Category: OLS Cloud Tutorial

  • อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7.2 เป็น 7.x บน Ubuntu

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7.2 เป็น 7.x บน Ubuntu

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7.2 เป็นเวอร์ชันล่าสุดช่วยเพิ่มความปลอดภัย เนื่องจากทุกคนสามารถอัปเกรด PHP 7.2 เป็นเวอร์ชัน 7.3, 7.4, 7.5 หรือ 7.x และเวอร์ชันใหม่ล่าสุดได้ด้วยวิธีนี้บน Ubuntu เวอร์ชัน 14/16/18/20 โดยไม่ต้องลบอันเก่า ซึ่งยังสามารถเปลี่ยนกลับเป็นเวอร์ชันเก่าได้ หากมีบางอย่างที่ส่งผลให้ใช้งานไม่ได้หลังจากเปลี่ยนเวอร์ชัน โดยมีขั้นตอนดังนี้

    1. เข้าสู่ระบบเซิร์ฟเวอร์ผ่าน SSH as root.

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP

    2. ตรวจสอบเวอร์ชัน PHP ปัจจุบันของคุณ
    # php -v
    PHP 7.2.24

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 1

    3. ในการติดตั้ง PHP 7.3 เราต้องเพิ่มที่เก็บก่อน
    # add-apt-repository ppa:ondrej/php

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 2

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 3

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 4

    ใน path sources.list จะพบที่เก็บไฟล์ติดตั้งของ PHP 7.3  ที่ทำการเพิ่มเข้าไป

    4. เรียกใช้การอัปเดต
    # apt-get update

    5. หลังจากอัปเดตเสร็จแล้ว เราต้องติดตั้ง PHP 7.3
    # apt install php7.3

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 5

    6. จากนั้นติดตั้งแพ็คเกจ PHP ที่จำเป็นตามการติดตั้งปัจจุบันของคุณ

    # apt ติดตั้ง php7.3-common php7.3-cli php7.3-bz2 php7.3-curl php7.3-gd php7.3-intl php7.3-json php7.3-readline php7.3-xml php7 3-zip php7.3-fpm php7.3-bcmath php7.3-mbstring

    7. หลังจากติดตั้งสำเร็จ เราสามารถปิดการใช้งาน 7.2 เก่าแล้วเปิดใช้งาน 7.3
    #a2dismod php7.2

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 6

    #  a2enmod php7.3

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7

    8. จากนั้นรีสตาร์ท Apache
    # systemctl restart apache2

    9. เวอร์ชัน PHP ใหม่ควรเปิดใช้งาน คุณสามารถตรวจสอบได้จากบรรทัดคำสั่ง:
    # php -v
    PHP 7.3.33

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 8

    10. คำสั่งในการ List Package ปัจจุบันสำหรับ Ubuntu

    # dpkg –list | grep php

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 9

    11. คำสั่งในการ List Package ปัจจุบันสำหรับ Centos

              rpm -qa | grep php

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 10

    เมื่อดำเนินตามขั้นตอนครบทั้ง 11 ข้อเรียบร้อยแล้ว PHP บน Ubuntu ของคุณจะได้รับการอัปเกรดเป็นเวอร์ชันปัจจุบันที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และถ้าคุณอยากทำความรู้จัก PHP ให้มากขึ้น สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ PHP คืออะไร ? มาทำความรู้จักภาษาคอมพิวเตอร์ที่คุณควรรู้ และวิธีติดตั้งบน Ubuntu


    ข้อมูลอ้างอิง

    ผู้เขียนบทความ : Mr. Weerapong O.T.Chom

  • PHP คืออะไร ? มาทำความรู้จักภาษาคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมและวิธีติดตั้งบน Ubuntu

    PHP คืออะไร ? มาทำความรู้จักภาษาคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมและวิธีติดตั้งบน Ubuntu

    PHP คืออะไร ? PHP ย่อมาจากคำว่า PHP Hypertext Preprocessor แต่สมัยก่อนย่อมาจากคำว่า Personal Home Page Tools เป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูง ประเภท Scripting Language ซึ่งภาษาประเภทนี้เก็บคำสั่งต่าง ๆ ในไฟล์ที่เรียกว่า Script และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปรชุดคำสั่ง โดยมีรากฐานโครงสร้างคำสั่งมาจากภาษาซี (C Programming Language) ภาษาจาวาสคริปต์ (JavaScript) และ ภาษาเพิร์ล (Practical Extraction and Report Language)

    PHP สามารถใช้งานได้ผ่านอินเทอร์เน็ต มีความสามารถสูง และมีผู้นิยมใช้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี จากเว็บไซต์ http://php.net/

    ลักษณะของ PHP แตกต่างจากภาษาสคริปต์แบบอื่น ๆ เพราะ PHP ได้รับการพัฒนาและออกแบบมาเพื่อใช้งานในการสร้างเอกสารแบบ HTML สามารถสอดแทรกหรือแก้ไขเนื้อหาได้อัตโนมัติ ดังนั้น PHP จึงเป็นภาษาที่เรียกว่า Server-Side หรือ HTML-Embedded Scripting Language สามารถประมวลผลตามคำสั่งและแสดงผลลัพธ์เป็นเว็บเพจตามที่ต้องการ ถือได้ว่า PHP เป็นเครื่องมือที่สำคัญชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถสร้าง Dynamic Web Pages (เว็บเพจที่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีลูกเล่นมากขึ้น

    PHP เกิดขึ้นมาจากกลุ่มนักพัฒนาที่มีการเปิดเผยโค้ดต้นฉบับ ดังนั้น PHP จึงมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใช้ร่วมกับ Apache Web Server, ระบบปฏิบัติ เช่น Linux หรือ FreeBSD เป็นต้น ในปัจจุบัน PHP สามารถใช้ร่วมกับ Web Server หลาย ๆ ตัวบนระบบปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น Windows 95/98/NT เป็นต้น

    PHP เป็นภาษาสคริปต์ (Scripting Language) คำสั่งต่าง ๆ จะเก็บในรูปแบบของข้อความ (Text) อาจเขียนแทรกอยู่ภายในภาษา HTML หรือถูกเขียนอย่างอิสระ แต่ในการใช้งานจริงมักใช้งานร่วมกับภาษา HTML ดังนั้นการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา PHP ต้องมีความรู้ด้านภาษา HTML เป็นอย่างดีจึงสามารถเขียนโปรแกรมได้สมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตามเราสามารถใช้โปรแกรมประยุกต์มาช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างงานได้เช่นกัน เช่น Macromedia, Dreamweaver หรือโปรแกรมประเภท Editor ต่าง ๆ เช่น EditPlus เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้จะช่วยจำแนกคำต่าง ๆ ด้วยสีที่แตกต่างกันออกไป เช่น คำสั่ง คำทั่วไป ตัวแปร ฯลฯ เพื่อความสะดวกในการสังเกตและยังมีตัวเลขบอกบรรทัดทำให้สะดวกในการแก้ไขมากขึ้นอีกด้วย

    PHP จึงเหมาะสำหรับการจัดทำเว็บไซต์และสามารถประมวลผลออกมาในรูปแบบ HTML โดยเป้าหมายหลักของภาษา PHP คือให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถเขียนเว็บเพจ ที่มีความตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว


    รู้จัก PHP คืออะไร เรียบร้อยแล้ว มารู้จัก 10 ลักษณะเด่นของ PHP

    เมื่อรู้จักภาษา PHP แล้ว มาทราบถึงลักษณะเด่นของ PHP ทั้ง 10 ข้อ ดังนี้

         1. PHP เปิดให้ใช้บริการฟรี โดยสามารถใช้งานได้ที่ http://php.net/

         2. PHP เป็นโปรแกรม Server-Side Script มีความเร็วสูง รวมถึงมีประสิทธิภาพการใช้งานที่ดี ดังนั้นจึงมีขีดความสามารถไม่จำกัด

         3. PHP สามารถใช้งานบนระบบปฏิบัติการ (Operating Systems) ที่หลากหลาย เช่น UNIX, Linux, Windows

         4. สามารถเรียนรู้ภาษา PHP ได้ง่าย เนื่องจาก PHP มักถูกฝังเข้าไปใน HTML จึงมีโครงสร้างและไวยากรณ์ภาษาที่ไม่ยาก

         5. ภาษา PHP มีความเร็วและมีประสิทธิภาพที่ดี โดยเฉพาะเมื่อใช้กับ Apach Xerve เพราะไม่ต้องใช้โปรแกรมจากภายนอก

         6. ใช้ร่วมกับ XML (Extensible Markup Language) หรือภาษาที่ถูกใช้ในการสร้าง Format ได้ทันที

         7. ภาษา PHP สามารถใช้งานร่วมกับระบบแฟ้มข้อมูลได้

         8. สามารถใช้งาน PHP กับข้อมูลตัวอักษรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

         9. ใช้ PHP กับโครงสร้างข้อมูล แบบ Scalar, Array หรือ Associative Array ได้

         10. ใช้ PHP กับการประมวลผลภาพได้

    เมื่อทราบถึงลักษณะเด่นทั้ง 10 ข้อของ PHP แล้ว มาทราบขั้นตอนการติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ บน Ubuntu เพื่อเริ่มใช้งานจริงในหัวข้อลำดับถัดไป


    วิธีการติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ (5.6, 7.0 และ 7.x) บน Ubuntu

         ปัจจุบันมี PHP 3 รุ่นที่รองรับบน Ubuntu คือ PHP 5.6, 7.0 และ 7.x บน Ubuntu ส่วน PHP 5.3, 5.4 และ 5.5 ได้สิ้นสุดการรองรับแล้ว จึงไม่มีการอัปเดตความปลอดภัยอีกต่อไป ดังนั้นเพื่อให้ Service ของคุณมีความปลอดภัย จึงควรติดตั้งเวอร์ชันที่ได้รับการรองรับ โดยวิธีการติดตั้ง PHP ที่ได้รับการสนับสนุนใน Ubuntu และนิยมมากที่สุด ได้แก่ Apache และ Nginx เว็บเซิร์ฟเวอร์ ที่ใช้ OndrejSury PPA ดังนั้นวิธีการตั้งค่าเวอร์ชันเริ่มต้นของ PHP ที่ใช้ในระบบ Ubuntu มีดังนี้

    PHP 7.x เป็นเวอร์ชันที่เสถียร และรองรับในที่เก็บซอฟต์แวร์ Ubuntu คุณสามารถยืนยันได้โดยเรียกใช้คำสั่ง apt ด้านล่างตามคำสั่งต่อไปนี้

    # apt show php OR  # apt show php -a

    ระบบจะแสดงข้อมูลเวอร์ชัน PHP

    PHP คืออะไร

    ในการติดตั้ง PHP เวอร์ชันเริ่มต้นจากคลังซอฟต์แวร์ Ubuntu ให้ใช้คำสั่งด้านล่าง

    # apt install php

    PHP คืออะไร 1

    หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใช้คำสั่งด้านล่างในการดูเวอร์ชันปัจจุบันที่ใช้งาน

    # php -v


    ติดตั้ง PHP (5.6, 7.0, 7.x) บน Ubuntu โดยใช้ PPA

    1. เริ่มต้นด้วยการเพิ่ม OndřejSurý PPA เพื่อติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ – PHP 5.6, PHP 7.0 และ PHP 7.1 บนระบบ Ubuntu

    # apt install python-software-properties

    # add-apt-repository ppa:ondrej/php

    PHP คืออะไร 2

    2. จากนั้นอัปเดตระบบดังนี้

    # apt-get update

    3. ติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ ที่สนับสนุนดังนี้

    # apt install php5.6   [PHP 5.6]

    # apt install php7.0   [PHP 7.0]

    # apt install php7.1   [PHP 7.1]

    # apt install php7.2   [PHP 7.2]

    # apt install php7.3   [PHP 7.3]

    # apt install php5.6-fpm   [PHP 5.6]

    # apt install php7.0-fpm   [PHP 7.0]

    # apt install php7.1-fpm   [PHP 7.1]

    # apt install php7.2-fpm   [PHP 7.2]

    # apt install php7.3-fpm   [PHP 7.3]

    4. ในการติดตั้งโมดูล PHP เพียงระบุเวอร์ชัน PHP และใช้ฟังก์ชันการเติมข้อความอัตโนมัติเพื่อดูโมดูลทั้งหมดดังต่อไปนี้

    ———— press Tab key for auto-completion ————

    # apt install php5.6   [PHP 5.6]

    # apt install php7.0   [PHP 7.0]

    # apt install php7.1   [PHP 7.1]

    # apt install php7.2   [PHP 7.2]

    # apt install php7.3   [PHP 7.3]

    PHP คืออะไร 3

    5. ตอนนี้คุณสามารถติดตั้งโมดูล PHP ที่ต้องการได้มากที่สุดจากรายการ

              ———— Install PHP Modules ————

    # apt install php5.6-cli php5.6-xml php5.6-mysql

    # apt install php7.0-cli php7.0-xml php7.0-mysql

    # apt install php7.1-cli php7.1-xml php7.1-mysql

    # apt install php7.2-cli php7.2-xml php7.2-mysql

    # apt install php7.3-cli php7.3-xml php7.3-mysql 

    6. ตรวจสอบเวอร์ชันเริ่มต้นของ PHP ที่ใช้ในระบบของคุณด้วยคำสั่ง

    # php -v

    PHP คืออะไร 4

    ตั้งค่าเวอร์ชัน PHP เริ่มต้นใน Ubuntu

    7. คุณสามารถตั้งค่าเวอร์ชัน PHP เริ่มต้นที่จะใช้ในระบบด้วยคำสั่ง ทางเลือกการอัปเดต หลังจากตั้งค่าแล้วให้ตรวจสอบเวอร์ชัน PHP เพื่อยืนยันดังต่อไปนี้

    ———— Set Default PHP Version 5.6 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php5.6

    PHP คืออะไร 5

    PHP คืออะไร 6

    ———— Set Default PHP Version 7.0 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.0

    PHP คืออะไร 7

    ———— Set Default PHP Version 7.1 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.1

    PHP คืออะไร 8

    ———— Set Default PHP Version 7.2 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.2

    PHP คืออะไร 9

    ———— Set Default PHP Version 7.3 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.3

    PHP คืออะไร 10

    ———— Set Default PHP Version 7.4 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.4

    PHP คืออะไร 11

    8. ในการตั้งค่าเวอร์ชัน PHP ที่จะใช้งานกับเว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache ให้ใช้คำสั่งด้านล่าง โดยอันดับแรกให้ปิดใช้งานเวอร์ชันปัจจุบันด้วยคำสั่ง a2dismod จากนั้นเปิดใช้งานเวอร์ชันที่คุณต้องการด้วยคำสั่ง a2enmod

    # a2dismod php7.0

    # a2enmod php7.1

    # systemctl restart apache2

    PHP คืออะไร 12

    9. หลังจากเปลี่ยนจากเวอร์ชันหนึ่งเป็นรุ่นอื่นคุณสามารถค้นหาไฟล์กำหนดค่า PHP ได้โดยใช้คำสั่งด้านล่าง

    ———— For PHP 5.6 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php5.6

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 13

    PHP คืออะไร 14

    ———— For PHP 7.0 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.0

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 15

    ———— For PHP 7.1 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.1

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 16

    ———— For PHP 7.2 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.2

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 17

    ———— For PHP 7.3 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.3

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 18

    ———— For PHP 7.4 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.4

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 19

    # update-alternatives –config php

    PHP คืออะไร 20

    ป้อนหมายเลขตัวเลือกที่กล่าวถึงนอกเหนือจากเวอร์ชัน PHP ที่ต้องการ

    10. คำสั่งในการ List Package ปัจจุบันสำหรับ Ubuntu

    # dpkg –list | grep php

    PHP คืออะไร 21

         11. คำสั่งในการ List Package ปัจจุบันสำหรับ Centos

              rpm -qa | grep php

    PHP คืออะไร 22

    เมื่อดำเนินตามขั้นตอนทั้งหมด คุณสามารถใช้งาน PHP เวอร์ชันที่ปลอดภัย และสำหรับผู้ใช้ PHP เวอร์ชัน 7.2 ที่สนใจอัปเกรด PHP เป็นเวอร์ชันที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7.2 เป็น 7.x บน Ubuntu


    ข้อมูลอ้างอิง

    ผู้เขียนบทความ : Mr. Weerapong O.T.Chom

    https://th.linux-console.net/?p=602

  • วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud to New Volumes

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud to New Volumes

    สำหรับผู้ใช้บริการที่ต้องการย้ายที่เก็บข้อมูลไปเก็บไว้ที่ Path หรือ Disk อื่น ๆ บน gate.openlandscape.cloud สามารถใช้ วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud ได้โดยดำเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้


    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud to New Volumes

    1. ทำการเพิ่มพื้นที่ INSTANCES ด้วยการ MOUNT VOLUMES บน LINUX

              1.1) สร้าง Volume และ Attach ไปที่ Instances ที่ต้องการให้เรียบร้อย

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud

    1.2) กลับไปที่เครื่อง Linux ดังตัวอย่างนี้จะใช้ Ubuntu 18.04.3 LTS โดย *Instances ที่สร้างขึ้นห้าม Apt Update เพราะจะทำให้ Mysql ของ Owncloud หายไปด้วย และห้ามแก้ไข Config file Conf.php ของ Owncloud โดยเด็ดขาด

    ใช้คำสั่ง : lsblk เพื่อตรวจสอบ Volumes

    Output : เมื่อดำเนินตามขั้นตอนในรูปเรียบร้อยแล้ว จะได้ Volumes ที่ยังไม่ถูกนำไปใช้ ชื่อ vdb ขนาดไฟล์ 20GB ดังรูป

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  1

    1.3) สร้าง Path Directory เพื่อใช้สำหรับการ Mount Volumes โดย *แนะนำให้สร้าง Path ใหม่ เนื่องจาก User Owncloud ไม่สามารถทำงานบน Root ได้

    ใช้คำสั่ง : mkdir /mnt/volumB/

              1.4) แบ่ง Partitions ใหม่ให้กับ Volumes

    ใช้คำสั่ง : fdisk /dev/vdb

    Output : ให้กด n, p, 1, Enter, Enter และ W เพื่อสั่งให้เขียน Disk ดังรูป

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  2

    1.5) สร้าง Filesystems ของ /dev/vdb1

    ใช้คำสั่ง : mkfs.ext4 /dev/vdb1

    Output : ทำการ Mount ไปยัง Path Directory ที่เราได้สร้างไว้ตามข้อ 1.3)

