่น Red Hat และ Canonical สามารถสร้างรายได้อย่างไร ?

    บริษัทที่เชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ Open Source จะไม่สามารถสร้างรายได้จากการขายซอฟต์แวร์ Open Source ได้โดยตรง เพราะมีการเปิดให้ดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรี แต่หลาย ๆ บริษัทจะนำเสนอผลิตภัณฑ์เวอร์ชันที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเพิ่มเติมเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ซอฟต์แวร์เหล่านี้มีความยืดหยุ่น มีคุณสมบัติครบถ้วนตามความต้องการในการใช้งาน รวมถึงการจัดการและการบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังสามารถทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นกับแพลตฟอร์มและบริการอื่น ๆ ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น


    ทำไมต้องนักพัฒนาถึงควรใช้ Open Source ?

    นักพัฒนาส่วนใหญ่มีเหตุผลหลากหลายที่เลือกใช้ Open Source แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ การแบ่งปันข้อมูลความรู้ระหว่างกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด นักพัฒนาหลายคนเพียงต้องการช่วยสร้างสิ่งที่ดีขึ้นและสนับสนุนโครงการที่มีประโยชน์และคุ้มค่าสำหรับการพัฒนา เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอยู่เสมอ 


    Open Source คือ รูปประกอบ

    Open Source ปลอดภัยหรือไม่ ?

    ในทางทฤษฎี ยิ่งมีการตรวจสอบโค้ดมากขึ้นเท่าไหร่ นักพัฒนาจะพบช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยและข้อผิดพลาดต่าง ๆ ทำให้สามารถแก้ไขให้มีประสิทธิภาพที่ดีได้มากขึ้น แต่ถึงจะได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คนแล้ว ความผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นจึงไม่ควรละเลยเรื่องของความปลอดภัยและควรตรวจสอบความถูกต้องอยู่เป็นประจำ

    ข้อควรระวังจากการใช้โค้ดฟรีและการแบ่งปันกันอย่างกว้างขวาง คือ ช่องโหว่ที่พบจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ตามค่าเริ่มต้น และ Open Source Library ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ยังถูกฝังอยู่ภายในแอปพลิเคชันจำนวนมาก และหากโค้ดหนึ่งบรรทัดภายในไลบรารีมีช่องโหว่ เพียงแค่จุดเดียวสามารถกลายเป็นข้อบกพร่องของระบบที่ทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาใช้ระบบ เพื่อทำให้เกิดความเสียหายหรือเอาข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางที่ไม่ดีได้ 

    ดังนั้นนักพัฒนาควรทำการตรวจสอบแหล่งที่มาของโค้ดที่นำมาใช้และอย่าเพิ่งไว้วางใจ ถึงแม้โค้ดจะนำมาจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ และควรตรวจสอบหาข้อผิดพลาดและอันตรายอื่น ๆ ที่อาจถูกมองข้ามด้วยความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยอยู่เสมอ

    นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมี Tooling ต่าง ๆ เข้ามาช่วยสร้างความปลอดภัย และตรวจสอบช่องโหว่ เพื่อป้องกันภัยคุกคามได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงยังได้รับความช่วยเหลือจากนักพัฒนาในการช่วยสร้างความปลอดภัย ส่งผลให้เทคโนโลยีในปัจจุบันก้าวหน้าขึ้นไปอีกมาก ทำให้นักพัฒนาสามารถมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยได้มากขึ้น

    ส่งผลให้ Open Source ได้รับความนิยมใช้กันทั่วโลก จากการสำรวจกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้าน Open Source Software (OSS) จำนวน 2,660 ราย โดย OpenLogic ของ Perforce และ Open Source Initiative ในปี 2022 พบว่า 77% ขององค์กร นิยมใช้งาน OSS มากกว่าเมื่อปีที่ผ่านมา โดย 36% พบว่ามีจำนวนการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นจากเดิม และยังมีบริษัทใหญ่ ๆ ที่ให้การสนับสนุนและผลิตโปรเจกต์ Open Source มากมาย ยกตัวอย่าง Open Source จาก Facebook คือ React, Flux, Flow, Jest, React Native, GraphQL & Relay, HHVM, Nuclide และ Open Source จาก Google คือ Android, Angular, Dart, Polymer, Golang. Kubernetes (K8S), TensorFlow เป็นต้น


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.itpro.co.uk/software/28109/what-is-open-source

    www.techtalkthai.com/open-source-software-oss/

    https://www.devahoy.com/blog/2018/01/open-source-project-in-tech-company

  • รู้จักกับวัน โซเชียลมีเดีย วันสำคัญของโลกออนไลน์ – 30 มิ.ย 2022

    รู้จักกับวัน โซเชียลมีเดีย วันสำคัญของโลกออนไลน์ – 30 มิ.ย 2022

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    วัน โซเชียลมีเดีย คือวันอะไร ? ทำไมถึงเป็นวันสำคัญของโลกออนไลน์ ?

    รู้จักประวัติของวัน โซเชียลมีเดีย วันสำคัญของโลกออนไลน์

    ไทม์ไลน์วัน โซเชียลมีเดีย

    10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัน โซเชียลมีเดีย

    3 เหตุผลที่ทำให้เราให้ความสำคัญกับวัน โซเชียลมีเดีย

    คุณพร้อมเฉลิมฉลองวัน โซเชียลมีเดีย แล้วหรือยัง ?


    วัน โซเชียลมีเดีย คือวันอะไร ? ทำไมถึงเป็นวันสำคัญของโลกออนไลน์ ? 

    ถ้าพูดถึงเรื่องของการสื่อสาร หลายคนอาจนึกถึงโทรศัพท์มือถือ เครื่องแฟกซ์ หรือโทรสาร แต่ยุคนี้คงไม่มีใครไม่นึกถึง โซเชียลมีเดีย หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่ปฏิวัติวงการสื่อสารทางไกล ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพราะผู้คนสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน คุณสามารถติดต่อเพื่อนและครอบครัวได้ตลอดเวลา รวมถึงนักการตลาดยังสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและง่ายมากขึ้นกว่าเดิม

    และคุณทราบหรือไม่ว่า ผู้คนใช้งานบนโซเชียลมีเดียโดยเฉลี่ย 144 นาที หรือ 2.4 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อสังคมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงทำให้เกิดวันเครือข่ายสังคมออนไลน์หรือ Social Media Day ขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายนและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน 


    รู้จักประวัติของวัน โซเชียลมีเดีย วันสำคัญของโลกออนไลน์

    วันโซเชียลมีเดียเปิดตัวโดยเว็บไซต์ Mashable ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานข่าวสารเกี่ยวกับเทคโนโลยี, ธุรกิจ และเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2010 เพื่อเป็นการทราบถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่มีต่อการสื่อสารทั่วโลกและให้ทุกคนมาร่วมเฉลิมฉลองให้กับวันสำคัญนี้ ! เนื่องจากทุกคนใช้โซเชียลมีเดียในทุกวัน จนกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้รับข่าวสารและติดต่อกับคนทั่วโลก

    เว็บไซต์ Mashable ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเชื่อมต่อวัฒนธรรม ผู้คน และกลุ่มแฟนคลับที่หลากหลาย เพื่อมาร่วมทำกิจกรรมด้วยกันบนโลกออนไลน์ ด้วยการใช้แฮชแท็ก #SMDay หรือ #socialmediaday! ในทุกปีเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและตอนนี้คุณรู้จักวันโซเชียลมีเดียแล้ว อย่าพลาดการเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่สนุกสนานนี้ !


    โซเชียลมีเดีย 1

    ไทม์ไลน์วัน โซเชียลมีเดีย

    ในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังมากมายที่หลายคนรู้จักหรือใช้งานอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น Facebook, Instagram และ Twitter แต่ทราบหรือไม่ว่ายังมีแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่ปี 1940 – 2016

    1940s – กำเนิด Supercomputer เครื่องแรก 

    Supercomputer ถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วมากและมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ชนิดอื่น ๆ ในสมัยนั้น มีขนาดใหญ่และราคาแพงมาก สามารถคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้หลายแสนล้านครั้งต่อวินาทีและได้รับการออกแบบเพื่อใช้แก้ปัญหาขนาดใหญ่ทางวิทยาศาสตร์และทางวิศวกรรมศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว ผู้พัฒนาคือ Konrad Zuse และชื่อคอมพิวเตอร์คือ Z1 Computer

    ต่อมาในปี 1969 ถือกำเนิดอินเทอร์เน็ต (Internet) ขึ้น โดยองค์กรทางทหารของ สหรัฐอเมริกา ชื่อว่า ยู.เอส.ดีเฟนซ์ดีพาร์ทเมนท์ (U.S. Defence Department) เป็นผู้คิดค้นขึ้นมาเพื่อสร้างเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่าย ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ นับว่าเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีผู้นิยมใช้ โปรโตคอลอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกมากที่สุด

