Blog

  • วิธีแก้ปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้

    วิธีแก้ปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้

    วิธีแก้ปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้

    สำหรับใครที่มีปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้ วันนี้เรามีวิธีการแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ มานำเสนอถึง 2 วิธีด้วยกัน โดยผู้ใช้บริการต้องแก้ไขในส่วนของ Client จะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง มาเริ่มกันที่วิธีแรกกันได้เลย

    Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop

    วิธีที่ 1

    1. กด Windows + R แล้วพิมพ์ gpedit.msc จากนั้นให้กดปุ่ม OK


    2. เลือกไปที่ Computer Configuration > Administrative Templates > System > Credentials Delegation > และเลือกที่ Encryption Oracle Remediation

    3. เลือกเป็น Enable และเลือก Protection Level : Vulnerable จากนั้นกด Apply > OK

    วิธีที่ 2

    1. กด Windows + R แล้วพิมพ์ regedit จากนั้นให้กดปุ่ม OK

    2. เลือกไปที่ Expand HKEY_LOCAL_MACHINE > SOFTWARE > Microsoft > Windows > CurrentVersion > Policies > System 

    3. Click ขวาที่ System > เลือก New > Key แล้วสร้าง Folder ชื่อ CredSSP

    4. Click ขวาที่ CredSSP > เลือก New >  Key แล้วสร้าง Folder ชื่อ Parameters

    5. เลือกที่ Parameters จากนั้น Click ขวาบนพื้นที่ว่าง แล้วเลือก New > DWORD (32 bit) Value พิมพ์ AllowEncryptionOracle จากนั้น Click ขวาที่ AllowEncyptionOracle เลือก Modify

    6. เลือกที่ Value Data : 2 , Base : Decimal จากนั้นกดปุ่ม OK

    เพียงทำตามขั้นตอนเหล่านี้ คุณก็สามารถแก้ไขปัญหา Windows Server ไม่สามารถ Remote Desktop ได้แล้ว

  • วิธีการติดตั้ง Service FTP บน Ubuntu Server 16.04

    วิธีการติดตั้ง Service FTP บน Ubuntu Server 16.04

    วิธีการติดตั้ง Service FTP บน Ubuntu Server 16.04

    FTP (File Transfer Protocol) คือ Protocol สำหรับโอนไฟล์รับ-ส่งไฟล์ระหว่าง Client และ Server โดยจะมีพอร์ตที่ใช้งานอยู่ 2 พอร์ต คือ พอร์ต 20 ใช้ในการรับ-ส่งไฟล์ ส่วนอีกพอร์ตคือ พอร์ต 21 ใช้ในการควบคุมหรือส่งคำสั่ง FTP


    Step 1: ทำการ update service และติดตั้ง ftp (โดยเปิด port 21 สำหรับ Service ftp)

    $ sudo apt-get update

    $ sudo apt-get install vsftpd


    Step 2: สร้าง user สำหรับ รับ-ส่ง ไฟล์ และตั้งรหัสผ่าน

    # adduser <user ที่ต้องการสร้าง>


    Step 3: ทำการแก้ไข config ในไฟล์ etc/vsftpd.conf

    # vi /etc/vsftpd.conf

    และเพิ่ม Config ลงไปในไฟล์ vsftpd.conf


    Step 4: เพิ่มชื่อ user ของ FTP ที่สร้างลงใน ไฟล์  /etc/vsftpd.chroot_list

    # vi /etc/vsftpd.chroot_list


    Step 5: ทำการ restart service ftp

    # systemctl restart vsftpd.service

    # systemctl status vsftpd.service


    Step 6: ทำการทดสอบ FTP จากโปรแกรม FileZilla

    1) File > Site Manager

    2) ใส่ข้อมูลตามรายละเอียด

    • Host: หมายเลข IP Address ของเครื่อง FTP Server
    • Port: 21
    • Username: Account User ที่กำหนดใน Ubuntu Server
    • Password: Password User ที่กำหนดใน Ubuntu Server

    3) ตั้งค่า Transfer Settings เป็น Active

    เมื่อ Connect เรียบร้อยแล้วจะสามารถรับส่งไฟล์ จาก server ไป client หรือ client ไป server ได้

  • วิธีใช้งานระบบแจ้งเตือน (Notification Feature) บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีใช้งานระบบแจ้งเตือน (Notification Feature) บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีใช้งานระบบแจ้งเตือน (Notification Feature) บน gate.openlandscape.cloud

    ในส่วนของการใช้งานระบบแจ้งเตือน หรือ Notification Feature จะเป็นช่องทางการแจ้งเตือนข่าวสารหรือโปรโมชันต่าง และการแจ้งเตือนของระบบ ในส่วนที่ผู้ใช้บริการได้ดำเนินการต่าง บน Gate.openlandscape.cloud โดยสามารถเข้าไปดูได้ที่หน้าต่าง “Notification” ซึ่งจะมีให้เลือกเข้าใช้งาน 2 ที่ด้วยกัน ดังนี้

    1. ในแถบเมนูทางด้านซ้ายมือ ด้านล่างสุด

    Notification feature 1

    2. แถบของ “Notification” เป็นรูปปุ่มกระดิ่งแจ้งเตือน “🛎” ใกล้บริเวณแถบ “CREATE INSTANCE”

    Notification feature 2

    3 ประเภทของ Notification มีอะไรบ้าง ?

    OpenLandscape แบ่งประเภทของ “Notification” เป็น 3 ประเภท ดังนี้

    1. System  

    ในส่วนของ System คือ การแจ้งเตือนประวัติการใช้งานบนระบบของผู้ใช้บริการ เช่น

    • การสร้าง Instance แบบ Password ในระบบ ซึ่ง User และ Password จะถูกส่งผ่านทางอีเมลของผู้ใช้บริการ และผู้ใช้บริการสามารถดู Password ทางระบบแจ้งเตือน “Notification” แบบ Realtime ได้
    • การเติมเครดิตเข้าระบบ เป็นการแจ้งเตือนการเติมเครดิตเข้าระบบแบบ Realtime บน Notification เช่นเดียวกัน เป็นต้น

    ตัวอย่าง การสร้าง Instance แบบ Password

    Notification feature 3

    สำหรับการสร้าง Instance แบบ Password สามารถดู User และ Password ได้ที่บริเวณกรอบสีแดงตามดังภาพตัวอย่างด้านล่าง

    Notification feature 4

    นอกจากนี้ หากผู้ใช้บริการกดไปที่แจ้งเตือนของ System ในส่วนของการสร้าง Instance เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดของ Instance ระบบจะเข้าสู่หน้าต่างของ Instance ดังภาพตัวอย่างด้านล่าง

    Notification feature 5


    2. Updates 

    ในส่วนของ Updates คือ การแจ้งเตือนการอัปเดต และปรับปรุงระบบ เช่น เมื่อมีฟีเจอร์ใหม่บน Gate หรือมีการ Maintenance Gate จะได้รับแจ้งเตือนผ่านช่องทางนี้

    Notification feature 6

    นอกจากนี้ หากกดไปที่ปุ่มแจ้งเตือนของ Update ในส่วนของฟีเจอร์ใหม่จะมีหน้าต่างรายละเอียดขึ้นมา ผู้ใช้บริการสามารถกดปุ่ม Go To Page เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดของฟีเจอร์ใหม่ในหน้าเพจ Blog.Openlandscape.Cloud ได้อีกด้วย

    ตัวอย่างหน้าต่างรายละเอียดของฟีเจอร์ใหม่

    Notification feature 7

    ตัวอย่างหน้าเพจ ใน blog.openlandscape.cloud

    Notification feature 8


    3. Announcement

    ในส่วนของ Announcement คือ การแจ้งเตือนข่าวสาร และ โปรโมชัน ของ OpenLandscape เช่น หากมีโปรโมชันบน Facebook ของ Openlandscape Cloud จะมีการขึ้นแจ้งเตือนบน “Notification” และสามารถดูรายละเอียดที่ Facebook ได้เช่นกัน

    Notification feature 9

    นอกจากนี้หากกดไปที่แจ้งเตือนของ Annoucement ในส่วนของโปรโมชัน จะมีหน้าต่างรายละเอียดขึ้นมา ผู้ใช้บริการสามารถกดปุ่ม Go To Promotion เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดของโปรโมชันในหน้า Facebook หรือ Blog ของ Openlandscape Cloud 

    ตัวอย่างหน้าต่างรายละเอียดโปรโมชัน

    Notification feature 10

    ตัวอย่างหน้าโปรโมชัน ในเฟสบุ๊ค

    Notification feature 11

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • WFH ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคยด้วยรูปแบบการทำงาน Remote Work !

    WFH ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคยด้วยรูปแบบการทำงาน Remote Work !

    WFH ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคยด้วยรูปแบบการทำงาน Remote Work !

    ภายใต้สถานการณ์ที่คุณต้องทำงานอยู่บ้าน ทั้งในรูปแบบ WFH หรือแบบ Remote Work สำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องมีการปรับตัวกับการทำงานในรูปแบบใหม่ ในสภาพแวดล้อมที่ถึงแม้จะคุ้นเคยกันดี แต่ยังขึ้นชื่อว่าเป็น “ บ้าน ” ซึ่งเป็นสถานที่แห่งการพักผ่อน ทำให้บางครั้ง อาจมีความรู้สึกขี้เกียจ ไม่อยากทำงานหรือวอกแวกไปทำอย่างอื่น จนทำให้งานไม่เสร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ และบางคนอาจพบปัญหา เมื่อเริ่มทำงานที่บ้านไปสักพัก รู้สึกเหมือนทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่มีเวลาพักผ่อนจนเกิดเป็นความเครียด ไม่ได้รู้สึกว่าบ้านเป็นสถานที่พักผ่อนอีกต่อไป 

    แล้วอย่างนี้ควรปรับตัวอย่างไร ให้การทำงานแบบ Work From Home ดีขึ้น ? OpenLandscape ขอแนะนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับการทำงานแบบ Remote Work ที่ช่วยให้การทำงานนอกออฟฟิศมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น !


    Remote Work คืออะไร ?

    การทำงานในรูปแบบ Remote Work หรือ Remote Working เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรับและส่งงานตามกำหนด ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในต่างประเทศนั้น หลาย ๆ บริษัทเริ่มผันตัวให้พนักงานทำงานในรูปแบบนี้กันมากขึ้น เพราะเป็นเหมือนรูปแบบการทำงานที่ทำให้คุณสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ที่มีอินเตอร์เน็ตรองรับ โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ หรือไม่จำเป็นที่ต้องไปทำงานที่บริษัททุกวัน เพื่อทำงานจากโต๊ะประจำตำแหน่งอย่างเดียวเท่านั้น เพราะคุณสามารถใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามารองรับการทำงาน และสามารถ Monitor การทำงานพร้อมให้ Feedback ได้ในทันที

    อีกทั้งยังเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงานที่บ้านไกลจากบริษัท ได้ทำโปรเจกต์ที่ถือไว้ได้อย่างบรรลุเป้าหมายจากทุกที่ที่ต้องการ

    นอกจากเพิ่มความยืดหยุ่นของการทำงานในแต่ละวันได้ด้วยตนเองแล้ว ยังส่งผลให้ชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัวของพนักงานลงตัวในแบบที่ต้องการ เพราะคุณสามารถเลือกทำงานได้ตามช่วงเวลาที่สะดวก มีอิสระในการทำงานที่มากกว่าเก่า ตอบโจทย์สำหรับคนที่หัวแล่นในช่วงเลิกงานตามเวลาปกติหรือช่วงกลางดึก ซึ่งทำให้การทำงานอาจใช้เวลาทำน้อยลง และมีประสิทธิภาพมากกว่าทำงานแบบปกติ ส่งผลให้อาจมีการส่งงานได้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมอีกด้วย

    อีกทั้งคุณยังสามารถเลือกทำงานในบรรยากาศที่ตนเองต้องการได้ บางคนชอบบรรยากาศที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวนขณะทำงานหรือบางคนชอบเปิดเพลงเสียงดัง ๆ ขณะทำงาน แต่ทำไม่ได้เพราะเกรงใจเพื่อนร่วมงานที่นั่งติดกันจึงต้องใส่หูฟัง และนั่นอาจทำให้มีปัญหาในการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนร่วมกับผู้อื่น จนทำให้เกิดปัญหาในการทำงานขึ้นได้นั่นเอง ซึ่งการทำงานแบบ Remote Working จึงทำให้คุณหมดปัญหากับประเด็นบรรยากาศในที่ทำงานเป็นพิษ ทำให้คิดงานไม่ออกได้ในทันที 

    นอกจากช่วยให้คุณทำงานได้ถนัดมากขึ้นแล้ว การทำงานในรูปแบบนี้ยังช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน อีกทั้งยังดึงเอาศักยภาพของคุณออกมาได้อย่างเต็มที่ และช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานของคุณให้ดีมากขึ้นได้อีกด้วย เรียกได้ว่างานที่ออกมานั้นล้วนต้องมากไปด้วยคุณภาพอย่างแน่นอน

    ดังนั้นคุณควรบริหารจัดสรรเวลาในการทำงานให้ดี ควรมีระเบียบวินัยและตรงต่อเวลาเสมอ รวมถึงจัดตารางเวลาของการทำงานให้เหมือนการทำงานปกติที่มีเวลาพัก คือ พัก ไม่ปล่อยให้ตัวเองทำงานเพลินจนลากยาว และเวลาทำงาน คือ ทำงาน ดำเนินการให้ได้ผลสำเร็จที่ลุล่วง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดต่อการทำงานหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพ และคุณภาพของผลงานนั่นเอง


    แล้วจะเลือกทำงานแบบ Remote Work ได้อย่างไร ?

    มีหลายวิธีที่สามารถทำงานแบบ Remote working โดยต้องเลือกทำงานในแบบที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเกิดจากการตกลงร่วมกันในทีมอย่างลงตัว เช่น บางคนเลือกทำงานแบบ Remote Working เป็นส่วนใหญ่ตลอดสัปดาห์ของการทำงาน แต่ต้องเดินทางไปประชุมด้วยตัวเองที่สำนักงานใหญ่ในหนึ่งวันต่อสัปดาห์ และพนักงานบางคนเลือกทำงานแบบ Remote Working ทุกวันซึ่งอาจเลือกทำงานจากที่บ้านของตนเองหรือร้านกาแฟที่มีอินเทอร์เน็ตรองรับได้เช่นเดียวกัน เพราะสิ่งสำคัญของการทำงานแบบ Remote Working ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่เท่านั้น

    เนื่องจากมีหลายคนที่บ้านอาจไม่ใช่สถานที่อำนวยความสะดวกต่อการทำงาน แต่ไม่อยากเข้าบริษัทก็สามารถพึ่งพาพื้นที่ Coworking Space ที่เป็นจุดศูนย์รวมของทุกคนที่สามารถทำงานให้เสร็จได้เช่นเดียวกัน

    Coworking Space เรียกได้ว่าทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของแหล่งสร้างชุมชน ที่อำนวยความสะดวกในเรื่องของเทคโนโลยี รวมถึงเป็นแหล่งเครือข่ายที่ยอดเยี่ยม และยังเพิ่มโอกาสในการพบปะกับผู้อื่นที่ทำงานในหลากหลายสายงานได้อีกด้วย 

    นอกจากการทำงานที่ได้รับให้สำเร็จตามเป้าหมายแล้ว คุณยังสามารถได้ประโยชน์จากกลุ่มผู้คนใหม่ ๆ ในสังคมใหม่ที่ใช้พื้นที่ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำจากบริษัทอื่น ฟรีแลนซ์รับงานอิสระ ผู้ประกอบการที่ต้องการเช่าพื้นที่บริษัทสำหรับตัวเอง หรือแม้กระทั่งเจ้าของกิจการขนาดเล็กที่อาจจะกลายมาเป็นลูกค้ารายใหม่ของคุณ 

    สามารถพูดได้เลยว่า Coworking Space เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างบริษัทแบบดั้งเดิมกับพื้นที่ทำงานในรูปแบบใหม่ ที่ช่วยให้คุณรู้สึกสะดวกสบายในการทำงานเหมือนอยู่ที่บ้าน และรวมเข้ากับสิ่งอำนวยความสะดวกระดับมืออาชีพ ราวกับยกมาจากบริษัท พร้อมโอกาสในการเพิ่มเครือข่ายใหม่ ๆ ที่คุณพบในสภาพแวดล้อมแบบองค์กร ซึ่งการทำงานแบบ Remote Working สามารถเลือกใช้ประโยชน์จากพื่นที่ Coworking Space ที่ใกล้ที่ทำงานหรือใกล้บ้านคุณก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ดีมากเลยทีเดียว


    ทำไมต้องทำงานแบบ Remote Work ?

    เมื่อคุณเข้าใจแล้วว่าการทำงานแบบ Remote Working คืออะไร และผู้คนทั่วไปสามารถทำงานแบบ Remote Working ได้ในทุกวันอย่างไร แต่คุณอาจสงสัยว่า เพราะอะไร ทำไมบางคนถึงเลือกทำงานนอกบริษัท และทำไมเจ้านายของพวกเขาถึงอนุมัติให้พวกเขาทำงานนอกสถานที่ได้ 

    คำตอบของคำถามนี้คือ เพราะการทำงานแบบ Remote Working มีประโยชน์มากมายทั้งสำหรับตัวพนักงานและเจ้านาย ตั้งแต่การเพิ่มผลงานที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการทำงานที่เต็มไปด้วยความสุข และสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรคออฟฟิศซินโดรม โดยทางเราจะมาแบ่งข้อดีของพนักงานและเจ้านายดังหัวข้อต่อไปนี้


    การทำงานแบบ Remote Work มีประโยชน์ต่อพนักงานอย่างไร ?

    1. หมดความกังวลกับการทำงานแบบเคร่งเครียด และได้ทำอย่างอื่นได้มากยิ่งขึ้น

    เหตุผลที่ชัดเจนที่สุด สำหรับผู้คนที่ต้องการทำงานแบบ Remote Working คือ สามารถทำให้พนักงานมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เมื่อไม่จำเป็นต้องอยู่ในบริษัทในช่วงเวลาที่กำหนด พนักงานแบบ Remote Working สามารถมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญสำหรับตนเองจากนอกบริษัทได้ในทันที เช่น หากพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working เป็นพ่อแม่ที่กำลังมีลูกเล็ก ก็สามารถเริ่มทำงานให้เร็วขึ้น เพื่อรีบทำงานให้เสร็จก่อนกำหนด และสามารถไปดูแลลูกน้อยของตนเองได้อย่างทันทีหรือในสถานการณ์อื่น อาจเป็นพนักงานแบบ Remote Working ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมในสาขาวิชาของตนเอง และไม่ต้องการอยู่ภายใต้ตารางงานที่เข้มงวดในสถานที่ทำงาน จึงทำให้สามารถศึกษาระดับปริญญาโท หรือหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่องในระหว่างวัน และเพิ่มการทำงานของตนเองในตอนเย็นหรือช่วงเวลาเลิกเรียนได้ เป็นต้น

    2. สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working มีความเครียดน้อยลง และมีกำลังใจสูงขึ้นกว่าพนักงานในบริษัท โดยในรายงานที่ตีพิมพ์โดย Royal Society for Public Health ในสหราชอาณาจักรที่ประกอบไปด้วย 4 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ พบว่า 55% ของผู้เข้าร่วม รู้สึกเครียดมากขึ้นเนื่องจากการเดินทางไปทำงาน แต่เมื่อพนักงานได้ทำงานแบบ Remote Working ในสภาพแวดล้อมที่รู้สึกสบายใจ ส่งผลให้เความเครียดที่มีต่องานน้อยลงอย่าเห็นได้ชัด และจากการศึกษาของ PGi ในปี 2014 พบว่า 69% ของคนที่ทำงานแบบ Remote Working มีรายงานการขาดงานที่น้อยกว่าพนักงานที่มาทำงานที่บริษัทแบบปกติ 

    นอกจากนี้ พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working ไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องออกไปทำงานที่บริษัท เนื่องจากทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมและมุ่งเน้นในบทบาทหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่ แทนที่จะเสียเวลาไปกับความเครียดหรือความกดดันภายในองค์กร จึงส่งผลให้พนักงานที่มีความสุขและสุขภาพที่ดีจะมีการทำงานที่ดีขึ้น รวมถึงรู้สึกผูกพันกับบริษัทมากขึ้นไปด้วย โดยจากมุมมองนี้จะเห็นได้ว่าการทำงานแบบ Remote Working เป็นรูปแบบการทำงานที่ดีอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

    3. ความรักในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น

    พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working สามารถทำงานให้ดีที่สุดได้ เมื่ออยู่นอกบริษัท เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมที่ดีมากกว่าเดิม และสามารถคัดกรองสิ่งรบกวนในการทำงานตามที่เห็นสมควรได้เป็นอย่างดี 

    การทำงานแบบ Remote Working เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานรูปแบบหนึ่ง เปรียบเสมือนเป็นรางวัลสำหรับการทำงานที่ยอดเยี่ยมสำหรับพนักงาน และเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นศักยภาพของการทำงาน เพื่อให้ได้ก้าวข้ามเป้าหมายเดิม ๆ ของตนเองและได้ดำเนินชีวิตตามแบบที่พวกเขารักได้นั่นเอง


    การทำงานแบบ Remote Work มีประโยชน์ต่อเจ้านายอย่างไร ?

    1. ได้รับผลผลิตที่สูงขึ้นกว่าเก่า

    หนึ่งในข้อโต้แย้งที่มีความขัดแย้งมากที่สุดสำหรับการทำงานแบบ Remote Working คือ ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น มาจากความยืดหยุ่นในการทำงานของพนักงาน ซึ่งพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working มีแนวโน้มที่จะใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ในการทำงานของตนเองกว่าการทำงานในบริษัทแบบปกติ จึงทำให้ผลงานออกมาดีกว่า การทำงานให้เสร็จเฉย ๆ 

    เมื่อเทียบกับพนักงานที่ทำงานในบริษัท ตามรายงานจากการสำรวจของ Surepayroll พบว่า 65% พบว่าการทำงานแบบ Remote Working ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและมีผลงานที่มีคุณภาพได้มากกว่าการทำงานแบบเต็มเวลา 

    2. ประหยัดต้นทุนได้มากกว่าเดิม

    พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working เป็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมต่อผลกำไรของบริษัท ด้วยการช่วยลดรายจ่ายภายในบริษัท เช่น ค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน และค่าเฟอร์นิเจอร์ในสำนักงาน เป็นต้น โดยผลสำรวจจาก Flexjobs รายงานว่า ผู้ว่าจ้างสามารถประหยัดเงินได้ถึง $ 22,000 ต่อคน สำหรับการทำงานแบบ Remote Work เพียงส่วนหนึ่งขององค์กรในรายปี  

    3. พนักงานมีส่วนร่วมกับงานที่ได้รับมากยิ่งขึ้น

    นอกเหนือจากผลกำไรและคุณภาพงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมแล้ว การที่เจ้านายเสนอโอกาสในการทำงานแบบ Remote Working เพื่อให้พนักงานมีความสุขและมีส่วนร่วมกับงานที่มากยิ่งขึ้นแล้ว ในการทำงานแบบ Remote Working ไม่เพียงแต่จะเป็นการทำงานที่ดี ยังมีความต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งส่งผลโดยตรงที่ทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานชิ้นนั้นได้อย่างเต็มที่ 

    พนักงานเกือบ 75% ที่ได้รับการสำรวจจาก Softchoice รายงานว่า พวกเขาจะลาออกจากงานทันที ถ้ามีที่ทำงานไหนเสนอให้มีการทำงานแบบ Remote Working นั่นคือสิ่งที่จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถได้คัดเลือกพนักงานที่ตั้งใจมาทำงานให้ตนเองและองค์กรได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพได้มากกว่าเดิม โดยไม่มีอุปสรรค์ในเรื่องของการเดินทางมาขัดขวางอีกต่อไป 

    และอีกหนึ่งผลลัพธ์จากการสำรวจโดย TINYpulse รายงานว่า พนักงานที่ได้รับการอนุมัติให้ได้ทำงานแบบ Remote Working สามารถทำให้พวกเขามีความสุขและรู้สึกถึงคุณค่าในหน้าที่ของตนเองต่อที่ทำงาน ได้มากกว่าการเป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานอีกด้วย


    ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำงานแบบ Remote Work ?

    ในขณะที่การทำงานแบบ Remote Working กำลังเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ยังมีเรื่องเข้าใจผิด เกี่ยวกับรูปแบบการทำงานแบบ Remote Working นี้อยู่ OpenLandscape ได้สรุปรวมมาเป็นหัวข้อ เพื่ออธิบายให้คุณได้ทำความเข้าใจการทำงานในรูปแบบนี้ให้มากยิ่งขึ้นแล้ว ดังนี้ 

    มักมีปัญหาในการสื่อสารจริงหรือไม่ ?

    การทำงานแบบ Remote Working แม้จะไม่ได้มีการพูดคุยกันต่อหน้า เพราะอยู่ต่างสถานที่กัน แต่ปัญหาด้านการสื่อสารที่หลายคนกังวลนั้นแทบจะไม่มีมาให้กระทบกับเรื่องงานเลย เพราะการติดต่อสื่อสารกับคนในที่ทำงานแบบ Remote Working นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนสามารถพูดคุยหรือประสานงานกับคนในทีม ผ่านช่องทางการติดต่อได้หลากหลายช่องทางที่สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้การทำงานและการประสานงานนั่น สำเร็จได้ด้วยดีไม่ต่างจากการทำงานที่สำนักงานเลย

    การสนทนาผ่านทาง Video Calls เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการจัดการประชุมสำหรับพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working เพราะสามารถพูดคุยได้เหมือนอยู่ต่อหน้ากัน อีกทั้งพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working มักมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้เริ่มต้นพูดคุยด้วยตนเองอย่างกระตือรือร้นกับคนในทีม ในเรื่องของการสื่อสารเกี่ยวกับสถานะของโปรเจกต์ รวมถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่อีกด้วย

    ต้องพร้อมทำงานตลอดเวลาจริงหรือไม่ ?

    นี่เป็นอีกหนึ่งในความกลัวและความเข้าใจผิดของพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working รวมถึงเจ้านายด้วย เนื่องจากพนักงานส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการทำงานแบบ Remote Working เพราะเป็นการทำงานที่ให้อิสระแก่พนักงาน ในการจัดทำตารางเวลาของตนเองให้มีเวลาส่วนตัวที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เพราะช่วยให้ตารางการทำงานของพนักงานเพิ่มมากขึ้นเป็นตลอด 24 ชั่วโมงใน 1 วัน 

    อีกทั้งเจ้านายอาจไม่ต้องการให้พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working ต้องทำงานแบบไม่มีหยุดพัก เพราะกลัวว่าพนักงานจะเหนื่อยล้าจากการทำงาน และหมดความตั้งใจในการทำงาน  สิ่งนี้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญในการเริ่มต้นข้อตกลงในการทำงานแบบ Remote Working ร่วมกันในองค์กร

    ในการทำงานแบบ Remote Working พนักงานควรแจ้งชั่วโมงที่พร้อมทำงานและเวลาพักของวันให้ทุกคนทราบ เพื่อสะดวกในการติดต่อสื่อสารและความยืดหยุ่นของการทำงาน นอกเหนือจากการวางมาตรฐานสำหรับเวลาในการทำงานแบบ Remote Working แล้ว อย่าลืมกำหนดช่องทางการติดต่อสื่อสารกับสมาชิกในทีมที่ชัดเจนด้วย

    จะรู้ได้อย่างไรว่าทำงานจริง ?

    แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุด และถูกเข้าใจผิดมากที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน ภาพลักษณ์ของคนที่ทำงานแบบ Remote Working คือ พวกเขามักจะนั่งหรือนอนอยู่บนเตียงทั้งวันในชุดนอน อาจทำงานเพียงครั้งเดียวหรือเพียงชั่วครู่เท่านั้น และไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับผู้ที่เดินทางไปทำงานที่สำนักงานในทุก ๆ วัน  

    เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่จริง เพราะคนที่ทำงานแบบ Remote Working มีหลากหลายสไตล์ มีทั้งคนที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เพื่ออาบน้ำและเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์โปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จตามกำหนดที่ได้วางเอาไว้ รวมถึงผู้ที่เตรียมพร้อมตารางงานรายวัน เหมือนกับคนที่ต้องไปทำงานในออฟฟิศ 

    หากคุณกังวลว่าจะเช็คได้อย่างไรว่าทำงานกันจริงหรือไม่ เพียงแค่คุณดูที่ผลงานที่ได้รับก็เป็นคำตอบสำหรับคำถามข้อนี้ได้ดีที่สุดแล้ว และหากยังไม่แน่ใจ สามารถตรวจสอบดูรายงานการทำงานประจำวันได้ด้วยเช่นเดียวกัน


    ‍สรุปแล้วพนักงานแบบ Remote Work คืออะไร ?

    พนักงานแบบ Remote Work หรือ Remote Working คือ คนที่ทำงานในนามของบริษัท แต่ทำงานนอกออฟฟิศ อาจหมายถึงการทำงานจาก Coworking Space, บ้าน, ร้านกาแฟ และในพื้นที่อื่น ๆ ที่รองรับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

    นี่เป็นกระบวนการที่มีหลายขั้นตอน และไม่ใช่สิ่งที่ทำไปโดยไม่ต้องคิดอะไรสักอย่าง เพราะ พนักงานแบบ Remote Working จะต้องพิจารณาบทบาทหน้าที่ วางแผน และรับมือกับปัญหาที่ต้องเผชิญ เพื่อแสดงความเป็นมืออาชีพจากสไตล์การทำงานของตนเอง ให้ผลงานสำเร็จตามกำหนดที่ได้รับมอบหมาย

    สำหรับใครที่อยากเสนอการทำงานแบบนี้กับองค์กร คุณต้องสร้างกรณีศึกษาทางธุรกิจที่มีการวิจัยเป็นอย่างดี ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงกับบทบาทและหน้าที่ของคุณในองค์กร โดยใช้พลังแห่งการโน้มน้าวใจ เพื่อให้หัวหน้าของคุณอนุมัติการทำงานแบบ Remote Working รวมถึงข้อตกลงร่วมกันว่าคุณต้องการทำงานเป็นสัปดาห์ละครั้งหรือทั้งปี รวมถึงการรายงานผลการทำงานอย่างละเอียดในประจำวัน และการทำงานร่วมกับทีมของคุณได้เป็นอย่างดี ไร้อุปสรรคทางการสื่อสารนั่นเอง

    ในขณะที่เทคโนโลยียังคงก้าวหน้า การทำงานแบบ Remote Working จึงเป็นเรื่องธรรมดาในหลายแวดวงการ ตั้งแต่งานที่คุณคาดหวัง อาจเป็นงานทางด้านเทคโนโลยี งานอิสระ และงานด้านอื่น ๆ ซึ่งการทำงานแบบ Remote Working สามารถพบได้ในเกือบทุกธุรกิจ

    หากคุณกำลังมองหาบริษัทที่รับการงานแบบ Remote Working เริ่มต้นค้นหาได้เลย รวมถึงอาจลองเสนอรูปแบบการทำงานนี้กับบริษัทที่คุณทำอยู่ เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าโอกาสนั้นจะมาเมื่อไหร่ ถ้าไม่ได้ลองดูก่อน ซึ่งการทำงานที่มีอิสระในการใช้ชีวิตตามความต้องการของคุณกำลังรอคุณอยู่ !


    ข้อมูลอ้างอิงจาก 

    What is Remote Work?

    Benefits Of Telecommuting For The Future Of Work

    ทำความรู้จัก Remote Working ดีต่อใจแต่ไม่ไกลผลลัพธ์เดิม

  • Depa ใจดี มอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ SEMs สูงสุดถึง 10,000 บาท !

    Depa ใจดี มอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ SEMs สูงสุดถึง 10,000 บาท !

    Depa ใจดี มอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ SEMs สูงสุดถึง 10,000 บาท !

    โอกาสดี ๆ มาถึงแล้ว สำหรับผู้ประกอบการ SMEs กับโครงการอุดหนุนเพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และ นวัตกรรมดิจิทัลในภาคอุสาหกรรม (Depa Mini Transformation Voucher)  ซึ่งเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นโดยสำนักงานส่งเสริมเศรฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า และร่วมมือกับพันธมิตรองค์กรเอกชนที่มีสมาชิกในกลุ่มอุตสหกรรมดิจิตอล และ กลุ่มอุตสหกรรมเป้าหมาย 

    สำหรับโครงการดี ๆ แบบนี้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้ SMEs ไทยในทุกภูมิภาคได้ขับเคลื่อนธุรกิจในยุคดิจิทัล ส่งผลให้ธุรกิจสามารถลดต้นทุน และเพิ่มผลประกอบการในช่วงสถาการณ์โควิด – 19 (Covid – 19) โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครร่วมโครงการเป็นผู้ให้บริการ หรือขอรับสิทธิเพื่อใช้บริการกับผู้ให้บริการที่ร่วมในโครงการได้ 

    ในส่วนของรายละเอียดโครงการก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน โดยทางดีป้าจะมีเงินทุนสนับสนุนให้เปล่าสูงสุดในโครงการจำนวนร้อยละ 100 ของค่าใช้จ่ายก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม ในวงเงินไม่เกิน 10,000 บาทเลยทีเดียว 

    กลุ่มของผู้ให้บริการที่ขนทัพมาให้เลือกใช้บริการนั้น ก็มีมากมายหลายรายการ โดยจะเป็นเทคโนโลยีในกลุ่มที่ช่วยในการบริการ และการจัดการเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงช่วยในการวิเคราะห์ และตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Operational Backbone) เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับรายละเอียดโครงการมีดังต่อไปนี้

    รูปแบบและเงื่อนไขการสนับสนุน 

    • สนับสนุนรูปแบบเงินให้เปล่าสูงสุดในโครงการจำนวนร้อยละ 100 ของค่าใช้จ่ายก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม ในวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท
    • ต้องเป็นการซื้อ หรือ ให้บริการกับผู้ขาย และผู้ใช้บริการด้านดิจิทัลที่ขึ้นทะเบียนกับ depa หรือหน่วยงานที่ร่วมเท่านั้น 
    • หมวดหมู่ค่าใช้จ่ายที่สนับสนุน ได้แก่ ค่าระบบ Software , ค่าเช่าใช้บริการระบบ อย่างน้อย 6 เดือน , ค่าอุปกรณ์ Hardware Smart Device สนับสนุน 50 %
    • รูปแบบการสนับสนุน เป็นลักษณะการเบิกค่าใช้จ่ายย้อนหลัง (Reimbursement)

    คุณสมบัติของผู้ขอรับสิทธิ

    • เป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs)
    • เป็นนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนการค้ากับกระทรวงพาณิชย์
    • เป็นกิจการที่ผลิตสินค้า ให้บริการ หรือกิจการค้าส่ง และค่าปลีก ตามพระราชบัญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม พ.ศ. 2543 หรือธุรกิจที่จดทะเบียนภายใต้กฏหมายเฉพาะอื่น ๆ 

    ประเภทที่เทคโนโลยีที่ให้บริการ และเปิดรับสมัคร

    • CRM (ระบบบริหารจัดการลูกค้า)
    • ERP (ระบบบริหารจัดการร้าน)
    • ACC (ระบบบัญชี การเงิน)
    • HRM (ระบบบริหารจัดการบุคคล)
    • POS (ระบบขายหน้าร้าน)
    • E-commerce (ระบบจัดการการขายออนไลน์)
    • Logistic (ระบบขนส่ง)
    • Smart Farming (ระบบบริหารจัดการฟาร์ม)

    ระยะเวลาการเปิดรับสมัคร : วันที่  25 มีนาคม – 18 พฤษภาคม 2563

    ประกาศรายชื่อผู้ปได้รับสิทธิ : 15 มิถุนายน 2563 

    ช่องทางการประกาศผล : https://www.depa.or.th/th/smedigitalcoupon


    สำหรับผู้ใช้บริการท่านใดที่มีความสนใจอยากสมัครเป็นผู้ให้บริการ หรือขอรับขอสิทธิใช้บริการในโครงการสามารถเข้าไปดูรายละเอียดโครงการเพิ่มเติม หรือสมัครเข้าโครงการได้ที่ https://www.depa.or.th/th/smedigitalcoupon อย่ารอช้ารีบสมัครเลย ก่อนหมดเขต !

  • FRONT END , BACK END , FULL STACK คืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?

    FRONT END , BACK END , FULL STACK คืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?

    รู้หรือไม่ สายงานโปรแกรมเมอร์ยอดนิยมในขณะนี้คืออะไร !?

    แน่นอนว่าในวงการโปรแกรมเมอร์ ย่อมมีหลากหลายสายงานที่น่าสนใจ โดยผลการสำรวจความนิยมสายงานโปรแกรมเมอร์ของ Stack Overflow ในปี ค.ศ. 2022 พบว่า

    • อันดับ 1 ในสายงานที่ได้ใจสายโปรแกรมเมอร์ไปครองเลยคือ “Full Stack Developer” หรือ นักพัฒนาโปรแกรมหน้าบ้านและหลังบ้าน
    • อันดับ 2 คือ “Back End Developer” นักพัฒนาโปรแกรมหลังบ้าน 
    • อันดับ 3 คือ “Front End Developer” นักพัฒนาโปรแกรมหน้าบ้าน 

    สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นเขียนโปรแกรมได้ไม่นาน อาจสงสัยว่าทั้งสามสายงานนี้ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง OpenLandscape ได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณได้เข้าใจให้มากขึ้นได้แล้วที่บทความนี้

    เนื่องจากเว็บไซต์และแอปพลิเคชันนั้นมีการเติบโตที่ค่อนข้างซับซ้อน จำเป็นต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้พัฒนาจึงต้องมีความเชี่ยวชาญให้มากขึ้นอยู่เสมอ โดยการพัฒนาเว็บไซต์ในที่กล่าวมานี้ หมายถึงสิ่งต่าง ๆ มากมายที่มักขึ้นอยู่กับสิ่งที่นักพัฒนาเว็บไซต์มีความเชี่ยวชาญด้วยกัน 3 ประเภทหลักได้แก่

    • Front End Developer ผู้พัฒนาโปรแกรมในส่วนของหน้าบ้าน (ส่วนที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน)
    • Back End Developer ผู้พัฒนาโปรแกรมในส่วนของหลังบ้าน (ส่วนของการทำงานเบื้องหลังจำพวก ฐานข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน)
    • Full Stack Developer ผู้พัฒนาอย่างเต็มรูปแบบทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ถือเป็นความเชี่ยวชาญที่ลงตัวของทั้ง 2 ตำแหน่ง โดยสามารถนำไปใช้กับ Web Stack, Mobile Stack หรือ Native Application Stack แอปพลิเคชันดั้งเดิม เช่น โปรแกรมซอฟต์แวร์สำหรับอุปกรณ์เฉพาะ เป็นต้น

    เพื่อให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจว่า นักพัฒนาเว็บไซต์ของแต่ละประเภทมีความเชี่ยวชาญอย่างไรบ้าง หรือในกรณีที่นักพัฒนา Full Stack ต้องการเป็นผู้ชำนาญที่เชี่ยวชาญมากขึ้น ต้องเพิ่มทักษะในเรื่องอะไรบ้าง 

    OpenLandscape ได้จัดทำหัวข้อเพื่อแยกข้อมูลทั้งหมดออกมาให้ทุกคนได้อ่านกันง่ายขึ้น พร้อมบอกทักษะที่คุณต้องเรียนรู้ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมกับการเป็นนักพัฒนาด้านต่าง ๆ ในแบบที่คุณต้องการได้ ดังนี้


    นักพัฒนา FRONT END คืออะไร ?

    ภาพประกอบ 1 front end

    นักพัฒนา Front End คือ นักพัฒนาโปรแกรมในส่วนด้านหน้าที่มองเห็นได้ทันทีของหน้าเว็บไซต์ หรือ ที่หลายคนเรียกติดปากกันว่า “หน้าบ้าน” นั่นเอง โดยผู้ใช้งานสามารถมองเห็น และโต้ตอบร่วมกันภายในเว็บเบราว์เซอร์ได้

    ในส่วนของหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันบนมือถือ เป็นส่วนที่ผู้ใช้สามารถมองเห็น และโต้ตอบได้โดยตรง ถูกสร้างขึ้นด้วยภาษาทั่วไปที่ต้องรู้ และทักษะที่จำเป็นสำหรับนักพัฒนา Front End ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 

    • HTML
    • CSS
    • JavaScript
    • Version Control/Git
    • Responsive Design
    • Testing / Debugging
    • Browser Developer Tools
    • Building and Automation Tools / Web Performance
    • Command Line

    HTML (Hypertext Markup Language) เรียกได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของเว็บไซต์เลยทีเดียว โดยทุกเว็บไซต์ที่คุณเข้าไปเยี่ยมชมนั้นล้วนถูกสร้างขึ้นด้วย HTML มีหน้าที่ดูแลโครงสร้าง และเนื้อหาทั้งหมด เป็นภาษาที่ใช้ Tag ในการกำหนดการแสดงผลของหน้าเว็บเพจที่ต่างก็เชื่อมถึงกันใน Hyperspace ผ่าน Hyperlink นั่นเอง

    ส่วน HTML5 คือ HTML ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ให้เป็นปัจจุบันบนหน้าเว็บไซต์ โดยถึงแม้ว่าเว็บไซต์ที่สร้างด้วยเวอร์ชันเก่าจะยังทำงานได้ดีบนเบราว์เซอร์ของคุณ แต่การพัฒนาให้ทำงานได้สะดวกและง่ายมากขึ้น มักทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ โดย HTML5 ยังถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นภาษามาร์กอัป (Markup language) สำหรับ WWW รุ่นต่อไปของ HTML

    CSS (Cascading Style Sheets) หรือ “สไตล์ชีท” เป็นสิ่งที่ควบคุมลักษณะการแสดงผลของ HTML บนหน้าเว็บไซต์ โดย CSS สามารถกำหนดสี, แบบอักษร, ภาพพื้นหลัง และแม้กระทั่งวิธีการจัดวางตำแหน่งบนหน้าเว็บให้เกิดความสวยงาม โดยคุณสามารถใช้ CSS เพื่อจัดเรียงองค์ประกอบ HTML บนหน้าเว็บไซต์ได้ตามที่คุณต้องการ แม้ว่าจะแตกต่างจากลำดับที่จัดเรียงไว้ใน HTML ไฟล์ก็ตาม ส่วน CSS3 คือ CSS ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นปัจจุบันบนเว็บไซต์ และเพิ่มคุณสมบัติมากมายสำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การโต้ตอบพื้นฐานและภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น

    ตอนนี้คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ด้วย HTML และ CSS แต่ยังจำเป็นต้องใช้ร่วมกับ JavaScript ที่เป็นเหมือน Game changer หรือกล่าวง่าย ๆ คือ JavaScript สามารถช่วยให้ผู้พัฒนาสร้างเว็บเพจได้ตรงตามความต้องการ และมีความน่าสนใจได้มากกว่าเก่า เพิ่มความสามารถในการโต้ตอบภาพเคลื่อนไหวที่มีความซับซ้อนได้มากยิ่งขึ้น และยังทำให้คุณสามารถสร้างเว็บแอปพลิเคชันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนได้ดียิ่งกว่าเดิมหลายเท่าเลยทีเดียว

    หากลองย้อนกลับไปในวันเก่า ๆ เช่น ปี ค.ศ. 2012 เว็บเบราว์เซอร์เคยอธิบายความหมายผิด ๆ ของ JavaScript ไว้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการเพิ่มฟังก์ชันการทำงานที่ซับซ้อนด้วย JavaScript ไม่ได้เป็นความคิดที่ดีเสมอไป แต่เบราว์เซอร์นั้นจะมีประสิทธิภาพที่มากขึ้น หากทำงานร่วมกับ JavaScript สิ่งที่เคยถูกสงวนไว้สำหรับภาษาการเขียนโปรแกรมของ “Back end” และ JavaScript นั้นสามารถพัฒนาด้วยตัวของมันเองได้ อีกทั้งยังรวมถึงการสร้าง Frameworks เช่น AngularJs, jQuery, NodeJS เป็นต้น 

    Version Control / Git คือ ระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับการติดตาม, การตรวจสอบ, การพัฒนา และการแก้ไข Source Code ต่าง ๆ ซึ่งในขั้นตอนการพัฒนา สามารถตรวจสอบได้ทุกตัวอักษร ทุกบรรทัด ทุกไฟล์ ที่มีการแก้ไข รวมถึงระบุได้ว่าใครเป็นคนแก้ไข และแก้ไข ณ วันที่เท่าไหร่ เพื่อดูข้อผิดพลาดโดยที่ไม่ต้องกลับไปเริ่มต้นทำใหม่ทั้งหมด

    Responsive Design คือ เทคนิคการออกแบบเว็บไซต์แบบใหม่ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนขนาดของเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับการแสดงผลบนหน้าจอขนาดต่าง ๆ รวมถึงความละเอียดของหน้าจอในอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน เช่น คอมพิวเตอร์, โน้ตบุ๊ค, โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันเว็บไซต์ถูกใช้งานบน Device และขนาดหน้าจอที่หลากหลาย การพัฒนาเว็บไซต์จึงควรคำนึงถึงการแสดงผลบนหน้าจอที่แตกต่างกัน ซึ่ง Responsive Design เป็นหลักการออกแบบที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถรองรับการใช้งานได้จากทุกหน้าจอ จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญสำหรับนักพัฒนา Front End

    Testing / Debugging Bugs คือ สิ่งที่นักพัฒนาทุกคนต้องทำอยู่เสมอ เพราะคุณจำเป็นต้องทดสอบโค้ดเพื่อค้นหา Bug สำหรับลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นบนเว็บไซต์ ดังนั้นการ Test และ Debug จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญที่ควรมี

    Browser Developer Tools คือ เครื่องมือต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับ Web browsers ให้คุณได้เลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการทดสอบและปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ของคุณผ่าน Browser ได้โดยตรง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการแสดงผลของหน้าเว็บไซต์จะตรงกับความต้องการของคุณ

    Building and Automation Tools /  Web Performance คือ การเขียนโค้ดเพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ยอดเยี่ยมขึ้นมา โดยไม่ทำให้เว็บไซต์นั้นทำงานล่าช้า ซึ่งโปรแกรม Webpack สามารถช่วยลดขนาดไฟล์ CSS, JS หรือไฟล์รูปภาพ และทำให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

    Command Line คือ รูปแบบการแสดงผลแบบ Text Mode โดยหน้าโปรแกรมจะรับ Input ทีละบรรทัดและหาความหมายของคำสั่งนั้น เพื่อสั่งให้ระบบปฏิบัติการ (OS) ทำตามคำสั่งนั้นต่อไป โดยปกติสามารถใช้ Graphic User Interfaces หรือ GUI ได้ แต่บางครั้งนักพัฒนาจำเป็นต้องใช้ Command Line เพราะเป็นอีกหนึ่งเรื่องพื้นฐานสำหรับนักพัฒนา

    กล่าวโดยสรุปแล้ว Front End หรือ นักพัฒนาโปรแกรมในส่วนของหน้าบ้านมักใช้ HTML, CSS และ JavaScript รวมถึงอื่น ๆ เพื่อเขียนโค้ดเว็บไซต์ในการทำงาน โดยสายงานนี้เป็นคนที่ทำการออกแบบ และสร้างเว็บไซต์สำหรับการใช้งาน ในบางเว็บไซต์อาจสร้างขึ้นด้วย HTML, CSS และ JavaScript เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเว็บไซต์อื่น ๆ ยังมี Code ที่ซ่อนอยู่ในส่วนของ Back End เพื่อเพิ่มหรือปรับปรุงส่วนหน้าของเว็บไซต์ได้นั่นเอง


    นักพัฒนา BACK END คืออะไร ?

    ภาพประกอบ 2 front end

    นักพัฒนา Back End คือ นักพัฒนาโปรแกรมในส่วนของ “หลังบ้าน” หรือการทำงานเบื้องหลังของส่วนต่าง ๆ ในเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานไม่สามารถโต้ตอบได้โดยตรง มีหน้าที่จัดการข้อมูลที่ “หน้าบ้าน” ต้องการและส่งไปให้ รวมถึงการออกแบบ Database ให้เก็บข้อมูลและดึงข้อมูลมาใช้ให้เร็วที่สุดได้ โดยส่วนใหญ่จะเลือกส่งผ่าน API (Application Programming Interface) และทักษะที่จำเป็นสำหรับนักพัฒนา Back End มีดังนี้

    • มีทักษะด้าน Web Developer (Javascript, CSS, HTML5, jQuery)
    • มีความรู้พื้นฐานในด้าน Package Management Tool เพื่อใช้สำหรับจัดการ Library/Dependency ต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในระบบ ซึ่งแต่ละภาษาใช้เครื่องมือที่แตกต่างกัน
    • มีความสามารถในการเขียนการทดสอบอัตโนมัติ เช่น Unit Test, Integration Test, API Test, Component Test และ End-to-End Test
    • มีความรู้ในด้าน RESTful API เป็น Interface ที่ระบบคอมพิวเตอร์ 2 ระบบใช้เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย
    • มีความรู้ในด้าน Database เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อระบบหลังบ้าน เช่น Relational Database, Non Relational Database, Hierarchical Database เป็นต้น
    • มีความรู้ในด้าน Web Server และ Application Server เพื่อเลือกใช้งาน Server ได้เหมาะสมกับงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
    • มีความรู้ในด้าน Container เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาและติดตั้งระบบงาน เช่น Docker และ Kubernetes 
    • มีความรู้ในด้าน Caching เพื่อรู้ลักษณะข้อดีและข้อเสีย แล้วนำมาปรับใช้งานได้อย่างเหมาะสม

    นั่นจึงทำให้การทำงานของ Front End และ Back End นั้นมีหน้าที่แตกต่างกัน ในขณะที่การทำงานในส่วนของ Front End คือ ทำทุกอย่างให้ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมโต้ตอบได้โดยตรง ส่วน Back End นั้นจะทำงานที่อยู่เบื้องหลัง และมีข้อได้เปรียบที่มากกว่า Front End เพราะมีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในเรื่องเฉพาะทางนั้นเอง โดย Back End จำเป็นต้องใช้ภาษา Programming ในการทำงาน ซึ่งภาษา Programming นั้นมีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น 

    • PHP
    • Ruby
    • Python

    สิ่งหนึ่งที่คุณควรทราบ คุณอาจไม่เห็นรายชื่อจำนวนมากที่แสดงตำแหน่งสายงานที่แจ้งว่า บริษัทกำลังมองหา “นักพัฒนา Back End ” แต่คุณจะพบรายการที่แจ้งว่าทางบริษัทกำลังมองหา “นักพัฒนา Ruby” หรือ “นักพัฒนา PHP” ฯลฯ เป็นต้น เนื่องจากภาษาการเขียนโปรแกรมนั้น มีแค่นักพัฒนาที่รู้ว่ามันคือกุญแจสำคัญที่เหมาะสมกับงานชนิดใดบ้าง

    ดังนั้นในส่วนของ Back End เท่าที่คุณสามารถทำได้ด้วยดีจากภาษา Programming คุณจะไม่สามารถทำได้ด้วย JavaScript เพราะมันเป็นส่วนเฉพาะที่มีข้อจำกัดมากกว่า โดยมีความแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่ง ได้แก่ ระบบการจัดการเนื้อหาส่วนใหญ่ สร้างจากภาษาการเขียนโปรแกรมของ Back End เช่นเดียวกับเว็บแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน JavaScript อาจประสบปัญหาในเรื่องประสิทธิภาพของการทำงาน เช่น เกิดความล่าช้า หรือ พบข้อบกพร่องขึ้นได้ และในบางกรณี คุณสามารถใช้ JavaScript เพื่อสร้างทุกอย่างที่คุณออกแบบได้ บางครั้งยังมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่านั้น ด้วยการเรียนรู้ Code ที่จะช่วยสอนให้คุณค้นหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะ และบางครั้งสิ่งเหล่านี้หมายถึงการใช้ภาษาของ Back End นั่นเอง

    โดยทั่วไปแล้วนักพัฒนา Back End ส่วนใหญ่จะทำงานร่วมกับนักพัฒนา Front End เพื่อทำให้ Code ทำงานในการออกแบบเว็บไซต์ หรือการออกแบบแอปพลิเคชัน รวมถึงการปรับแต่งการออกแบบนั้นเมื่อจำเป็น ซึ่งในที่สุดแล้วก็มาถึงหัวข้อสุดท้ายของ Full Stack


    นักพัฒนา FULL STACK คืออะไร ?

    ภาพประกอบ 3 front end

    นักพัฒนา Full Stack คือ นักพัฒนาเว็บอย่างเต็มรูปแบบทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน หรือวิศวกร (Engineer) ที่ทำงานร่วมกับนักพัฒนา Front End และ Back End ของเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งหมายความว่านักพัฒนา Full Stack สามารถจัดการโครงการที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลและสร้างเว็บไซต์ที่รองรับผู้ใช้บริการ หรือแม้แต่ทำงานกับผู้รับบริการในช่วงการวางแผนสร้างโครงการต่าง ๆ 

    Full Stack หรือ นักพัฒนาเว็บเต็มรูปแบบ มีคุณสมบัติดังนี้ 

    • มีความชำนาญด้าน HTML, CSS, JavaScript และภาษา Programming อย่างน้อย 1 ภาษาหรือมากกว่าขึ้นไป
    • นักพัฒนา Full Stack ส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญในภาษาการเขียนโปรแกรม Back End โดยเฉพาะ เช่น Ruby หรือ PHP และ Python แม้ว่าบางทีนักพัฒนา Full Stack จะทำงานเป็นนักพัฒนามาระยะหนึ่งแล้ว หรือ ทำงานมาได้มากกว่าหนึ่งงาน โดยทั่วไปแล้วในสายงานนี้มักจะมีชื่อเรียกที่เข้าใจกันว่า “นักพัฒนา Ruby เต็มรูปแบบ” หรืออะไรที่คล้ายกัน เป็นต้น
    • นักพัฒนา Full Stack ที่ดีต้องมีการเรียนรู้ทั้งการจัดการ บริหารโครงการใดโครงการหนึ่งให้สมบูรณ์แบบอยู่เสมอ รวมถึงมีการจัดวาง การออกแบบภาพรวม หรือการออกแบบเว็บไซต์ให้ออกมาดีที่สุด และมีทักษะ รวมถึงประสบการณ์ร่วมกับผู้ใช้เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม มุ่งไปสู่ความสำเร็จในแบบที่คุณต้องการ

    ในเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่สามารถทำได้ในส่วนของ Front End และส่วนของ Back End ที่ยังไม่ชัดเจนนั้น นักพัฒนาส่วนมากกลายมาเป็นสิ่งที่ทุกคนเรียกกันว่า “Full Stack” ซึ่งนายจ้างจำนวนมาก โดยเฉพาะเอเจนซี่ที่ทำงานในไซต์ประเภทต่าง ๆ ล้วนมองหานักพัฒนาที่รู้วิธีการทำงานในทุกส่วนของเว็บไซต์เพื่อให้มั่นใจได้ว่า สามารถเลือกผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดสำหรับงาน โดยที่ไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นงานเฉพาะด้านเทคนิคฝ่าย Front End หรือ ฝ่าย Back End หรือไม่ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า นักพัฒนา Full Stack มักเป็นที่ต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของบริษัทต่าง ๆ  ตามไปด้วยนั่นเอง

    ซึ่งในปัจจุบันนี้หลายคนเป็นจำนวนมากคิดว่า นักพัฒนา Full Stack ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดทั้งหมดของเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ซึ่งนักพัฒนา Full Stack ส่วนมากใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเขียนโค้ดทั้งด้าน Front End และ Back End ของไซต์ทั้งหมดต่างหาก แต่ประเด็นคือ นักพัฒนา Full Stack จำเป็นต้องรู้ให้เพียงพอเกี่ยวกับการเขียนโค้ดทั้งหมด ซึ่งนักพัฒนา Full Stack สามารถทำการค้นคว้าได้จากทุกแหล่ง หากจำเป็นและนักพัฒนา Full Stack บางคนเขียนโค้ดเว็บไซต์ทั้งหมดรวมทั้งด้าน Front End และ Back End แต่มักเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่นักพัฒนา Full Stack ทำงานอิสระหรือเป็นนักพัฒนาเพียงคนเดียวที่ทำงานในโครงการนั้น


    นักพัฒนาเว็บ FULL STACK คืออะไร ?

    นักพัฒนา Full Stack อาจทำให้หลายคนเกิดความสับสน เนื่องจากวิธีการเรียกชื่อของสายงานนี้หรือวิธีการที่ปรากฏขึ้นในรายชื่องาน โดยบางครั้งคุณจะเห็นชื่อตำแหน่งว่า Full Stack Developer หรือ Full Stack Web Developer ซึ่งล้วนแล้วต่างมีความหมายเหมือนกันทั้งสิ้น และบางครั้งอาจมีการเรียกด้วยชื่อ Full Stack Engineers เช่นกัน

    ซึ่งในลำดับต่อไปนี้จะมีการอธิบายความแตกต่างระหว่างนักพัฒนา Full Stack และ วิศวกร Full Stack ให้ได้ทราบ แต่ก่อนอื่นมาดูความหมายของ Full Stack หรือนักพัฒนา Full Stack กันก่อนดีกว่า 

    Full Stack Developer หรือ นักพัฒนา Full Stack ซึ่งรวมถึงโครงการใด ๆ ที่คุณกำลังทำงานอยู่ รวมถึงกำลังเริ่มสร้างขึ้น ทั้งด้าน Front End และ Back End ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันในเวลาเดียวกัน โดยพื้นฐานแล้ว คือ โครงการพัฒนาเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ต้องใช้ทั้งนักพัฒนาในส่วน Front End และ Back End แต่สำหรับนักพัฒนา Full Stack แล้วรับบทบาทเป็นแทนทั้งคู่เลยนั่นเอง


    ความแตกต่างต่างระหว่าง FULL STACK DEVELOPER และ FULL STACK ENGINEER ?

    Full Stack Engineer หรือ วิศวกร Full Stack เป็นบทบาทระดับสูง สำหรับคนที่มีทักษะของนักพัฒนา Full Stack แต่มีประสบการณ์การจัดการโครงการในสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชำนาญ เช่น การบริหารระบบ, การกำหนดค่า, การจัดการ, การดูแลรักษาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

    หากคุณดูตัวอย่างของงานวิศวกร Full Stack ที่มีการระบุไว้บนเว็บไซต์ คุณจะพบว่าตำแหน่งเหล่านี้มักเกิดจากประสบการณ์การพัฒนาเว็บ Full Stack อย่างน้อย 3 – 5 ปี เนื่องจากต้องมีความสนใจในการกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ มุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือผู้คนให้เรียนรู้ทักษะการใช้งานของเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี โดยทุกคนมักจะคาดหวังไปที่ตำแหน่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในระดับที่สูงขึ้น แต่งานวิศวกร Full Stack มักเป็นบทบาทสูงสุดที่ทุกคนต้องการหลังจากใช้เวลาทำงานในสายงานนี้มาระยะหนึ่งนั่นเอง


    นักพัฒนา FULL STACK ต้องมีทักษะไหนกันบ้าง ?

    โดยทั่วไปคุณจะเห็นการผสมผสานของทักษะด้าน Front End และ Back End ที่มีอยู่ในรายการผู้พัฒนาเว็บ Full Stack รวมถึง 

    • มีความเชี่ยวชาญด้าน HTML, CSS, JavaScript 
    • มีความเชี่ยวชาญด้าน Front End Framework อย่างน้อย 1 รายการขึ้นไป เช่น ReactJS หรือ Angular เป็นต้น
    • ภาษา Programming เช่น Ruby, PHP, Python เป็นต้น
    • มีประสบการณ์ในการออกแบบ, วางแผน, ติดตั้ง, ควบคุมและดูแลรักษาระบบฐานข้อมูล
    • มีความเชี่ยวชาญด้าน Version Control เช่น Git
    • มีความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องความปลอดภัย
    • มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับเว็บไซต์หรือการออกแบบภาพรวมของงาน รวมถึงสร้างแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้

    คุณควรเป็นนักพัฒนาสายไหน ?

    มาถึงจุดนี้คุณอาจกำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่าควรเลือกสายงานไหนดี หากคุณอยากพัฒนาโปรดักส์หรือทำโปรเจกต์ด้วยตัวเองและชื่นชอบส่วนงานทั้งของ Front End รวมถึง Back End การเป็น Full Stack อาจเป็นคำตอบที่ใช่ แต่ว่าการจะเป็น Full Stack นั้นต้องใช้เวลาในการฝึกฝนและสะสมประสบการณ์อยู่หลายปี เพื่อที่จะเรียนรู้ส่วนงานที่มีความต่างกันอย่างมากอย่าง Front End และ Back End ให้เชี่ยวชาญเสียก่อน 

    ดังนั้นในขั้นตอนแรก คุณอาจเริ่มเติบโตจากสายงานใดสายงานหนึ่งเสียก่อนระหว่าง Front End หรือ Back End โดยเลือกตามความถนัดและความชื่นชอบ เมื่อคุณเริ่มมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในระดับหนึ่งแล้ว ค่อยเริ่มเรียนรู้ส่วนงานของอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อสั่งสมประสบการณ์เป็น Full Stack ได้ในอนาคต

    แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าการเรียนส่วนงานของอีกสายไม่ใช้สิ่งที่คุณชอบ เช่นคุณเชี่ยวชาญในด้าน Front End แต่ไม่ค่อยชอบการทำ Back End คุณสามารถเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ในสาย Front End ให้เชี่ยวชาญ แล้วพัฒนาเป็น Specialized Developer ในด้านนั้น ๆ โดยที่ไม่ต้องเป็น  Full Stack ได้เช่นเดียวกัน


    เงินเดือนนักพัฒนาของแต่ละสายงานเป็นอย่างไรบ้าง ?

    ในต่างประเทศอ้างอิงข้อมูลในปี ค.ศ. 2019 เงินเดือนนักพัฒนา Full Stack โดยเฉลี่ยอยู่ที่ $ 109,508 ต่อปี เมื่อเทียบกับ $ 71,130 ต่อปี สำหรับนักพัฒนาเว็บโดยทั่วไป ในขณะเดียวกัน แน่นอนว่าโดยเฉลี่ยแล้ววิศวกร Full Stack ทำรายได้อยู่ระหว่าง $ 107,000 – $ 145,000 ต่อปี ดังนั้นจึงมีพื้นที่เหลือเฟือที่จะเพิ่มเงินเดือนของคุณ เมื่อคุณมีประสบการณ์ทำงานที่มากขึ้นตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรรู้ก็คือ ในขณะที่เว็บไซต์บางแห่งมีรายชื่อนักพัฒนาเว็บ Full Stack มากกว่า 16,000 คน และยังมีรายการตำแหน่ง Front End มากกว่า 25,000 ตำแหน่ง และเงินเดือนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ $ 104,708 รวมถึงตำแหน่ง Back End ที่เงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $ 101,619 ต่อปี ซึ่งหมายความว่าคุณไม่จำเป็นที่จะจำกัดตัวเลือกในสายงานของคุณ เพราะในประเทศไทยเอง ทุกตำแหน่งล้วนเป็นที่ต้องการ โดยยิ่งมีประสบการณ์มาก คุณสามารถต่อรองเรื่องเงินเดือนให้ได้มากขึ้นตามความสามารถที่มี ดังนั้นจงมุ่งเน้นพัฒนาตนเอง เพิ่มทักษะและประสบการณ์ทำงานอยู่เสมอเพื่อเงินเดือนที่คุณต้องการ


    เนื่องด้วยนิสัยของนักพัฒนา ไม่ว่าจะทำงานในสายงานไหนก็ตาม คุณต้องคอยหมั่นอัปเดตในเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะโลกในตอนนี้นั้นก้าวไกลและเติบโตอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้บางเทคโนโลยีเมื่อนำมาปรับใช้ในการเขียน จะช่วยให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นการเข้าร่วมกลุ่มสังคม ต่าง ๆ ของนักพัฒนาไว้เพื่ออัปเดตข่าวสาร ยังเป็นอีกหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการตรวจสอบข่าวสารใหม่ ๆ ในปัจจุบัน 

    และอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามอีกเช่นเดียวกันของนักพัฒนาเลยคือ อย่าลืมหมั่นพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของตัวเองอยู่สม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้พัฒนาไปได้ไวกว่าคนที่รออ่านแต่ข้อมูลในไทยอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในเว็บไซต์ของต่างชาติแทบจะเป็นแหล่งข้อมูลหลักในการหาข้อมูลและมีเทคนิคใหม่ ๆ มาให้ได้เรียนรู้อยู่เสมอนั่นเอง 


    ข้อมูลอ้างอิงจาก 

    FULL STACK, FRONT END, BACK END—WHAT DOES IT ALL MEAN?

    สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ HTML5 (ตอนที่ 1)

    คุณคือ Full Developer Overflow Developer หรือไม่?

    Toolkit สำหรับ Full-Stack Developer

    10 ทักษะที่ Front-end Developer ควรมี!

    Backend Developer จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง ?

  • Resize Instance ที่คุณสามารถทำเองได้ไม่ยาก บน OpenLandscape Cloud

    Resize Instance ที่คุณสามารถทำเองได้ไม่ยาก บน OpenLandscape Cloud

    Resize Instance ที่คุณสามารถทำเองได้ไม่ยาก บน OpenLandscape Cloud

    Resize Instance เป็นการปรับขนาดของ CPU, RAM, Disk ในการใช้งานของ Instance 

    โดย *Resize Instance สามารถปรับเพิ่มได้ แต่ไม่สามารถปรับให้ลดลงได้*

    หากคุณคิดว่า Instance ที่กำลังใช้งานอยู่ มีการทำงานที่ช้าลง คุณสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้


    1.ผู้ใช้บริการต้องดำเนินการ Shutoff Instance เป็นอันดับแรกก่อนเสมอ
    ทั้งแบบ Pay Per Use 

    Resize Instance 1

    และแบบ Annual Plan 

    Resize Instance 2

    2.เมื่อผู้ใช้บริการดำเนินการ Shutoff Instance เรียบร้อยแล้ว สามารถกดที่ชื่อ Instance เพื่อไปในส่วนของหน้า Overview ที่แสดง Detail ของ Instance ที่ได้ดำเนินการ Shutoff Instance ไว้

    ทั้งแบบ Pay Per Use 

    Resize Instance 3

    และแบบ Annual Plan 

    Resize Instance 4

    5.3 จากนั้นให้เลือกไปที่แถบ Resize  

    Resize Instance 5

    เมื่อผู้ใช้บริการเข้ามาที่แถบ Resize เรียบร้อยแล้ว จะพบตัวเลือก 2 ฝั่ง ให้เลือก คือ 

    (1) ผู้ใช้บริการสามารถเลือก Package ที่ต้องการปรับจาก Spec เดิม

    (2) ผู้ใช้บริการกด Comfirm เพื่อยืนยัน Spec ที่ต้องการให้เรียบร้อย

    • แบบ Annual Plan จะมีรายละเอียดให้ผู้ใช้บริการตรวจสอบข้อกำหนดการใช้งาน ก่อนกดยืนยันการสร้าง 

    Resize Instance 6

    5.4 เมื่อผู้ใช้บริการกด Comfirm เรียบร้อยแล้ว กรุณารอ 5-10 นาที เมื่อระบบประมวลผล และดำเนินการตามที่เลือกเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการจะได้ Instance ที่มี Spec ตามที่เลือกและสามารถ Start Instance ใช้งานได้ทันที

    • แบบ Pay Per Use

    Resize Instance 7

    • แบบ Annual Plan 

    Resize Instance 8

    หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ OpenLandscape ได้ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • วิธีการติดตั้ง WordPress บน OpenLandscape Cloud

    วิธีการติดตั้ง WordPress บน OpenLandscape Cloud

    WordPress คือ โปรแกรมสำเร็จรูปที่มีไว้เพื่อสร้างและจัดการเนื้อหาบนอินเตอร์เน็ต (Contents Management System หรือ CMS) ซึ่งถูกสร้างมาเพื่อใช้งานบนอินเตอร์เน็ตโดยตรง เขียนด้วยภาษา PHP และใช้ Apache, MySQL และ PhpMyAdmin ในการรันเป็นเซิร์ฟเวอร์

    ซึ่ง OpenLandscape Cloud ก็มีบริการ Applications ให้คุณสามารถติดตั้ง WordPress ได้ง่าย ๆ  สำหรับวิธีการใช้งาน และการติดตั้งบน OpenLandscape Cloud มีดังนี้


    1.อันดับแรกให้คุณเข้าไปที่หน้าใช้งานบนเว็บไซต์ https://gate.openlandscape.cloud จากนั้นกดที่ Create Instance

    WordPress


    2.จากนั้นให้กดไปที่ Applications

    Wordpress 1


    3.ทำการเลือก  WordPress 

    Wordpress 2


    4.เลือก Package ที่ต้องการ (ซึ่งคุณสามารถทำการ Resize ได้ในภายหลัง) ในส่วนถัดมา คุณสามารถเลือก Authentication ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบ Password และ Keypair ถ้าคุณเลือกแบบ Password รหัสผ่านสำหรับเข้าใช้งาน SSH จะถูกส่งไปยัง Email ของท่าน

    Wordpress 3


    5.ตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วน และทำการกด “Create Instance”

    Wordpress 4


    6.ระบบจะทำการสร้าง  Instance และพาคุณกลับสู่หน้า Instance อีกครั้ง ให้คุณคลิกที่ปุ่ม 3 จุด

    Wordpress 5


    7.คลิกเลือกที่ “Instance Detail” ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้า “Instance Detail”

    Wordpress 6


    วิธีการเข้าใช้งาน Instance ผ่าน SSH เพื่อตั้งค่า WordPress

    หลังจากที่คุณสร้าง WordPress Application คุณจะต้องเข้าใช้งาน Instance ผ่าน SSH เพื่อตั้งค่า วิธีนี้จะป้องกันไม่ให้การตั้งค่าปรากฏต่ออินเทอร์เน็ต จนกว่าคุณจะพร้อมที่จะใช้งาน ซึ่งหากคุณเข้าไปที่อยู่ IP ของ Instance ก่อนการตั้งค่าเข้าใช้งาน คุณจะเห็นกับหน้า Landing Page Openlandscape

    Wordpress 7


    1.หากคุณเลือกแบบ Password ให้คุณคลิก “Console” แต่ถ้าคุณเลือก Keypair หากไม่มี Keypair จะต้องทำการสร้าง Keypair ก่อน โดยสามารถเข้าใช้งาน สามารถดูวิธีได้ที่นี่ คลิก


    2.จากเทอร์มินัลบนคอมพิวเตอร์ของคุณ ทำการเชื่อมต่อกับ Instance ด้วย User Root โดยพิมพ์คำสั่งตามด้านล่าง (โปรดตรวจสอบ IP ของ Instance ให้แน่ใจ)

    สำหรับ Password (หลังจากกด Enter ให้ใส่ Password โดย Password ที่พิมพ์ คุณจะไม่สามารถเห็น)

    ssh root@ip

    สำหรับ Keypair

    ssh -i your_ssh_key root@your_instance_ip


    3.จากนั้น Enter ระบบจะทำการยืนยันอีกครั้งให้คุณพิมพ์ “Yes” แล้ว Enter

    Wordpress 8


    4.ในกรณีที่ใช้ Keypair หากคุณเพิ่ง Download File Keypair มาใหม่ ระบบจะให้คุณทำการเปลี่ยนสิทธิไฟล์ก่อน

    chmod 400 your_ssh_key

    Wordpress 9


    5.เมื่อคุณ Login เข้า Instance สำเร็จ หลังจากนั้นสคริปต์จะทำงานให้คุณตั้งค่า Domain ของคุณ คุณสามารถนำ IP ของคุณ ไปจด Domain ได้ หรือถ้าคุณไม่ต้องการจด Domain ก็สามารถกด ctrl+c เพื่อ Cancle ขั้นตอนนี้ได้

    Wordpress 10


    6.หลังจากที่ตั้งค่าเสร็จแล้ว คุณสามารถทดสอบเข้าเว็บไซต์อีกครั้ง ( Public IP หรือ Domain ที่ตั้งค่าไว้ ) ระบบจะพาคุณเข้าสู่ WordPress เพื่อตั้งค่าต่อไป

    Wordpress 11

    หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ OpenLandscape ได้ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • วิธีขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) ย้อนหลังบน Openlandscape Cloud

    วิธีขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) ย้อนหลังบน Openlandscape Cloud

    วิธีขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) ย้อนหลังบน Openlandscape Cloud

    สําหรับผู้ใช้งานที่ทําการเติมเครดิตเข้าระบบแล้ว แต่ต้องการโหลดเอกสารใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) ย้อนหลัง คุณสามารถขอรับเอกสารใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) ของ Openlandscape Cloud ย้อนหลัง ได้ถึงวันที่ 5 ของเดือนถัดไป ที่หน้า Payment บนหน้าต่างการใช้งาน (Dashboard) ของคุณ โดยมีขั้นตอนการทําดังนี้ครับ


    1.หลังจากเราได้ทําการเติมเครดิตเข้าระบบเรียบร้อยจะมีการแสดง Status ที่หน้า Payment ว่า PAID ตาม ภาพนี้เลยครับ

    ใบกํากับภาษีย้อนหลัง


    2.จากนั้นให้กดที่ปุ่ม จุด 3 จุด ตามที่วงไว้ครับ

    ใบกํากับภาษีย้อนหลัง


    3.เมื่อกดแล้วจะมีตัวเลือกอยู่ 2 ตัวเลือกนะครับ คือ Download Receipt และ Request Etax

    • Request Etax : ยืนคำร้องขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) (ในกรณีขอครั้งแรกให้กดอันนี้ครับ)
    • Download Receipt : สามารถ Download Etax อีกครั้งได้ หากไฟล์ที่เรา Download ก่อน หน้านี้หายไปครับ

    ใบกํากับภาษีย้อนหลัง


    4.ขั้นแรกให้เรากดไปที่ Request Etax ก่อนนะครับ เพื่อเลือกที่อยู่ที่จะให้ใส่เข้าไปใน Etax และทําการกด OKระบบจะให้เรา Download Etax มาเก็บไว้ที่เครื่อง Computer ครับ 

    ใบกํากับภาษีย้อนหลัง