Blog

  • วิธีการสร้าง Security Group บน OpenLandscape Cloud

    วิธีการสร้าง Security Group บน OpenLandscape Cloud

    วิธีการสร้าง Security Group บน OpenLandscape Cloud

    Security Group คือ ตัวจัดการกลุ่มความปลอดภัย มีลักษณะคล้าย Firewall บนเครื่อง Computer ของเรา หรือ ตัวจัดการ Port ของ Server ที่เราใช้งาน โดยบทความนี้จะอธิบายวิธีการใช้งาน Security Group บน gate.openlandscape.cloud ค่ะ


    1.กด Security Group จากเมนูด้านซ้าย จะพบหน้าดังรูป ที่ปรากฎเป็นตาราง Security Group ที่มีอยู่ หากต้องการสร้างเพิ่มให้ทำการกดที่ Create Security Group

    Security Group 1


    2. เมื่อกดปุ่ม Create Security Group ตรงด้านขวาบนแล้ว จะแสดงหน้าที่ให้เราใส่รายละเอียดเกี่ยวกับ Security Group ค่ะ

    Security Group 2


    เมื่อเราสร้าง Security Group เรียบร้อย เราสามารถเพิ่ม Port ต่างๆ เข้า Security Group ที่เราสร้างได้ค่ะ โดยสามารถเพิ่ม Port ได้มากกว่า 1 Port นะคะ โดยคุณสามารถเข้าไปดูวิธีการเพิ่ม Port ได้ที่นี่

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง  

  • วิธีการ เพิ่ม Port เข้า Security Group บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการ เพิ่ม Port เข้า Security Group บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการ เพิ่ม Port เข้า Security Group บน gate.openlandscape.cloud

    หลังจากการสร้าง Security Group เรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการสามารถ เพิ่ม Port เข้าไปใน Security Group ที่สร้างได้ โดยเปิด Port ได้มากกว่า 1 Port ต่อ 1 Security Group หากผู้ใช้บริการมี Security Group อยู่แล้ว สามารถทำการเพิ่ม Port เข้า Security Group เดิมที่มีอยู่ได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้


    1. เมื่ออยู่หน้า Security Group ให้กดปุ่ม Action ของ Security Group ที่ผู้ใช้บริการได้สร้างไว้ตามในรูป โดยมีเมนู Rename, Manage และ Delete (ให้เลือก Manage เพื่อทำการเพิ่ม Port)

    เพิ่ม Port

    เพิ่ม Port 1


    2. เมื่อเข้าสู่หน้า Manage ผู้ใช้บริการเลือกเมนูที่ปรากฏบนหน้าจอสำหรับการจัดการ Port เมื่อต้องการเพิ่ม Port สามารถกดที่ปุ่ม “+ Add Rule” ที่อยู่ด้านขวาบนเพื่อเพิ่ม Port ที่ต้องการใช้งานได้

    เพิ่ม Port 2


    3. เมื่อกดปุ่ม Add Rule จะพบกับหน้า Add Rule ผู้ใช้บริการสามารถใส่รายละเอียดของ Port ที่ต้องการเพิ่มได้ โดยมีหัวข้อให้เลือกดังต่อไปนี้

    • Rule คือ การเลือกประเภทการใช้งาน โดยสามารถเลือกประเภทของ Port ได้ตามต้องการและหากต้องการกำหนดเลข Port เองสามารถเลือก Custom TCP, Custom UDP
    • Direction คือ การเลือกประเภทการทำงานโดยแบ่งเป็น Ingress ขารับเข้าข้อมูล, Egress ขาส่งออกข้อมูล
    • Open Port คือ การแบ่ง Port โดยให้เลือกใส่ Port เดียว, Port Range ใช้กำหนดระยะที่ทำการเปิด Port, All Ports สำหรับเปิด Port ทั้งหมด (ซึ่งแนะนำให้เปิดใช้เฉพาะ Port ที่จะเป็นเท่านั้น)
    • Port Number คือ การกำหนดเลข Port ที่ต้องการใช้
    • Remote คือ การให้เลือก CIDR มีไว้สำหรับเจาะจง IP เข้าใช้งาน Instances โดยปกติ ถ้าใช้ 0.0.0.0/0 ทุก IP สามารถเข้าถึงได้ ถ้าต้องการเจาะจง Port และ Allow แค่ 1 IP ที่สามารถเข้าใช้งานได้ ยกตัวอย่างเช่น เลือกประเภทของ Port เป็น SSH และให้ Fix ที่ CIDR Adress เป็นต้น

    เพิ่ม Port 3


    4. เมื่อทำการเพิ่ม Port ใน Security Group เรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการสามารถนำ Security Group เพิ่มเข้าไปใน Instance โดยเข้าไปที่หน้า Instance และทำการกดเลือก Instance ที่ผู้ใช้บริการต้องการเพิ่ม Security Group ไว้ใช้งาน

    เพิ่ม Port 4

    5. หลังจากนั้น ให้ผู้ใช้บริการกดที่แถบ Security Group และกดปุ่ม Manage Security Group เพื่อเพิ่ม Security Group ในการใช้งานเข้าไปใน Instance ที่ผู้ใช้บริการต้องการใช้งาน


    6. หลังกดปุ่ม Manage Security Group จะมีหน้าให้ผู้ใช้บริการทำการเพิ่ม Security Group เข้าไป โดยทำการกด “+” ตรง Security Group ที่ผู้ใช้บริการต้องการใช้งาน และทำการกด Save 

    เพิ่ม Port 5


     

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง  

  • วิธีติดตั้ง WordPress ด้วยเซอร์วิส LAMP บน Ubuntu 16.04

    วิธีติดตั้ง WordPress ด้วยเซอร์วิส LAMP บน Ubuntu 16.04

    วิธีติดตั้ง WordPress ด้วยเซอร์วิส LAMP บน Ubuntu 16.04

    สำหรับใครที่สนใจติดตั้ง WordPress ด้วยเซอร์วิส LAMP บน Ubuntu 16.04 บทความนี้จะช่วยให้คุณ ติดตั้ง แบบ Step by Step แบบง่ายง่าย ๆ ให้คุณเข้าใจได้ไม่ยากกันครับ ในส่วนของ LAMP เป็นตัวอักษรแรกของ OpenSource ที่ประกอบไปด้วย ซอฟต์แวร์ 4 ชนิด มารวมกัน เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องให้บริการเว็บ (Web Server) ซึ่งประกอบไปด้วย
    1. L= Linux จะเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้ ในบนความนี้จะใช้เป็น Ubuntu 16.04
    2. A = Apache คือ Web Server มีไว้สำหรับจัดเก็บ webpage
    3. M = MySQL คือ ฐานข้อมูล มีไว้สำหรับจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น
    4. P = PHP, Perl หรือ Python ขึ้นอยู่กับผู้ใช้จะเลือกใช้งานตัวไหนที่ตนเองถนัด