    1997 – Six Degrees เครือข่ายโซเชียลแห่งแรกที่ถูกสร้างขึ้น

    Six Degrees เป็นเครือข่ายโซเชียลแห่งแรกในโลก ก่อตั้งโดย Andrew Weinreich เพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันบนโลกอินเทอร์เน็ตและเเลกเปลี่ยนข่าวสารที่หลากหลาย ซึ่งผู้ใช้งานสามารถสร้างโปรไฟล์ อัปโหลดรูปภาพได้ นับว่าเป็นแนวคิดที่ใหม่มากสำหรับยุคนั้น เพราะการเชื่อมโยงทางอินเทอร์เน็ตยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ซึ่งเว็บไซต์นี้มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคน แต่ในที่สุดก็ปิดตัวลงในปี 2001

    2002 – Friendster แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยุคแรกที่นิยมมากในเอเชีย

    Friendster เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยุคแรก ก่อตั้งโดย Jonathan Abrams เพื่อให้ผู้คนรู้จักเพื่อนใหม่ได้อย่างปลอดภัยบนอินเตอร์เน็ตและมีผู้ใช้งานมากกว่าร้อยล้านคน โดยผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นคนเอเชีย ภายหลังบริษัทถูกเทกโอเวอร์โดย MOL Global บริษัทออนไลน์เพย์เมนท์จากมาเลเซียและเปลี่ยนรูปแบบเป็นเครือข่ายในด้านเกมและหยุดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 มิถุนายน 2015

    2003 – Linkedin เครือข่ายโซเชียลมีเดียแห่งแรกของแวดวงธุรกิจ

    LinkedIn เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจแห่งแรกในโลก ก่อตั้งโดย Reid Hoffman ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม Founder Paypal ใช้สำหรับสร้างเครือข่ายในการหางาน สามารถทำความรู้จักและเสริมสร้างความสัมพันธ์บนอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุด มีสมาชิกทั่วโลกมากกว่า 50 ล้านคนและยังได้ผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มคนทำงานทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

    2004 – MySpace และ Facebook เครือข่ายชุมชนออนไลน์ยอดนิยมถือกำเนิดขึ้น 

    MySpace เป็นเครือข่ายชุมชนออนไลน์ ให้บริการทำเว็บไซต์ส่วนตัว, บล็อก, การเก็บข้อมูล, รูปภาพ, วิดีโอ, ดนตรี และเชื่อมโยงเข้ากับกลุ่มผู้ใช้งานอื่น ๆ ก่อตั้งโดย Tom Anderson และ Chris DeWolfe โดยในปี 2006 MySpace เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีผู้ใช้งานมากกว่า 100 ล้านคนและมีผู้ลงทะเบียนใหม่ประมาณ 200,000 คนต่อวัน ซึ่งปัจจุบันยังเปิดให้ใช้บริการอยู่ถึงแม้จะไม่ได้รับความนิยมเท่าเดิม

    Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้สำหรับการสื่อสารและร่วมทำกิจกรรมกับผู้อื่นเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ผ่านช่องทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ ก่อตั้งโดย Mark Zuckerberg เปิดตัวหลัง MySpace โดยเริ่มแรกเปิดให้เข้าใช้เฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเท่านั้นและต่อมากลายเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ปัจจุบันมีผู้ใช้งานทั่วโลกประมาณ 2.93 พันล้านคนต่อเดือน ณ ไตรมาสแรกของปี 2022 

    2005 – YouTube แพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับแบ่งปันวีดีโอถือกำเนิดขึ้น

    YouTube เป็นแพลตฟอร์มที่นิยมมากที่สุดสำหรับการแบ่งปันเนื้อหาวิดีโอบนอินเทอร์เน็ต ถูกจัดเป็น 1 ในเว็บไซต์สำคัญสำหรับนักการตลาด ก่อตั้งจากอดีตพนักงาน 3 คนในบริษัท PayPal คือ Chad Hurley, Steve Chen, และ Jawed Karim โดยนำเทคโนโลยีของ Adobe Flash Player มาใช้แสดงภาพวิดีโอจนกลายเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกในยุคนี้ ปัจจุบันมีผู้เยี่ยมชมที่ไม่ซ้ำกันจำนวน 1.7 พันล้านคนต่อเดือน

    2006 – Twitter แพลตฟอร์มจำกัดตัวอักษรถือกำเนิดขึ้น

    Twitter เป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์จำพวกไมโครบล็อก มีการจำกัดตัวอักษรในทุกภาษาจำนวน 140 ตัวอักษรและต่อมาเพิ่มจำนวนเป็น 280 ตัวอักษร โดยข้อความที่โพสต์ถูกเรียกว่า “ทวิต” มีที่มาจากเสียงนกร้องและได้รับการขนานนามว่าเป็นเว็บไซต์สำหรับการส่งข้อความสั้น ๆ บนอินเทอร์เน็ต ก่อตั้งโดยบริษัท Obvious Corp เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายที่สุด ถึงมีการจำกัดตัวอักษรเพราะช่วยกรองคำให้มีเฉพาะใจความสำคัญ ทำให้ข้อความกระชับและอ่านง่าย ปัจจุบันมีบัญชีผู้ใช้งานจำนวน 1.3 พันล้านบัญชี

    2010 – Instagram แพลตฟอร์มที่ถูกเลือกใช้ในการแบ่งปันรูปภาพและคลิปวิดีโอสั้น ๆ ถือกำเนิดขึ้น

    Instagram หรือ IG เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้คนรู้จักกันผ่านรูปภาพและข้อความสั้น ๆ สามารถเรียนรู้กันได้มากขึ้นจากการกดติดตาม (Follow) ก่อตั้งโดย Kevin Systrom และ Mike Krieger มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคนภายใน 2 – 3 เดือนแรกและในปี 2012 Facebook ได้ซื้อแพลตฟอร์มนี้ในราคา 1 พันล้านดอลลาร์

    2011 – Snapchat แอปพลิเคชันที่ทำให้เรื่องราวที่ส่งถึงผู้รับหายไปได้ !

    Snapchat เป็นแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนที่ใช้ถ่ายรูปภาพหรือวิดีโอ โดยสามารถใส่คำพูดหรือขีดเขียนข้อความต่าง ๆ ลงไปบนภาพได้ โดยสิ่งที่ส่งไปจะเรียกว่า “Snaps” และจะถูกลบหายไปจากทั้งเครื่องของผู้ส่งและผู้รับหลังจากส่งสำเร็จแล้ว รวมทั้งไม่มีการเก็บข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ของ Snapchat ด้วย เพราะเหตุนี้จึงทำให้แอปพลิเคชันนี้กลายเป็นที่นิยม ก่อตั้งโดย Evan Spiegel มีคนดูวิดีโอในสแนปแชทถึง 10 ล้านคนต่อวันและในปี 2013 มีรายงานว่า Snapchat ปฏิเสธข้อเสนอมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์จาก Facebook

    2014 – WhatsApp แอปพลิเคชันรับส่งข้อความยอดนิยมถือกำเนิดขึ้น

    WhatsApp เป็นแอปพลิเคชันที่เปิดให้บริการรับส่งข้อความและวิดีโอคอลฟรี มีจำนวนผู้ใช้มากกว่า 2 พันล้านคนใน 180 กว่าประเทศ เนื่องจากใช้งานง่าย มีความเป็นส่วนตัวและน่าเชื่อถือ จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนและครอบครัว ก่อตั้งขึ้นโดย Jan Koum และ Brian Acton และในปี 2014 Facebook ได้ซื้อ WhatsApp ในราคา 16 พันล้านดอลลาร์  

    2016 – TikTok แพลตฟอร์มที่รวมผู้ใช้งาน Gen Z ไว้มากที่สุดในขณะนี้ !

    TikTok หรือ Douyin เป็นแพลตฟอร์มการสร้างคลิปวีดิโอสั้น ๆ ได้รับการพัฒนามาจากบริษัท ByteDance เป็นไอเดียของ Zhang Yiming วิศวกรซอฟต์แวร์ชาวจีนและได้รับความนิยมทั่วโลกในปี 2018 ซึ่งแอปพลิเคชันนี้เปิดให้ใช้บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยเปิดให้บริการใน 155 ประเทศและรองรับถึง 75 ภาษาทั่วโลก และมีผู้ใช้ TikTok มากกว่า 240 ล้านคนต่อเดือนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของผู้ใช้ทั่วโลก


    โซเชียลมีเดีย 3

    10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัน โซเชียลมีเดีย

    1. 300 ชั่วโมงในทุกนาที

    ปัจจุบันมีการอัปโหลดวิดีโอมากกว่า 300 ชั่วโมงไปยังเว็บไซต์ YouTube ในทุกนาที และมีจำนวนผู้ชมวิดีโอนานถึง 40 นาทีต่อวัน !