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  3

    ใช้คำสั่ง : mount -t ext4 /dev/vdb1 /mnt/volumB/

    ตรวจสอบการ Mount ด้วยคำสั่ง : lsblk

    Output : หน้าจอแสดง Disk vdb1 อยู่ที่ path /mnt/volumB/

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  4

    2. การเปลี่ยน Directory Owncloud มาเก็บใน /mnt/volumB ที่ทำการ Mount กับ Volumes

              2.1) ใช้คำสั่ง : sudo service apache2 stop

              2.2) ใช้คำสั่ง : sudo rsync -av /var/www/owncloud/data/ /mnt/volumeB/

              2.3) ใช้คำสั่ง : mv /var/www/owncloud/data /var/www/owncloud/data.bak

    และทำการ Backup Database เดิมของ Owncloud โดยใช้คำสั่งข้อ 2.4)

              2.4) ใช้คำสั่ง : ln -s /mnt/volumeB /var/www/owncloud/data

    และ Link Path Directory File ของ Owncloud เข้ามาที่ Volumes ที่สร้างขึ้นโดยใช้คำสั่งข้อ 2.5)

              2.5) ใช้คำสั่ง : sudo service apache2 start

    เมื่อใช้คำสั่งข้อ 2.5) เรียบร้อยแล้วสามารถเปิดการใช้งาน apache2 เพื่อเก็บข้อมูลของ Owncloud ไว้บน Volumes ได้ โดยรายละเอียด Password ต่าง ๆ ของ Owncloud สามารถดูได้โดยใช้คำสั่งด้านล่างนี้

    โดยใช้คำสั่ง : cat .mysql_password เพื่อดู User / Password ที่เกี่ยวข้องกับ Owncloud

    ผู้ใช้บริการสามารถเข้าหน้า Dashboard Owncloud >> http://Your_IP_instances

    Username : admin

    Password : อยู่ในไฟล์ .mysql_password

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  5


    ข้อมูลอ้างอิง

    ผู้เขียนบทความ Mr. Suppachai Sripanna

  • วิธีการใช้งาน gate.openlandscape.cloud รูปแบบใหม่ บน OpenLandscape Cloud

    วิธีการใช้งาน gate.openlandscape.cloud รูปแบบใหม่ บน OpenLandscape Cloud

    บทความวิธีการใช้งาน gate.openlandscape.cloud รูปแบบใหม่นี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    วิธีการสร้าง Instance

    วิธีการใส่ Security Group ใน Instance

    วิธีการสร้าง Volume, การ Extend Volume และการลบ Volume

    วิธีการลบ Instance

    วิธีการ Resize Instance


    วิธีการใช้งาน gate.openlandscape.cloud

    เมื่อผู้ใช้บริการเข้ามาบนหน้าเว็บ gate.openlandscape.cloud จะพบหน้าให้บริการรูปแบบใหม่ โดยมีวิธีการใช้งานดังต่อไปนี้

    gate

    1. วิธีการสร้าง Instance 

    1.1 กด CREATE INSTANCE

    ผู้ใช้บริการสามารถกดสร้าง Instance ได้จากปุ่ม “CREATE INSTANCE” จากเมนูที่อยู่ขวามือบน หรือ ปุ่ม “สร้าง INSTANCE” ตรงกลางด้านล่าง

    CREATE INSTANCE

    1.2 กดสร้าง Instance

    เมื่อกด สร้าง Instance จะพบตัวเลือกต่าง ๆ ในการสร้าง Instance ที่มีหัวข้อ ดังต่อไปนี้

    • เลือก OS คือ ระบบปฏิบัติการ Linux และ Windows ที่ผู้ใช้บริการต้องการสร้าง 
    เลือก OS
    • เลือก Applications คือ ระบบโปรแกรมที่ผู้ใช้บริการต้องการใช้งาน โดยไม่ต้องลงโปรแกรมนั้น สามารถใช้งานได้เลย 
    เลือก Applications
    • เลือก Server Package จะมีทั้งหมด 2 แบบ คือ

    แบบ Pay Per Use
    จ่ายตามที่ใช้งานจริง, สร้างและลบได้ตามต้องการ, จำกัดโควต้าการสร้าง
    และยืดหยุ่นในการใช้งาน

    Pay Per Use

    แบบ Annual Plan
    จ่ายครั้งเดียวใช้ได้ตลอดปี, ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง, ไม่จำกัดโควต้าการสร้าง,
    ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น และพิเศษรับสิทธิ์ใช้งานเพิ่ม ฟรี 1 เดือน ( 12+1 เดือน ) โดยจะมีแจ้งเตือน 

    *หากคุณเลือกสร้างแพ็กเกจแบบรายปี (Annual Plan) ระบบจะทำการเรียกหักค่าบริการในรูปแบบเงินสดที่เติมเข้ามาในระบบ (Money Credit) เท่านั้น

    Annual Plan
    • เลือก Spec ของ Instance ที่ผู้ใช้บริการต้องการสร้าง โดยมี CPU RAM DISK ให้เลือกตามแถบดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

    แบบ Starter

    เหมาะสำหรับการพัฒนาระดับเริ่มต้น ใช้ทดสอบระบบ การสร้างเว็บไซต์ หรือ แอปพลิเคชันระดับเริ่มต้น

    Starter

    แบบ CPU-Optimized

    เหมาะสำหรับการพัฒนาโปรเจกต์ หรือแอปพลิเคชันที่เน้นการประมวลผลข้อมูลระดับสูง รวมถึงการสร้างเว็บที่ต้องการรองรับผู้เข้าใช้งานจำนวนมาก และการทำ Machine Leaning

     CPU-Optimized

    แบบ Memory-Optimized

    เหมาะสำหรับการพัฒนาที่ต้องเน้นใช้งาน Cache ของหน่วยความจำสูงเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น Database หรือ การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ได้แบบไหลลื่นและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

    Memory-Optimized
    • เลือก Authentication โดยสามารถเลือกได้ 2 วิธี คือ

    วิธีที่ 1 เลือกแบบ Password คือ รหัสผ่านสำหรับเข้า SSH Instance จะจัดส่งผ่านทางอีเมลและระบบแจ้งเตือน Notifications สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    > Link : https://blog.openlandscape.cloud/notification-feature

    Authentication

    วิธีที่ 2 เลือก Keypairs คือ Key ที่ใช้ SSH เข้าเครื่อง Linux (ถ้าเลือกระบบ Windows ไม่ต้องเลือกใช้ Keypairs) หรือต้องการใช้โปรแกรม Putty หรือ Mobaxterm  สามารถดูขั้นตอนการใช้งานได้ที่

    > Link : https://blog.openlandscape.cloud/ssh-key

    Keypairs
    • วิธีใส่ Keypair 

    กด Select/Create ในหัวข้อ Key Pairs หน้าจอจะแสดง Pop-Up ขึ้นมา ให้ผู้ใช้บริการทำการเลือก Key Pair ที่มีอยู่แล้ว หรือทำการสร้างใหม่ แล้วทำการกด Save เป็นการเสร็จสิ้นในขั้นตอนนี้

    Select/Create

    กรณีที่ผู้ใช้บริการต้องการสร้างใหม่ให้กดที่ Add New Key Pair

    Add New Key Pair

    ถ้าต้องการ Import ให้กดที่ Import Existing Key Pair

    Import Existing Key Pair

    *หมายเหตุ สามารถดูรายละเอียดและวิธีการสร้าง Key Pairs เพิ่มเติมได้ที่
    > Link : https://blog.openlandscape.cloud/create-import-keypair

    • เลือก Networks คือ วง Internet โดยปกติจะเลือก Default เป็นค่ามาตรฐาน
      แต่จะไม่สามารถออก Internet ได้ หากจะใช้งาน Internet ให้ทำการ Enable Private Networks เพื่อ Instance หรือ VM จะได้รับ Public IP และสามารถใช้งาน Internet ได้
    เลือก Networks
    • เลือก External IP คือ IP ที่ในการออก Internet
      กรณีไม่กดเลือก Enable Public IP จะทำการออก Internet ไปข้างนอกไม่ได้ และไม่ได้ Public IP
    เลือก External IP
    • เลือก Select from existing หากผู้ใช้บริการมีการจอง Public IP ภายใน Account ของผู้ใช้บริการสามารถเลือก Public IP นั้นมาสร้างได้
    เลือก Select from existing
    • Attach Volume จะมีทั้ง 2 แบบ คือ
      • เลือก Server Package แบบ Pay Per use สามารถสร้าง Volume เพิ่มได้จากส่วนนี้และคิดค่า Volume แบบ Pay Per Use ใช้เท่าไหร่จ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริงเท่านั้น โดยสามารถดูค่าบริการจาก Summary 
      • เลือก Server Package แบบ Annual Plan สามารถสร้าง Volume เพิ่มได้จากส่วนนี้และคิดค่า Volume แบบค่าบริการรายปี (Annual Plan) โดยสามารถดูค่าบริการจาก Summary 
    Attach Volume