    สรุปคือการติดตั้ง WordPress ด้วยเซอร์วิส LAMP จะสามารถทำงานบน Service ดังกล่าวที่ได้อธิบายมาข้างต้นนั่นเอง ซึ่งวิธีการใช้งานมีดังนี้ครับ


    ก่อนที่คุณจะทำการติดตั้ง Service ท้้งหมด อันดับแรกคุณควรจะทำการ Update Os ก่อน ด้วยคำสั่ง

    sudo apt-get update
    sudo reboot


    ขั้นตอนที่ 1: ติดตั้ง Apache เว็บเซิร์ฟเวอร์
    ในการติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์Apacheให้ใช้คำสั่ง:
    sudo apt-get install apache2 apache2-utils -y

    เมื่อติดตั้งเสร็จต้องเปิดใช้งาน Apache2 ใช้คำสั่งเปิดการใช้งาน เว็บเซิร์ฟเวอร์
    sudo systemctl enable apache2
    sudo systemctl start apache2

    เพื่อทดสอบว่าเว็บเซิร์ฟเวอร์กำลังทำงานหรือไม่ ให้เปิดเว็บเบราว์เซอร์ของคุณและใส่ http://server_address หน้าเว็บApache2 จะปรากฏขึ้นในกรณีที่เว็บเซิร์ฟเวอร์ทำงาน


    ขั้นตอนที่ 2: ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูล MySQL
    ต่อไปเราต้องติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูลMySQLโดยใช้คำสั่ง:
    sudo apt-get install mysql-client mysql-server -y

    ระหว่างการติดตั้งแพ็คเกจ คุณจะได้รับหน้าต่างแจ้งเตือนให้ตั้งรหัสผ่านผู้ใช้ “root” สำหรับmysql ให้ทำการกำหนดรหัสผ่านขึ้นเอง จากนั้นกดปุ่มOK หลังจากนั้นจะปรากฏหน้าต่างขึ้นมา ให้กด OK เพื่อดำเนินการต่อไป


    ขั้นตอนที่ 3: ตั้งรหัสผ่าน root ของ MySQL
    สร้างฐานข้อมูล MySQL และผู้ใช้สำหรับ WordPress
    ขั้นตอนแรกที่เราจะทำคือขั้นตอนเตรียมการ WordPress ใช้ MySQL เพื่อจัดการและจัดเก็บข้อมูลไซต์และผู้ใช้งาน เราได้ติดตั้ง MySQL แล้ว เราต้องสร้างฐานข้อมูลและผู้ใช้งาน WordPress
    ในการเริ่มต้นให้เข้าสู่ระบบบัญชี MySQL root โดยการใช้คำสั่ง:
    mysql -u root -p

    จะปรากฏ mysql> ให้พิมพ์คำสั่งต่อไปนี้ทีละบรรทัดแล้วแก้ไข ข้อมูลให้เป็นของเราเอง หลังจากนั้น กดEnter (ควรแก้ไขข้อความต่อไปนี้ให้เป็นชื่อของคุณเอง openlandscapewordpress, openlandscapeuser, openlandscapePassword )

    สร้างฐานข้อมูล ด้วยคำสั่ง :
    mysql> CREATE DATABASE openlandscapewordpress DEFAULT CHARACTER SET utf8mb4 COLLATE utf8mb4_unicode_ci;

    สร้าง user ผู้ใช้งานฐานข้อมูลและกำหนดPassword ด้วยคำสั่ง
    mysql> GRANT ALL ON openlandscapewordpress .* TO ' openlandscapeuser'@'localhost' IDENTIFIED BY 'openlandscapePassword';

    ใช้คำสั่งในการในการกำหนดข้อมูลข้างต้นไว้ในmysql :
    mysql> FLUSH PRIVILEGES;
    mysql> EXIT;


    ขั้นตอนที่ 4: ติดตั้ง PHP และโมดูล
    PHP จะเป็น Serviceสุดท้ายของ LAMP เราจะติดตั้งPHPและโมดูล เพื่อทำงานกับเว็บไซต์และเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูลโดยใช้คำสั่งด้านล่าง:
    sudo apt-get install php7.0 php7.0-mysql libapache2-mod-php7.0 php7.0-cli php7.0-cgi php7.0-gd -y

    เมื่อทำการติดตั้งเสร็จ เพื่อทดสอบว่าPHPสามารถทำงานร่วมกับเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้ เราต้องสร้างไฟล์ info.phpไว้ภายใน / var / www / html โดยใช้คำสั่งตามด้านล่าง

    sudo vi /var/www/html/info.php
    นำโค๊ดด้านล่างลงไปในไฟล์ และบันทึก
    <?php
    phpinfo();
    phpinfo(INFO_MODULES);
    ?>

    เมื่อเสร็จแล้วให้เปิดเว็บเบราว์เซอร์แล้วพิมพ์ที่อยู่ http://server_address/info.php ถ้าทำตามขั้นตอนถูกต้องจะสามารถดูหน้าข้อมูล php ด้านล่างผ่านหน้าเว็บเบราว์เซอร์เป็นดังภาพ


    ขั้นตอนที่ 5: ติดตั้ง WordPress
    เปลี่ยนไดเร็กทอรีที่เก็บไฟล์Wordpress และทำการดาวน์โหลดไฟล์:
    cd /tmp
    curl -O https://wordpress.org/latest.tar.gz

    แตกไฟล์Wordpress ไดเรกทอรี WordPress:
    tar xzvf latest.tar.gz

    สร้างไฟล์ .htaccess และตั้งค่าการอนุญาตสิทธิ์โดยใช้คำสั่ง:
    touch /tmp/wordpress/.htaccess
    chmod 660 /tmp/wordpress/.htaccess

    เราจะคัดลอกไฟล์ wp-config-sample.php ไปยังชื่อไฟล์ใหม่ wp-config.php ที่ ไดเรกทอรี WordPress ด้วยคำสั่ง
    cp /tmp/wordpress/wp-config-sample.php /tmp/wordpress/wp-config.php

    สร้างไดเรกทอรี upgrade เพื่อที่ว่า WordPress จะไม่เจอปัญหาเรื่องการอนุญาตสิทธิการเข้าถึงไฟล์
    mkdir /tmp/wordpress/wp-content/upgrade

    ทำการคัดลอกไฟล์ทั้งหมดของไดเรกทอรีWordpress ไปไว้ในส่วน ไดเรกทอรีของเว็ปไซต์ ด้วยคำสั่ง
    sudo cp -a /tmp/wordpress/. /var/www/html


    ขั้นตอนที่ 6: กำหนดค่าไดเรกทอรี WordPress
    ก่อนที่เราจะทำการติดตั้ง WordPress บนเว็บเราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบางรายการในไดเรกทอรี WordPress
    ก่อนอื่นเราต้องทำการตั้งค่าการอนุญาตไฟล์และการเป็นเจ้าของ
    sudo chown -R www-data:www-data /var/www/html

    ต่อไปเราจะตั้งค่าsetgidในแต่ละไดเรกทอรีภายในเอกสารเรา
    เราสามารถตั้งค่าsetgidในทุกไดเรกทอรีในการติดตั้ง WordPress ของเราโดยพิมพ์:
    sudo find /var/www/html -type d -exec chmod g+s {} \;

    ก่อนอื่นเราจะให้สิทธิ์เป็นกลุ่มในwp-contentไดเรกทอรีเพื่อให้เว็บอินเตอร์เฟสสามารถเปลี่ยนแปลงธีมและปลั๊กอินได้:
    sudo chmod g+w /var/www/html/wp-content

    ขั้นตอนนี้เราจะให้เว็บเซิร์ฟเวอร์เข้าถึงเนื้อหาทั้งหมดในไดเรกทอรีทั้งสองนี้:
    sudo chmod -R g+w /var/www/html/wp-content/themes
    sudo chmod -R g+w /var/www/html/wp-content/plugins


    ขั้นตอนที่ 7: การตั้งค่าไฟล์ WordPress
    คือการปรับเปลี่ยนคีย์เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสำหรับการติดตั้ง WordPress
    curl -s https://api.wordpress.org/secret-key/1.1/salt/
    จะได้รับคีย์ที่ไม่ซ้ำกันซึ่งมีมีลักษณะดังนี้ ให้ทำการ copy ในส่วนที่อยู่ในกรอบสีแดง

    หลังจาก Copy key ดังกล่าวแล้ว ให้ทำการเปิดไฟล์ wp-config.php เพื่อตั้งค่า WordPress:
    sudo vi /var/www/html/wp-config.php
    ค้นหาส่วนที่มีข้อความลักษณะดังนี้ และลบทั้งหมด แล้วนำKey ที่เราcopy เมื่อสักครู่ มาวางแทนที่ จะเป็นลักษณะดังรูป

    ก่อนทำการเปลี่ยนคีย์

    หลังทำการ เปลี่ยนคีย์

    ในไฟล์เดียวกัน ค้นหาข้อความตามรูปด้านล่าง และทำการแก้ไขการตั้งค่าการเชื่อมต่อฐานข้อมูลที่เราทำการสร้างไว้ คุณต้องปรับชื่อฐานข้อมูล ผู้ใช้ฐานข้อมูลและรหัสผ่านที่เรากำหนดค่าไว้ใน MySQL ตั้งแต่เริ่มต้น

    และ copy code ด้านล่างนี้วางต่อท้ายไว้ด้วย
    define('FS_METHOD', 'direct');
    เมื่อทำทุกขั้นตอนข้างต้นเสร็จหมดแล้ว บันทึกไฟล์


    ขั้นตอนที่ 8
    ให้เข้าไปที่ Directory : /var/www/html แล้วทำการ ลบ หรือ เปลี่ยนชื่อ file : index.html ด้วยคำสั่งดัง
    sudo rm index.html (คำสั่ง ลบไฟล์)
    เมื่อทำการลบ หรือ เปลี่ยนชื่อไฟล์แล้ว ให้ทำการ Restart service apache2
    sudo systemctl restart apache2

    มาถึงขั้นตอนสุดท้าย ให้เราเปิด BROWSER ขึ้นมาแล้วใส่ http://server_domain_or_IP ถ้าสำเร็จจะปรากฏหน้าเว็ป ดังรูป และให้เราทำการกำหนดข้อมูลในส่วนต่างๆของการใช้งาน WordPress ได้เลย เท่านี้ เราก็จะมีเว็ปเอาไว้ใช้งานกันแล้วครับ

  • Microsoft ประกาศปล่อย exFAT สู่ Open-sourced เพื่อนำไปใช้ใน Linux Kernel ได้

    Microsoft ประกาศปล่อย exFAT สู่ Open-sourced เพื่อนำไปใช้ใน Linux Kernel ได้

    Microsoft ประกาศปล่อย exFAT สู่ Open-sourced เพื่อนำไปใช้ใน Linux Kernel ได้

    Microsoft ได้ออกมาประกาศว่าจะยกสิทธิบัตรของ exFAT ให้แก่ ‘Open Invention Network’s Linux System Definition (OIN)’ หรือปล่อยให้เป็น Open-sourced เพื่อที่สมาชิกสามารถนำ exFAT ไปใช้ใน Linux Kernel ได้ โดยคาดการว่าน่าจะพร้อมใช้งานได้ในช่วงต้นปี 2020 ที่จะถึงนี้

    exFAT ถูกปล่อยออกมาครั้งแรกในปี 2006 โดยถือเป็นลิขสิทธิ์ File System ของบริษัท Microsoft เพื่อนำมาใช้งานกับ Flash drive หรือ SD Card ซึ่งถ้าผู้ใช้งานต้องการจะใช้งานบน Linux Kernel หรือ Mount อุปกรณ์ดังกล่าวจะต้องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ก่อนถึงจะนำมาใช้งานได้

    ที่มา:
    https://techcrunch.com/2019/08/28/microsoft-wants-to-bring-exfat-to-the-linux-kernel/
    ⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌
    .
    สมัครใช้บริการ OpenLandscape Cloud ได้ที่
    ➡️ https://gate.openlandscape.cloud/
    .
    ☁️ Contact Us ☁️
    ✉ e-mail : contact@openlandscape.cloud
    💻 เว็บไซต์ : https://openlandscape.cloud/

  • ขั้นตอนการติดตั้ง Service FTP ใน Ubuntu

    ขั้นตอนการติดตั้ง Service FTP ใน Ubuntu

    ขั้นตอนการติดตั้ง Service FTP ใน Ubuntu มีขั้นตอนดังนี้

    1. อันดับแรกให้เริ่มทำการ update service ภายในเครื่อง โดยใช้คำสั่ง
    $ apt-get update


    2. จากนั้นทำการติดตั้ง ftp (โดยทำการติดตั้งเปิด port 21 สำหรับ Service ftp)
    # apt-get install vsftpd


    3. เมื่อติดตั้ง ftp เรียบร้อย จากนั้นทำการ add user และตั้ง password สำหรับ ftp
    $ adduser <ใส่ user ที่ลูกค้าต้องการตั้ง>

    Install FTP Ubuntu

    เมื่อทำการสร้าง user เรียบร้อยสามารถใช้คำสั่งดู user จาก path /home

    Install FTP Ubuntu


    4. ทำการ config ในไฟล์ etc/vsftpd.conf
    $ vi /etc/vsftpd.conf

    Install FTP Ubuntu

    เมื่ออยู่ในไฟล์ config จากนั้นให้ทำการแก้ไขดังนี้

    Install FTP Ubuntu

    และทำการเพิ่ม config เพื่อใช้ filezilla ในการ ftp

    Install FTP Ubuntu


    5. ทำการเพิ่มไฟล์ /etc/vsftpd.chroot_list เพื่อให้ user ที่ทำการสร้างสามารถใช้งาน ftp ได้

    Install FTP Ubuntu

    หลังจากนั้น เพิ่มชื่อ user ของ FTP ที่ทำการสร้างลงใน ไฟล์ vsftpd.chroot_list

    Install FTP Ubuntu


    6. เมื่อทำการ config เรียบร้อย จากนั้นให้ทำการ restart service ftp
    # systemctl restart vsftpd.service

    Install FTP Ubuntu


    7. ใช้โปรแกรม filezilla ในการโยนไฟล์เข้า instance โดยตั้งค่า File > Site Manager

    • Host : ใส่ ip ของ instance
    • Port : 21
    • User : ใส่ user ที่ได้สร้างไว้ใน instance

    Install FTP Ubuntu

    จากนั้นทำการตั้งค่าในส่วน Transfer Settings เป็น Active และทำการ connect

    Install FTP Ubuntu

    เมื่อ connect ได้เรียบร้อยทำการทดสอบโยนไฟล์เข้า instance

    Install FTP Ubuntu

  • VMware เปิดเว็บสอน Kubernetes Academy ให้เรียนแบบฟรี ๆ

    VMware เปิดเว็บสอน Kubernetes Academy ให้เรียนแบบฟรี ๆ

    VMware เปิดเว็บสอน Kubernetes Academy ให้เรียนแบบฟรี ๆ

    VMware เปิดตัวเว็บสอน Kubernetes Academy ในงาน VMworld Conference ให้ผู้ใช้งานและผู้ที่สนใจได้เรียนแบบฟรี โดยโปรเจกต์นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Khan Academyและทาง VMware เองก็ต้องการคอมมูนิตี้สำหรับการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมโปรดักส์ของตนเองด้วย

    Kubernetes Academy เปิดสอนสำหรับผู้เริ่มต้น ไปจนถึงผู้ที่มีความรู้ระดับปานกลาง โดยแบ่งเป็นคอร์สสั้น ๆ ความยาววิดีโอละ 5 – 8 นาที สอนโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน Kubernetes ซึ่งมาจากทีมพัฒนา Kubernetes ของ VMware เบื้องต้นได้ปล่อยวิดีโอออกมาทั้งหมด 5 คอร์สด้วยกัน และมีแผนจะปล่อยออกมาเพิ่มอีกในอนาคต

    Containers 101: คอร์สสอน Containers เบื้องต้น โดยจะเป็นการปูพื้นฐานและทำความเข้าใจหลักการทำงานของ containers

    Kubernetes 101: คอร์สสอน Kubernetes เบื้องต้น เข้าใจคอนเซปต์พื้นฐานของ Kubernetes และการใช้งานร่วมกับ Container Orchestration

    Kubernetes in Depth: คอร์สสอน Kubernetes ในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น เข้าใจหลักการใช้ การทำงานของ Kubernetes

    Interacting with Kubernetes: เข้าใจถึงความสำคัญของการใช้ Kubernetes ปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Kubectl และ Ingress ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของ Kubernetes

    How to Prepare for the CKA Exam: ให้ความรู้เรื่องเทคนิค แจกแหล่งความรู้ และเอกสารต่าง ๆ สำหรับการเตรียมตัวสอบใบประกาศนียบัตรของ CKA และ CKAD

    ที่มา:
    https://blogs.vmware.com/cloudnative/2019/08/27/introducing-kubernetes-academy-free-cloud-native-education-platform/

    ⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌

    สมัครใช้บริการ OpenLandscape Cloud ได้ที่
    ➡️ https://gate.openlandscape.cloud/

    ☁️ Contact Us ☁️
    ✉ e-mail : contact@openlandscape.cloud
    💻 เว็บไซต์ : https://openlandscape.cloud/

  • Linux Lite 4.6 เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว

    Linux Lite 4.6 เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว

    Linux Lite เวอร์ชัน 4.6 เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว

    Linux Lite ได้ปล่อยเวอร์ชัน 4.6 ให้ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดมาทดลองใช้ได้แล้ววันนี้ โดยรูปแบบและดีไซน์ของ เวอร์ชันนี้ใช้ Xfce DE ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับของ Windows ช่วยให้ผู้ใช้งานที่ติดการใช้งานแบบของทางฝั่ง Windows สามารถตัดสินใจมาใช้งาน Linux ได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีแพ็กเกจที่น่าสนใจ อย่าง Firefox 68.0.2 Quantum, Thunderbird 60.8.0, LibreOffice 6.0.7.3, VLC 3.0.7.1, Gimp 2.10.12 และ Timeshift 19.08.1

    นอกจากนี้ Linux Lite เวอร์ชันนี้ยังเป็น Lightweight ทำให้ผู้ใช้งานสามารถลงบนเครื่องได้แม้มีสเป็คเพียงแค่ 1GHz CPU และ RAM 768 MB  อย่างไรก็ตาม Linux Lite เวอร์ชัน 4.6 จะไม่สามารถรองรับผู้ใช้ 32 บิตได้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ http://bit.ly/2kcdk8R

    ที่มา:
    https://news.softpedia.com/news/linux-lite-4-6-officially-released-it-s-based-on-ubuntu-18-04-3-lts-527222.shtml
  • Vps กับ Cloud Computing เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

    Vps กับ Cloud Computing เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

    Vps กับ Cloud Computing เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

    vps cloud หลาย ๆ คนคงจะคุ้นเคยกันดีกับ VPS แต่ก็อาจจะมีหลาย ๆ คน พอได้ยินคำว่า Cloud Computing แล้วก็อาจจะมีอาการงง ๆ ได้ว่าแท้จริงแล้วมันต่างกันหรือไม่ ซึ่งอันที่จริงแล้วด้านการใช้บริการนั้นแทบไม่มีความต่างกันเลยค่ะ แต่ส่วนที่แตกต่างกันจริง ๆ อย่างเห็นได้ชัดก็คือในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure ซึ่งบทความนี้เราเลยอยากจะมาอธิบายให้เห็นกันชัด ๆ ว่า vps กับ cloud ต่างกันอย่างไรค่ะ


    ความแตกต่างของ Vps และ Cloud Computing

    ด้านกระบวนการทำงาน

    Vps: กระบวนการทำงานแบบ Vps นั้นจะทำงานบน เซิฟเวอร์ (Physical Server) แค่เครื่องเดียว โดยจะแบ่งทรัพยากรต่าง ๆ ตามที่ผู้บริการกำหนด โดยจะทำงานแยกออกจากกัน 