    2. แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง

    81 % ของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างน้อย 1 แพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมต่อถึงลูกค้าและใช้ในการโปรโมตธุรกิจและให้ข้อมูลข่าวสารกับผู้ติดตาม

    3. Food-Stagram

    เมนูอาหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดบน Instagram คือ Pizza อาหารอิตาเลียนที่ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก และเมนูที่ได้รับความนิยมรองลงมา คือ ซูชิ เป็นเมนูที่ชาวต่างชาตินิยมกันอย่างมาก และเมนูอันดับที่ 3 คือ สเต๊ก อาหารจากฝั่งตะวันตก 

    4. Eggscellent

    รูปภาพที่ทำลายสถิติของรูปที่มียอดไลค์มากที่สุดบน Instagram คือ รูปไข่ อัปโหลดโดย แอคเคาน์ world_record_egg 

    โซเชียลมีเดีย 3

    5. รัวนิ้วบนแป้นคีย์บอร์ต 

    มีผู้ใช้งานโพสต์ทวีตบน Twitter จำนวน 500 ล้านครั้งต่อวันหรือเป็นจำนวน 6,000 ทวีตต่อทุกวินาที 

    6. แอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนที่ทุกคนต้องมี !

    85% ของสมาร์ตโฟนทั้วโลก หรือประมาณ 2.53 พันล้านเครื่อง มีแอปพลิเคชันและใช้งาน Facebook 

    7. ผู้ก่อตั้ง Snapchat ถูกจัดให้เป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก !

    ในปี 2014 นิตยสาร Forbes จัดอันดับให้ Evan Spiegel ผู้ก่อตั้ง Snapchat ในวัย 25 ปี เป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก ด้วยทรัพย์สินมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

    8. ยอดดาวน์โหลด 113 ล้านครั้งทั่วโลก !

    ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2020 TikTok มียอดการดาวน์โหลดเกือบ 113 ล้านครั้งทั่วโลกทั้งใน App Store และ Google Play

    9. โฆษณาบน TikTok เข้าถึงผู้คนได้มากกว่า 884.9 ล้านคน !

    ด้วยจำนวนผู้ใช้งานมหาศาลบน TikTok ทำให้การโฆษณาบน TikTok สามารถเข้าถึงผู้คนอายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นจำนวนมากกว่า 884.9 ล้านคน

    10. คนไทยใช้ TikTok มากเป็นอันดับ 8 ของโลก ! 

    โซเชียลมีเดีย 4

    ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 ประเทศไทยถูกจัดอันดับผู้ใช้งาน TikTok เป็นอันดับที่ 8 ของโลก ด้วยจำนวนมากถึง 35.8 ล้านคน หรือ 63.6% ของประชากรทั้งประเทศที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป


    3 เหตุผลที่ทำให้เราให้ความสำคัญกับวัน โซเชียลมีเดีย

    1. โซเชียลมีเดียเป็นแหล่งความบันเทิงชั้นเยี่ยม !

    โซเชียลมีเดียเป็นการให้ความบันเทิงรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะช่วยให้คุณติดตามหรือค้นหาสิ่งที่คุณสนใจมากที่สุดได้ง่าย ๆ เช่น เพลิดเพลินไปกับวิดีโอแมว ค้นหาสูตรการทำคุกกี้หรืออาหารให้อร่อย อัปเดตชีวิตประจำวันของคนในครอบครัวหรือการรับข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจจากนักข่าวที่คุณติดตาม  

    โซเชียลมีเดียเป็นเหมือนสถานที่พักผ่อนให้คุณในเวลาว่างในวันโซเชียลมีเดีย ลองใช้ Hashtag #SMDay หรือ #socialmediaday! เพื่อค้นหาวิดีโอและโพสต์จำนวนมากที่ทุกคนพร้อมใจกันเเชร์ หรือสร้างเนื้อหาของคุณเอง เพื่อร่วมแบ่งปันเรื่องราวดี ๆ ให้กับเพื่อน ๆ บนโลกออนไลน์

    2. ทุกคนสามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้ !

    โซเชียลมีเดียช่วยให้คุณติดต่อกับทุกคนได้โดยไม่มีข้อจำกัด เพราะคุณสามารถส่งข้อความให้กำลังใจศิลปินคนโปรด ขอคำแนะนำจากไลฟ์โค้ชที่คุณชื่นชอบ หรือส่งข้อความทักทายถึงคนที่คุณประทับใจได้โดยตรง ช่วยเปิดโอกาสให้คุณได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อทุกคนได้ง่ายขึ้น

    3. ค้นพบความสามารถใหม่ ๆ

    สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย คือ สามารถทำให้ทุกคนมีแพลตฟอร์มในการแสดงความสามารถ แสดงความคิดเห็น หรือบันทึกกิจกรรมประจำวันของพวกเขา โดยเฉพาะการมี Content Creator หน้าใหม่เกิดขึ้นทุกแพลตฟอร์ม ทุกคนมีความสามารถในการแสดงให้โลกเห็นถึงสิ่งที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้น โดยไม่ต้องผ่านการคัดเลือกที่เข้มข้นของวงการฮอลลีวูด และสามารถนำเสนอผลงานของพวกเขาให้ผู้ชมรับทราบอย่างทั่วถึง ด้วยการคลิกปุ่มโพสต์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่พวกเขาใช้งานอยู่ เช่น Instagram, Facebook และ Twitter 


    คุณพร้อมเฉลิมฉลองวัน โซเชียลมีเดีย แล้วหรือยัง ?

    คุณสามารถร่วมเฉลิมฉลองวันโซเชียลมีเดียได้ง่าย ๆ ด้วยการสร้างโพสต์ที่ช่วยส่งเสริมหรือทำให้สังคมพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นจนเกิดเป็นไวรัลบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ สัก 2 – 3 โพสต์พร้อมแฮชแท็ก #SMDay หรือ #socialmediaday! โดยหลายคนอัปโหลดรูปภาพหรือเรื่องราวในชีวิตของตนเอง บางคนเลือกที่จะรีโพสต์การอัปโหลดที่พวกเขาชื่นชอบในอดีต 

    คุณทราบหรือไม่ว่าผู้คนจำนวนมากได้สร้างวิดีโอและโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นไวรัลโดยที่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจ หากคุณต้องการเป็นคนดังในโซเชียลมีเดีย ให้ลองคิดหาไอเดียที่สร้างสรรค์และน่าตื่นเต้นสำหรับโพสต์ดี ๆ ในวันโซเชียลมีเดียนี้

    และเว็บไซต์หลายแห่งใช้วันโซเชียลมีเดียเป็นโอกาสในการรวบรวมช่วงเวลาบนโซเชียลมีเดียที่พวกเขาชื่นชอบ หากคุณมีเวลาว่างลองเพลิดเพลินไปกับโพสต์เหล่านี้บนโซเชียลมีเดียและสนุกสนานกับบางส่วนของเรื่องราวที่น่าสนใจหรือเรื่องราวที่กำลังเป็นที่นิยมมากที่สุด

    โซเชียลมีเดียยังสามารถทำให้ผู้คนจากหลากหลายพื้นที่มารู้จักกันได้ แต่บางครั้งเรื่องราวที่แสนพิเศษเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนทางอินเทอร์เน็ตกลายมาเป็นเพื่อน IRL (In Real Life) ในชีวิตจริงของคุณ ! เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวันโซเชียลมีเดีย ชวนเพื่อนในอินเทอร์เน็ตคนโปรดของคุณออกไปเที่ยวด้วยกันในโลกแห่งความเป็นจริง ไปเดินเล่น ดื่มเครื่องดื่มรสชาติดี ๆ หรือดูหนังสนุก ๆ ด้วยกันสักเรื่อง แล้วอย่าลืมถ่ายรูปลงโซเชียลไว้เป็นที่ระลึกในวันสำคัญนี้ !

    ทั้งนี้อย่าหักโหมหรือหมกมุ่นอยู่กับโซเชียลมีเดียมากเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียโดยตรงกับสุขภาพของคุณได้ ดังนั้นสำหรับวัน โซเชียลมีเดีย คุณสามารถใช้เป็นวันเพื่อพักผ่อนหรือสนุกสนานบนโลกออนไลน์ให้เต็มที่นับเป็นอีกทางเลือกที่ดีเช่นเดียวกัน

    นอกจากการโพสต์เรื่องราวสนุก ๆ บนโซเชียลมีเดียแล้ว ลองเปิดใจเข้าร่วมแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ที่คุณยังไม่เคยใช้งานมาก่อน เพราะก่อนที่คุณจะทราบว่าตัวเองมีความสามารถในการสร้างวิดีโอเจ๋ง ๆ บน TikTok หรือแบ่งปันช่วงเวลาดี ๆ สำหรับการเดินทางที่ดีที่สุดของคุณบน Instagram หรือการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในหัวข้อที่น่าสนใจบน Twitter คุณยังไม่เคยใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้มาก่อนจนได้ลองใช้งานด้วยตนเอง บางทีคุณอาจได้รับประสบการณ์ดี ๆ หรือมิตรภาพใหม่ ๆ และความสนุกสนานเพิ่มขึ้นจากแพลตฟอร์มเหล่านี้อีกด้วย


    ข้อมูลอ้างอิง

    www.daysoftheyear.com/days/social-media-day/

    https://nationaltoday.com/social-media-day/

    https://www.gqthailand.com/culture/article/evan-spiegel

    https://www.slideshare.net

  • อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7.2 เป็น 7.x บน Ubuntu

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7.2 เป็น 7.x บน Ubuntu

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7.2 เป็นเวอร์ชันล่าสุดช่วยเพิ่มความปลอดภัย เนื่องจากทุกคนสามารถอัปเกรด PHP 7.2 เป็นเวอร์ชัน 7.3, 7.4, 7.5 หรือ 7.x และเวอร์ชันใหม่ล่าสุดได้ด้วยวิธีนี้บน Ubuntu เวอร์ชัน 14/16/18/20 โดยไม่ต้องลบอันเก่า ซึ่งยังสามารถเปลี่ยนกลับเป็นเวอร์ชันเก่าได้ หากมีบางอย่างที่ส่งผลให้ใช้งานไม่ได้หลังจากเปลี่ยนเวอร์ชัน โดยมีขั้นตอนดังนี้

    1. เข้าสู่ระบบเซิร์ฟเวอร์ผ่าน SSH as root.

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP

    2. ตรวจสอบเวอร์ชัน PHP ปัจจุบันของคุณ
    # php -v
    PHP 7.2.24

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 1

    3. ในการติดตั้ง PHP 7.3 เราต้องเพิ่มที่เก็บก่อน
    # add-apt-repository ppa:ondrej/php

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 2

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 3

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 4

    ใน path sources.list จะพบที่เก็บไฟล์ติดตั้งของ PHP 7.3  ที่ทำการเพิ่มเข้าไป

    4. เรียกใช้การอัปเดต
    # apt-get update

    5. หลังจากอัปเดตเสร็จแล้ว เราต้องติดตั้ง PHP 7.3
    # apt install php7.3

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 5

    6. จากนั้นติดตั้งแพ็คเกจ PHP ที่จำเป็นตามการติดตั้งปัจจุบันของคุณ

    # apt ติดตั้ง php7.3-common php7.3-cli php7.3-bz2 php7.3-curl php7.3-gd php7.3-intl php7.3-json php7.3-readline php7.3-xml php7 3-zip php7.3-fpm php7.3-bcmath php7.3-mbstring

    7. หลังจากติดตั้งสำเร็จ เราสามารถปิดการใช้งาน 7.2 เก่าแล้วเปิดใช้งาน 7.3
    #a2dismod php7.2

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 6

    #  a2enmod php7.3

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7

    8. จากนั้นรีสตาร์ท Apache
    # systemctl restart apache2

    9. เวอร์ชัน PHP ใหม่ควรเปิดใช้งาน คุณสามารถตรวจสอบได้จากบรรทัดคำสั่ง:
    # php -v
    PHP 7.3.33

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 8

    10. คำสั่งในการ List Package ปัจจุบันสำหรับ Ubuntu

    # dpkg –list | grep php

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 9

    11. คำสั่งในการ List Package ปัจจุบันสำหรับ Centos

              rpm -qa | grep php

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 10

    เมื่อดำเนินตามขั้นตอนครบทั้ง 11 ข้อเรียบร้อยแล้ว PHP บน Ubuntu ของคุณจะได้รับการอัปเกรดเป็นเวอร์ชันปัจจุบันที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และถ้าคุณอยากทำความรู้จัก PHP ให้มากขึ้น สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ PHP คืออะไร ? มาทำความรู้จักภาษาคอมพิวเตอร์ที่คุณควรรู้ และวิธีติดตั้งบน Ubuntu


    ข้อมูลอ้างอิง

    ผู้เขียนบทความ : Mr. Weerapong O.T.Chom

  • PHP คืออะไร ? มาทำความรู้จักภาษาคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมและวิธีติดตั้งบน Ubuntu

    PHP คืออะไร ? มาทำความรู้จักภาษาคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมและวิธีติดตั้งบน Ubuntu

    PHP คืออะไร ? PHP ย่อมาจากคำว่า PHP Hypertext Preprocessor แต่สมัยก่อนย่อมาจากคำว่า Personal Home Page Tools เป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูง ประเภท Scripting Language ซึ่งภาษาประเภทนี้เก็บคำสั่งต่าง ๆ ในไฟล์ที่เรียกว่า Script และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปรชุดคำสั่ง โดยมีรากฐานโครงสร้างคำสั่งมาจากภาษาซี (C Programming Language) ภาษาจาวาสคริปต์ (JavaScript) และ ภาษาเพิร์ล (Practical Extraction and Report Language)

    PHP สามารถใช้งานได้ผ่านอินเทอร์เน็ต มีความสามารถสูง และมีผู้นิยมใช้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี จากเว็บไซต์ http://php.net/

    ลักษณะของ PHP แตกต่างจากภาษาสคริปต์แบบอื่น ๆ เพราะ PHP ได้รับการพัฒนาและออกแบบมาเพื่อใช้งานในการสร้างเอกสารแบบ HTML สามารถสอดแทรกหรือแก้ไขเนื้อหาได้อัตโนมัติ ดังนั้น PHP จึงเป็นภาษาที่เรียกว่า Server-Side หรือ HTML-Embedded Scripting Language สามารถประมวลผลตามคำสั่งและแสดงผลลัพธ์เป็นเว็บเพจตามที่ต้องการ ถือได้ว่า PHP เป็นเครื่องมือที่สำคัญชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถสร้าง Dynamic Web Pages (เว็บเพจที่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีลูกเล่นมากขึ้น

    PHP เกิดขึ้นมาจากกลุ่มนักพัฒนาที่มีการเปิดเผยโค้ดต้นฉบับ ดังนั้น PHP จึงมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใช้ร่วมกับ Apache Web Server, ระบบปฏิบัติ เช่น Linux หรือ FreeBSD เป็นต้น ในปัจจุบัน PHP สามารถใช้ร่วมกับ Web Server หลาย ๆ ตัวบนระบบปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น Windows 95/98/NT เป็นต้น

    PHP เป็นภาษาสคริปต์ (Scripting Language) คำสั่งต่าง ๆ จะเก็บในรูปแบบของข้อความ (Text) อาจเขียนแทรกอยู่ภายในภาษา HTML หรือถูกเขียนอย่างอิสระ แต่ในการใช้งานจริงมักใช้งานร่วมกับภาษา HTML ดังนั้นการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา PHP ต้องมีความรู้ด้านภาษา HTML เป็นอย่างดีจึงสามารถเขียนโปรแกรมได้สมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตามเราสามารถใช้โปรแกรมประยุกต์มาช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างงานได้เช่นกัน เช่น Macromedia, Dreamweaver หรือโปรแกรมประเภท Editor ต่าง ๆ เช่น EditPlus เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้จะช่วยจำแนกคำต่าง ๆ ด้วยสีที่แตกต่างกันออกไป เช่น คำสั่ง คำทั่วไป ตัวแปร ฯลฯ เพื่อความสะดวกในการสังเกตและยังมีตัวเลขบอกบรรทัดทำให้สะดวกในการแก้ไขมากขึ้นอีกด้วย

    PHP จึงเหมาะสำหรับการจัดทำเว็บไซต์และสามารถประมวลผลออกมาในรูปแบบ HTML โดยเป้าหมายหลักของภาษา PHP คือให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถเขียนเว็บเพจ ที่มีความตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว


    รู้จัก PHP คืออะไร เรียบร้อยแล้ว มารู้จัก 10 ลักษณะเด่นของ PHP

    เมื่อรู้จักภาษา PHP แล้ว มาทราบถึงลักษณะเด่นของ PHP ทั้ง 10 ข้อ ดังนี้

         1. PHP เปิดให้ใช้บริการฟรี โดยสามารถใช้งานได้ที่ http://php.net/

         2. PHP เป็นโปรแกรม Server-Side Script มีความเร็วสูง รวมถึงมีประสิทธิภาพการใช้งานที่ดี ดังนั้นจึงมีขีดความสามารถไม่จำกัด

         3. PHP สามารถใช้งานบนระบบปฏิบัติการ (Operating Systems) ที่หลากหลาย เช่น UNIX, Linux, Windows

         4. สามารถเรียนรู้ภาษา PHP ได้ง่าย เนื่องจาก PHP มักถูกฝังเข้าไปใน HTML จึงมีโครงสร้างและไวยากรณ์ภาษาที่ไม่ยาก

         5. ภาษา PHP มีความเร็วและมีประสิทธิภาพที่ดี โดยเฉพาะเมื่อใช้กับ Apach Xerve เพราะไม่ต้องใช้โปรแกรมจากภายนอก

         6. ใช้ร่วมกับ XML (Extensible Markup Language) หรือภาษาที่ถูกใช้ในการสร้าง Format ได้ทันที

         7. ภาษา PHP สามารถใช้งานร่วมกับระบบแฟ้มข้อมูลได้

         8. สามารถใช้งาน PHP กับข้อมูลตัวอักษรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

         9. ใช้ PHP กับโครงสร้างข้อมูล แบบ Scalar, Array หรือ Associative Array ได้

         10. ใช้ PHP กับการประมวลผลภาพได้

    เมื่อทราบถึงลักษณะเด่นทั้ง 10 ข้อของ PHP แล้ว มาทราบขั้นตอนการติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ บน Ubuntu เพื่อเริ่มใช้งานจริงในหัวข้อลำดับถัดไป


    วิธีการติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ (5.6, 7.0 และ 7.x) บน Ubuntu

         ปัจจุบันมี PHP 3 รุ่นที่รองรับบน Ubuntu คือ PHP 5.6, 7.0 และ 7.x บน Ubuntu ส่วน PHP 5.3, 5.4 และ 5.5 ได้สิ้นสุดการรองรับแล้ว จึงไม่มีการอัปเดตความปลอดภัยอีกต่อไป ดังนั้นเพื่อให้ Service ของคุณมีความปลอดภัย จึงควรติดตั้งเวอร์ชันที่ได้รับการรองรับ โดยวิธีการติดตั้ง PHP ที่ได้รับการสนับสนุนใน Ubuntu และนิยมมากที่สุด ได้แก่ Apache และ Nginx เว็บเซิร์ฟเวอร์ ที่ใช้ OndrejSury PPA ดังนั้นวิธีการตั้งค่าเวอร์ชันเริ่มต้นของ PHP ที่ใช้ในระบบ Ubuntu มีดังนี้

    PHP 7.x เป็นเวอร์ชันที่เสถียร และรองรับในที่เก็บซอฟต์แวร์ Ubuntu คุณสามารถยืนยันได้โดยเรียกใช้คำสั่ง apt ด้านล่างตามคำสั่งต่อไปนี้

    # apt show php OR  # apt show php -a

    ระบบจะแสดงข้อมูลเวอร์ชัน PHP

    PHP คืออะไร

    ในการติดตั้ง PHP เวอร์ชันเริ่มต้นจากคลังซอฟต์แวร์ Ubuntu ให้ใช้คำสั่งด้านล่าง

    # apt install php

    PHP คืออะไร 1

    หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใช้คำสั่งด้านล่างในการดูเวอร์ชันปัจจุบันที่ใช้งาน

    # php -v


    ติดตั้ง PHP (5.6, 7.0, 7.x) บน Ubuntu โดยใช้ PPA

    1. เริ่มต้นด้วยการเพิ่ม OndřejSurý PPA เพื่อติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ – PHP 5.6, PHP 7.0 และ PHP 7.1 บนระบบ Ubuntu

    # apt install python-software-properties

    # add-apt-repository ppa:ondrej/php

    PHP คืออะไร 2

    2. จากนั้นอัปเดตระบบดังนี้

    # apt-get update

    3. ติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ ที่สนับสนุนดังนี้

    # apt install php5.6   [PHP 5.6]

    # apt install php7.0   [PHP 7.0]

    # apt install php7.1   [PHP 7.1]

    # apt install php7.2   [PHP 7.2]

    # apt install php7.3   [PHP 7.3]

    # apt install php5.6-fpm   [PHP 5.6]

    # apt install php7.0-fpm   [PHP 7.0]

    # apt install php7.1-fpm   [PHP 7.1]

    # apt install php7.2-fpm   [PHP 7.2]

    # apt install php7.3-fpm   [PHP 7.3]

    4. ในการติดตั้งโมดูล PHP เพียงระบุเวอร์ชัน PHP และใช้ฟังก์ชันการเติมข้อความอัตโนมัติเพื่อดูโมดูลทั้งหมดดังต่อไปนี้

    ———— press Tab key for auto-completion ————

    # apt install php5.6   [PHP 5.6]

    # apt install php7.0   [PHP 7.0]

    # apt install php7.1   [PHP 7.1]

    # apt install php7.2   [PHP 7.2]

    # apt install php7.3   [PHP 7.3]

    PHP คืออะไร 3

    5. ตอนนี้คุณสามารถติดตั้งโมดูล PHP ที่ต้องการได้มากที่สุดจากรายการ

              ———— Install PHP Modules ————

    # apt install php5.6-cli php5.6-xml php5.6-mysql

    # apt install php7.0-cli php7.0-xml php7.0-mysql

    # apt install php7.1-cli php7.1-xml php7.1-mysql

    # apt install php7.2-cli php7.2-xml php7.2-mysql

    # apt install php7.3-cli php7.3-xml php7.3-mysql 

    6. ตรวจสอบเวอร์ชันเริ่มต้นของ PHP ที่ใช้ในระบบของคุณด้วยคำสั่ง

    # php -v

    PHP คืออะไร 4

    ตั้งค่าเวอร์ชัน PHP เริ่มต้นใน Ubuntu

    7. คุณสามารถตั้งค่าเวอร์ชัน PHP เริ่มต้นที่จะใช้ในระบบด้วยคำสั่ง ทางเลือกการอัปเดต หลังจากตั้งค่าแล้วให้ตรวจสอบเวอร์ชัน PHP เพื่อยืนยันดังต่อไปนี้

    ———— Set Default PHP Version 5.6 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php5.6

    PHP คืออะไร 5

    PHP คืออะไร 6

    ———— Set Default PHP Version 7.0 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.0

    PHP คืออะไร 7

    ———— Set Default PHP Version 7.1 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.1

    PHP คืออะไร 8

    ———— Set Default PHP Version 7.2 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.2

    PHP คืออะไร 9

    ———— Set Default PHP Version 7.3 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.3

    PHP คืออะไร 10

    ———— Set Default PHP Version 7.4 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.4

    PHP คืออะไร 11

    8. ในการตั้งค่าเวอร์ชัน PHP ที่จะใช้งานกับเว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache ให้ใช้คำสั่งด้านล่าง โดยอันดับแรกให้ปิดใช้งานเวอร์ชันปัจจุบันด้วยคำสั่ง a2dismod จากนั้นเปิดใช้งานเวอร์ชันที่คุณต้องการด้วยคำสั่ง a2enmod

    # a2dismod php7.0

    # a2enmod php7.1

    # systemctl restart apache2

    PHP คืออะไร 12

    9. หลังจากเปลี่ยนจากเวอร์ชันหนึ่งเป็นรุ่นอื่นคุณสามารถค้นหาไฟล์กำหนดค่า PHP ได้โดยใช้คำสั่งด้านล่าง

    ———— For PHP 5.6 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php5.6

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 13

    PHP คืออะไร 14

    ———— For PHP 7.0 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.0

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 15

    ———— For PHP 7.1 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.1

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 16

    ———— For PHP 7.2 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.2

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 17

    ———— For PHP 7.3 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.3

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 18

    ———— For PHP 7.4 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.4

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 19

    # update-alternatives –config php

    PHP คืออะไร 20

    ป้อนหมายเลขตัวเลือกที่กล่าวถึงนอกเหนือจากเวอร์ชัน PHP ที่ต้องการ

    10. คำสั่งในการ List Package ปัจจุบันสำหรับ Ubuntu

    # dpkg –list | grep php

    PHP คืออะไร 21

         11. คำสั่งในการ List Package ปัจจุบันสำหรับ Centos

              rpm -qa | grep php

    PHP คืออะไร 22

    เมื่อดำเนินตามขั้นตอนทั้งหมด คุณสามารถใช้งาน PHP เวอร์ชันที่ปลอดภัย และสำหรับผู้ใช้ PHP เวอร์ชัน 7.2 ที่สนใจอัปเกรด PHP เป็นเวอร์ชันที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7.2 เป็น 7.x บน Ubuntu


    ข้อมูลอ้างอิง

    ผู้เขียนบทความ : Mr. Weerapong O.T.Chom

    https://th.linux-console.net/?p=602

  • วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud to New Volumes

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud to New Volumes

    สำหรับผู้ใช้บริการที่ต้องการย้ายที่เก็บข้อมูลไปเก็บไว้ที่ Path หรือ Disk อื่น ๆ บน gate.openlandscape.cloud สามารถใช้ วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud ได้โดยดำเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้


    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud to New Volumes

    1. ทำการเพิ่มพื้นที่ INSTANCES ด้วยการ MOUNT VOLUMES บน LINUX

              1.1) สร้าง Volume และ Attach ไปที่ Instances ที่ต้องการให้เรียบร้อย

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud

    1.2) กลับไปที่เครื่อง Linux ดังตัวอย่างนี้จะใช้ Ubuntu 18.04.3 LTS โดย *Instances ที่สร้างขึ้นห้าม Apt Update เพราะจะทำให้ Mysql ของ Owncloud หายไปด้วย และห้ามแก้ไข Config file Conf.php ของ Owncloud โดยเด็ดขาด

    ใช้คำสั่ง : lsblk เพื่อตรวจสอบ Volumes

    Output : เมื่อดำเนินตามขั้นตอนในรูปเรียบร้อยแล้ว จะได้ Volumes ที่ยังไม่ถูกนำไปใช้ ชื่อ vdb ขนาดไฟล์ 20GB ดังรูป

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  1

    1.3) สร้าง Path Directory เพื่อใช้สำหรับการ Mount Volumes โดย *แนะนำให้สร้าง Path ใหม่ เนื่องจาก User Owncloud ไม่สามารถทำงานบน Root ได้

    ใช้คำสั่ง : mkdir /mnt/volumB/

              1.4) แบ่ง Partitions ใหม่ให้กับ Volumes

    ใช้คำสั่ง : fdisk /dev/vdb

    Output : ให้กด n, p, 1, Enter, Enter และ W เพื่อสั่งให้เขียน Disk ดังรูป

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  2

    1.5) สร้าง Filesystems ของ /dev/vdb1

    ใช้คำสั่ง : mkfs.ext4 /dev/vdb1

    Output : ทำการ Mount ไปยัง Path Directory ที่เราได้สร้างไว้ตามข้อ 1.3)

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  3

    ใช้คำสั่ง : mount -t ext4 /dev/vdb1 /mnt/volumB/

    ตรวจสอบการ Mount ด้วยคำสั่ง : lsblk

    Output : หน้าจอแสดง Disk vdb1 อยู่ที่ path /mnt/volumB/

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  4

    2. การเปลี่ยน Directory Owncloud มาเก็บใน /mnt/volumB ที่ทำการ Mount กับ Volumes

              2.1) ใช้คำสั่ง : sudo service apache2 stop

              2.2) ใช้คำสั่ง : sudo rsync -av /var/www/owncloud/data/ /mnt/volumeB/

              2.3) ใช้คำสั่ง : mv /var/www/owncloud/data /var/www/owncloud/data.bak

    และทำการ Backup Database เดิมของ Owncloud โดยใช้คำสั่งข้อ 2.4)

              2.4) ใช้คำสั่ง : ln -s /mnt/volumeB /var/www/owncloud/data

    และ Link Path Directory File ของ Owncloud เข้ามาที่ Volumes ที่สร้างขึ้นโดยใช้คำสั่งข้อ 2.5)

              2.5) ใช้คำสั่ง : sudo service apache2 start

    เมื่อใช้คำสั่งข้อ 2.5) เรียบร้อยแล้วสามารถเปิดการใช้งาน apache2 เพื่อเก็บข้อมูลของ Owncloud ไว้บน Volumes ได้ โดยรายละเอียด Password ต่าง ๆ ของ Owncloud สามารถดูได้โดยใช้คำสั่งด้านล่างนี้

    โดยใช้คำสั่ง : cat .mysql_password เพื่อดู User / Password ที่เกี่ยวข้องกับ Owncloud

    ผู้ใช้บริการสามารถเข้าหน้า Dashboard Owncloud >> http://Your_IP_instances

    Username : admin

    Password : อยู่ในไฟล์ .mysql_password

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  5


    ข้อมูลอ้างอิง

    ผู้เขียนบทความ Mr. Suppachai Sripanna

  • Digital Transformation คืออะไร ? มาทำความรู้จักเพื่อให้ธุรกิจของคุณ ก้าวไปสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล !

    Digital Transformation คืออะไร ? มาทำความรู้จักเพื่อให้ธุรกิจของคุณ ก้าวไปสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล !

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    Digital Transformation คืออะไร ?

    เริ่มต้นทำ Digital Transformation ได้อย่างไร ?

    คุณพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัลด้วย Digital Transformation แล้วหรือยัง ?


    Digital Transformation คืออะไร

    Digital Transformation คืออะไร ? 

    Digital Transformation หรือ (DX) คือ การนำเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางดิจิทัลเข้ามาใช้ในการวางรากฐานและการดำเนินงานขององค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีการวางแผนที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัล พร้อมพัฒนาหรือสร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในการทำงาน เพื่อยกระดับบุคลากรทุกตำแหน่งภายในองค์กร ให้มีความพร้อมและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย เพื่อเพิ่มความยั่งยืนให้กับองค์กร ได้ก้าวทันโลกในยุคปัจจุบัน สู่อนาคตที่ดีกว่าเดิมอย่างมั่นคง


    เริ่มต้นทำ Digital Transformation ได้อย่างไร ?

    Digital Transformation คืออะไร 2

    1. กำหนดจุดประสงค์ในการทำ Digital Transformation ให้ชัดเจน 

    Digital Transformation เป็นการเปลี่ยนแปลงองค์กรด้วยการปรับปรุงกระบวนการที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งอาจมีหลายขั้นตอนและใช้ระยะเวลานาน อีกทั้งยังต้องหาแนวทางที่เหมาะสมกับองค์กร เพื่อลดข้อผิดพลาดหรือลดความเสี่ยงที่อาจกระทบกับธุรกิจได้ 

    ทั้งนี้ Digital Tranformation ยังคงเป็นนิยามกว้าง ๆ ที่ไม่ได้มีกลยุทธ์ชัดเจนว่าต้องทำอย่างไร ดังนั้นการกำหนดจุดประสงค์ที่ชัดเจนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น อาทิเช่น

    • ลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจในภาพรวมที่ดียิ่งขึ้น 
    • เพิ่มความคล่องตัวให้กับองค์กร (Agile) ด้วยการปรับโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรสู่ระบบดิจิทัล ช่วยให้การทำงานมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยลดกระบวนการที่ไม่จำเป็น รวมถึงขั้นตอนและงานด้านเอกสารให้ลดน้อยลง มุ่งเน้นเรื่องการสื่อสารกันในทีมให้มากขึ้น เพื่อร่วมกันปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น
    • เพื่อเพิ่มคุณค่าของประสบการณ์ทางดิจิทัลให้กับลูกค้า สร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ จนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและกลายเป็นลูกค้าประจำอย่างยั่งยืน (Brand Loyalty) 
    • เพื่อค้นหาความต้องการของลูกค้าจากการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ให้มีความแม่นยำมากขึ้นและสามารถนำไปใช้ในการช่วยตัดสินใจ เพื่อสร้างกลยุทธ์ใหม่ ๆ ในการครองใจลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

    2. เพิ่มความรู้เรื่องเทคโนโลยีให้บุคลากรและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    การทำ Digital Transformation ให้สำเร็จ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายและกระบวนการทำงานที่มีความคล่องตัว ดังนั้นบุคลากรจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องเทคโนโลยี หรือ มีผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจในรูปแบบของกระบวนการทำงานที่มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีศักยภาพ และควรเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจมาปรับใช้ เพื่อช่วยสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว อาทิเช่น

    • ใช้เทคโนโลยีเอไอ (AI) เพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจและช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น 
      • บริการ Call Center 24 ชั่วโมง โดยสามารถตอบคำถามของลูกค้าได้ทั้งคำถามทั่วไปและคำถามเฉพาะเจาะจงในหลากหลายภาษารองรับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ
      • บริการ Chat Bot ที่มีประสิทธิภาพในการให้ข้อมูล คำปรึกษาหรือคำแนะนำกับผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง รวมถึงสามารถแจ้งโปรโมชันใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าได้อีกด้วย
      • บริการแนะนำสินค้าและบริการให้กับลูกค้าแบบรายบุคคลตามความเหมาะสมและตรงตามความต้องการ ตามการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analysis) เพื่อสร้างความสัมพันธ์อย่างรู้ใจกับลูกค้าที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้มากยิ่งขึ้น 
      • จัดทำเว็บไซต์ภายในที่ครอบคลุมข้อมูลสำคัญในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางด้าน IT ข้อมูลเรื่องผลประโยชน์ รวมถึงสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ของพนักงาน และนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR Policy) เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพนักงานสู่โลกดิจิทัล
      • ปรับเปลี่ยนการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าที่กระจัดกระจายสู่ระบบ CRM โดยโอนย้ายข้อมูลจากอีเมล หรือ Call Center ไปยังระบบที่ใช้บันทึกข้อมูลลูกค้า (CRM) เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้บริการ เป็นต้น
      • เพิ่มการวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันและยกระดับเรื่องคุณภาพในธุรกิจ สินค้าและบริการ เช่น ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะภัยร้ายจากผู้ไม่ประสงค์ดีทางไซเบอร์อาจทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือต่อลูกค้า รวมถึงความเสียหายนับไม่ถ้วนที่จะทำลายธุรกิจของคุณจนยากจะกอบกู้คืน

    3.จัดลำดับแผนขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ (Road Map)

    การทำ Digital Transformation ควรเริ่มทำทีละขั้นตอน เริ่มจากการจัดลำดับแผนงานในเรื่องการทดสอบสมมุติฐานในระดับเล็ก ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการเปลี่ยนแปลงในเรื่องใหญ่ทั้งหมด โดยในการดำเนินการแต่ละขั้นตอนควรจบด้วยการระบุผลงานที่ลดความเสี่ยง (Risk Mitigation Milestone) อาทิเช่น

    • มีการวางแผนรับมือกับความเสี่ยง โดยมีแนวทางป้องกัน (MITIGATION PLAN) การแก้ไข (CONTINGENCY PLAN) และการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น 
    • แสดงผลลัพธ์จากกระบวนการในการระบุ วิเคราะห์ ประเมิน ดูแลตรวจสอบ และควบคุมความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับกิจกรรม หน้าที่ และกระบวนการทำงานที่ดำเนินอยู่ เพื่อให้องค์กรลดความเสียหายจากความเสี่ยงมากที่สุด

    นอกจากนี้การจัดลำดับแผนงานจะไม่สมบูรณ์ หากไม่กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ดังนั้นการตั้ง KPI เพื่อใช้ประเมินประสิทธิภาพของแผนการดำเนินงานสามารถช่วยตัดสินใจทิศทางของธุรกิจได้อย่างมั่นคงอีกด้วย 


    Digital Transformation คืออะไร 3

    คุณพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัลด้วย Digital Transformation แล้วหรือยัง ?

    สุดท้ายนี้มาเตรียมความพร้อมเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้งานอย่างเหมาะสมกับองค์กร เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่มากยิ่งขึ้น พร้อมดำเนินงานตามลำดับขั้นตอนอย่างปลอดภัย มีการปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาวะของยุคสมัยและความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ เพื่อเติบโตไปข้างหน้าด้วยความรอบคอบและรัดกุมสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.dmit.co.th/th/zendesk-updates-th/what-is-digital-transformation/

    https://www.dmit.co.th/th/zendesk-updates-th/how-to-digital-transformation-2022/

    https://aigencorp.com/3-types-of-ai-for-business/

  • e-Tax Invoice คืออะไร มาทำความรู้จักใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์กันเถอะ !

    e-Tax Invoice คืออะไร มาทำความรู้จักใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์กันเถอะ !

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    e-Tax Invoice คืออะไร

    e-Tax Invoice มีกี่รูปแบบ และใช้แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

    รายละเอียดใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มีอะไรบ้าง

    4 เอกสารอิเล็กทรอนิกส์สำหรับส่งสรรพากรมีอะไรบ้าง

    การนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ให้กรมสรรพากรมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง


    e-Tax Invoice คืออะไร 1

    e-Tax Invoice คืออะไร 

    e-Tax Invoice คือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ หรือ การออกใบกํากับภาษีในรูปแบบใหม่ ที่กรมสรรพากรได้นำมาใช้แทนการออกใบกำกับภาษีแบบกระดาษ ที่มีการใช้งานกันอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน เพื่อใช้แสดงรายละเอียดมูลค่าสินค้าหรือบริการ และแสดงจำนวนภาษีที่เกิดจากการทำธุรกรรม ซึ่งเอกสารนี้ผู้ออกจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร 

    ในปัจจุบัน การออกใบกํากับภาษีได้มีการปรับเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อยกระดับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลซึ่งสามารถลดต้นทุนค่ากระดาษ ค่าหมึกพิมพ์ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และยังช่วยประหยัดเวลาในการเตรียมและจัดส่งเอกสารที่มีความสะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดพื้นที่สำหรับการจัดเก็บเอกสารให้มีความปลอดภัยและเป็นระบบ โดยไม่ต้องเพิ่มบุคลากรในการดำเนินงานต่าง ๆ 

    นอกจากนี้ ยังช่วยลดปัญหาเรื่องการใช้บริการขนส่ง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีการจัดส่งที่ล่าช้าหรือส่งเอกสารผิดที่ เพราะระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ สามารถส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้กับกรมสรรพากรผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งระบบอีเมลและเว็บไซต์กรมสรรพากรได้เลยทันที ! 


    e-Tax Invoice มีกี่รูปแบบ และใช้แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

    e-Tax Invoice หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ มีทั้งหมด 2 รูปแบบ ดังนี้

    1. e-Tax Invoice & e-Receipt

    e-Tax Invoice & e-Receipt คือ ระบบบริการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้ประกอบการต้องจัดทำใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และใบรับให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) ที่มีความปลอดภัยและถูกต้องตามมาตรฐานสากล จึงสามารถนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรได้ 

    ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt เป็นมาตรฐานที่มีผลทางกฎหมาย โดยจะต้องระบุหมายเลขใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์และลงลายมือชื่อดิจิทัลเป็นการยืนยันตัวตนของผู้ออกใบกำกับภาษีและรับรองถึงความถูกต้องของข้อมูล โดยเหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจหรือกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat 7%) ในรูปแบบไม่จำกัดรายได้ 

    ข้อดีของการใช้ e-Tax Invoice & e-Receipt

    – ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์และจัดเก็บเอกสารใบกำกับภาษีรวมถึงใบเสร็จรับเงิน

    – ช่วยลดภาระในการจัดเตรียมเอกสารส่งถึงกรมสรรพากร

    – ผู้ประกอบการสามารถนำส่งข้อมูล e-Tax Invoice & e-Receipt ให้กรมสรรพากรได้หลายวิธีตามความสะดวก

    2. e-Tax Invoice by Email

    e-Tax Invoice by Email คือ การดำเนินขั้นตอนจัดทำและนำส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้กับคู่ค้าทาง Email ผ่านการประทับรับรองเวลา เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจ หรือ กิจการขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) โดยมีการออกใบกํากับภาษีจํานวนไม่มาก หรือ ไม่มีการบริหารจัดการด้านเอกสารที่เป็นระบบขนาดใหญ่ รวมถึงด้านบุคลากรที่อาจยังไม่พร้อมดูแลการออกใบกํากับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสมบูรณ์ตามที่กรมสรรพากรกําหนดผ่านระบบกลางของ สพธอ.

    โดยผู้ประกอบการสามารถจัดทำ ส่งมอบ และเก็บรักษาใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอีเมล รวมถึงจัดทำสำเนา (CC) ไปที่ csemail@etax.teda.th เพื่อให้ระบบอีเมลประทับรับรองเวลา (Time Stamp) จากนั้นระบบ e-Tax Invoice by Email จะส่งอีเมลที่มีประทับรับรองเวลาไปยังอีเมลของลูกค้า และผู้ประกอบการเพื่อจัดเก็บเป็นหลักฐานในการทำธุรกรรม และนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปยื่นด้วยตัวเอง

    ข้อดีของการใช้ e-Tax Invoice by E-Mail

    – ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์และการจัดเก็บใบกำกับภาษี

    – อำนวยความสะดวกและรวดเร็วการออกและใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

    – เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการในการพัฒนาสู่ระบบการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์ในอนาคต


    รายละเอียดใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มีอะไรบ้าง

    รายละเอียดใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) มีข้อบังคับใช้ 4 ข้อ ดังนี้

    1. ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ 3 ประเภท คือ

    •  .pdf (Portable Document Format)
    •  .doc, .docx (Microsoft Word Document)
    •  .xls, .xlsx (Microsoft Excel)

    2. ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ 1 ไฟล์ ต้องมีขนาดไม่เกิน 3 MB

    3. ข้อมูลในไฟล์ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ต้อง ไม่ใช่รูปภาพ ห้ามใช้ การถ่ายภาพ หรือ การแปลงไฟล์จากเอกสารกระดาษมาเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เด็ดขาด

    4. ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ต้องมีการลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) หรือ ประทับรับรองเวลา (Time Stamp) ผ่านระบบ e-Tax Invoice by Email เพื่อให้เอกสารนี้ถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถใช้เป็นหลักฐานสำคัญในทางกฎหมายได้


    4 เอกสารอิเล็กทรอนิกส์สำหรับส่งสรรพากรมีอะไรบ้าง

    1. ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร

    2. ใบเพิ่มหนี้ (Debit Note) ตามมาตรา 86/9 แห่งประมวลรัษฎากร

    3. ใบลดหนี้ (Credit Note) ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร

    4. ใบรับ (Receipt) ตามมาตรา 105 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร


    e-Tax Invoice คืออะไร 2

    การนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ให้กรมสรรพากรมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

    ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถจัดทำพร้อมลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) เพื่อยืนยันตัวตนบุคคลว่าเอกสารมีความถูกต้อง ได้รับการเซ็นรับรองจากบุคคลนั้นจริง และเอกสารดังกล่าวไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง หรือ แก้ไข โดย 3 วิธี ดังนี้

    1. สำหรับผู้ประกอบการที่มีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ของตนเองในการจัดทำ e-Tax Invoice & e-Receipt หรือ มีโปรแกรมสำเร็จรูปในการจัดทำบัญชี หรือ ระบบ ERP สามารถจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการลงลายมือชื่อดิจิทัลตามรูปแบบและเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด โดยสามารถนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรตามช่องทางการนำส่งข้อมูลที่เหมาะสมกับลักษณะของกิจการ โดยมีทางเลือกในการจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ได้ 3 วิธี ดังนี้

    วิธีที่ 1 จัดทำข้อมูลรูปแบบ XML File ตามข้อเสนอแนะมาตรฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่จำเป็นต่อธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ว่าด้วยข้อความอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการซื้อขายสินค้าและบริการ (ขมธอ.3-2560) เท่านั้น ซึ่งต้องลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) 

    วิธีที่ 2 จัดทำข้อมูลรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เช่น PDF/A-3, Microsoft Word (.doc, .docx) หรือ Microsoft Excel (.xls, .xlsx) โดยต้องลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) 

    วิธีที่ 3 จัดทำข้อมูลผ่านระบบบริการ RD Portal ของกรมสรรพากร ต้องลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) ที่โปรแกรมสร้างและตรวจ (Ultimate Sign & Viewer)

    สำหรับการส่งมอบข้อมูลให้ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ สามารถทำได้ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อีเมล หรือ วิธีการอื่น ๆ ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์

    2. สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีซอฟต์แวร์จัดทำบัญชี สามารถดำเนินการได้ด้วย 2 วิธี ดังนี้

    วิธีที่ 1 จัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ โดยลงลายมือชื่อดิจิทัลด้วยระบบ RD Portal ของกรมสรรพากร
    วิธีที่ 2 จัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป เช่น Microsoft Word (.doc, .docx), Microsoft Excel (.xls, .xlsx) หรือ PDF/A-3 และส่งให้ระบบ e-Tax Invoice by Email เพื่อประทับรับรองเวลา (Time Stamp)

    โดยระบบ e-Tax Invoice by Email เหมาะสำหรับกิจการที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี และยังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่ระบบการจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) สามารถจัดทำได้ด้วยระบบ e-Tax Invoice by Email แต่สำหรับกรณีนี้ กรมสรรพากรบังคับว่าใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ต้องเป็นไฟล์ PDF/A-3 เท่านั้น โดยเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป

    3. สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำส่งผ่านระบบตัวแทน etax.one.th 

    ระบบ etax.one.th เน้นอำนวยความสะดวกและรวดเร็วกว่า โดยบริษัทเป็นตัวแทนนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ให้กรมสรรพากรแทนผู้ประกอบการ ด้วยระบบรับ – ส่งข้อมูลที่เชื่อมต่ออย่างมั่นคงและปลอดภัย ได้รับการรับรองตามข้อเสนอแนะมาตรฐานจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ETDA ว่าด้วยการรักษาความมั่นคง ความปลอดภัยสารสนเทศสำหรับผู้ให้บริการจัดทำ ส่งมอบ และเก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (ขอธอ. 21-2562) ระดับพื้นฐาน 

    e-Tax Invoice คืออะไร 3

    etax.one.th พร้อมระบบการเชื่อมต่อที่รองรับถึง 3 รูปแบบ

    รูปแบบที่ 1 การเชื่อมต่อในรูปแบบ API (Application Programming Interface) คือ วิธีเรียกใช้โปรแกรมโดย Server ของผู้ใช้งาน สามารถเข้ามาใช้งานหรือเชื่อมต่อกันได้ โดยการออกคำสั่งภายใต้รูปแบบที่กำหนดหรือตกลงกัน

    รูปแบบที่ 2 การเชื่อมต่อแบบ SFTP (Secured File Transfer Protocol) คือ โปรโตคอล ที่นำมาใช้ในการถ่ายโอนไฟล์ ทำหน้าที่ช่วยติดต่อสื่อสารระยะไกลระหว่าง Client Server เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเอกสาร และจัดการเอกสาร รวมถึงเคลื่อนย้ายเอกสารได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 

    รูปแบบที่ 3 การเชื่อมต่อแบบ Robot Transfer คือ การ Export to Input Folder เข้าระบบ Service Provider และ สามารถ Output Folder ได้ตามต้องการ

    ข้อดีของการใช้งานบนระบบ etax.one.th 

    – Dashboard Monitoring ที่ใช้งานง่าย

    – Technical Log ค้นหา เคลียร์ข้อมูล ขอไฟล์ Excel ได้ไม่ยุ่งยาก

    – Accounting Report รายงานภาษีขายได้ในทุกรายการ

    – Resend Invoice ค้นหาเอกสารได้อย่างครบครัน

    – Input PDF & CSV File ได้ทุกเอกสาร

    – Output PDF & XML Files Signing Completed ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    การนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบตัวแทน etax.one.th จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เหมาะสำหรับการนำส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ให้กรมสรรพากรเพราะมีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังใช้งานง่ายในไม่กี่ขั้นตอน ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้มากกว่าเดิม 

    หากผู้ใช้บริการ gate.openlandscape.cloud ต้องการใช้งาน e-Tax Invoice เพื่อส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์การใช้งาน OpenLandscape Cloud ให้กับกรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ สามารถกดใช้งานได้ที่ วิธีการขอใบกำกับภาษี (e-Tax) บน OpenLandscape Cloud


    ข้อมูลอ้างอิง

    กรมสรรพากร

    etax.one.th

  • วิธีการยืนยันตัวตน eKYC บน Openlandscape Cloud

    วิธีการยืนยันตัวตน eKYC บน Openlandscape Cloud

    eKYC คือ อะไร ทำไมถึงต้องยืนยันตัวตน ?

    ภาพประกอบ 1 eKyc คือ

    eKYC (Electronic Know Your Customer) คือ การยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ การทำความรู้จักผู้ใช้บริการผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงการทำธุรกรรมได้ง่าย และสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพราะมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI มาช่วยในการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อได้มีการใช้ร่วมกันกับขั้นตอนการตรวจสอบอื่น ๆ อย่างเหมาะสมกับสภาพความเสี่ยงของธุรกรรม จะช่วยลดเวลา และกำลังคนที่ต้องดำเนินการ รวมถึงสามารถลดความผิดพลาดระหว่างดำเนินการได้อีกด้วย

    โดยผู้เก็บข้อมูลต้องใช้ทักษะและความชำนาญของการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการระบุตัวตนบุคลากร (Identification) และยืนยันตัวตน (Verification) แทนการใช้ KYC หรือ การทำความรู้จักผู้ใช้บริการในรูปแบบเดิมที่ยุ่งยากกว่า แถมยังใช้เวลานาน เนื่องจากผู้ใช้บริการต้องกรอกข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนส่วนบุคคล พร้อมทำเรื่องส่งเอกสาร และยังต้องเดินทางไปแสดงตัวตนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ด้วยตนเองอีกด้วย (Face-to-Face) เรียกได้ว่าตั้งแต่เริ่มในขั้นตอนการสมัครครั้งแรก รวมถึงในการทำธุรกรรมครั้งถัดไป ตามข้อกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน และการป้องกันการสนับสนุนการก่อการร้าย เป็นไปตามกฎหมายที่ไว้คุ้มครองผู้บริโภคจากการทุจริต บังคับให้ธุรกิจต้องมีการทำ KYC เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง


    ONE ID คืออะไร ?

    ภาพประกอบ 2 eKyc คือ

    ONE ID คือ บัญชีระบบยืนยันตัวตนกลาง (ONE ID Account Terms of Use) สำหรับการใช้บริการทั้งหมดที่เกี่ยวกับบัญชีระบบยืนยันตัวตนกลาง (ONE ID Account) ให้บริการโดย ไทย ไอเด็นติตี้ส์ (THAI IDENTITIES) และบริษัทในเครือ

    โดยสามารถอ่านรายละเอียด ข้อกำหนดการใช้บริการ ONE ID และ นโยบายความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้ที่ ONE PLATFORM 


    ข้อดีของการยืนยันตัวตน eKYC 

    ✅ ทำธุรกรรมการเงินสะดวกยิ่งขึ้นด้วยอัตลักษณ์บุคคล

    ✅ ช่วยระบุไอดีที่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ป้องกันการแอบอ้าง หรือ ปลอมแปลงข้อมูลส่วนบุคคล

    ✅ เพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลส่วนบุคคลที่รัดกุมด้วย Multi Risk Signal-Based 


    วิธีการยืนยันตัวตน eKYC 

    วิธีการสมัครสมาชิกและเข้าใช้งานระบบ eKYC ของ gate.openlandscape.cloud บน OpenLandscape Cloud สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การสมัครสมาชิกและเข้าใช้งานระบบ eKYC