    กรณีไม่ต้องการสร้าง Volume เพิ่ม ไม่ต้องกดเลือกช่องเครื่องหมายถูก Enable Attach Volume

    ไม่ต้องการสร้าง Volume
    • ตั้ง Hostname คือ ตั้งชื่อของ Instance หรือ VM
    ตั้ง Hostname

    1.3 ตรวจสอบข้อมูลที่ช่อง Summary

    หลังจากที่ผู้ใช้บริการเลือกและกรอกข้อมูลครบถ้วนแล้ว ให้ทำการตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งที่ช่อง Summary ระบบจะแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ที่ได้มีการสร้าง Instance ไว้ทั้งหมด รวมทั้งราคา เมื่อตรวจสอบเสร็จเรียบร้อยแล้วให้กด ปุ่ม Create Instance เพื่อทำการสร้าง Instance

     Summary
    • ผู้ใช้บริการเลือกสร้าง Instance แบบ Annual Plan
      ระบบจะมีเเจ้งข้อกำหนดและเงื่อนไขการชำระค่าบริการแบบ Annual Plan โดยผู้ใช้บริการสามารถอ่านรายละเอียดเงื่อนไขฉบับย่อและฉบับเต็มเพิ่มเติมได้ที่ “Link” 

    และสามารถอ่านรายละเอียด Price Summary per Year โดยจะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับสรุปราคารายปี จาก Package, License Windows และ Volume ที่ผู้ใช้บริการได้เลือก 


    หากผู้ใช้บริการไม่ต้องการใช้แบบมี Volume และ License Windows จะไม่มีรายละเอียดดังกล่าวแจ้งให้ทราบ เมื่อตรวจสอบรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว กดเลือกช่องเครื่องหมายถูกเพื่อยืนยันยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขการชำระเงินแบบรายปี (Annual Plan) และกด Confirm เพื่อสร้าง Instance แบบ Annual Plan ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง 

    ตัวอย่าง Instance แบบ Annual Plan

    1.4 เข้าสู่หน้า Instances

    หลังจากทำการสร้างสำเร็จแล้วจะกลับเข้าสู่หน้า Instances แสดงข้อมูล Instances ทั้งหมดที่ทำการสร้างไว้

    • ถ้าต้องการสร้าง Instance แบบ Pay Per Use จะอยู่ในแถบ “Pay Per Use” 
    สร้าง Instance แบบ Pay Per Use
    • สร้าง Instance แบบ Annual Plan ระบบจะแจ้งรายละเอียดอยู่ในแถบ “Annual Plan”
      มีวันสร้าง Instance และวันสิ้นสุดในการใช้งาน Instance 
    สร้าง Instance แบบ Annual Plan

    1.5  รายละเอียด Instance ที่ได้ทำการสร้าง

    เมื่อทำการกด Instance เข้ามาจะพบรายละเอียดต่าง ๆ ภายใน Instance ที่ผู้ใช้ทำการสร้างไว้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    • สร้าง Instance แบบ Annual Plan จะมีแถบสีฟ้าแสดง Annual Plan
    • ชื่อ Instance จะแสดงรายละเอียดที่ผู้ใช้ได้ทำการสร้างไว้ตั้งแต่ตอนต้น
    • ปุ่ม Action จะประกอบไปด้วย Edit name, Shut off, Soft reboot, Hard reboot และ Delete ตามลำดับ
    • แถบแสดงข้อมูลต่าง ๆ ของ Instance จะประกอบไปด้วย Overview, Resize, Security Group, Volume, History Log, Action Log และ Console
    รายละเอียด Instance

    1.6 ระบบแจ้งเตือน Notifications

    หลังจากสร้าง Instance เสร็จเรียบร้อยแล้ว ระบบแจ้งเตือน Notifications จะแจ้งเตือนว่า Instance สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยตอนสร้าง Instance ผู้ใช้บริการสามารถดู User และ Password ได้ผ่านทางอีเมลและระบบแจ้งเตือน โดยรายละเอียดดังภาพด้านล่าง

    Notifications

    ในส่วนของระบบแจ้งเตือน Notifications หรือ ภาพสัญลักษณ์กระดิ่งจะแจ้งเตือนให้ผู้ใช้บริการทราบว่า ผู้ใช้บริการสร้าง Instance เสร็จเรียบร้อยแล้ว
    ผู้ใช้บริการสามารถดูวิธีการใช้งานระบบแจ้งเตือนได้ที่
    > Link: https://blog.openlandscape.cloud/notification-feature

    แจ้งเตือน Notifications

    1.7 รายละเอียดในส่วนของ Network ฝั่ง Public IP

    แบบ Annual Plan
    ไม่สามารถทำการ Action ได้ เนื่องจากเป็นการ Fix Public IP กับ Instance เรียบร้อยแล้ว

    Network ฝั่ง Public IP แบบ Annual Plan

    แบบ Pay Per Use

    สามารถ Action กับ Public IP ได้ หากผู้ใช้บริการไม่ใช้งานกับ Instance ดังกล่าวแล้ว สามารถ Detach Public IP ไปใช้กับ Instance อื่นได้

    Network ฝั่ง Public IP แบบ Pay Per Use

    ผู้ใช้บริการสามารถดูวิธีการสร้าง Network, IP บน OpenLandscape Cloudได้ที่
    > Link: https://blog.openlandscape.cloud/network-ip


    2. วิธีการใส่ Security Group ใน Instance


    ผู้ใช้บริการสามารถเลือกคลิกในหัวข้อของ Security Group หน้าจอจะแสดงขึ้นมาให้ผู้ใช้ทำการเลือก Manage Security Group ที่จะทำการใช้เลือกจากทางด้านขวา โดยการกดที่เครื่องหมาย + หลังจากทำการเลือกเสร็จแล้วให้ทำการกด Save เป็นการเสร็จในขั้นตอนนี้

    Security Group

    หากผู้ใช้บริการไม่มี Security Group ผู้ใช้บริการสามารถดูวิธีการสร้างได้ที่
    > Link: https://blog.openlandscape.cloud/create-security-group

    และหากต้องการเพิ่ม Port อื่น ๆ ใน Security Group ผู้ใช้บริการสามารถดูวิธีการเพิ่ม Port ได้ที่ 

     > Link: https://blog.openlandscape.cloud/add-port


    3. วิธีการสร้าง Volume, การ Extend Volume และการลบ Volume  

    Volume คือ Virtual Hard Disk ทำหน้าที่เป็นที่เก็บข้อมูลของ VM โดยใน VM จะมีที่เก็บข้อมูลอยู่เรียกว่า Root Disk หาก Root Disk เก็บข้อมูลจนเต็มหรือเกือบเต็ม การสร้าง Volume เป็นทางเลือกที่ดี เพื่อช่วยลดข้อมูลที่อยู่ใน Root Disk โดยการย้ายข้อมูลจาก Root Disk ไปยัง Volume ที่ Add เข้ามาตอนที่ผู้ใช้บริการทำการสร้าง Volume โดยวิธีการสร้างมีดังนี้

    • ระบบจะแสดงรายละเอียด Volume ที่ทำการ Attach ใน Instance ก่อนหน้านี้ เนื่องจากสร้าง Volume สามารถเลือกได้ตั้งแต่หน้า Create Instance 
    รายละเอียด Volume

    3.1 วิธีการสร้าง Volume

    • ให้กดเลือก Volume จากเมนูทางขวา หลังจากนั้นให้ทำการกดไปที่ Create Volume
    เลือก Volume
    • กดที่ Create Volume จะได้ Pop-Up ที่แสดงรายละเอียดในการสร้าง Volume ขึ้นมา เมื่อทำการกรอกข้อมูลครบตามที่ผู้ใช้ต้องการสร้าง หรือหากมีการสร้าง Snapshot ไว้แล้ว ให้ทำการเพิ่มที่ช่อง “Create From Snapshot” แล้วทำการกรอกข้อมูลให้ครบ จากนั้นกดที่ Create เป็นการสร้างเสร็จสิ้น
    กดที่ Create Volume
    • เมื่อสร้าง Volume เสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้อมูล Volume ที่ผู้ใช้บริการทำการสร้างจะแสดงดังภาพด้านล่าง
    สร้าง Volume เสร็จเรียบร้อย

    3.2 วิธีการ Extend Volume 

    วิธีนี้สามารถทำได้ถ้า Volume เป็นแบบ Pay Per Use หากผู้ใช้บริการสร้าง Volume แบบรายปี (Annual Plan) จะไม่สามารถทำการ Extend Volume ได้ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถดูรายละเอียดประเภทของ Volume ได้ที่ Description ดังตัวอย่างภาพด้านล่างจะมีบอกว่าเป็น Volume แบบ Annual Plan 

    วิธีการ Extend Volume
    • เลือก Volume ที่ต้องการ Extend Volume และกดเลือก Kebab Menu Icon ที่หัวข้อ  Action 
    หัวข้อ  Action
    • หาก Status ของ Volume เป็น IN-USE ให้ดำเนินการ Detach เป็นการถอดออกจาก Instance ก่อน ถึงจะ Extend Volume ได้
    Extend Volume

