Blog

  • วิธีเพิ่ม Key Pairs บน OpenLandscape Cloud

    วิธีเพิ่ม Key Pairs บน OpenLandscape Cloud

    วิธีเพิ่ม Key Pairs บน OpenLandscape Cloud

    วิธีเพิ่ม Key Pairs ทำอย่างไร สำหรับการ SSH เข้าใช้งาน Instance ที่เป็น Linux ของ OpenLandscape จะต้องใช้ Key authentication ในการเข้าใช้งาน ซึ่งจะมีความปลอดภัยมากกว่าการเข้าใช้งานผ่าน Password โดยขั้นตอนการเพิ่ม Key Pairs บน OpenLandscape Cloud มีดังนี้ค่ะ


    1.อันดับแรกให้กดเลือก Key Pairs จากเมนูทางซ้ายแล้วจะพบ หน้าดังรูป (คุณสามารถเพิ่มได้ในส่วนของ Key Pairs ในหน้า Instance ได้เช่นเดียวกัน) ในหน้านี้จะแสดงเป็นตาราง Key Pairs เมื่อต้องการเพิ่มให้ทำการกด ไปที่ Add Keypair หรือ Import Key Pair


    2.จากนั้นจะมี Pop-up ขึ้นมา ให้คุณเพิ่ม Key Pair โดยจะมีให้เลือกระหว่าง ADD NEW KEY PAIR และ IMPORT EXISTING KEY PAIR

    • หน้าเพิ่ม ADD NEW KEY PAIR : สำหรับผู้ใช้งานที่ยังไม่เคยสร้างInstance 

    • หน้า Import Key Pair :สำหรับผู้ใช้งานที่มี Public Key อยู่แล้ว และต้องการใช้ Private Key เดิมในการ SSH เข้าใช้งาน

    Public Key และ Private Key คืออะไร

    หากจะให้อธิบายเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น จะเปรียบเทียบได้กับ Public Key เปรียบเสมือนแม่กุญแจซึ่งจะมีชุดรหัสเข้าใช้งาน และ Private Key เปรียบเสมือนลูกกุญแจ ซึ่งจะเป็นผู้ถอดรหัสเข้าใช้งาน นั่นหมายความว่าหากจะเข้าใช้งาน Instance จะต้องมี public key และ private key ที่ตรงกันถึงจะสามารถเข้าใช้งานได้

    Public key สามารถดูได้จากไหน

    Public key จะถูกสร้างจากระบบของ OpenLandscape ซึ่งอยู่ใน Linux จะถูกเก็บอยู่ในไฟล์  .ssh/authorized_keys

    คำสั่งสำหรับเรียกดู public key

    $ cat authorized_keys

    หลังจากได้ Public Key ใส่แล้ว ให้ทำการ copy แล้วนำไปวางในขั้นตอนการ Import Key Pair กด Import จึงจะสามารถใช้ Private Key เดิมในการ SSH เข้าใช้งานได้


    3.หลังจากเพิ่ม Key Pair เสร็จเรียบร้อยแล้วจะกลับมาสู่หน้า Key Pairs ดังเดิม แต่จะเห็นได้ว่าในตารางจะมีการแสดงรายการ Key Pairs ที่คุณได้สร้างขึ้นมาเพิ่มค่ะ

    วิธีเพิ่ม Key Pairs


    รับชมเป็นรูปแบบวิดีโอได้ที่นี่

    Cloud Computing คือ

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

    Cloud Computing คือ

  • วิธีการสร้าง Volume ขยายพื้นที่จัดเก็บข้อมูล บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการสร้าง Volume ขยายพื้นที่จัดเก็บข้อมูล บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการสร้าง Volume ขยายพื้นที่จัดเก็บข้อมูล บน gate.openlandscape.cloud

    Volume คือ Virtual Hard Disk ทำหน้าที่เป็นที่เก็บข้อมูลของเครื่อง VM โดยใน VM จะมีที่เก็บข้อมูลอยู่ใน VM ที่เรียกว่า Root Disk หาก Root Disk เก็บข้อมูลจนเต็มหรือเกือบเต็ม การสร้าง Volume เป็นทางเลือกที่ดี เพื่อช่วยลดข้อมูลที่อยู่ใน Root Disk โดยการย้ายข้อมูลจาก Root Disk ไปยัง Volume ที่ Add เข้ามาตอนที่เราทำการสร้าง Volume โดยวิธีการสร้างมีดังนี้


    1. อันดับแรกให้กดเลือก Volume จากเมนูทางซ้าย หลังจากนั้นให้ทำการกดไปที่ Create Volume ทางด้านขวาบน

    Volume 1


    2. หลังจากกดที่ Create volume จะได้ Pop-up ที่แสดงรายละเอียดในการสร้าง Volume ขึ้นมา เมื่อทำการกรอกข้อมูลครบตามที่ผู้ใช้ต้องการสร้าง หรือหากมีการสร้าง Snapshot ไว้แล้ว ให้ทำการเพิ่มที่ช่อง “Create From Snapshot” แล้วทำการกรอกข้อมูลให้ครบ จากนั้นกดที่ Create เป็นการสร้างเสร็จสิ้น

     Volume 2


    3. เมื่อสร้าง Volume เสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้อมูล Volume ที่คุณทำการสร้างจะแสดงบนตารางค่ะ

    Volume 3


    รับชมเป็นรูปแบบวิดีโอได้ที่นี่

    cached linux

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

    Cloud Computing คือ

  • วิธีการ Take Snapshot บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการ Take Snapshot บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการ Take Snapshot บน gate.openlandscape.cloud

    Snapshot คือการเก็บข้อมูลในรูปแบบ Image เพื่อมีไว้สำหรับการเรียกใช้ในภายหลัง ซึ่งช่วยให้การใช้ Virtual Machine ในงานทดสอบหรือพัฒนาระบบต่าง ๆ สามารถทำได้สะดวกขึ้น หรือเป็นเหมือนจุด Save เวลา เมื่อระบบมีปัญหา ผู้ใช้บริการสามารถทำการย้อนคืนข้อมูลหรือ Roll Back กลับมาได้ อย่างไรก็ตามหลังจากใช้ Snapshot เสร็จแล้ว ไฟล์ Snapshot นั้นยังสามารถนำมาใช้ได้ หรือผู้ใช้บริการสามารถทำการลบ Snapshot เมื่อไม่ต้องการใช้ได้เช่นเดียวกัน โดยวิธีการ Take Snapshot บน OpenLandscape Cloud มีดังนี้


    วิธีการ Take Snapshot

    1. อันดับแรกให้ผู้ใช้บริการกดเลือก Snapshots จากเมนูทางขวา จะปรากฏหน้าแสดงเป็นตาราง ให้ทำการกดไปที่ Take Snapshot

    วิธีการ Take Snapshot


    2. หลังจากกดที่ Take Snapshop จะได้ Pop-up ที่แสดงรายละเอียดในการสร้าง Snapshot ขึ้นมา ให้ผู้ใช้บริการทำการเลือก Instances ที่ผู้ใช้บริการทำการสร้างไว้ เพื่อทำการ Snapshot และกรอกข้อมูลให้เรียบร้อย กดที่ Create เป็นการสร้าง Instances Snapshot

    วิธีการ Take Snapshot 1

    *เงื่อนไขในการ Snapshot ถ้าสร้างทิ้งไว้ ไม่ว่าจะใช้งานหรือไม่ จะมีการคิดค่าใช้จ่าย


    3. เมื่อสร้าง Snapshot เสร็จเรียบร้อยแล้วจะกลับมาสู่หน้า Snapshot ดังเดิม ซึ่งในตารางจะมี Snapshot ที่ผู้ใช้บริการสร้างปรากฎขึ้นมาเพิ่มเติม

    วิธีการ Take Snapshot 2


    วิธีการนำ Instances Snapshot ที่ทำการสร้างไว้ไปใช้งาน

    1. ไปที่เมนู Instances และกดที่ Create Instance เลือกที่แถบ Snapshot และเลือก Instances Snapshot ที่ผู้ใช้บริการทำการสร้างไว้ จากนั้นทำการเลือก Package ซึ่งจะต้องเลือก Package ที่มีขนาด SSD ที่มีมากกว่าหรือเท่ากับขนาด Instances Snapshot ที่ผู้ใช้บริการสร้างไว้

    วิธีการ Take Snapshot 3


    2. ในส่วนของ Authentication ให้ใส่ Password หรือ Keypair สำหรับ Keypair ผู้ใช้บริการจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ ถ้าหากไม่ใส่จะใช้ Keypair เดิม


    3. ในส่วนของ Networks ให้เลือกตามต้องการ

    วิธีการ Take Snapshot 4


    4. ในส่วนของ External IP จะแบ่งออกเป็น 2 กรณี กรณีแรก คือ

    • กรณีที่ต้องการ IP Public ใหม่ : ให้กด Enable Public IPและเลือก Create a new IP Addres
    • กรณีที่ต้องการ IP Public เดิม : ในส่วนนี้ผู้ใช้บริการไม่ต้องเลือก Enable Public IP 

    วิธีการ Take Snapshot 5


    5. จากนั้นทำการตั้งชื่อ Hostname ตั้งรหัสผ่านให้เรียบร้อย เมื่อสร้างเสร็จแล้วระบบจะทำการแสดงบนตาราง

    วิธีการ Take Snapshot 6


    6. ลำดับต่อมาถ้าหากผู้ใช้บริการต้องการใช้ IP เดิมเพื่อย้ายไปยัง Instances ที่ผู้ใช้บริการทำการ Snapshot ผู้ใช้บริการจะต้องทำการ Shutoff Instance ทั้งหมดก่อน

    วิธีการ Take Snapshot 7

    วิธีการ Take Snapshot 8


    7. จากนั้นให้กดไปที่เมนู Network กดที่แถบ Public IP ทำการถอนหรือ Detach Public IP ก่อน

    วิธีการ Take Snapshot 9

    วิธีการ Take Snapshot 10


    8. ทำการเลือก Instance ที่ต้องการย้ายหรือ Attach Public IP เข้าไป

    วิธีการ Take Snapshot 11

    วิธีการ Take Snapshot 12


    9. เมื่อ Attach แล้ว ให้กดไปที่เมนู Instances จะเห็นว่า Public Network ที่ผู้ใช้บริการทำการ Attach จะย้ายมาอยู่ที่เครื่อง Instances ที่ผู้ใช้บริการทำการ Attach ไว้

    วิธีการ Take Snapshot 13

    10. ให้ทำการกด Start เพื่อเป็นการเปิดการใช้งานอีกครั้ง ส่วน Instances เดิม ผู้ใช้บริการสามารถลบหรือเก็บไว้ใช้งานได้

    วิธีการ Take Snapshot 14

    วิธีการ Take Snapshot 15


    วิธีการ Take Snapshot Volume

    1. ให้ทำการสร้าง Volume ก่อน โดยกดไปที่เมนู Volume และกดที่ Create Volume ทำการกรอกข้อมูลที่ต้องการสร้างให้เรียบร้อย ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถอ่านบทความการสร้าง Volume ได้ที่นี่ : Link

    วิธีการ Take Snapshot 16


    2. เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ไปที่เมนู Snapshot และไปที่แถบ Volume ทำการกดที่ Take Snapshot

    วิธีการ Take Snapshot 17


    3. จากนั้นทำการเลือก Volume ที่ผู้ใช้บริการทำการสร้างไว้ กรอกรายละเอียดให้เรียบร้อยกด Create

    วิธีการ Take Snapshot 18


    4. เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ทำการกดที่ปุ่ม Action เลือก Create Volume ระบบจะถามว่าผู้ใช้บริการต้องการสร้าง Volume ที่ Volume Snapshot นี้ใช่ไหม และให้ทำการกดไปที่ Go to Create Volume

    วิธีการ Take Snapshot 19

    วิธีการ Take Snapshot 20


    5. ระบบจะ Direct ไปยังหน้า Create Volume ให้ ให้ทำการกรอกข้อมูลในส่วนที่เหลือ โดย Size จะไม่สามารถลดขนาดลงได้ และในส่วนของ Attach To  ให้ผู้ใช้บริการเลือกว่าจะ Attach ไปที่ Instance ใด ทำการกด Create เป็นการ Take Snapshot Volume เรียบร้อย

    วิธีการ Take Snapshot 21


    6. เมื่อผู้ใช้บริการได้ Volume ที่สร้างจาก Snapshot ขึ้นมา หรือผู้ใช้บริการสามารถเข้าไปดูที่เมนู Snapshot และไปที่แถบ Volume ก็จะเห็น Volume ที่สร้างจาก Snapshot เช่นกัน

    วิธีการ Take Snapshot 22


    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง  

     

    รับชมเป็นรูปแบบวิดีโอได้ที่นี่


     

     

                                                                     cached linux

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

  • วิธีการสมัครสมาชิก OpenLandscape Cloud

    วิธีการสมัครสมาชิก OpenLandscape Cloud

    วิธีการสมัครสมาชิก OpenLandscape Cloud

    1.อันดับแรกให้คุณเข้าสู่หน้าแรกของ gate.openlandscape.cloud จะพบกับหน้าจอ Login จากนั้นให้คุณกด สมัครสมาชิก 

    วิธีสมัครสมาชิกopenlandscape


    2.ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้ากรอกอีเมลเพื่อทำการกรอกอีเมลสมัครสมาชิก ทำการกด ตกลง  ให้คุณเข้าไปที่อีเมลของคุณเพื่อทำการกดยืนยันอีเมลจากทางระบบ (กรณีที่คุณไม่พบอีเมล ให้คุณเข้าไปตรวจสอบอีเมลอีกครั้งที่อีเมลขยะ หากยังไม่ได้รับอีเมลให้คุณกดติดต่อเจ้าหน้าที่)

    วิธีสมัครสมาชิกopenlandscape


    3.หลังจากยืนยันอีเมลแล้ว link จะพามายังหน้ายืนยันเบอร์โทรศัพท์มือถือ โดยทำการกรอกเบอร์โทรศัพท์มือถือ แล้วกด คลิกเพื่อรับรหัส OTP

    วิธีสมัครสมาชิกopenlandscape


    4.รหัส OTP จะทำารส่งไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่มีการกรอกไว้ หลังจากนั้น ให้กรอกหมายเลข OTP 6 ตัวไปยังช่องที่ปรากฎขึ้นมาและทำการกด ยืนยัน หรือหากไม่ได้รับรหัส OTP ให้กดที่ ขอรหัสอีกครั้ง

    วิธีสมัครสมาชิกopenlandscape


    5.ต่อมาจะเข้าสู่หน้าข้อมูลส่วนตัว ให้ทำการกรอกชื่อ และนามสกุลในช่อง เป็นภาษาอังกฤษ และทำการตั้ง Password ของเราเอง หลังจากนั้นให้กด เลือกหน้าช่อง “ฉันยอมรับ ข้อกำหนดในการให้บริการ และ นโยบายความเป็น ส่วนตัว” และทำการกด ยืนยัน

    วิธีสมัครสมาชิกopenlandscape5


    6.หลังจากและกด ยืนยัน ระบบจะพาคุณเข้าหน้า ยืนยันว่าคุณได้ทำการสมัครสมาชิกสำเส็จแล้ว คุณสามารถกด เข้าสู่ระบบ เพื่อเข้าใช้งานหน้า Gate ของ OpenLandscape ได้เลยค่ะ

    วิธีสมัครสมาชิกopenlandscape5


    รับชมเป็นรูปแบบวิดีโอได้ที่นี่

    Cloud Computing คือ

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

    Cloud Computing คือ

  • วิธีการสร้าง Security Group และ เปิด Port ที่ต้องการ บน OpenLandscape Cloud

    วิธีการสร้าง Security Group และ เปิด Port ที่ต้องการ บน OpenLandscape Cloud

    วิธีการสร้าง Security Group และ เปิด Port ที่ต้องการ บน OpenLandscape Cloud

    Security Group คือ ตัวจัดการความปลอดภัย มีลักษณะคล้าย Firewall บนเครื่อง PC ของเรา หรือ ตัวจัดการ Port ของเครื่อง Server ที่เราใช้งาน ซึ่งบทความนี้จะอธิบายวิธีการใช้งาน Security Group บนgate.openlandscape.cloud ค่ะ

    1. อันดับแรกให้กดเลือก Security Group จากเมนู ทางขวาแล้วจะพบหน้าดังรูป ที่ปรากฎเป็นตาราง Security Group ที่มีอยู่ หากต้องการสร้างเพิ่มให้ทำการกดที่ Create Security Group


    2. หลังจากกดที่ Create Security Group จะได้ Pop-up ที่แสดงรายละเอียดใน การสร้าง Security Group ขึ้นมาให้ทำการตั้งชื่อ Security group ตามต้องการ เมื่อทำการกรอกครบตามที่ผู้ใช้ต้องการสร้างแล้ว ให้กดที่ Add เป็นการเสร็จสิ้นในขั้นตอนนี้


    3. เมื่อทำการ Add Security Group เรียบร้อย ก็จะสามารถเพิ่ม Port ได้ โดยมีรายละเอียด Port ดังนี้

    Port ในการใช้งาน OS Linux & Windows

    วิธีการสร้าง Security Group

    Port ที่จำเป็นในการใช้งานของ OS Linux ต่างๆ จะมีดังนี้

    – Ping เป็น Port ที่สามารถใช้งานคำสั่ง ping <Public IP> เพื่อใหเจอ IP นั้นว่ามีการใช้งานอยู่หรือไม่มี

    – SSH เป็น Port ที่สามารถใช้งาน Linux Server ผ่านโปรแกรม MobaxTerm หรือ Putty และโปรแกรมอื่นๆได้

    – RDP เป็น Port ที่สามารถใช้งาน Windows Server ผ่านโปรแกรม Remote Desktop Connection ได้

    วิธีการสร้าง Security Group

    ส่วน Port : http, https, MySQL นั้น จะเปิดเฉพาะตอนที่มีการใช้งาน Web หรือ Database

    Port ด้านบน จะเป็น Port ที่ใช้กันทั่วไป ซึ่งเราไม่ควรจะเปิดทุก Port แต่เราควรเปิด Port ที่เราใช้งานเท่านั้น โดย ในการเปิดใช้งาน Port เราต้องดูก่อนว่าเครื่อง Instance ที่เราจะสร้างนั้นเป็น OS อะไร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าระบบปฏิบัติการของคุณเป็น Linux ให้เปิด ssh และ ICMP หรือ ถ้าระบบปฎิบัติการของคุณเป็น Windows ให้เปิด RDP และ ICMP แทน แต่ถ้ามีการใช้งานหน้าเว็ปให้เปิด Port : HTTP กับ HTTPS และถ้ามีการใช้งานในส่วนของ Database หรือ DB ให้คุณเปิด Port : MYSQL เป็นต้น


    วิธีการเพิ่ม Port 

    หลังจากที่คุณสร้าง Security Group แล้ว คุณสามารถเปิด Port ได้เลย โดยในหนึ่ง Security Group คุณสามารถเปิดได้หลาย Port ทั้งนี้หากคุณมี Security Group อยู่แล้ว คุณสามารถเปิด Port บน Security Group เดิมที่คุณมีอยู่แล้วก็ได้ โดยมีวิธีการสร้างดังนี้


    1.คลิกที่ปุ่ม Action ตามในรูป จะพบกับเมนู Rename , Manage และ Delete ( ให้เลือก Manage เพื่อทำการเพิ่ม port )


    4. เมื่อเข้า Manage จะพบกับหน้าจอสำหรับจัดการ Port โดยกด Add Rule เพื่อเพิ่ม Port ที่ต้องการ


    5.และเมื่อกด Add Rule จะพบกับ ให้คุณกด Add Rule เพื่อเพิ่ม Rule ที่ต้องการ โดยมีหัวข้อให้เลือกดังต่อไปนี้

    • Rule คือ การเลือกประเภทการใช้งาน โดยสามารถเลือกประเภทของ Port ได้ตามต้องการและหากต้องการกำหนดเลข Port เองสามารถเลือก Custom TCP , Custom UDP
    • Direction เลือกประเภทการทำงานโดยแบ่งเป็น Ingress ขารับเข้าข้อมูล , Egress ขาส่งออกข้อมูล
    • Open Port จะแบ่งออกเป็น Port โดยให้เลือกใส่ Port เดียว , Port Range ใช้กำหนดระยะที่ทำการเปิด Port, All Ports สำหรับเปิด Port ทั้งหมด ( ซึ่งแนะนำให้เปิดใช้เฉพาะ Port ที่จะเป็นเท่านั้น )
    • Port Number กำหนดเลข Port ที่ต้องการใช้
    • Remoteให้เลือก CIDR มีไว้สำหรับเจาะจง IP เข้าใช้งาน instances โดยปกติ ถ้าใช้ 0.0.0.0/0 ทุก IP สามารถเข้าถึงได้ ถ้าต้องการเจาะจง Port และ Allow แค่ 1 IP ที่สามารถเข้าใช้งานได้ ยกตัวอย่างเช่น เลือกประเภทของ Port เป็น SSH และให้ fix ที่ CIDR Adress เป็นต้น


    6.เมื่อคุณทำการเพิ่ม Rule ใน Security group เสร็จแล้ว ให้คุณนำ Security group ไปเพิ่มในเครื่อง Instance โดยกดไปที่เมนู instances และกดที่ Instances ที่คุณต้องการเพิ่ม


    7.ไปที่แถบ Security group กดที่ปุ่ม Manage Security group


    8.ทำการเพิ่ม Security group ที่ได้ทำการสร้างไว้ กด save เป็นการเพิ่มเสร็จเรียบร้อยจะถูกแสดงบนตารางค่ะ


    รับชมเป็นรูปแบบวิดีโอได้ที่นี่

    Cloud Computing คือ

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

    Cloud Computing คือ

  • วิธีเพิ่มพื้นที่ Instance ด้วยการ Mount New Volume บน Windows Server 2012 R2

    วิธีเพิ่มพื้นที่ Instance ด้วยการ Mount New Volume บน Windows Server 2012 R2

    วิธีเพิ่มพื้นที่ Instance ด้วยการ Mount New Volume บน Windows Server 2012 R2

    หลังจากที่เราอธิบายการ เพิ่มพื้นที่ Instance ด้วยการ Mount Volume บน Linux  กันไปในบทความที่แล้ว วันนี้เราจะมาอธิบายการ Mount New Volume บน Windows Server 2012 R2 เพื่อแก้ปัญหาหน่วยความจำเต็ม หรือ Disk เต็ม บน Instance ทำให้เราไม่สามารถเก็บข้อมูลเพิ่มได้ หรือ ปัญหา Run Service บาง Service ได้ ถ้าพร้อมแล้วลองไปดูวิธีกันเลย


    การเพิ่มพื้นที่ บน Instance ต่างกับ เพิ่มบนคอมพิวเตอร์หรือไม่

    การเพิ่มพื้นที่บน Instance กับการเพิ่มที่บนคอมพิวเตอร์นั้นมีความต่างกันค่ะ เพราะว่าบนคอมพิวเตอร์ เวลาที่หน่วยความจำเต็ม หรือ พื้นที่จัดเก็บ เราก็แค่เปลี่ยน หรือ เพิ่มหน่วยความจำ ด้วยการเพิ่ม RAM หรือ Disk ตามขนาดที่เราต้องการได้ จากนั้นตั้งค่าอีกนิดหน่อยเพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบแล้วค่ะ แต่สำหรับ Instance นั้นเราจะต้องสร้าง Volume เพิ่ม เพื่อนำไป Mount กับ Instance ที่เราต้องการ แค่นี้การเพิ่มหน่วยความจำบน ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะแล้วค่ะ


    ขั้นตอนการ Mount Volume บน Windows Server 2012 R2

    ก่อนอื่นเปิดหน้า Windows Server ขึ้นมาก่อน

    Windows Server 1

    เข้าไปที่ Server Manager >> File and Storage Services >> Disk

    Windows Server 2

    คลิกขวาที่ Volume >> Bring Online >> กด Yes เพื่อให้ Volume ตัวนั้นทำงาน

    Windows Server 3

    จากนั้นกด New Volume ในส่วนของ Volume

    Windows Server 4

    กด Next ไปเรื่อยๆ แล้วรอโหลด

    Windows Server 5

    จากนั้นคลิกขวาที่ Volume นี้ >> Manage Drive Letter and Access Paths..

    Windows Server 6

    จากนั้นกด OK

    Windows Server 7

    จะได้ Drive E: ตามภาพ

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

  • มาเพิ่มพื้นที่ Instance ด้วย Mount Volume บน Linux กันเถอะ!

    มาเพิ่มพื้นที่ Instance ด้วย Mount Volume บน Linux กันเถอะ!

    มาเพิ่มพื้นที่ Instance ด้วย Mount Volume บน Linux กันเถอะ!

    หนึ่งในปัญหาการใช้งาน Instance ส่วนใหญ่ที่เรามักจะพบกัน คือ ปัญหาหน่วยความจำเต็ม หรือ Disk เต็ม ทำให้เราไม่สามารถเก็บข้อมูลเพิ่มได้ หรือ ปัญหา Run Service บาง Service ไม่ได้ แล้วอย่างนี้เราจะทำยังไงเมื่อพื้นที่เต็มละ คำตอบง่าย ๆ ก็คือเราจะต้องเพิ่ม Disk เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานนั่นเอง แล้วอย่างนี้การเพิ่มพื้นที่ หรือ หน่วยความจำบน Instance กับ คอมพิวเตอร์ ต่างกันหรือไม่ แล้วขั้นตอนมีอะไรบ้าง และถ้า OS ต่างกันมีวิธีต่างกันมั้ย วันนี้เราเลยจะมาอธิบายวิธีเพิ่มพื้นที่ Instance ด้วยการ Mount Volume บน Linux กันค่ะ สำหรับใครที่ต้องการ เพิ่มพื้นที่ Instance ด้วยการ Mount New Volume บน Windows Server 2012 R2 สามารถคลิกเข้าไปอ่านกันได้ค่ะ


    การเพิ่มพื้นที่ บน Instance ต่างกับ เพิ่มบนคอมพิวเตอร์หรือไม่

    คำตอบก็คือต่างกันค่ะ เพราะว่าบนคอมพิวเตอร์ เวลาที่หน่วยความจำเต็ม หรือ พื้นที่จัดเก็บ เราก็แค่เปลี่ยน หรือ เพิ่มหน่วยความจำ ด้วยการเพิ่ม RAM หรือ Disk ตามขนาดที่เราต้องการได้ จากนั้นตั้งค่าอีกนิดหน่อยเพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบแล้วค่ะ

    แต่ !!

    สำหรับ Instance นั้นเราจะต้องสร้าง Volume เพิ่ม เพื่อนำไป Mount กับ Instance ที่เราต้องการ แค่นี้การเพิ่มหน่วยความจำเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ


    ขั้นตอนการสร้าง Volume

    อันดับแรกให้กด Create Volume ด้านขวาบน เพื่อสร้าง Volume

    Create Volume

    ใส่ข้อมูลของ Volume ที่เราต้องการ เช่น Name, Size (GB), Attach to (Instance)

    Volume

    หลังจากนั้น คุณจะได้ Volume เพื่อนำมาเชื่อมกับ Instance แต่ยังไม่สามารถใช้งานได้ ดังนั้นเราต้องทำการ Mount Volume ก่อนใน Instance ถึงจะใช้งาน Volume ตัวนั้นได้ค่ะ


    ขั้นตอนการ Mount Volume

    อันดับแรกให้คุณเปิด Terminal ของ Instance ขึ้นมา

    Mount Volume 1

    ทำการ Check ว่า Volume ที่สร้างนั้น อยู่ในเครื่อง Instance ยัง โดยใช้ Command : lsblk จะได้ตามตัวอย่าง

    Mount Volume 2

    ให้คุณทำการแบ่ง Partition โดยใช้ Command : sudo fdisk /dev/vdb ตามตัวอย่าง

    Mount Volume 3

    จากนั้น ลองใช้ Command : lsblk ดูว่ามีอะไรที่เปลี่ยน

    Mount Volume 4

    ต่อมา ใช้ Command : mkfs.ext4 /dev/vdc1 เพื่อสร้าง filesystem ของ /dev/vdc1

    Mount Volume 5จากนั้นให้ใช้ Command : mkdir [ชื่อที่จะตั้ง] เพื่อสร้าง Directory ที่ใช้เก็บ Disk
    Mount Volume 6

    และใช้ Command : mount -t ext4 /dev/vdc1 /[ชื่อ directory ที่สร้างไว้ก่อนหน้านี้] เพื่อผูก Disk ไว้กับ Directory โดยจะเป็นไฟล์ประเภท ext4 และใช้ df -h เพื่อตรวจสอบว่าเราได้ทำการ Mount ไว้ค่ะ

    Mount Volume 7

    พอถึงจุดนี้ ทุกคนคงคิดว่าทำการ Mount Volume สำเร็จแล้ว แต่จริงๆไม่ใช่ค่ะ เพราะถ้าทำการ Reboot Volume ที่ Mount จะหายไป แต่ก็มีวิธีตั้งค่าให้ Volume ที่ Mount ยังอยู่เมื่อทำการ Reboot แล้ว โดยมีวิธีดังนี้ค่ะ


    Config Volume Mount on Linux

    อันดับแรกให้ใช้ command $ blkid เพื่อดู UUID ของ Volume ที่ทำการ Mount

    Volume Mount on Linux 1

    ต่อมา ทำการ Copy UUID ของ Volume ที่เราจะทำการ Config

    ทำการแก้ไขไฟล์ fstab โดยใช้คำสั่ง $sudo vi /etc/fstab

    Volume Mount on Linux 2

    นำ UUID ที่ได้ copy มาวางไว้ตามตำแหน่ง

    Volume Mount on Linux 3

    เสร็จแล้วทำการ Save แลพทำการ Reboot เครื่อง และตรวจสอบโดยใช้คำสั่ง df -h เพื่อดูว่า Volume ที่ Mount นั้นยังอยู่รึป่าว

    Volume Mount on Linux 4

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

     

  • Blockchain เทคโนโลยี ที่อาจเป็นคำตอบของการเลือกตั้งในอนาคต  

    Blockchain เทคโนโลยี ที่อาจเป็นคำตอบของการเลือกตั้งในอนาคต  

    Blockchain เทคโนโลยี ที่อาจเป็นคำตอบของการเลือกตั้งในอนาคต  

    ในปัจจุบันการเลือกตั้งในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยยังใช้องค์กรอิสระเป็นผู้ดำเนินการการเลือกตั้งตั้งแต่การจัดวางระบบ จัดเก็บข้อมูล รวมไปถึงการรวบรวมผลการเลือกตั้ง การดำเนินการโดยระบบนี้มีผลเสียอยู่พอสมควร เช่น ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบผลการเลือกตั้งและทราบผลได้ในทันที เนื่องจากผลการลงคะแนนนั้นถูกรวบรวมไว้ที่เดียว และต้องรอการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วเท่านั้นผลจึงจะชัดเจน ซึ่งข้อเสียดังกล่าวนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาการรวบรวมข้อมูลที่ผิดพลาด การถูกโจมตีโดยผู้ไม่หวังดี หรือความไม่โปร่งใส ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดคอร์รัปชันได้ วันนี้เราเลยอยากจะพาทุก ๆ คนมาทำความรู้จักกับเทคโนโลยี Blockchain ที่หลายคนพูดถึงว่าสามารถนำมาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ แต่จะแก้ได้จริง ๆ หรือไม่ เราลองมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันดีกว่าค่ะ


    Blockchain เทคโนโลยี ที่อาจนำมาแก้ปัญหาการเลือกตั้งแบบเดิม ๆ ได้

    หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตากับเทคโนโลยีนี้กันสักเท่าไรนัก เพราะเทคโนโลยีนี้ยังใหม่อยู่มาก ซึ่งคุณลักษณะเฉพาะของ Blockchain คือสามารถสร้างความปลอดภัยให้กับข้อมูล และช่วยให้เกิดความโปร่งใสได้ โดยพื้นฐานแล้ว Blockchain คือระบบการจัดเก็บข้อมูลรูปแบบหนึ่ง มีความพิเศษตรงที่ไม่ว่าจะมีใครส่งผ่านข้อมูล หรือทำธุรกรรมใด ๆ ก็ตาม ทุกคนจะทราบและรับรู้ข้อมูลเท่าๆ กัน ทำให้การโกง หรือบิดเบือนข้อมูลนั้นเป็นไปได้ยากมาก ๆ ค่ะ

    blockchaindกับการเลือกตั้ง

    รูปภาพจาก : NAVAL AGILITY

    จากรูปภาพด้านบน ในส่วนของรูปทางด้านซ้ายเป็นระบบในรูปแบบเก่าจะเห็นได้ว่าโครงข่ายข้อมูลจะถูกส่งผ่าน และเก็บรวบรวมไว้ที่ส่วนกลางแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ยากแก่การตรวจสอบ ถูกโจมตีง่าย และอาจถูกบิดเบือนได้ ในขณะที่รูปทางด้านขวาซึ่งเป็นระบบการทำงานแบบ Blockchain จะเป็นการส่งผ่านแบบกระจายข้อมูลให้ทุกคนรับทราบทั่วถึงกันโดยไม่ต้องผ่านศูนย์กลาง ทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบ ทั้งยังสามารถป้องกันการถูกโจมตี และถูกบิดเบือนข้อมูล

    หากเราจะนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการเลือกตั้ง เราสามารถทำได้ด้วยการออกแบบเป็นแพลตฟอร์ม หรืออุปกรณ์เทคโนโลยี เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้ามาร่วมโหวตคะแนน และตรวจสอบผลการเลือกตั้งได้ ซึ่งแต่ละผลโหวตจะถูกเข้ารหัสข้อมูล Timestamped ไว้  แล้วกระจายข้อมูลเข้าสู่ระบบแบบไม่ผ่านศูนย์กลาง ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านหลาย ๆ  Node บน Network ทำให้ให้ยากต่อการปรับเปลี่ยนข้อมูล ผลคะแนนที่ออกมานั้นจึงมีความถูกต้องและเที่ยงตรง

    นอกจากการโหวตคะแนนแบบ Blockchain จะเปิดให้ผู้มีสิทธิ์โหวตสามารถตรวจสอบผลคะแนนได้แล้ว Blockchain ยังทำให้ผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลส่วนอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น สามารถตรวจสอบได้ว่าคะแนนที่เพิ่มมานั้น คนลงคะแนนได้ลงคะแนนตอนไหน หรือสามารถรู้ได้ว่าตอนนี้เรากำลังเชื่อมต่อกับใครบ้าง ซึ่งก่อนการโหวตผู้ใช้จะต้องทำการยืนยันตัวตนโดยใช้หลักฐานที่น่าเชื่อถือ เช่น บัตรประชาชน การพิมพ์ลายนิ้วมือ เป็นต้น จากนั้นข้อมูลเหล่านี้จะถูกเข้ารหัส ทำให้ตัวตนของบุคคลดังกล่าวไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ หรือเพื่อป้องกันการถูกกดดัน และข่มขู่จากเจ้าหน้าที่รัฐบาล


    แต่…การนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการโหวตยังคงมีข้อจำกัดอยู่

    ฟังดูดีใช่มั้ยคะ แต่เดี๋ยวก่อน ถึงแม้จะมีความเป็นไปได้ที่จะนำ Blockchain มาใช้ได้ในการเลือกตั้ง แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่บางส่วนที่สร้างความท้าทายให้กับการนำมาปรับใช้อยู่เหมือนกัน อย่างแรกเลยหากนำ Blockchain มาปรับใช้จะต้องให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience) ที่ต้องออกแบบให้ผู้มีสิทธิ์โหวตสามารถเข้าถึงและเข้าใจการใช้งานได้ในทันที อาจทำได้ด้วยการออกแบบแอปพลิเคชันผ่านมือถือ หรือพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้โหวตได้ เป็นต้น

    นอกจากนี้หากใช้เป็นระบบ Private Blockchain การที่ระบบจะต้องเปลี่ยนข้อความให้เป็นรหัส จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีระบบประมวลผลสูงมาก อาจทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงตามไปด้วย ทั้งยังมีช่องว่างอื่น ๆ อีก เช่น การสวมรอยตัวตนเพื่อลงคะแนนแทนในระบบ การถูกเจาะระบบ หรือการปรับแต่งข้อมูลผ่าน Hardware หรือ Software ที่ทางผู้จัดตั้งสามารถทำได้ก่อนการเข้าใช้สิทธิ์เพื่อบิดเบือนข้อมูล เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้เป็นโจทย์สำคัญหากเราจะนำ Blockchain มาใช้ เราจะต้องคำนึงถึง และวางแผนเพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาเหล่านี้ที่อาจะเกิดขึ้น


    แต่ถึงจะมีข้อจำกัด แต่ก็มีบางประเทศที่เอาไปทดลองใช้เหมือนกัน

    ถึงแม้การนำ Blockchain มาใช้จะมีข้อจำกัดอยู่มาก แต่ก็มีบางประเทศที่เริ่มนำ Blockchain มาพัฒนาใช้งานกันบ้างแล้ว อย่างการเลือกตั้งในช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2018 ที่รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นรัฐแรกที่ทดลองใช้การโหวตออนไลน์ สำหรับทหารและพลเมืองที่อาศัยอยู่นอกประเทศให้สามารถเข้ามาโหวตได้ ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือชื่อ Voatz ในการโหวตนั้นผู้มีสิทธิ์โหวตจะต้องยืนยันตัวตนด้วยการพิมพ์ลายนิ้วมือ ก่อนทำการโหวต จากนั้นผลโหวตดังกล่าวจะถูกบันทึกเข้าสู่ Private Blockchain ซึ่งผลการเลือกตั้งโดยรวมก็ออกมาด้วยดี และทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขว้าง

    blockchaindกับการเลือกตั้ง

    รูปภาพจาก : Angel

    อีกหนึ่งหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ แม้จะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งทางการเมืองโดยตรง คือในช่วงปลายเดือนสิงหาคมปี 2018 ที่เมืองสึคุบะ (Tsukuba) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเมืองที่โดดเด่นในเรื่องของการวิจัยหุ่นยนต์และวิทยาศาสตร์ ได้มีการทดลองนำเทคโนโลยี Blockchain มาปรับใช้กับระบบลงคะแนนเสียง เพื่อสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ภายในเมือง

    โดยผู้ใช้สิทธิ์สามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการใช้บัตรประชาชนของตัวเองมาใช้ยืนยันตัวตน และสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของทางการที่ชื่อว่า Stated ได้ เพื่อทำการลงคะแนนเสียงสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมต่าง ๆ ซึ่งผู้ใช้สิทธิ์สามารถโหวตคะแนนให้กับโครงการใด ๆ ก็ได้ที่ตนรู้สึกว่าคุ้มค่ากับการลงทุนและสนับสนุนมากที่สุดตั้งแต่โครงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อตรวจหามะเร็ง ไปจนถึงโปรแกรมเสียงนำทางในเมือง หรือการคิดค้นอุปกรณ์ใหม่ ๆ สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง เป็นต้น ซึ่งการทดลองดังกล่าว ที่ได้นำเทคโนโลยี Blockchain มาปรับใช้ก็ได้ผลที่น่าพอใจและเกิดความโปร่งใสในการโหวต ทำให้ลดการโกงในการลงคะแนนไปได้มาก

    นอกจากสองประเทศนี้แล้วยังมีประเทศอื่น ๆ ที่เริ่มนำเทคโนโลยี Blockchain มาพัฒนาและปรับใช้ในการลงคะแนนเสียงอย่าง เอสโตเนีย (Estonia) ที่นำมาใช้ในการโหวตเสียงภายในร้านค้า, เมืองซุก (Zug) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ (Switzerland) ที่นำ Blockchain มาใช้ในการลงเสียงโหวตในทุกโครงการของเมือง เป็นต้น


    สรุป

    เรียกได้ว่าเทคโนโลยี Blockchain เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจเลยทีเดียวใช่มั้ยคะ แต่ถึงแม้จะดูเหมือนว่าการนำเทคโนโลยี Blockchain มาปรับใช้ในการการเลือกตั้งจะดูมีความเป็นไปได้ในอนาคต แต่อย่าลืมว่า Blockchain เป็นเพียงแค่เครื่องมือหนึ่งเท่านั้น หากคนที่เอาไปใช้นำมาใช้ในทางที่ผิดและไม่มีความซื่อสัตย์พอก็สามารถใช้ช่องว่างปรับปรุงแก้ไขระบบเพื่อหาประโยชน์ได้เช่นเดียวกันค่ะ


    ที่มา

    Is Blockchain The Answer To Election Tampering?

    Blockchain and Elections: The Japanese, Swiss and American Experience.

    Blockchain and Elections: A Review of the Current Landscape.

    Voatz

    Stated 

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

  • Cloud computing ประโยชน์ ที่ให้ได้มากกว่าความประหยัด

    Cloud computing ประโยชน์ ที่ให้ได้มากกว่าความประหยัด

    Cloud computing ประโยชน์ ที่ให้ได้มากกว่าความประหยัด

    ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบริการ Cloud Computing ได้ก้าวเข้ามามีส่วนสำคัญในเชิงธุรกิจอย่างมาก ซึ่ง Cloud Computing ประโยชน์ ในเชิงธุรกิจและการใช้งานทั่วไปนั้น นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากกว่าในอดีตแล้ว ยังมีประโยชน์อีกมากมายที่คุณเองคาดไม่ถึง บทความนี้เราจะพาคุณมาดูประโยชน์ของ Cloud Computing กัน

    สำหรับใครที่สนใจอยากทำความรู้จักกับ Cloud Computing มากขึ้นเราขอแนะนำบทความ : Cloud Computing คืออะไร เทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต แต่ถ้าคุณรู้จักและพร้อมแล้ว เราลองไปดูกันเลยว่าประโยชน์มีอะไรบ้าง


    1.มีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า

    Cloud computing ประโยชน์

    อย่างแรกเลยคือคุณไม่ต้องลงทุนเรื่องทรัพยากรคอมพิวเตอร์หรือดูแลระบบเอง เพราะผู้ให้บริการจะเป็นฝ่ายลงทุนทรัพยากรด้าน IT เกือบทั้งหมด ซึ่งหลาย ๆ แบรนด์มี Service แบบ Pay Per use คอยไว้ให้บริการ คือบริการที่ให้คุณจ่ายตามจริง ใช้เท่าไหรจ่ายเท่านั้น เรียกได้ว่าประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากสำหรับธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก


    2.เพิ่มความสะดวกและความรวดเร็วในการใช้งาน

    Cloud computing ประโยชน์ 2

    เคยพบปัญหากันไหม เวลาคุณต้องเข้าถึงข้อมูลบางอย่างต้องเสียเวลารับส่งข้อมูลหลาย ๆ รอบ หรือติดปัญหาอื่น ๆ ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ เป็นไปอย่างยากลำบาก การใช้งานบน Cloud Computing นั้น คุณไม่ต้องกังวลปัญหาเหล่านี้เลย ในเรื่องของสถานที่ เวลาหรืออุปกรณ์ เพราะขอเพียงแค่คุณมีอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ คุณก็สามารถเข้าถึงและใช้งาน Cloud ทุกที่ได้แบบไม่มีข้อจำกัด สร้างทั้งความสะดวกและความรวดเร็วให้กับธุรกิจหรือโปรเจกต์ของคุณได้เป็นอย่างดี


    3.มีความสามารถในการขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว

    Cloud computing ประโยชน์ 3

    อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่นักพัฒนาระบบหลาย ๆ คนต้องเจอ คือเมื่อพัฒนาระบบไปได้ในระดับหนึ่งเมื่อมีข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น เราก็ต้องการพื้นที่เก็บที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ทำให้เกิดปัญหาความยุ่งยากและเสียเวลาตามมาในการเพิ่ม Spec เครื่อง การหันมาใช้ Cloud สามารถช่วยแก้ปัญหาได้มาก เพราะด้วยความสามารถของ Cloud Computing คุณสามารถสร้างระบบใหม่ได้ทุกเวลา ทั้งยังสามารถเพิ่มหรือลดขนาดของทรัพยากรได้ภายในระยะเวลาอันสั้น โดยที่คุณสามารถควบคุมและบริหารทรัพยากรของคุณได้เองทันที


    4.เข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ

    Cloud computing ประโยชน์ 4

    ผู้ให้บริการ Cloud จะทำหน้าที่พัฒนาและอัปเกรดระบบใหม่ ๆ อยู่เสมอ รวมไปถึงสรรหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อรองรับการใช้งานของผู้ใช้บริการ เช่น Virtual Machine, Blockchain หรือ Application ใหม่ ๆ เพื่อรองรับ Solution และตอบโจทย์ ผู้ใช้ให้ได้มากที่สุด โดยที่ผู้ใช้อย่างเราไม่ต้องหาเอง นั่งอัปเกรดเอง


    5.มีการบำรุงรักษาและความปลอดภัยสูง

    Cloud computing ประโยชน์ 5

    สำหรับใครที่กังวลและสงสัยว่าข้อมูลของเราไม่ได้เก็บเองแบบนี้แล้ว ข้อมูลจะปลอดภัยหรือไม่ ต้องบอกก่อนเลยว่าผู้ให้บริการมีมาตรการการรักษาความปลอดภัยให้กับโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูล และการเก็บรักษาข้อมูลลูกค้า ดังนั้นข้อมูลของคุณจะถูกจัดเก็บไว้ภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม นอกจากนี้ยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลรักษาและซ่อมแซมระบบตลอด 24 ชัวโมง คุณจึงไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลของคุณจะสูญหายหรือรั่วไหล


    สรุป

    นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของประโยชน์เด่น ๆ ของ Cloud Computing ที่เราได้คัดสรรมานำเสนอคุณเท่านั้น ประโยชน์ของคลาวด์ยังมีอีกมากมายยิบย่อยตามแต่รายละเอียดของผู้ให้บริการและจุดประสงค์การนำไปใช้ของคุณ ดังนั้นหากคุณที่นำมาปรับใช้กับธุรกิจหรือโปรเจกต์ของคุณให้ถูกจะรับรับรองว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีมากมายมหาศาลทีเดียว

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

  • Cloud Computing คือ อะไร เทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต

    Cloud Computing คือ อะไร เทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต

    Cloud Computing คือ อะไรกันแน่ ?

    หากพูดถึงคำว่า Cloud หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงบริการ iCloud, Dropbox, Google Drive หรือ Microsoft และ Onedrive กันใช่ไหม เพราะบริการเหล่านี้เป็นบริการที่เราคุ้นเคยกันดี เนื่องจากใช้กันอยู่เป็นประจำ เพื่อไว้ใช้จัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ แต่ถ้าหากเราถามถึงคำว่า Cloud Computing คืออะไร หลายคนอาจยังสับสนและไม่แน่ใจว่า ต่างหรือเหมือนกันอย่างไรกันแน่ เชื่อว่าหลายคนอาจเดาว่าชื่อคล้ายกันเลยน่าจะคล้ายกันสิ ซึ่งคำตอบคือ ถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะบริการข้างต้นที่เราได้กล่าวกันมานั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของบริการ Cloud Computing เท่านั้น ซึ่งเป็นบริการที่เรียกว่า Cloud Storage

    “แล้วอย่างงี้ Cloud Computing ที่เราพูดถึงคืออะไรกันแน่ ?”

    Cloud Computing คือ บริการที่ให้เราใช้หรือเช่าใช้ระบบคอมพิวเตอร์หรือทรัพยากรด้านคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ โดยครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ต่าง ๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งเราสามารถเลือกกำลังการประมวลผล เลือกจำนวนทรัพยากร ได้ตามความต้องการในการใช้งาน พูดง่าย ๆ คือ ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้นนั่นเอง นอกจากนี้เรายังสามารถเข้าถึงข้อมูลบน Cloud จากที่ไหนก็ได้เรียกได้ว่าทั้งสะดวกสบายแถมยังประหยัดเวลาแบบสุด ๆ


    ประเภทของ คลาวด์คอมพิวติ้ง มีแบบไหนบ้าง 

    Cloud Computing คือ

    Private Cloud

    คือ การตั้งคลาวด์ส่วนตัว โดยแต่ละบริษัทหรือองค์กรจะลงทุนจัดตั้ง Hardware และ Software ที่ใช้เป็นพื้นฐานในการทำ Cloud Datacenter ขึ้นมาเป็นของตัวเอง เพื่อให้พนักงานในองค์กรใช้เท่านั้น

      ข้อมูลปลอดภัยเพราะจัดเก็บอยู่ภายใน Datacenter ของตัวเอง

    ไม่สามารถ Scale Out แบบกะทันหัน เมื่อเกิด Workload Peak Time ได้เหมือนกับ Public Cloud และมีค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องลงทุนซื้อ Hardware และ Software รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบเองทั้งหมด

    Public Cloud

    คือ คลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ โดยจะมีผู้ให้บริการระบบคลาวด์เป็นคนตั้งระบบ Hardware และ Software ขึ้นมา แล้วให้แต่ระบริษัทหรือองค์กรเข้าไปเช่าใช้บริการ อาจจะจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี

     ประหยัดเงินได้มากกว่า เพราะไม่ต้องลงทุนตั้ง Cloud Datacenter เป็นของตัวเอง

    อาจมีปัญหาด้าน IT Policy Audit ในบางบริษัท เพราะบางบริษัทห้ามเก็บข้อมูลไว้นอกองค์กร

    Hybrid Cloud

    คือ เป็นการเอาข้อดีของระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud มาใช้ร่วมกัน เช่น การนำ Private Cloud มาใช้สำหรับเก็บข้อมูลภายในองค์กร และใช้ Public Cloud มาใช้เพื่อการ Scale Out ในการประมวลผลในช่วงที่เกิด Workload Peak Time เป็นต้น

     เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการได้มากขึ้นและอุดข้อเสียของทั้ง 2 รูปแบบนั้นได้

    มีความยุ่งยาก เพราะรายละเอียดของ Cloud ทั้งสองแบบนั้นต่างกันมาก ต้องมีผู้เชี่ยวชาญปรับแต่งระบบให้ทำงานร่วมกันและทดสอบบ่อย ๆ เพื่อให้เกิดความเสถียร

    Multi Cloud

    คือ การใช้งานร่วมกันของ Cloud Provider ตั้งแต่ 2 ผู้ให้บริการขึ้นไป เพื่อลดความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ในการใช้งาน มีความแตกต่างจาก Hybrid Cloud ที่ใช้ร่วมกันระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud

    เลือกใช้ทรัพยากรและบริการเฉพาะจากผู้ให้บริการหลายรายเพื่อได้รับประโยชน์สูงสุดในการใช้งาน 

    ต้องมีผู้เชี่ยวชาญออกแบบและจัดทำ Solution ได้อย่างเหมาะสมกับการใช้งานขององค์การ ทั้งในด้านการดูแลและการทำงานของระบบ Cloud Platforms รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลและ Hypervisor ที่ต่างกัน


    บริการ ของคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Service Models) มีอะไรบ้าง

    Cloud Computing คือ 2

    Software as a Service (SaaS)

    คือ บริการที่ให้ใช้หรือเช่าใช้บริการ Software และ Application ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยประมวลผลบนระบบของผู้ให้บริการโดยที่เราไม่ต้องกังวลหรือหาคนมาดูแล Infrastructure และคนมาสร้าง Application ให้เรา เพราะทุกอย่างได้ถูกจัดเตรียมมาโดยผู้ให้บริการเรียบร้อยแล้ว

    ข้อดี คือ ไม่ต้องลงทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์เอง ซอฟต์แวร์จะถูกเรียกใช้งานผ่าน Cloud จากที่ไหนก็ได้

    ตัวอย่างที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด เช่น Google Docs ที่มาในรูปแบบการใช้ซอฟต์แวร์ผ่านเว็บบราวเซอร์ โดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ลงบนเครื่อง หรือ Web-based Email Service ต่าง ๆ เช่น Hotmail, Gmail, Facebook, Twitter ที่มีการเก็บโปรแกรมและข้อมูลต่าง ๆ ไว้ที่ Host แล้วให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ Application ต่าง ๆ ผ่านทางเว็บได้ ถือว่าเป็นบริการประเภทนี้อีกเช่นเดียวกัน

    Platform as a Service (PaaS)

    คือ การให้บริการด้าน Platform สำหรับผู้ใช้งาน เช่น นักพัฒนาระบบ หรือ Developer ที่ทำงานด้าน Software และ Application โดยผู้ให้บริการ Cloud จัดเตรียมทรัพยากรสำหรับการพัฒนาระบบที่จำเป็น เช่น Hardware, Software และ ชุดคำสั่ง เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถพัฒนาระบบได้อย่างสมบูรณ์แบบบนระบบ Cloud

    ข้อดี คือ สามารถช่วยลดต้นทุนและเวลาที่ใช้ในการพัฒนาซอฟท์แวร์ได้

    ตัวอย่างบริการทางด้านนี้ เช่น Google App Engine, Microsoft Azure ที่สามารถนำมาพัฒนาแอปพลิเคชันที่ให้บริการคนจำนวนมหาศาลได้ โดยใช้เวลาพัฒนาไม่นานด้วยทีมงานแค่ไม่กี่คน

    Infrastructure as a Service (IaaS)

    คือ บริการที่ครอบคลุมเฉพาะในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีได้แก่ ระบบเครือข่าย (Network), ระบบจัดเก็บข้อมูล (Database), ระบบประมวลผล (CPU) ไปจนถึงอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น Servers และ ระบบปฏิบัติการ (OS)ใ นรูปแบบระบบเสมือน (Virtualization) โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อ Hardware ที่มีราคาแพง

    ข้อดี คือ ไม่ต้องลงทุนซื้อเอง สามารถขยายได้ง่ายตามการเติบโตของบริษัทและมีความยืดหยุ่นสูง ลดความยุ่งยากในการดูแลระบบเอง แต่จำเป็นต้องมีผู้ดูแลระบบด้าน IT

    ตัวอย่างของบริการให้เช่ากำลังประมวลผล บริการให้เช่าเซิร์ฟเวอร์เสมือน เพื่อใช้ลงและรันแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่เราต้องการเช่น OpenLandscape Cloud, Google Compute Engine, Amazon Web Services, Microsoft Azure เป็นต้น

    สรุป

    จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้ว Cloud Computing ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่ไกลตัวและยังใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก หรือแม้กระทั้งโปรเจกต์เล็ก ๆ ของเราให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มศักยภาพทั้งในด้านของความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น และความปลอดภัย รวมไปถึงยังสามารถช่วยลดต้นทุนและประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากอีกด้วยเช่นกัน สำหรับใครที่อยากรู้ว่า ประโยชน์ ของ Cloud Computing มีอะไรบ้างเราขอแนะนำบทความ : Cloud computing ประโยชน์ ที่ให้ได้มากกว่าความประหยัด

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/