    Cloud Computing: กระบวนการทำงานแบบ Cloud Computing จะเป็นการทำงานรวมกันของ เซิฟเวอร์ (Physical Server) จำนวนมาก โดยจะแบ่งการประมวลผลออกเป็นสองส่วนด้วยกันดังนี้ ชั้นแรกคือชั้นประมวลผล (Computing Layer) ในชั้นนี้เราจะแบ่งทรัพยากรอย่าง CPU และ Memory ตามจำนวนการใช้งานของผู้ใช้งาน โดยจะมีเซิฟเวอร์ทำงานร่วมกันจำนวนมาก หากมีเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียหาย ระบบจะทำการย้ายไปทำงานบน เซิฟเวอร์เครื่องอื่นแทน ส่วนในชั้นที่สองคือ 

    ชั้นเก็บข้อมูล (Storage Layer) โดยจะใช้การเก็บข้อมูลแบบ SAN ซึ่งโดยส่วนมากจะใช้ SAN อย่างน้อย 2 ตัวขึ้นไป ทั้ง 2 ตัวนี้จะทำหน้าที่เก็บข้อมูล (Replicate) และอัพเดตข้อมูลตลอดเวลาเหมือนกัน ทำให้เมื่อมีเครื่องหนึ่งพังอีกเครื่องก็จะยังคงทำงานอยู่ ดังนั้นข้อมูลภายในเครื่องจะได้ไม่หาย


    ด้านความสามารถในการขยาย 

    Vps: มีความสามารถในการขยายตัวค่อนข้างจำกัด เพราะขึ้นอยู่กับ Spec ของ เซิฟเวอร์ (Physical Server) คุณสามารถทำการเพิ่ม Memory และ CPU บน Vps ของคุณ แต่คุณไม่สามารถเพิ่ม Spec ของเซิฟเวอร์หลักที่ใช้อยู่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ 

    Cloud Computing: มีความสามารถในการขยายตัวมาก โดยสามารถทำการเพิ่มหรือลดได้ทุกที่ทุกเวลาแบบอัตโนมัติ ทำให้ไม่มีข้อจำกัดในด้านการเก็บข้อมูล ทั้งยังสามารถทำระบบ Load Balance กระจายการทำงานไปยังเครื่องทั้งหมดใน Cloud เท่าๆ กัน ทำให้การทำงานโดยเฉลี่ยเร็วขึ้น


    ด้านความปลอดภัยของข้อมูล 

    Vps: เนื่องจาก Vps นั้นทำงานบน เซิฟเวอร์ (Physical Server) เพียงแค่เครื่องเดียว ทำให้มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ฮาร์ดแวร์เกิดความเสียหายหรือชำรุด ซึ่งหากเกิดขึ้นก็ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหายาวนาน ทั้งยังมีโอกาสที่จะทำข้อมูลของเราสูญหายได้

    Cloud Computing: มีความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูง เพราะมีการออกแบบให้มีความสามารถแบบ High Availability (HA) ที่ช่วยในการเพิ่ม SLA ของระบบ เช่น ในกรณีที่ ฮาร์ดแวร์เสียไม่สามารถใช้การได้ ระบบจะย้ายไปทำงานบนเครื่องอื่นโดยอัตโนมัติภายในไม่กี่วินาที 


    ด้านราคาและค่าใช้จ่าย

    Vps: มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าแบบระบบ Cloud Computing จึงเป็นทางเลือกที่สะดวกและสบายกระเป๋ากว่า ซึ่งปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ในราคาเดือนละไม่กี่ร้อยไปจนถึงพัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของเรา 

    Cloud Computing: มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า เพราะมีต้นทุนของระบบที่สูงกว่าแบบอื่นมากเช่นมีค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพยากร และระบบต่าง  ๆ ที่ซับซ้อนมากกว่า 


    แล้วเราควรจะเลือกใช้อะไรดีระหว่าง Vps กับ Cloud Computing

    Vps: เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการลงทุนสร้างทรัพยากรขึ้นมาเอง และต้องการประหยัดเงิน มีสเกลงานในขนาดที่ไม่ใหญ่มาก ไม่ได้ต้องการใช้ทรัพยากรมากนัก และไม่มีแพลนที่จะขยายทรัพยากรอย่างรวดเร็วในอนาคต 

    Cloud Computing: เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการลงทุนสร้างทรัพยากรขึ้นมาเอง ต้องการความปลอดภัยสูง มีโอกาสที่จะต้องใช้ทรัพยากรมาก และมีโอกาสที่จะขยายทรัพยากรอย่างรวดเร็วในอนาคต 


    พอจะเห็นความแตกต่างของ vps กับ cloud กันไปแล้วใช่มั้ยคะ อย่างไรก็ตามระบบทั้งสองแบบนี้ก็มีคุณสมบัติ ข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป และขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ต้องการนำไปใช้ ซึ่งก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนขึ้นและตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้นค่ะ

  • 5 โปรแกรม Text Editor ฟรี  ที่จะช่วยให้การเขียน Code เป็นเรื่องง่าย

    5 โปรแกรม Text Editor ฟรี  ที่จะช่วยให้การเขียน Code เป็นเรื่องง่าย

    5 โปรแกรม Text Editor ฟรี  ที่จะช่วยให้การเขียน Code เป็นเรื่องง่าย

    Text Editor หรือ IDE เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียวสำหรับนักพัฒนา ด้วยฟีเจอร์ช่วยวิเคราะห์โค้ดที่เขียนผิด, ตัวช่วยในการค้นหาข้อมูล หรือการอ้างอิงโค้ดพร้อมฟังก์ชั่นอื่น ๆ อีกมากมายที่จะช่วยให้การโค้ดเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ทั้งยังรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น น่าสนใจกันใช่มั้ยคะ เพราะฉะนั้นวันนี้เราเลยอยากจะมาแนะนำ 5 โปรแกรม Text Editor ฟรี ที่จะช่วยให้การเขียน Code เป็นเรื่องง่ายมาฝากกันค่ะ ถ้าพร้อมแล้วลองไปดูกันเลย


    1.Visual Studio Code

    Text Editor

    ราคา : ฟรี

    ความเสถียร : สูง

    ความเร็ว : ปานกลาง

    UI/UX : ดี

    ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง : ปานกลาง

    จุดเด่น

    –       เหมาะกับโปรเจกต์ ขนาดใหญ่และซับซ้อน

    –       มีโหมด Live Share

    –       มี plugins เจ๋ง ๆ ที่พัฒนาโดย Microsoft

    –       มีฟีเจอร์ Built-in Git

    Link : https://code.visualstudio.com

    โปรแกรม Text Editor ยอดนิยมที่พัฒนาขึ้นจากโปรเจกต์ Open-source โดย Microsoft ที่หลาย ๆ คนอาจจะรู้จักกันดี Visual Studio Code นั้นนำเสนอฟีเจอร์หลัก ๆ อย่าง editing และ debugging tools รวมไปถึงฟีเจอร์ที่คุณสามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกับเซอร์วิสอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย

    Visual Studio Code ยังมีโหมด Live Share  ที่คุณสามารถเขียนโค้ดแบบเรียลไทม์ร่วมกับทีมของคุณได้ โดยที่คุณไม่ต้องตั้งค่าต่าง ๆ ให้วุ่นวาย พร้อมฟีเจอร์ Git Integration ที่ช่วยให้คุณทำงานได้รวดเร็วขึ้น มีฟีเจอร์ Intellisense และ syntax highlight ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกต่อในการเขียนโปรแกรม รวมไปถึงฟีเจอร์น่าสนใจอีกมากมายให้ได้ใช้กัน เท่านั้นยังไม่พอ Visual Studio Code ยังมี plugins เจ๋ง ๆ ที่พัฒนาโดย Microsoft ให้ใช้อีกด้วยนะคะ


    2.Atom

    Text Editor

    ราคา : ฟรี

    ความเสถียร : ปานกลาง

    ความเร็ว : ปานกลาง

    UI/UX : ดี

    ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง : สูง

    จุดเด่น

    –       มีฟีเจอร์ Built-in Git และ GitHub

    –       ฟีเจอร์ Teletype สำหรับการโค้ดพร้อมกันได้หลายคนในเวลาเดียวกัน

    –       มีฟีเจอร์เสริมอย่าง Atom-IDE

    Link :https://atom.io

    อีกหนึ่งโปรเจกต์ open source ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย GitHub โดยฟีเจอร์หลัก ๆ ของ Atom ก็จะมีฟีเจอร์พื้นฐานอย่าง syntax highlight, ตัวช่วยเขียนโค้ด และ code folding ซึ่งจุดเด่นของ Atom  คือมีฟีเจอร์ Built-in Git และ GitHub ที่คุณสามารถดึง source code จาก Git และ GitHub ได้เลยโดยไม่ต้อง command line เอง

    อีกหนึ่งจุดเด่นคือฟีเจอร์ Teletype สำหรับการโค้ดพร้อมกันได้หลายคนในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีจากนี้ยังมีฟีเจอร์เสริมอย่าง Atom-IDE อีกหนึ่งแพ็กเกจเสริมของอะตอม ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง GitHub กับ Facebook เพื่อให้อะตอมนั้นเป็นเครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเต็มรูปแบบ โดยในแพ็กเกจนั้นประกอบไปด้วย ตัวช่วยในการวิเคราะห์ข้อผิดพลาดและคำเตือนต่าง ๆ รวมถึงการวิเคราะห์โค้ดที่เขียนผิด, ตัวช่วยค้นหาข้อมูล การอ้างอิงทั้งหมดพร้อมฟังก์ชั่นอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งยังรองรับการใช้งานได้หลากหลายภาษามากยิ่งขึ้น


    3.Sublime Text 3

    Text Editor

    ราคา : มีทั้งแบบใช้ฟรี และเสียเงิน ($80)

    ความเสถียร : สูง

    ความเร็ว : สูง

    UI/UX : ปานกลาง

    ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง : สูง

    จุดเด่น

    –       ไม่หนักเครื่อง และรวดเร็ว

    –       มี plugin หลากหลายให้เลือก สามารถกำหนดและปรับแต่งรูปแบบได้ตามต้องการ

    Link : http://www.sublimetext.com/

    หากคุณกำลังมองหาโปรแกรม Text Editor โหลดเร็ว โหลดไว ชนิดที่ว่าพอเปิดปุ๊ปรอโหลดไฟล์แค่ไม่กี่วินาทีก็สามารถเข้าไปแก้ไขหรือเขียนโค้ดได้เลย Text Editor ตัวนี้เรียกได้ว่าตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียวค่ะ เพราะ Sublime Text นั้นถูกออกแบบมาให้มีลักษณะไฟล์ที่เล็ก ทำให้โหลดไวไม่หนักเครื่อง รวมไปถึงมีความเสถียรในการใช้งาน และตอบสนองได้ไวไม่แพ้  Text Editor ตัวอื่น ๆ

    ฟีเจอร์เบสิกหลักของ Sublime Text ก็จะมี ตัวช่วยในการเติมคำ, syntax highlight และ code folding นอกจากนี้อีกหนึ่งฟีเจอร์เด่น ๆ ของ Sublime Text ที่มองข้ามไม่ได้เลยก็คือคุณสามารถติดตั้ง plugin เพิ่มเติมได้โดยมีให้คุณเลือกใช้งานได้หลากหลาย ทั้งยังสามารถกำหนดรูปแบบของหน้าจอแสดงผลและเครื่องมือต่าง ๆ ได้ตามต้องการไม่ว่าจะเป็น Theme,  Package Control, เครื่องมือต่าง ๆ ที่คุณสามารถตั้งค่าและจัดการได้เองอย่างง่ายได้ และไม่ซับซ้อนค่ะ


    4.Brackets

    Text Editor

    ราคา : ฟรี

    ความเสถียร : ปานกลาง

    ความเร็ว : ปานกลาง

    UI/UX : ดี

    ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง : ปานกลาง

    จุดเด่น

    –       ออกแบบมาเพื่อ web designer และ front-end developer

    –       มีเครื่องมือ และฟีเจอร์เฉพาะอื่น ๆ ที่มีประโยชน์สำหรับ web designer และ front-end developer

    –       มีฟีเจอร์ Live Preview เพื่อดู Preview บน Chrome ได้แบบเรียลไทม์

    –       รองรับได้ดีในส่วนของภาษา JavaScript, HTML, และ CSS

    Link : http://brackets.io/

    โปรเจกต์ open source ที่พัฒนาโดย Adobe ภายใต้ MIT license ที่ออกแบบมาเพื่อ web designer และ front-end developer โดยรองรับได้ดีในส่วนของภาษา JavaScript, HTML, และ CSS ซึ่งมีฟีเจอร์พื้นฐานหลัก ๆ อย่าง ตัวช่วยในการเติมคำ, syntax highlight และ การวิเคราะห์โค้ดที่เขียนผิด เป็นต้น

    จุดเด่นของ Brackets คือฟีเจอร์ Live Preview ที่คุณสามารถเปิดไฟล์เพื่อดู Preview บน Chrome ได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือ และฟีเจอร์เฉพาะอื่น ๆ สำหรับ web designer และ front-end developerโดยเฉพาะอีกด้วย


    5.Vim

    Text Editor

    ราคา : ฟรี

    ความเสถียร : สูง

    ความเร็ว : สูง

    UI/UX : แย่

    ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง : สูง

    จุดเด่น

    –       สามารถปรับแต่งและขยายตัวได้มาก

    –       มี Plugin เยอะมาก ครอบคลุมทุกแบบ (หรืออาจจะมากกว่า) ที่ Visual Studio Code, Atom, Sublime มี

    –       มี shortcut เยอะแยะมากมายจนไม่ต้องใช้เมาส์

    –       ไม่ต้องโหลดเพราะมีติดมากับเครื่อง

    Link : https://www.vim.org/

            ถึงแม้รูปลักษณ์ของ Vim จะดูเก่าแต่ถึงยังนั้นก็ยังคงความเก๋าเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เพราะมาพร้อมกับฟังก์ชันที่ครบเครื่อง สำหรับมือใหม่ในการเขียนโปรแกรม หรือคนที่ไม่เคยทำงานกับพวก Unix มาเลยจะไม่เข้าใจและต้องเรียนรู้สักหน่อย  เพราะมันคือ Editor แบบ Commend Line บน OS ตระกูล Unix ทั่งหลาย ที่แถมมากับเครื่อง ทำให้ไม่ต้องโหลดให้เสียเวลา แถมยังแทบไม่ต้องใช้เมาส์ เพราะมี shortcut มากมายทำให้คุณสามารถโค้ดคำสั่งต่าง ๆ ผ่านคีย์บอร์ดได้เลย แต่ด้วยความที่เราไม่ต้องใช้เมาส์คลิกไปคลิกมานี่แหละที่ทำให้คุณสามารถโค้ดได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมี Plugin ต่างๆแบบที่ Visual Studio Code, Atom, Sublime มี ไม่ว่าจะ autocomplete, syntax checking, git ต่างๆ จนใช้กันแทบไม่ไหวกันเลยทีเดียวค่ะ


    ที่มา:

    https://www.creativebloq.com/advice/best-code-editors

    https://designrevision.com/best-code-editor/#7-notepad++

  • 5 คอร์สออนไลน์ เรียน Cloud Computing เด็ดๆ สำหรับมือใหม่

    5 คอร์สออนไลน์ เรียน Cloud Computing เด็ดๆ สำหรับมือใหม่

    5 คอร์สออนไลน์สอน Cloud Computing เด็ดๆ สำหรับมือใหม่

    สำหรับใครที่กำลังมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่อง Cloud Computing หรือว่าอยู่ในช่วงกำลังศึกษาทดลองใช้งานอยู่ ห้ามพลาดบทความนี้เด็ดขาดเลยค่ะ เพราะว่าวันนี้เราอยากจะมานำเสนอ 5 คอร์สสอน Cloud Computing เด็ด ๆ สำหรับมือใหม่ ที่จะช่วยให้คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Cloud Computing แบบเนื้อ ๆ เน้น ๆ มาฝากกัน

    โดยคอร์สเหล่านี้นอกจากจะเหมาะสำหรับมือใหม่ที่ไม่มีความรู้ก็สามารถเรียนแล้วเข้าใจได้แล้ว ยังเหมาะกับผู้เรียนทุกระดับ ที่อยากเพิ่มพูนความรู้้เรื่อง Cloud computing เพราะมีเนื้อหาที่ครอบคลุม ทันสมัยและอัพเดตอยู่เสมอ คอร์สที่เรานำมาเสนอนี้ก็มีให้เลือกทั้งแบบเสียเงินและมีเสียเงินให้คุณได้เลือกพิจารณากัน ถ้าพร้อมแล้วลองไปดูกันเลยค่ะ


    1.Cloud Computing Certification & Training : Pluralsight

    เรียน Cloud Computing

    Pluralsight แหล่งรวมคอร์สออนไลน์ที่เหล่าสาย Tech น่าจะคุ้นเคยกันดี โดยคอร์ส Cloud Computing ของ Pluralsight นั้นจะช่วยคุณทำความเข้าใจตั้งแต่ความแตกต่างของเซอร์วิส  Cloud Computing แต่ละชนิด ความหมายหรือความสำคัญของเทคโนโลยีชนิดนี้ รวมไปถึงแนวทางการนำเทคโนโลยี Cloud Computing มาปรับใช้กับโปรเจค หรือธุรกิจของคุณ

    นอกจากนี้แล้วยังมีบทเรียนสอนการใช้งาน Cloud Computing ต่าง ๆ อาทิเช่น Microsoft Azure, AWS หรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของ Cloud Computing เป็นต้น โดยคอร์สนี้จะแบ่งออกเป็นสามระดับด้วยกันคือ ระดับผู้เริ่มต้น ระดับกลาง และระดับสูง ซึ่งในระดับนี้คุณสามารถเลือกเรียนแต่เฉพาะสกิลที่คุณอยากจะพัฒนาต่อก็ได้ค่ะ

    จุดเด่น

    • เรียนรู้ความแตกต่างของ infrastructure แต่ละชนิด และเซอร์วิสแต่ละแบบ
    • ได้รับความรู้และ skill ที่สามารถมานำมาปรับใช้กับองค์กรและธุรกิจของคุณได้
    • ผู้ให้บบรรยายมีความรู้และความเชี่ยวชาญในสาขาของตน ทั้งยังอธิบายได้ครอบคลุมและเข้าใจง่าย
    • มีตัวอย่างที่น่าสนใจช่วยให้คุณเห็นภาพและเข้าใจเนื้อหาได้มากยิ่งขึ้น
    • คุณสามารถดาวน์โหลดเอกสาร บทความ สื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ ได้หลังจากสมัครสมาชิกแล้ว 10 วัน

    ระยะเวลาในการเรียน : ขึ้นอยู่กับผู้เรียน

    ราคา : 29$/เดือน

    Link : pluralsight


    2.Cloud Computing Training Courses Online : Udemy

    เรียน Cloud Computing

    Udemy อีกหนึ่งแพลทฟอร์มคอร์สเรียนออนไลน์ที่เรารู้จักกันดี โดยใน Udemy จะมีหลากหลายคอร์สเกี่ยวกับ Cloud Computing ให้คุณเลือกเรียนตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับสูงเลยทีเดียว เหมาะกับกับผู้เรียนหลากหลายระดับ คุณสามารถซื้อเรียนเป็นคอร์ส ๆ ได้ตามความสนใจ นอกจากนี้ Udemy ยังมีฟิลเตอร์ที่เป็นตัวช่วยของคุณในการเลือกอร์สเรียนได้ตรงตามความของคุณ คุณสามารถเลือกเรียนเฉพาะแพลทฟอร์ม เซอร์วิส หรือเครื่องมือเฉพาะที่คุณสนใจเท่านั้นก็ได้ โดยมีคอร์สให้เลือกมากถึง 3000+ คอร์ส พร้อมรีวิวที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้น

    จุดเด่น

    • มีหัวข้อและเนื้อหาที่ครอบคลุมสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องคลาวด์เลย
    • มีการแนะนำ tools ที่จำเป็นสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นใช้
    • มีแบบฝึกหัดเพื่อทดสอบความเข้าใจผู้เรียน
    • แต่ละบทเรียนมีเนื่อหาที่ละเอียดครอบคลุม พร้อมตัวอย่างและคำอธิบาย
    • มีความยืดหยุ่นสามารถเลือกหัวข้อ หรือเนื้อหาที่คุณสนใจได้เอง
    • สามารถดาว์นโหลดเอกสารประกอบการอธิบาย บทความ สื่อความรู้ต่าง ๆ ได้

    ระยะเวลาในการเรียน : ขึ้นอยู่กับผู้เรียน

    ราคา : ขึ้นอยู่กับแต่ละคอร์ส

    Link: udemy


    3.Cloud Computing by University of Maryland : edX

    เรียน Cloud Computing

    ในหลักสูตร Micromaster ของ University of Maryland คุณจะได้เรียนรู้บริการ Cloud ต่าง ๆ เช่น AWS, Google Cloud Azure หรือ infrastructure อย่าง IaaS, PaaS, Saas นอกจากนี้คุณยังจะได้ทำความรู้จักกับกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ Cloud Computing ทั้งยังมีแบบฝึกหัดให้ทดลองทำไม่ว่าจะเป็นการ implement, การทำ configure หรือการบริหารจัดการ Cloud Computing  เมื่อคุณเรียนครบจบทั้งหลักสูตรแล้วคุณจะได้ประกาศนียบัตรเพื่อเป็นหลักฐานการผ่านอบรมอีกด้วย

    จุดเด่น

    • ในแต่ละคลาสจะค่อย ๆ เพิ่มความรู้ให้คุณตั้งแต่พื้นฐานไปจนระดับยาก ๆ
    • ได้ทดลองลงมือทำจริง
    • มีตัวอย่างจริง ๆ จากประสบการณ์ของผู้สอนมานำเสนอในรูปแบบที่น่าสนใจและเข้าใจง่าย
    • เนื้อหามีการแบ่งออกย่อย ๆ ได้เป็นสี่ตอน ทำให้ง่ายต่อการติดตาม และได้ทำความเข้าใจในแต่ละหัวข้อ
    • มีประกาศนียบัตรมอบให้เมื่อจบหลักสูตร

    ระยะเวลาในการเรียน : 8 อาทิตย์ต่อคอร์ส (8 – 10 ชั่วโมงต่อ 1 อาทิตย์)

    ราคา : $896.40 USD

    Link : edx


    4.Cloud Computing Course : University of Illinois (Coursera)

    เรียน Cloud Computing

    ในหลักสูตรนี้คุณจะได้รู้จักกับกระบวนการทำงานของ Public Cloud และ Private  Cloud ว่าทำงานเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ได้เรียนรู้เทคนิคพื้นฐานหลักๆ อย่างอัลกอริทึม และปัชญาการออกแบบ รวมไปถึงเรียนรู้พื้นฐานเทคโนโลยีการประมวลผลแบบกระจาย (Distributed Computing) ได้เรียนเกี่ยวกับการทำงานของ MapReduce เรียนรู้ NoSQL และ การทำ scalability เป็นต้น ทั้งยังมีแบบฝึกหัดให้ทดลองทำท้ายบทเพื่อให้ทบทวนและมองเห็นภาพได้ชัดขึ้น

    จุดเด่น

    • ผู้เรียนต้องมีพื้นฐานและประสบการณ์ในการใช้ภาษา C++ หรือภาษาที่คล้ายคลึงกัน
    • มีเอกการสารประกอบการสอนให้ทำความเข้าใจตามและนำไปทบทวนต่อเมื่อจบการสอน
    • ผู้สอนอธิบายเนื้อหาได้เข้าใจง่าย สั้นกระชับ และได้ใจความ
    • เรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงระดับยาก ๆ
    • มีประกาศนียบัตรมอบให้เมื่อจบหลักสูตร

    ระยะเวลาในการเรียน : 38 ชั่วโมง (ใช้เวลาเรียน 5 สัปดาห์/วันละ 5- 10 ชั่วโมง)

    ราคา : เรียนฟรี

    Link : coursera


    5.Cloud Computing Training : LinkedIn Learning – Lynda

    เรียน Cloud Computing

    คอร์สนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นทำงานสาย Cloud Computing แบบจริงจัง โดยคุณจะเรียนรู้และทำความเข้าใจผ่านกระบวนการการค้นคว้า และการนำไปฎิบติใช้ในการบริหารจัดการ และการให้บริการ ของ Cloud Computing ตนเอง นอกจากนี้หากคุณเป็นผู้ที่ไม่รู้จัก Cloud Computing มาก่อนเลย ในคอร์สเรียนนี้ก็มีสอนปูพื้นฐานตั้งแต่เริ่มต้นอย่างวิดีโอสอน “take the first step and understand the career prospects” ที่มีเนื้อหาครอบคลุมสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นสายงายนี้ ไปจนถึงหัวข้อยาก ๆ อย่าง การ migrate application หรือการจัดการความปลอดภัยของคลาวด์ เป็นต้น

    จุดเด่น

    • มีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ความรู้พื้นฐานไปจนถึงระดับยาก ๆ
    • มีเอกสารประกอบการสอนและแบบฝึกหัดท้ายบทเรียน
    • มีแบบฝึกหัดเพิ่มเติมให้ทดลองทำออนไลน์
    • มีฟีเจอร์ ‘view offline’ ที่สามารถดาว์นโหลดเก็บไว้ดูได้ภายหลัง
    • เอกสารสรุปและเอกสารความรู้เพิ่มเติมที่สามารถดาว์นโหลดหนึ่งเดือนหลังจากสมัครใช้งาน

    ระยะเวลาในการเรียน : 2 ชั่วโมง 53 นาที

    ราคา : $34.99 USD

    Link : linkedin


    เป็นยังไงกันบ้างคะกับ 5 คอร์สสอน Cloud Computing ที่คัดมาให้แบบเน้น  ๆ ให้ทุกตนได้ลองกันหวังว่าจะเจอคอร์สที่ถูกใจกันบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ


    ที่มา :

    https://www.coursera.org/learn/

    https://digitaldefynd.com/best-cloud-computing-courses/

    https://www.edx.org/micromasters/

    https://www.linkedin.com/learning

    https://www.pluralsight.com/

    https://www.udemy.com/topic/cloud-computing/