    กรณีไม่ดำเนินการ Detach Volume ออกจะขึ้นแจ้งเตือน ตามดังภาพด้านล่าง

    Detach Volume
    • กดที่ Attach/Detach จะแสดงหน้าต่างดังภาพด้านล่าง แล้วกดที่ DETACH
    DETACH
    • Status จะเปลี่ยนจาก IN-USE เป็น AVAILABLE  
    AVAILABLE
    • เลือกที่ Action แล้วกดที่ Extend Size 
    Extend Size
    • จะแสดงหน้าต่าง Entend Volume ขึ้นมา จากนั้นผู้ใช้บริการสามารถใส่ New Size ของ Volume โดยระบบจะมีแจ้งค่าบริการที่ต้องชำระ ซึ่งการคิดราคาจะเป็นแบบ Pay Per Use เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วกด Save 
    Entend Volume
    • หน้าต่างจะแสดง Size ใหม่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เข้าที่ Action > กดที่ Attach/Detach เพื่อนำเข้าสู่ Instance
    กดที่ Attach/Detach เพื่อนำเข้าสู่ Instance
    • ระบบจะแสดงหน้าต่างให้ผู้ใช้บริการเลือก Volume เข้า Instance นั้น เมื่อเลือกเสร็จแล้วกด ATTACH 
    กด ATTACH

    หลังจากกด ATTACH แล้วจะขึ้นแจ้งเตือน ดังภาพด้านล่าง

    กด ATTACH แล้วจะขึ้นแจ้งเตือน
    • โดยวิธีการสร้าง Volume และวิธี Extend Volume หากทำการ Add Volume เข้า Instance อย่าลืมทำการ Mount Volume
      แบบ OS Linux  ผู้ใช้บริการสามารถดูวิธีการสร้างได้ที่
      > Link: https://blog.openlandscape.cloud/mount-volume

    แบบ OS Windows Server ผู้ใช้บริการสามารถดูวิธีการสร้างได้ที่
    > Link: https://blog.openlandscape.cloud/mount-new-volume

    3.3 วิธีการลบ Volume 

    วิธีลบ Volume Instance หากผู้ใช้บริการไม่ต้องการใช้งาน Volume Instance มีวิธีดังนี้

    • เข้าที่แถบเครื่องมือ Volume เลือก Volume ที่ต้องการลบ ถ้า Status เป็น IN-USE ผู้ใช้บริการต้องดำเนินการ Detach Volume ตัวนั้นออกก่อน โดยเข้าที่ Action > กด Attach/Detach 
    วิธีการลบ Volume
    • ระบบจะแสดงหน้าต่าง Do you want to detach? กดที่ DETACH  
     Do you want to detach?

    เมื่อ Detach เสร็จแล้วจะแสดงข้อความ “Detach Volume สำเร็จ”

    Detach Volume สำเร็จ
    • เมื่อ Satus ของ Volume เป็น AVAILABLE แล้วให้เลือกที่ Action > Delete Volume 
    Action > Delete Volume
    • ระบบจะแสดงหน้าต่าง Do you want to delete? ดังภาพด้านล่าง หากผู้ใช้บริการต้องการลบให้กดคำว่า “DELETE”
    กดคำว่า “DELETE”
    • แบบ Annual Plan ระบบจะแสดงหน้าต่างข้อความ
      “คุณต้องการลบ Volume แบบรายปี (Annual Plan) ใช่ หรือ ไม่ ?” ซึ่งจะมีรายละเอียดให้ผู้ใช้บริการได้อ่าน ดังภาพด้านล่าง
    คุณต้องการลบ Volume แบบรายปี (Annual Plan) ใช่ หรือ ไม่ ?

    เมื่อกด Delete เสร็จแล้วระบบจะแสดงข้อความ “ลบ Volume สำเร็จ”

    ลบ Volume สำเร็จ

    4. วิธีการลบ Instance 

    วิธีลบ Instance กรณีผู้ใช้บริการไม่ต้องการใช้งาน Instance ทั้ง 2 แบบ มีวิธีดังนี้

    • ลบ Instance แบบ Pay Per Use
      ต้องการลบ Instance ออกจาก Account ของผู้ใช้บริการ ทำได้โดยเข้าที่ปุ่ม Action > Destroy Instance
    ลบ Instance แบบ Pay Per Use

    จากนั้นระบบจะแสดงหน้าต่าง “Do you want to destroy your instance?”
    ซึ่งผู้ใช้บริการต้อง Copy Name Instance ใส่ในช่องว่าง จะมีข้อความ
    หมายเหตุ: สามารถเลือกที่จะเก็บ Public IP ไว้ได้ โดยระบบจะคิดค่าบริการของ Public IP เพิ่มเติม (125 THB/Month)  

    • ถ้าผู้ใช้บริการไม่ต้องการเก็บ Public IP ไว้ให้กดเลือกช่องเครื่องหมายถูก และกด “DESTROY” 
    กดเลือกช่องเครื่องหมายถูก และกด “DESTROY”

    ระบบจะทำการลบ Instance และแสดงข้อความ “ระบบทำการลบเครื่องของคุณสำเร็จ”

    • ลบ Instance แบบ Annual Plan
      ต้องการลบ Instance ออกจาก Account ของผู้ใช้บริการ สามารถทำได้โดยคลิกที่สัญลักษณ์ > Destroy Instance 
    Destroy Instance

    จากนั้นระบบจะแสดงหน้าต่าง “คุณแน่ใจหรือไม่ว่าต้องการลบ Instance แบบรายปี (Annual Plan) นี้ ? ”

    โดยมีรายละเอียดเเจ้งผู้ใช้บริการ ตามตัวอย่างภาพด้านล่างและสามารถอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขฉบับเต็มได้ที่ “Link”  ผู้ใช้บริการสามารถกดยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไข > CONFIRM 

    CONFIRM

    ระบบจะแสดงหน้าต่าง “Do you want to destroy your instance?”
    ซึ่งผู้ใช้บริการต้อง Copy Name Instance ใส่ในช่องว่าง จะมีข้อความ
    หมายเหตุ: สามารถเลือกที่จะเก็บ Public IP ไว้ได้ โดยระบบจะคิดค่าบริการของ Public IP เพิ่มเติม (125 THB/Month) 
    – ถ้าผู้ใช้บริการไม่ต้องการเก็บ Public IP ไว้ให้กดเลือกช่องเครื่องหมายถูก และกด “DESTROY”

    Do you want to destroy your instance?

    ระบบจะทำการลบ Instance และขึ้นแจ้งเตือนว่า “ระบบทำการลบเครื่องของคุณสำเร็จ”


    5. วิธีการ Resize Instance 

    Resize Instance เป็นการปรับขนาดของ CPU, RAM, Disk ในการใช้งานของ Instance 

    โดย *Resize Instance สามารถปรับเพิ่มได้ แต่ไม่สามารถปรับให้ลดลงได้*

    ถ้าผู้ใช้บริการพบว่า Instance ที่กำลังใช้งานอยู่ มีการทำงานที่ช้าลง สามารถทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

    5.1 กด Shutoff Instance

    ผู้ใช้บริการต้องดำเนินการ Shutoff Instance เป็นอันดับแรกก่อนเสมอ
    ทั้งแบบ Pay Per Use 

    Shutoff Instance Pay Per Use

    และแบบ Annual Plan 

    Shutoff Instance Annual Plan

    5.2 ตรวจสอบ Detail ของ Instance

    เมื่อผู้ใช้บริการดำเนินการ Shutoff Instance เรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการไปส่วนหน้า Detail ของ Instance ที่ผู้ใช้บริการได้ดำเนินการ Shutoff Instance ไว้

    ทั้งแบบ Pay Per Use 

    Detail ของ Instance  Pay Per Use

    และแบบ Annual Plan 

    Detail ของ Instance Annual Plan

    5.3 ทำการ Resize  

    จากนั้นให้เลือกไปที่แถบ Resize  

    แถบ Resize

    เมื่อผู้ใช้บริการเข้ามาที่แถบ Resize เรียบร้อยแล้ว จะพบตัวเลือก 2 ฝั่ง ให้เลือก คือ 

    (1) ผู้ใช้บริการสามารถเลือก Package ที่ผู้ใช้บริการต้องการปรับจาก Spec เดิม

    (2) ผู้ใช้บริการกด Comfirm เพื่อยืนยัน Spec ที่ผู้ใช้บริการต้องการให้เรียบร้อย

    • แบบ Annual Plan จะมีรายละเอียดให้ผู้ใช้บริการตรวจสอบข้อกำหนดการใช้งานก่อนกดยืนยันการสร้าง 
    ยืนยันการสร้าง Annual Plan

    5.4 กด Comfirm

    เมื่อผู้ใช้บริการกด Comfirm เรียบร้อยแล้ว กรุณารอ 5-10 นาที เมื่อระบบประมวลผล และดำเนินการตามที่ผู้ใช้บริการเลือกเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการจะได้ Instance ที่มี Spec ตามที่ผู้ใช้บริการเลือกและสามารถใช้งานได้ทันที

    • แบบ Pay Per Use
    รายละเอียดแบบ Pay Per Use
    • แบบ Annual Plan 
    รายละเอียดแบบ Annual Plan

  • ทำความรู้จัก File Storage บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ สะดวก ครบ จบในที่เดียว

    ทำความรู้จัก File Storage บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ สะดวก ครบ จบในที่เดียว

    บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape ที่สะดวก ครบ จบในที่เดียว บน Gate.openlandscape.cloud

    File Storage คืออะไร

    File Storage คือ บริการที่ช่วยเก็บรักษารวมถึง รับ – ส่ง มีเดีย (Media) และไฟล์รูปแบบต่าง ๆ ในราคาที่เข้าถึงได้และปลอดภัย พร้อมให้นักพัฒนาระบบสามารถสร้างแอปพลิเคชันที่เข้าถึงพื้นที่เก็บบนคลาวด์ได้แบบไม่มีขีดจำกัด 


    File Storage

    ทำไมถึงต้องใช้บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape

    เพื่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในระบบ ให้รองรับการเติบโตของธุรกิจ

    ยิ่งธุรกิจเติบโตเร็วเท่าไหร่ ยิ่งต้องการพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจน (Unstructured Data) อาทิ ข้อความ ภาพ เสียง หรือ วีดีโอ มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในการจัดการพื้นที่สำหรับข้อมูลเหล่านี้ ธุรกิจหรือองค์กรจำเป็นต้องจัดหาแนวทางสำหรับการรักษาข้อมูล เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายหรือเกิดความเสียหาย และสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ให้เกิดความคุ้มค่าและเพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด

    เก็บข้อมูลมหาศาลบนคลาวด์ได้แบบไม่มีขีดจำกัด 

    บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ ให้คุณจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลระดับเพตะไบต์ (Petabyte) ได้แบบง่าย ๆ บนคลาวด์ ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา อีกทั้งยังมีความปลอดภัย และง่ายต่อการจัดการข้อมูลทางธุรกิจที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังง่ายต่อนักพัฒนาในการเข้าถึง Cloud Storage ไม่ว่าจะเป็นการจัดการแอดมินหรือการจัดการพื้นที่จัดเก็บ ซึ่งนั้นหมายความว่าหากคุณใช้บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ คุณจะไม่ต้องห่วงกับการจัดการ Hard Drives หรือ RAID อีกต่อไป

    จัดการและเข้าถึงพื้นที่การเก็บไฟล์บนคลาวด์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

    บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ ช่วยให้คุณเปลี่ยนจากการจัดเก็บข้อมูลแบบเดิม ๆ มาเป็นการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบง่าย ๆ บนคลาวด์แทน โดยบริการนี้พร้อมให้คุณเพิ่มขนาดได้ในทันที ผ่านหน้าเว็บ Gate.openlandscape.cloud และสามารถอัปโหลด ดาวน์โหลด จัดเรียงข้อมูล และ ลบข้อมูลได้ง่าย ๆ เพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้มากยิ่งขึ้น

    เพิ่ม – ลดขนาดพื้นที่จัดเก็บได้ในทันที

    ให้การพัฒนาของคุณไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยการจัดเก็บไฟล์และข้อมูลของคุณบนคลาวด์ ที่พร้อมให้คุณทำการเพิ่มหรือลดขนาดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลได้แบบไม่ขีดจำกัด 

    รับ – ส่งข้อมูลฟรี ไม่เสียค่าธรรมเนียม

    ช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากยิ่งขึ้น ด้วยบริการ รับ – ส่งข้อมูลฟรี ไม่เสียค่าธรรมเนียม (Free Data Transfer) ให้ทุกการพัฒนาของคุณเป็นไปอย่างคุ้มค่า 


    สำหรับใครที่สนใจบริการดี ๆ แบบนี้ สามารถเข้าไปาดูรายละเอียดวิธีการใช้งานบริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape ได้ที่บทความ : วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud

    วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud

    วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบให้คุณแล้ว แต่สำหรับใครที่อยากทำความรู้จัก File Storage บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ : ทำความรู้จัก OpenLandscape File Storage บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ สะดวก ครบ จบในที่เดียว


    วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud

    หัวข้อในคู่มือการใช้งาน

    ขั้นตอนที่ 1 : การสร้าง Bucket

    ขั้นตอนที่ 2 : วิธีแสดงรายละเอียดของ Bucket

    ขั้นตอนที่ 3. การสร้าง Folder

    ขั้นตอนที่ 4 : การ Upload File

    ขั้นตอนที่ 5 : กรณีที่ต้องการยกเลิกระหว่าง Upload File  

    ขั้นตอนที่ 6 : การ Share File

    ขั้นตอนที่ 7 : การ Edit Access Bucket

    ขั้นตอนที่ 8 : การ Download File

    ขั้นตอนที่ 9 : การ Delete File

    ขั้นตอนที่ 10 : การ Delete Folder

    ขั้นตอนที่ 11 : การ Delete Bucket


    วิธีการใช้งาน File Storage มี 11 ขั้นตอน ดังนี้

    ขั้นตอนที่ 1 : การสร้าง Bucket

    1.1 เข้าไปที่แถบเมนู “File Storage” กดที่ปุ่ม “CREATE BUCKET”

    วิธีการใช้งาน File Storage

    1.2 ตั้งชื่อ Bucket (โดยชื่อที่ตั้งต้องตรงตามเงื่อนไขภายในระบบ) หลังจากทำการตั้งชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะพบว่า ตรง “Public Access” มีช่องสี่เหลี่ยมให้ทำเครื่องหมายถูก 

    กรณีที่ทำเครื่องหมายถูกเพื่อเลือก Public Access หมายถึง อนุญาตให้ทุกคนสามารถเข้าถึง Bucket นี้ได้ แต่ในกรณีที่ไม่ได้ทำเครื่องหมายถูกที่  Public Access ไว้ การเข้าถึงข้อมูลจะเป็นแบบ Private Access ซึ่งหมายความว่าผู้ที่เข้าใช้งานได้จะมีเฉพาะผู้ที่ได้รับลิ้งก์จากการแชร์เท่านั้น  โดยตัวอย่างการแชร์ลิ้งก์ จะอยู่ในขั้นตอนที่ 6 เรื่องการ Share File 

    ระบบจะแสดงราคา Usage เป็นหน่วย GB ละ 3 บาท เป็นรายเดือนและรายชั่วโมง หลังตรวจสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้น กดปุ่ม “CONFIRM”

    วิธีการใช้งาน File Storage 1

    1.3 เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ระบบจะแสดงสถานะ “สร้าง Bucket สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 2

    พร้อมแสดงรายการ Bucket ที่เราสร้างไว้ โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ของ Bucket 

    โดยในตัวอย่างนี้ สร้าง Bucket แบบ “Private Access”

    ***หมายเหตุ*** แนะนำให้สร้างแบบ “Private Access”  เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

    วิธีการใช้งาน File Storage 3

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 2 : วิธีแสดงรายละเอียดของ Bucket

    2.1 การเข้าไปใน Bucket ให้คลิกที่ชื่อ Bucket ที่ได้ทำการตั้งไว้ หรือ เลือก “Kebab Menu <>”  และกดที่ “Bucket Detail”

    วิธีการใช้งาน File Storage 4

    2.2 เมื่อเข้ามาแล้วระบบจะแสดงรายละเอียดดังภาพนี้

    วิธีการใช้งาน File Storage 5

    รายละเอียดภายใน Bucket

    • Name คือ ชื่อของ Bucket
    • Access คือ การแสดงสถานะการเข้าถึงไฟล์ว่าเป็นแบบ  Private Access หรือ Public Access
    • Usage คือ ปริมาณพื้นที่ Bucket ที่ถูกใช้งาน
    • Item คือ จำนวน Folder หรือ File ที่อยู่ใน Bucket นี้
    • Name คือ ชื่อ Folder หรือ File
    • Size คือ ขนาดของ Folder หรือ File
    • Last update คือ การบอกวัน , เวลา ที่อัปเดตข้อมูล
    • Action คือ การแสดง Kebab Menu <> ให้เลือกสำหรับข้อมูลนี้

    สัญลักษณ์ในหน้าต่าง Bucket

    วิธีการใช้งาน File Storage 6  คือ การลบ Bucket (รายละเอียดจะอยู่ในหัวข้อที่ 11.3.2)

    วิธีการใช้งาน File Storage 7  คือ การสร้าง Folder (รายละเอียดจะอยู่ในหัวข้อที่ 3)

    วิธีการใช้งาน File Storage 8  คือ การ Upload File (รายละเอียดจะอยู่ในหัวข้อที่ 4)

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 3. การสร้าง Folder

    3.1 เมื่อเข้ามาที่หน้ารายการ Bucket แล้ว ให้เลือกเครื่องหมาย “ วิธีการใช้งาน File Storage 9 ”  เพื่อสร้าง Folder

    วิธีการใช้งาน File Storage 10

    3.2 ตั้งชื่อ Folder (โดยชื่อที่ตั้งต้องตรงตามเงื่อนไขภายในระบบ) หลังจากทำการตั้งชื่อ Folder เสร็จแล้ว กดปุ่ม “CREATE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 11

    3.3 เมื่อทำการกดปุ่ม CREATE แล้ว ระบบจะแสดง Folder ที่สร้างไว้ วิธีการเข้าไปใน Folder ให้คลิกที่ ชื่อ Folder

    วิธีการใช้งาน File Storage 12

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 4 : การ Upload File

    4.1 กดที่เครื่องหมาย “  วิธีการใช้งาน File Storage 13 ” เพื่อ Upload File

    วิธีการใช้งาน File Storage 14

    4.2 นำ File ที่ต้องการ Upload มาวาง หรือ คลิกแล้วเลือก File ที่ต้องการ Upload 

    วิธีการใช้งาน File Storage 15

    4.3 หากชื่อไฟล์ไม่ตรงตามเงื่อนไข หรือ ขนาดไฟล์ใหญ่เกินไป ระบบจะแสดงกรอบสีแดงที่ Name หรือที่วางไฟล์ ให้คลิกที่กรอบสีแดง

    วิธีการใช้งาน File Storage 16

    4.4 เมื่อคลิกแล้ว ระบบจะแสดงคำแจ้งเตือนทางด้านข้าง ให้แก้ไขให้ถูกต้องตามเงื่อนไข

    วิธีการใช้งาน File Storage 17

    4.5 การแสดงราคาของไฟล์ที่ถูกอัปโหลด ซึ่งหากราคาน้อยกว่า 0.01 บาท / เดือน ระบบจะแสดงราคาเป็นราคาประมาณ 0.00 บาท

    วิธีการใช้งาน File Storage18

    4.6 เมื่อ UPLOAD เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีสถานะขึ้นว่า “อัปโหลด File สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 19

    โดย File ที่ UPLOAD เรียบร้อยแล้ว จากในตัวอย่างนี้ ไฟล์ที่ได้นำมา UPLOAD ซึ่งเป็นไฟล์ .jpg จะแสดงเป็นชื่อสกุลไฟล์เป็น .jpg และเปลี่ยนรูป ICON ตามนามสกุลของไฟล์

    วิธีการใช้งาน File Storage 20

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 5 : กรณีที่ต้องการยกเลิกระหว่าง Upload File  

    5.1 กรณีต้องการยกเลิก ให้กดไอคอน “UPLOADING” 
    วิธีการใช้งาน File Storage 21

    5.2 ระบบจะแสดง Upload Progress ให้ทำการกดปุ่ม “CANCEL ALL FILE UPLOADS” ระบบจะยกเลิกการอัพโหลดไฟล์ทั้งหมด 

    วิธีการใช้งาน File Storage 22

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 6 : การ Share File

    ในกรณีที่เราสร้าง Bucket เป็นแบบ Private Access แล้วต้องการ Share File ให้ผู้อื่น

    6.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <>” และเลือก “Share”

    วิธีการใช้งาน File Storage 23

    ในการ Share File ผู้ใช้งานสามารถเลือกระยะเวลาในการเข้าถึงไฟล์ได้ หากใช้เวลาเกินกว่าเวลาที่กำหนดไว้ URL Link ที่ต้องการแชร์จะหมดอายุ ทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ได้ 

    นอกจากนี้ระบบยังสามารถสร้าง URL Link  สำหรับแชร์ให้ผู้อื่นแบบจำกัดการเข้าถึง โดย URL Link นี้มีความปลอดภัยสูง 

    6.2 หากต้องการเลือกระยะเวลาหมดอายุในการเข้าถึงไฟล์ ให้กด “Drop down list <  >”

    วิธีการใช้งาน File Storage 24

    6.2 สามารถเลือกระยะเวลาในการแชร์ไฟล์ได้ดังภาพ

    วิธีการใช้งาน File Storage 25

    6.3 หลังจากนั้น กดปุ่ม “Copy Link” และส่ง URL Link  นี้ ให้ผู้ใช้ที่เราต้องการให้เข้าถึง File 

    วิธีการใช้งาน File Storage 26

    6.4 เมื่อผู้ใช้งานได้รับ URL Link แล้ว นำไปวางตรงช่อง Address bar ซึ่งก็คือ ช่องที่ไว้ใช้ป้อนที่อยู่ของไฟล์ข้อมูล หรือป้อน URL ของ Website จากนั้นไฟล์ที่ต้องการแชร์จะถูก Download ลงเครื่องอัตโนมัติ

    วิธีการใช้งาน File Storage 27

    *หมายเหตุ : เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน ควรตรวจสอบ URL Link และไฟล์ทุกครั้งก่อนทำการ Download

    • วิธีการตรวจสอบ : ให้เรานำไฟล์หรือลิงก์ที่ได้รับมาไปตรวจสอบได้ที่เว็บ https://www.virustotal.com/gui/ (สามารถดูลิงก์ได้ด้วยการคลิกขวา แล้ว Copy Link และควรทำการตรวจสอบผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์)

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 7 : การ Edit Access Bucket

    7.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 28>” และเลือก “Edit Access”

    วิธีการใช้งาน File Storage 29

    7.2 หากต้องการเปลี่ยนจาก Private Access เป็น Public Access ให้ทำเครื่องหมายถูกที่ช่องสี่เหลี่ยม แล้วกดปุ่ม “CONFIRM”

    วิธีการใช้งาน File Storage 30

    7.3 หากต้องการเปลี่ยนจาก Public Access เป็น Private Access ให้นำเครื่องหมายถูกออก แล้วกดปุ่ม “CONFIRM”

    วิธีการใช้งาน File Storage 31

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 8 : การ Download File

    8.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 32>” และเลือก “Download”

    วิธีการใช้งาน File Storage 33

    8.2 เมื่อกด Download แล้ว ไฟล์ที่ต้องการจะถูก Download ลงเครื่อง

    วิธีการใช้งาน File Storage 34

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 9 : การ Delete File

    9.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 35>” และเลือก “Delete”

    วิธีการใช้งาน File Storage 36

    9.2 ระบบจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือน ให้กดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 37

    9.3 หลังจากนั้นระบบจะแสดงสถานะแจ้งเตือน “ลบ File สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 38

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 10 : การ Delete Folder

    10.1) กรณีที่ต้องการ Delete Folder ที่มีข้อมูลอยู่ภายใน

    10.1.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 39>” และเลือก “Delete” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 40

    10.1.2 ระบบจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือนว่ามีข้อมูลอยู่ภายใน Folder

    วิธีการใช้งาน File Storage 41

    10.1.3 หากต้องการลบ ให้ทำเครื่องหมายถูกในช่องสี่เหลี่ยม แล้วกดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 42

    10.1.4 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งว่า “ลบ Folder สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 43

    10.2) กรณีที่ต้องการ Delete Folder ที่ไม่มีข้อมูลอยู่ภายใน

    10.2.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 44>” และเลือก “Delete” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 45

    10.2.2 ระบบจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือน ให้กดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 46

    10.1.3 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งว่า “ลบ Folder สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 47

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 11 : การ Delete Bucket

    11.1) กรณีที่ Bucket มีข้อมูลอยู่ภายใน 

    11.1.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 48>” และเลือก “Delete Bucket”

    วิธีการใช้งาน File Storage 49

    11.1.2 ระบบจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือน หากต้องการลบ ให้ใส่ชื่อ Bucket ให้ถูกต้อง หากใส่ชื่อ Bucket ผิด จะไม่สามารถกดปุ่ม DELETE ได้ และทำเครื่องหมายถูกในช่องสี่เหลี่ยม เพื่อ Confirm หลังจากนั้นกดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 50

    11.1.5 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งว่า “ลบ Bucket สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 51

    วิธีการใช้งาน File Storage 52

    11.2) กรณีที่ Bucket ไม่มีข้อมูลอยู่ภายใน 

    11.2.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 53>” และเลือก “Delete Bucket” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 54

    11.2.2 ใส่ชื่อ Bucket ที่จะลบ และกดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 55

    11.2.3 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งเตือนว่า “ลบ Bucket สำเร็จ” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 56

    วิธีการใช้งาน File Storage 57

    11.3) สามารถใช้วิธีการลบ Bucket อีกวิธีได้ดังนี้

    11.3.1 เข้าไปที่ Bucket ที่ต้องการลบ

    วิธีการใช้งาน File Storage 58

    11.3.2 เมื่อเข้ามาใน Bucket แล้ว ให้กดที่ปุ่ม วิธีการใช้งาน File Storage 59 เพื่อลบ Bucket

    วิธีการใช้งาน File Storage 60

    11.3.3 ใส่ชื่อ Bucket และกดปุ่ม “DELETE” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 61

    11.3.4 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งเตือนว่า “ ลบ Bucket สำเร็จ” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 62

    วิธีการใช้งาน File Storage 63

    กลับด้านบน

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการใช้งาน File Storage สามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • วิธีเปลี่ยนการใช้งานจาก SSH Password เป็น Key Pair

    วิธีเปลี่ยนการใช้งานจาก SSH Password เป็น Key Pair

    วิธีเปลี่ยนการใช้งานจาก SSH Password เป็น Key Pair

    1.ในกรณีที่ทางผู้ใช้บริการสร้าง Instances ของคุณเป็น Password สามารถดำเนินการตามวิธีด้านล่างดังต่อไปนี้

    $ ssh-keygen -t rsa

    คำสั่งด้านบนเพื่อเป็นการสร้าง Key Pair ขึ้นมา

    [ หลังจากใช้คำสั่งสามารถ Enter เพื่อเป็น Default ได้เลย ]

    ในส่วนนี้เราจะได้ไฟล์ข้อมูลเพิ่มขึ้นมา 2 ไฟล์ ตามภาพด้านล่าง

    ไฟล์ที่เราจะใช้งานในการเข้าเครื่องของเราเองหรือที่เรียกว่า Private Key นั้นจะอยู่ในไฟล์ id_rsa ครับ

    ให้เราทำการ เข้าไปในไฟล์ id_rsa ซึ่งจะใช้คำสั้ง

    $ nano /root/.ssh/id_rsa

    ให้ทำการคัดลอกข้อมูลในไฟล์ดังกล่าวและนำข้อมูลมานั้นใส่ใน notepad เพื่อทำการ save ไฟล์เป็น Type .pem “ตัวอย่างเช่น gate-key.pem”

    ใน SSH ได้นั้นจะต้อง copy ข้อมูลในไฟล์ id_rsa.pub ไปไว้ใน authorized_keys ก่อนโดยสามารถใช้คำสั่ง

    $ cat id_rsa.pub >> authorized_keys

    เป็นการคัดลอกข้อมูลในไฟล์ id_rsa.pub มาใส่ใน authorized_keys

    ต่อไปเป็นการปิดการใช้งาน SSH Password โดยการแก้ไขไฟล์

    $ nano /etc/ssh/sshd_config

    ให้ค้นหาข้อความด้านล่างพร้อมเปลี่ยนค่า yes เป็น no เพื่อปิดการใช้งาน Password ตามตัวอย่างด้านล่างพร้อม save ไฟล์

    หลังจากดำเนินการ save ให้ดำเนินการ reload service ตามคำสั่งด้านล่าง

    $ systemctl restart ssh

    เท่านี้ทางผู้ใช้บริการสามารถใช้งาน SSH ผ่าน Key Pair ได้โดยไม่ต้อง Password ในการ SSH อีกต่อไปเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน

  • Resize Instance ที่คุณสามารถทำเองได้ไม่ยาก บน OpenLandscape Cloud

    Resize Instance ที่คุณสามารถทำเองได้ไม่ยาก บน OpenLandscape Cloud

    Resize Instance ที่คุณสามารถทำเองได้ไม่ยาก บน OpenLandscape Cloud

    Resize Instance เป็นการปรับขนาดของ CPU, RAM, Disk ในการใช้งานของ Instance 

    โดย *Resize Instance สามารถปรับเพิ่มได้ แต่ไม่สามารถปรับให้ลดลงได้*

    หากคุณคิดว่า Instance ที่กำลังใช้งานอยู่ มีการทำงานที่ช้าลง คุณสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้


    1.ผู้ใช้บริการต้องดำเนินการ Shutoff Instance เป็นอันดับแรกก่อนเสมอ
    ทั้งแบบ Pay Per Use 

    Resize Instance 1

    และแบบ Annual Plan 

    Resize Instance 2

    2.เมื่อผู้ใช้บริการดำเนินการ Shutoff Instance เรียบร้อยแล้ว สามารถกดที่ชื่อ Instance เพื่อไปในส่วนของหน้า Overview ที่แสดง Detail ของ Instance ที่ได้ดำเนินการ Shutoff Instance ไว้

    ทั้งแบบ Pay Per Use 

    Resize Instance 3

    และแบบ Annual Plan 

    Resize Instance 4

    5.3 จากนั้นให้เลือกไปที่แถบ Resize  

    Resize Instance 5

    เมื่อผู้ใช้บริการเข้ามาที่แถบ Resize เรียบร้อยแล้ว จะพบตัวเลือก 2 ฝั่ง ให้เลือก คือ 

    (1) ผู้ใช้บริการสามารถเลือก Package ที่ต้องการปรับจาก Spec เดิม

    (2) ผู้ใช้บริการกด Comfirm เพื่อยืนยัน Spec ที่ต้องการให้เรียบร้อย

    • แบบ Annual Plan จะมีรายละเอียดให้ผู้ใช้บริการตรวจสอบข้อกำหนดการใช้งาน ก่อนกดยืนยันการสร้าง 

    Resize Instance 6

    5.4 เมื่อผู้ใช้บริการกด Comfirm เรียบร้อยแล้ว กรุณารอ 5-10 นาที เมื่อระบบประมวลผล และดำเนินการตามที่เลือกเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการจะได้ Instance ที่มี Spec ตามที่เลือกและสามารถ Start Instance ใช้งานได้ทันที

    • แบบ Pay Per Use

    Resize Instance 7

    • แบบ Annual Plan 

    Resize Instance 8

    หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ OpenLandscape ได้ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • วิธีการติดตั้ง WordPress บน OpenLandscape Cloud

    วิธีการติดตั้ง WordPress บน OpenLandscape Cloud

    WordPress คือ โปรแกรมสำเร็จรูปที่มีไว้เพื่อสร้างและจัดการเนื้อหาบนอินเตอร์เน็ต (Contents Management System หรือ CMS) ซึ่งถูกสร้างมาเพื่อใช้งานบนอินเตอร์เน็ตโดยตรง เขียนด้วยภาษา PHP และใช้ Apache, MySQL และ PhpMyAdmin ในการรันเป็นเซิร์ฟเวอร์

    ซึ่ง OpenLandscape Cloud ก็มีบริการ Applications ให้คุณสามารถติดตั้ง WordPress ได้ง่าย ๆ  สำหรับวิธีการใช้งาน และการติดตั้งบน OpenLandscape Cloud มีดังนี้


    1.อันดับแรกให้คุณเข้าไปที่หน้าใช้งานบนเว็บไซต์ https://gate.openlandscape.cloud จากนั้นกดที่ Create Instance

    WordPress


    2.จากนั้นให้กดไปที่ Applications

    Wordpress 1


    3.ทำการเลือก  WordPress 

    Wordpress 2


    4.เลือก Package ที่ต้องการ (ซึ่งคุณสามารถทำการ Resize ได้ในภายหลัง) ในส่วนถัดมา คุณสามารถเลือก Authentication ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบ Password และ Keypair ถ้าคุณเลือกแบบ Password รหัสผ่านสำหรับเข้าใช้งาน SSH จะถูกส่งไปยัง Email ของท่าน

    Wordpress 3


    5.ตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วน และทำการกด “Create Instance”

    Wordpress 4


    6.ระบบจะทำการสร้าง  Instance และพาคุณกลับสู่หน้า Instance อีกครั้ง ให้คุณคลิกที่ปุ่ม 3 จุด

    Wordpress 5


    7.คลิกเลือกที่ “Instance Detail” ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้า “Instance Detail”

    Wordpress 6


    วิธีการเข้าใช้งาน Instance ผ่าน SSH เพื่อตั้งค่า WordPress

    หลังจากที่คุณสร้าง WordPress Application คุณจะต้องเข้าใช้งาน Instance ผ่าน SSH เพื่อตั้งค่า วิธีนี้จะป้องกันไม่ให้การตั้งค่าปรากฏต่ออินเทอร์เน็ต จนกว่าคุณจะพร้อมที่จะใช้งาน ซึ่งหากคุณเข้าไปที่อยู่ IP ของ Instance ก่อนการตั้งค่าเข้าใช้งาน คุณจะเห็นกับหน้า Landing Page Openlandscape

    Wordpress 7


    1.หากคุณเลือกแบบ Password ให้คุณคลิก “Console” แต่ถ้าคุณเลือก Keypair หากไม่มี Keypair จะต้องทำการสร้าง Keypair ก่อน โดยสามารถเข้าใช้งาน สามารถดูวิธีได้ที่นี่ คลิก


    2.จากเทอร์มินัลบนคอมพิวเตอร์ของคุณ ทำการเชื่อมต่อกับ Instance ด้วย User Root โดยพิมพ์คำสั่งตามด้านล่าง (โปรดตรวจสอบ IP ของ Instance ให้แน่ใจ)

    สำหรับ Password (หลังจากกด Enter ให้ใส่ Password โดย Password ที่พิมพ์ คุณจะไม่สามารถเห็น)

    ssh root@ip

    สำหรับ Keypair

    ssh -i your_ssh_key root@your_instance_ip


    3.จากนั้น Enter ระบบจะทำการยืนยันอีกครั้งให้คุณพิมพ์ “Yes” แล้ว Enter

    Wordpress 8


    4.ในกรณีที่ใช้ Keypair หากคุณเพิ่ง Download File Keypair มาใหม่ ระบบจะให้คุณทำการเปลี่ยนสิทธิไฟล์ก่อน

    chmod 400 your_ssh_key

    Wordpress 9


    5.เมื่อคุณ Login เข้า Instance สำเร็จ หลังจากนั้นสคริปต์จะทำงานให้คุณตั้งค่า Domain ของคุณ คุณสามารถนำ IP ของคุณ ไปจด Domain ได้ หรือถ้าคุณไม่ต้องการจด Domain ก็สามารถกด ctrl+c เพื่อ Cancle ขั้นตอนนี้ได้

    Wordpress 10


    6.หลังจากที่ตั้งค่าเสร็จแล้ว คุณสามารถทดสอบเข้าเว็บไซต์อีกครั้ง ( Public IP หรือ Domain ที่ตั้งค่าไว้ ) ระบบจะพาคุณเข้าสู่ WordPress เพื่อตั้งค่าต่อไป

    Wordpress 11

    หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ OpenLandscape ได้ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง