Category: Knowledge Base

  • ทำความรู้จัก File Storage บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ สะดวก ครบ จบในที่เดียว

    ทำความรู้จัก File Storage บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ สะดวก ครบ จบในที่เดียว

    บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape ที่สะดวก ครบ จบในที่เดียว บน Gate.openlandscape.cloud

    File Storage คืออะไร

    File Storage คือ บริการที่ช่วยเก็บรักษารวมถึง รับ – ส่ง มีเดีย (Media) และไฟล์รูปแบบต่าง ๆ ในราคาที่เข้าถึงได้และปลอดภัย พร้อมให้นักพัฒนาระบบสามารถสร้างแอปพลิเคชันที่เข้าถึงพื้นที่เก็บบนคลาวด์ได้แบบไม่มีขีดจำกัด 


    File Storage

    ทำไมถึงต้องใช้บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape

    เพื่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในระบบ ให้รองรับการเติบโตของธุรกิจ

    ยิ่งธุรกิจเติบโตเร็วเท่าไหร่ ยิ่งต้องการพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจน (Unstructured Data) อาทิ ข้อความ ภาพ เสียง หรือ วีดีโอ มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในการจัดการพื้นที่สำหรับข้อมูลเหล่านี้ ธุรกิจหรือองค์กรจำเป็นต้องจัดหาแนวทางสำหรับการรักษาข้อมูล เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายหรือเกิดความเสียหาย และสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ให้เกิดความคุ้มค่าและเพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด

    เก็บข้อมูลมหาศาลบนคลาวด์ได้แบบไม่มีขีดจำกัด 

    บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ ให้คุณจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลระดับเพตะไบต์ (Petabyte) ได้แบบง่าย ๆ บนคลาวด์ ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา อีกทั้งยังมีความปลอดภัย และง่ายต่อการจัดการข้อมูลทางธุรกิจที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังง่ายต่อนักพัฒนาในการเข้าถึง Cloud Storage ไม่ว่าจะเป็นการจัดการแอดมินหรือการจัดการพื้นที่จัดเก็บ ซึ่งนั้นหมายความว่าหากคุณใช้บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ คุณจะไม่ต้องห่วงกับการจัดการ Hard Drives หรือ RAID อีกต่อไป

    จัดการและเข้าถึงพื้นที่การเก็บไฟล์บนคลาวด์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

    บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ ช่วยให้คุณเปลี่ยนจากการจัดเก็บข้อมูลแบบเดิม ๆ มาเป็นการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบง่าย ๆ บนคลาวด์แทน โดยบริการนี้พร้อมให้คุณเพิ่มขนาดได้ในทันที ผ่านหน้าเว็บ Gate.openlandscape.cloud และสามารถอัปโหลด ดาวน์โหลด จัดเรียงข้อมูล และ ลบข้อมูลได้ง่าย ๆ เพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้มากยิ่งขึ้น

    เพิ่ม – ลดขนาดพื้นที่จัดเก็บได้ในทันที

    ให้การพัฒนาของคุณไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยการจัดเก็บไฟล์และข้อมูลของคุณบนคลาวด์ ที่พร้อมให้คุณทำการเพิ่มหรือลดขนาดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลได้แบบไม่ขีดจำกัด 

    รับ – ส่งข้อมูลฟรี ไม่เสียค่าธรรมเนียม

    ช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากยิ่งขึ้น ด้วยบริการ รับ – ส่งข้อมูลฟรี ไม่เสียค่าธรรมเนียม (Free Data Transfer) ให้ทุกการพัฒนาของคุณเป็นไปอย่างคุ้มค่า 


    สำหรับใครที่สนใจบริการดี ๆ แบบนี้ สามารถเข้าไปาดูรายละเอียดวิธีการใช้งานบริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape ได้ที่บทความ : วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • Ransomware คือ อะไร? เมื่อข้อมูลกลายเป็นตัวประกัน โดยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

    Ransomware คือ อะไร? เมื่อข้อมูลกลายเป็นตัวประกัน โดยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

    Ransomware คือ อะไร? เมื่อข้อมูลกลายเป็นตัวประกัน โดยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ 

    สำหรับประเด็นที่กำลังมาแรง และเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในวงการไอทีช่วงนี้คงหนีไม่พ้นประเด็นร้อนอย่าง แรนซัมแวร์ (Ransomware) มัลแวร์เรียกค่าไถ่ตัวร้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในภัยไซเบอร์ที่ร้ายแรงที่สุด ที่กำลังกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อระบบคอมพิวเตอร์และฐานข้อมูลขององค์กรต่าง ๆ อีกทั้งยังเรียกเงินในจำนวนสูงจนน่าตกใจอีกด้วย

    ล่าสุดที่กำลังเป็นข่าวใหญ่อยู่ในตอนนี้เลยก็คือ เหตุการณ์ที่ แรนซัมแวร์ (Ransomware) โจมตีโรงพยาบาลสระบุรี ด้วยการล็อกไฟล์ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลผู้ป่วย ทำให้ข้อมูลผู้ป่วยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถเรียกใช้งานได้ พร้อมเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 200,000 บิตคอยน์ หรือราว ๆ  6.3 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว 

    อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เจ้ามัลแวร์ตัวร้ายที่ว่านี้ไม่ธรรมดาเลยใช่มั้ยคะ วันนี้เราเลยจะพาทุก ๆ คนมาทำความรู้จักกับ แรนซัมแวร์ (Ransomware) มัลแวร์จอมเรียกค่าไถ่ พร้อมวิธีป้องกัน และรับมือในปี 2022 กันค่ะ


    Ransomware คืออะไร?

    แรนซัมแวร์ (Ransomware) คือ มัลแวร์ (Malware) ประเภทหนึ่งที่จะทำงานในรูปแบบของการเข้ารหัสหรือล็อกไฟล์เหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสาร รูปภาพ วิดีโอ ให้ไม่สามารถเข้าไฟล์หรือข้อมูลนั้น ๆ ได้เพื่อทำการเรียกค่าไถ่นั่นเอง โดยการเรียกค่าไถ่ในแต่ละครั้งจะมีเรตราคาตั้งแต่ 200 – 300 ดอลลาร์ ไปจนถึงหลักแสนดอลลาร์ ซึ่งจำนวนเงินทั้งหมดจะถูกจ่ายในรูปแบบของบิตคอยน์ (Bitcoin) 


    ต้นกำเนิด Ransomware มัลแวร์เรียกค่าไถ่

    หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าเจ้ามัลแวร์จอมเรียกค่าไถ่นี้มีต้นกำเนิด และมีความเป็นยังไงกันแน่ ถึงได้กลายมาเป็นมัลแวร์ที่สามารถล่อลวงเพื่อเรียกค่าไถ่จำนวนมากจากธุรกิจ หรือบริษัทขนาดใหญ่ ๆ ได้ขนาดนี้ เราลองมาย้อนดูไทม์ไลน์กันดีกว่าค่ะ

    ช่วงปีปลายทศวรรษ 1980

    • PC Cyborg : หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม AIDS Trojan เรียกได้ว่าเป็น แรนซัมแวร์ตัวแรกของโลก ถูกปล่อยโดย Joseph Popp นักวิชาการ AIDS ซึ่งเขาได้สร้างแผ่นดิสก์จำนวน 20,000 แผ่นเพื่อส่งให้กับผู้ร่วมประชุมซึ่งเขาตั้งชื่อว่า “ข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์ – แผ่นดิสก์เบื้องต้น” 

    แน่นอนว่าแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์เหล่านั้นมีไวรัสคอมพิวเตอร์ และไวรัสก็ยังคงซ่อนอยู่ในคอมพิวเตอร์ของเหยื่อเป็นเวลานาน ซึ่งหลังจากรีบูตตก 90 ครั้ง ไวรัสก็เริ่มทำงานทันที โดยทำการรหัสไฟล์และซ่อนไดเรกทอรี พร้อมแจ้งข้อความให้เหยื่อส่งเงินจำนวน $ 189 ไปยังกล่อง PO Box ในปานามา เพื่อให้ระบบกลับมาใช้งานได้ตามปกติ  ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานดอกเตอร์ Popp ถูกจับกุมในเวลาต่อมา

    ปี 2004

    • GpCode : โทรจัน GPCoder เป็นโทรจันที่ใช้การเข้ารหัสลับ RSA โดยจะเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดในโฟลเดอร์แล้วทำการเรียกค่าไถ่

    ปี 2007

    • WinLock : สำหรับแรนซัมแวร์ตัวนี้เรียกว่าแปลกกว่าตัวอื่น ๆ ค่ะ เพราะแทนที่ทำการเข้ารหัสไฟล์อย่างที่เคยทำมา WinLock Trojan ถือว่าเป็นตัวอย่างของ แรนซัมแวร์แบบ ‘ล็อกเกอร์’ แทน โดยจะทำการล็อกหน้าจอ และแสดงภาพโป๊บนจอของเหยื่อ ซึ่งเหยื่อจะต้องจ่ายค่าไถ่ผ่าน SMS

    ปี 2012

    • Reveton : เป็นแรนซัมแวร์รูปแบบใหม่ที่แอบอ้างตัวเองว่าเป็นหน่วยงานทางกฎหมาย โดยแรนซัมแวร์จะเข้าไปล็อกหน้าจอเหยื่อ แล้วอ้างว่าเป็นหน่วยงานทางกฎหมาย เช่น FBI เพื่อหลอกเหยื่อว่าทำผิดกฎหมายและต้องจ่ายค่าปรับผ่านเครดิตการ์ด

    ปี 2013

    •  CryptoLocker : แรนซัมแวร์ตัวนี้ถูกพัฒนาและทำให้อันตรายมากยิ่งขึ้น เพราะใช้การเข้ารหัสโดยใช้ Key Storage บน Remote Server นอกจากนี้ยังต้องจ่ายค่าไถ่ผ่านทาง Bitcoin และการติดต่อกับอาชญากรไซเบอร์นั้นจะต้องติดต่อผ่านทาง Tor ซึ่งช่วยให้ผู้โจมตีสามารถเลี่ยงเจ้าหน้าที่ ทำให้ยากต่อการจับกุม นอกจากนี้อาชญากรยังเริ่มย้ายจากการโจมตีอุปกรณ์ส่วนบุคคล มาเป็นแบบเครื่องในระบบองค์กรด้วย เพราะมักจะได้เงินค่าไถ่ที่ดีกว่ามาก

    ปี 2016

    • Locky : สาเหตุที่ได้ชื่อนี้มาก็เพราะมี Social Engineering หรือ แปลเป็นไทยว่า “วิศวกรรมสังคม” ซึ่งเป็นศิลปะในการหลอกลวง ล่อหลอกผู้อื่น ใช้หลักการพื้นฐานทางจิตวิทยาให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ตามที่แฮกเกอร์ต้องการมาใช้ร่วมด้วย โดยการส่งอีเมลไปหาเหยื่อแล้วให้เหยื่อดาว์โหลดเอกสารที่แฝงไปด้วยมาโครไวรัส (Macro Virus) เกาะติดไปกับไฟล์ของโปรแกรม Microsoft Office เพื่อเรียกค่าไถ่ ซึ่งในเวลาต่อมาในภายหลังยังพบอีกด้วยว่า Locky สามารถแฝงผ่านไฟล์ JavaScript ได้อีกด้วย เพราะไฟล์มีขนาดเล็กกว่า อีกทั้งยังสามารถหลบหลีกโปรแกรม Anti-malware ได้

    ปี 2017

    • WannaCry : เป็นแรนซัมแวร์ที่แพร่ระบาดและโด่งดังมาก เพราะถูกปล่อยโจมตีให้กับผู้ใช้งานไมโครซอฟท์ วินโดวส์ เป็นหลัก โดยจะเข้ารหัสข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำให้ไม่สามารถใช้งานข้อมูลหรือโปรแกรมบนเครื่องได้เลย อีกทั้งยังสามารถกระจายตัวไปได้รวดเร็วจนน่ากลัว ส่งผลให้มีคอมพิวเตอร์ติดไวรัสมากกว่า 230,000 เครื่อง ใน 150 ประเทศ และสร้างความเสียหายสูงถึงหลายล้านดอลลาร์เลยทีเดียว (จำนวนทั้งหมดถูกจ่ายด้วยบิตคอยน์)

    ปี 2019

    • Sodinokibi : อาชญากรไซเบอร์ได้สร้างแรนซัมแวร์ออกมาในรูปแบบ Managed Service Providers (MSP) โดยดำเนินการในลักษณะของการให้เช่ามัลแวร์เพื่อโจมตี (Ransomware-as-a-Service)  เพื่อหลอกองค์กรขนาดใหญ่ หรือมีอัตราจ่ายค่อนข้างสูง โดยเงินที่ได้จากการเรียกค่าไถ่จะถูกแบ่งกันระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่ามัลแวร์ 

    Ransomware มีกี่ประเภท ?

    จากที่เราได้ดูไทม์ไลน์กันไปแล้วจะเห็นได้ว่าความจริงแรนซัมแวร์ (Ransomware) นั้นมีรูปแบบการโจมตีที่หลากหลายและถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ  แต่หลัก ๆ แล้วมีจุดมุ่งหมายเดียวกันก็คือ ทำการล็อกไฟล์ หรือเข้ารหัสไฟล์ของคุณเพื่อเรียกค่าไถ่ ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะมีอยู่ 7 ประเภทที่พบกันบ่อย ๆ ดังนี้

    Crypto malware

    แรนซัมแวร์ประเภทนี้เรียกได้ว่าเป็นอีกประเภทหนึ่งที่มีความร้ายแรงมากที่สุด เพราะสร้างความเสียหายด้วยการเข้ารหัสข้อมูลสำคัญ ๆ ในเครื่องของคุณอย่างไฟล์ โฟลเดอร์ และ ฮาร์ดไดรฟ์  ซึ่งถึงแม้ว่าคุณจะใช้งานคอมพิวเตอร์ แต่จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เข้ารหัสได้ และเรียกค่าไถ่ หากไม่จ่ายภายในเวลาที่กำหนดข้อมูลก็จะถูกลบแบบไม่สามารถกู้คืนมาได้อีก โดยหนึ่งในกรณีที่โด่งดังที่สุดจากประเภทนี้เลยก็คือ เหตุโจมตีทางไซเบอร์วอนนาคราย (WannaCry ransomware attack) ในปี 2017 

    Lockers

    แรนซัมแวร์ประเภทนี้โดยส่วนมากแล้วจะโจมตีระบบปฏิบัติการ (Operating System) ส่งผลให้ล็อกทุกอย่างบนคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของคุณ ทำให้คุณไม่สามารถเข้าไฟล์ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ โดยแรนซัมแวร์ประเภทนี้จะพบได้มากในกลุ่ม Android

    Scareware

    แรนซัมแวร์ประเภทนี้จะมาในรูปแบบซอฟต์แวร์ปลอมเช่น Antivirus หรือ Cleaning tool เป็นต้น โดยจะขึ้นเตือนว่าคอมพิวเตอร์ของคุณมีปัญหา ให้คุณทำการจ่ายเงินเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว หรือมาในรูปแบบหน้าจอหน้าต่างแจ้งเตือน และข้อความรบกวนให้จ่ายเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความคล้ายคลึงกับ Lockers แรนซัมแวร์ตรงที่ Scareware บางประเภทจะสามารถล็อกหรือเข้ารหัสคอมพิวเตอร์ของคุณได้อีกด้วย

    Doxware

    นอกจากจะมีชื่อเรียกว่า Doxware แล้วยังมีชื่อเรืยกอื่น ๆ อย่าง Leakware หรือ Extortionware ด้วย สำหรับแรนซัมแวร์ประเภทนี้จะแตกต่างจากแรนซัมแวร์ประเภทอื่นตรงที่ แรนซัมแวร์ตัวนี้จะไม่ทำการล็อกไฟล์หรือเข้ารหัสข้อมูล หรือไฟล์ของคุณ แต่จะขโมยข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลสำคัญ แล้วเรียกค่าไถ่ หากไม่จ่ายตามระยะเวลาที่กำหนดก็จะถูกเผยแพร่สู่โลกออนไลน์นั่นเอง

    RaaS

    RaaS หรือ Ransomware as a service แรนซัมแวร์ประเภทนี้แฮ็กเกอร์จะเป็นผู้พัฒนา Ransomware แล้วเปิดให้เหล่าอาชญากรไซเบอร์ที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคนำ Ransomware ดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อ และนำค่าไถ่ที่ได้มาหารแบ่งกัน

    Mac ransomware 

    เป็นแรนซัมแวร์ที่พุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้ MacOS โดยเฉพาะ โดยปลอมตัวมาในรูปของซอฟต์แวร์ปลอม หรือโปรแกรมสำหรับใช้แคร็กซอฟต์แวร์ชื่อดังต่าง ๆ ถ้าถูกติดตั้งลงบนเครื่องแล้ว มัลแวร์จะสร้างกุญแจสำหรับเข้ารหัสข้อมูล สำหรับกรณีที่ปรากฏครั้งแรกในปี 2016 รู้จักกันในชื่อ KeRange ซึ่งแฝงเข้ามาในแอปพลิเคชันชื่อ Transmission

    Ransomware บนมือถือ

    แรนซัมแวร์ประเภทนี้ระบาดอย่างหนักบนมือถือในปี 2014 โดยแฝงมากับแอปพลิเคชันบนมือถือ โดยจะทำการเข้ารหัส ล็อกไฟล์หรือหน้าจอมือถือ พร้อมส่งข้อความเพื่อเรียกค่าไถ่


    คุณกำลังตกเป็นเป้าหมาย Ransomware อยู่หรือเปล่า ?

    การโจมตีของแรนซัมแวร์ในแต่ละครั้งส่วนมากแล้วจะมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ค่ะ เพราะจากการแฝงมัลแวร์ไว้ในไฟล์ และวิธีการล่อลวงในแต่ละรูปแบบนั้นแสดงว่า อาชญากรไซเบอร์ได้เลือกเหยื่อไว้แล้วถึงจะโจมตี และนี้คือกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสเป็นเหยื่อของอาชญากรเหล่านี้มากที่สุดค่ะ

    • กลุ่มคน ธุรกิจ หรือองค์กรที่ไม่มี หรือมีระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ขนาดเล็ก : โดยเฉพาะกลุ่มคนในแวดวงการศึกษา หรือมหาลัย ที่มักตกเป็นเหยื่อบ่อยครั้ง เพราะจะต้องรับ – ส่งไฟล์ หรือแชร์ไฟล์บ่อย ๆ 
    • ธุรกิจ หรือองค์กรต่าง ๆ ที่มีโอกาสในการจ่ายเงินสูง : เช่น องค์กรภาครัฐ ธนาคาร องค์กรสาธารณสุข หรือองค์กรอื่น ๆ ที่มีความคล้ายคลึงกัน
    • ธุรกิจหรือองค์กรที่ถือข้อมูลสำคัญ : เช่น องค์กรที่เกี่ยวกับกฎหมาย

    ถ้าติดมัลแวร์ Ransomware แล้ว แบบนี้ต้องแก้ไขอย่างไรต่อ ?

    • อย่าจ่ายเงินให้แรนซัมแวร์ : อย่าลืมว่าโจรก็คือโจร ถึงแม้คุณจะจ่ายเงินไปแต่ก็ไม่มีอะไรมาการันตีได้ว่าอาชญากรจะคืนข้อมูลให้คุณ แถมยังมีโอกาสที่อาชญากรจะเรียกเงินซ้ำ ๆ โดยที่ไม่มีวันคืนข้อมูลให้คุณเลยก็ได้ นอกจากนี้การจ่ายเงินให้กับอาชญากรไซเบอร์ยังเป็นการสนับสนุนและเพิ่มโอกาสให้เหล่าอาชญากรไปเรียกค่าไถ่ต่อกับเหยื่อรายอื่น ๆ ต่อไปอีกด้วย
    • ห้ามเชื่อมต่อเครือข่ายเพื่อป้องกันการลุกลามไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ : หลังจากพบว่าคอมพิวเตอร์ของคุณติดมัลแวร์แล้ว ให้คุณหยุดการเชื่อมต่อเครือข่ายของคุณทันที เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส
    • พยายามกำจัดแรนซัมแวร์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ : โดยควรสแกนไวรัสภายในทันทีที่พบ เพื่อป้องกันการลุกลามไปยังไฟล์อื่น ๆ ในคอมพิวเตอร์ของคุณ
    • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ : หากคุณไม่สามารถกู้ข้อมูลกลับมาด้วยตนเองได้ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอาจจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้ โดยเราสามารถเข้าไปขอคำปรึกษาในคอมมูนิตี้ของแฮ็กเกอร์สายขาวและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้ เพราะอาจจะมีวิธีการ หรือโซลูชันต่าง ๆ ในการแก้หรือกำจัดมัลแวร์ดังกล่าว รวมไปถึงอาจจะแจ้งฝ่ายกฎหมายกับตำรวจ เพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม และร้องเรียนอาชญกรรมบนอินเทอร์เน็ต
    • เครื่องมือถอดรหัสออนไลน์อาจช่วยได้ : โดยมีเครื่องมือที่เรียกว่า “Crypto Sheriff” ที่ใช้ในการระบุว่ามัลแวร์ หรือไวรัสที่ติดคอมพิวเตอร์ของคุณนั้นเป็นชนิดใด จากนั้นระบบจะค้นหาแหล่งทรัพยากรอย่าง No More Ransom เพื่อดูว่ามีคีย์ถอดรหัสสำหรับสายพันธุ์นั้น ๆ หรือไม่ หากเป็นแรนซัมแวร์สายพันธุ์ธรรมดา ก็มีโอกาสสูงที่คุณอาจสามารถกู้ไฟล์คืนได้

    7 วิธีรับมือ และป้องกัน Ransomware ในปี 2022

    มาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนอาจจะกังวลว่า ถ้าหากติดแรนซัมแวร์ขึ้นมาคงจะเป็นเรื่องใหญ่ และสร้างความเสียหายไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้นเราลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่าจะมีแนวทางป้องกันและ รับมือกับแรนซัมแวร์ในปี 2022 อย่างไรบ้าง

    1. อัปเดตระบบปฏิบัติการ (Operating System) และโปรแกรมอื่น ๆ บ่อย ๆ : นอกจากอัปเดตแพทช์โปรแกรมป้องกันไวรัสบ่อย ๆ แล้ว การอัปเดตระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมอื่น ๆ บ่อย ๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมต่าง ๆ นั้นมักจะมีการอัปเดตแพทช์ใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ และช่วยในการป้องกันการโจมตีแรนซัมแวร์ได้ด้วย
    2. ติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่มีการป้องกันแรนซัมแวร์ : ในปัจจุบันมีโปรแกรมป้องกันไวรัสที่มีฟีเจอร์ป้องกันแรนซัมแวร์ร่วมด้วยให้เลือกใช้หลากหลายแบรนด์ แต่ที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ เราควรพยายามสแกนไวรัสบ่อย ๆ และพยายามอัปเดตแพทช์โปรแกรมอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันการโจมตีแรนซัมแวร์ได้ดีที่สุดค่ะ
    3. ไม่คลิกลิงก์แปลก ๆ หรือดาวน์โหลดไฟล์ที่ไม่มีแหล่งที่มา : ระมัดระวังการกดรับข้อมูลจากเว็บไซต์ หรือ อีเมลแปลก ๆ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่อาชญากรไซเบอร์ใช้เป็นเครื่องมือในการล่อลวงเหยื่อ ดังนั้นเราจึงไม่ควรเปิด หรือดาว์โหลดเอกสารจากอีเมลแปลก ๆ ที่ไม่รู้จักหรือคุ้นเคย หรือแม้กระทั้งการคลิกลิงก์ที่แนบมา เพราะจะเป็นการเปิดช่องทางให้มัลแวร์ดังกล่าวเข้าถึงข้อมูลเรา โดยเฉพาะไฟล์ที่ปกปิดนามสกุล ยกตัวอย่างเช่น .exe เป็นต้น เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของภัยร้ายอย่าง Ransomware อีกด้วยโดยมีวิธีการตรวจสอบให้เรานำไฟล์หรือลิงก์ที่ได้รับมาไปตรวจสอบได้ที่เว็บ https://www.virustotal.com/gui/ (สามารถดูลิงก์ได้ด้วยการคลิกขวา แล้ว Copy Link และควรทำการตรวจสอบผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์)
    4. ปลอดภัยมากขึ้นด้วยการสำรองข้อมูลแบบ Backup Rule 3-2-1 : การสำรองข้อมูลให้ปลอดภัยด้วยการแบ่งชุดข้อมูลออกเป็น 3 ชุด โดย 2 ชุดแรกเป็นข้อมูลสำรองเก็บไว้ในอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีต่างกัน หรือหลาย ๆ เวอร์ชัน และนำข้อมูลสำรอง 1 ชุดสุดท้ายเก็บไว้นอกองค์กร (Off-site) หรือในอุปกรณ์ภายนอก เช่น Extranal Harddisk เพื่อให้มั่นใจว่าถ้า 2 อุปกรณ์ที่จัดเก็บข้อมูลเกิดปัญหา ยังสามารถมีข้อมูลสำรองที่ปลอดภัยเหลืออีก 1 ชุดสุดท้าย ถือเป็นการสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพที่สามารถช่วยกู้คืนข้อมูลที่เสียหายให้กลับมาได้แบบปลอดภัยหายห่วง
    5.  ป้องกันไฟล์สำคัญด้วย Read-Only : การกำหนดไฟล์ข้อมูลสำคัญให้เป็นแบบ Read Only หรือ อ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไขได้นับเป็นการเสริมวิธีป้องกันข้อมูลในเบื้องต้นให้ห่างไกลจาก Ransomware ได้อีกหนึ่งวิธี โดยหากคุณต้องมีการแชร์ข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย ควรมีการกำหนดสิทธิ์ของผู้ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากผู้ไม่หวังดีนั่นเอง
    6. ปิดการเข้าถึงข้อมูลจากระยะไกล RDP : มัลแวร์เรียกค่าไถ่ตัวร้ายนี้มักมีเป้าหมายโจมตีไปที่คอมพิวเตอร์ที่ใช้ RDP (Remote Desktop Protocol) ดังนั้นหากไม่จำเป็นสำหรับการใช้งาน คุณสามารถปิดการใช้งาน RDP ทันทีเมื่อไม่ต้องการเข้าถึงจากระยะไกล และจำเป็นต้องมีแนวทางการป้องกันในเชิงลึก หรือ อนุญาตให้เข้าถึงได้เฉพาะจากเครือข่ายภายในเท่านั้นเพื่อการใช้งานอย่างปลอดภัย
    7. ให้ Snapshot ทุกครั้งไม่มีพลาด บน OpenLandscape Cloud : การเลือกใช้บริการคลาวด์ก็เป็นอีกหนึ่งในวิธีที่หลายคน และหลาย ๆ องค์กรเลือกใช้กัน เพราะนอกจากจะมีความปลอดภัยสูงแล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยคุณในการสำรองข้อมูลอีกด้วย สามารถอ่านบทความ : Cloud Computing คือ อะไร เทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตและอีกหนึ่งวิธีการป้องกัน Ransomware ที่สามารถใช้งานบน OpenLandscape Cloud ด้วยวิธี Snapshot  หรือ การเก็บข้อมูลในรูปแบบ Image ที่สามารถเรียกข้อมูลกลับมาใช้งานได้ใหม่อีกครั้ง วิธี Snapshot นี้ยังช่วยให้การใช้ Virtual Machine ในงานทดสอบระบบหรือทดสอบโปรแกรมต่าง ๆ สามารถทำได้สะดวกกว่าการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์จริง เหมือนเป็นจุด Save เมื่อระบบเกิดปัญหา หรือ เจอภัยคุกคามตัวร้ายอย่าง Ransomware ก็สามารถทำการย้อนคืนข้อมูล หรือ Roll Back กลับมาก่อนเสียหายได้นั่นเองซึ่งการสำรองข้อมูลด้วยวิธีนี้นับเป็นการป้องกัน และลดความสูญเสียข้อมูลอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยกู้คืนไฟล์ที่มีปัญหาให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
      โดยขั้นตอนการใช้ Snapshot สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ : วิธีการ Take Snapshot บน OpenLandscape Cloud

    สรุป

    แรนซัมแวร์แม้จะดูว่าเป็นมัลแวร์ตัวร้ายที่ดูน่ากลัว และสร้างปัญหาใหญ่ให้คุณได้ แต่ถ้าหากคุณมีมาตรการป้องกัน วางแผนพร้อมรับมือ และมีการสำรองข้อมูลสำคัญ ๆ ไว้อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถจะช่วยลดความเสี่ยงที่คุณจะสูญเสียทั้งเงินและข้อมูลสำคัญได้อย่างแน่นอนค่ะ


    อ้างอิง
    What is ransomware and how to help prevent ransomware attacks :
    What is ransomware? 
    Ransomware explained: How it works and how to remove it 
  • WFH ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคยด้วยรูปแบบการทำงาน Remote Work !

    WFH ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคยด้วยรูปแบบการทำงาน Remote Work !

    WFH ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เคยด้วยรูปแบบการทำงาน Remote Work !

    ภายใต้สถานการณ์ที่คุณต้องทำงานอยู่บ้าน ทั้งในรูปแบบ WFH หรือแบบ Remote Work สำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องมีการปรับตัวกับการทำงานในรูปแบบใหม่ ในสภาพแวดล้อมที่ถึงแม้จะคุ้นเคยกันดี แต่ยังขึ้นชื่อว่าเป็น “ บ้าน ” ซึ่งเป็นสถานที่แห่งการพักผ่อน ทำให้บางครั้ง อาจมีความรู้สึกขี้เกียจ ไม่อยากทำงานหรือวอกแวกไปทำอย่างอื่น จนทำให้งานไม่เสร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ และบางคนอาจพบปัญหา เมื่อเริ่มทำงานที่บ้านไปสักพัก รู้สึกเหมือนทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่มีเวลาพักผ่อนจนเกิดเป็นความเครียด ไม่ได้รู้สึกว่าบ้านเป็นสถานที่พักผ่อนอีกต่อไป 

    แล้วอย่างนี้ควรปรับตัวอย่างไร ให้การทำงานแบบ Work From Home ดีขึ้น ? OpenLandscape ขอแนะนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับการทำงานแบบ Remote Work ที่ช่วยให้การทำงานนอกออฟฟิศมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น !


    Remote Work คืออะไร ?

    การทำงานในรูปแบบ Remote Work หรือ Remote Working เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรับและส่งงานตามกำหนด ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในต่างประเทศนั้น หลาย ๆ บริษัทเริ่มผันตัวให้พนักงานทำงานในรูปแบบนี้กันมากขึ้น เพราะเป็นเหมือนรูปแบบการทำงานที่ทำให้คุณสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ที่มีอินเตอร์เน็ตรองรับ โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ หรือไม่จำเป็นที่ต้องไปทำงานที่บริษัททุกวัน เพื่อทำงานจากโต๊ะประจำตำแหน่งอย่างเดียวเท่านั้น เพราะคุณสามารถใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามารองรับการทำงาน และสามารถ Monitor การทำงานพร้อมให้ Feedback ได้ในทันที

    อีกทั้งยังเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงานที่บ้านไกลจากบริษัท ได้ทำโปรเจกต์ที่ถือไว้ได้อย่างบรรลุเป้าหมายจากทุกที่ที่ต้องการ

    นอกจากเพิ่มความยืดหยุ่นของการทำงานในแต่ละวันได้ด้วยตนเองแล้ว ยังส่งผลให้ชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัวของพนักงานลงตัวในแบบที่ต้องการ เพราะคุณสามารถเลือกทำงานได้ตามช่วงเวลาที่สะดวก มีอิสระในการทำงานที่มากกว่าเก่า ตอบโจทย์สำหรับคนที่หัวแล่นในช่วงเลิกงานตามเวลาปกติหรือช่วงกลางดึก ซึ่งทำให้การทำงานอาจใช้เวลาทำน้อยลง และมีประสิทธิภาพมากกว่าทำงานแบบปกติ ส่งผลให้อาจมีการส่งงานได้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมอีกด้วย

    อีกทั้งคุณยังสามารถเลือกทำงานในบรรยากาศที่ตนเองต้องการได้ บางคนชอบบรรยากาศที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวนขณะทำงานหรือบางคนชอบเปิดเพลงเสียงดัง ๆ ขณะทำงาน แต่ทำไม่ได้เพราะเกรงใจเพื่อนร่วมงานที่นั่งติดกันจึงต้องใส่หูฟัง และนั่นอาจทำให้มีปัญหาในการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนร่วมกับผู้อื่น จนทำให้เกิดปัญหาในการทำงานขึ้นได้นั่นเอง ซึ่งการทำงานแบบ Remote Working จึงทำให้คุณหมดปัญหากับประเด็นบรรยากาศในที่ทำงานเป็นพิษ ทำให้คิดงานไม่ออกได้ในทันที 

    นอกจากช่วยให้คุณทำงานได้ถนัดมากขึ้นแล้ว การทำงานในรูปแบบนี้ยังช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน อีกทั้งยังดึงเอาศักยภาพของคุณออกมาได้อย่างเต็มที่ และช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานของคุณให้ดีมากขึ้นได้อีกด้วย เรียกได้ว่างานที่ออกมานั้นล้วนต้องมากไปด้วยคุณภาพอย่างแน่นอน

    ดังนั้นคุณควรบริหารจัดสรรเวลาในการทำงานให้ดี ควรมีระเบียบวินัยและตรงต่อเวลาเสมอ รวมถึงจัดตารางเวลาของการทำงานให้เหมือนการทำงานปกติที่มีเวลาพัก คือ พัก ไม่ปล่อยให้ตัวเองทำงานเพลินจนลากยาว และเวลาทำงาน คือ ทำงาน ดำเนินการให้ได้ผลสำเร็จที่ลุล่วง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดต่อการทำงานหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพ และคุณภาพของผลงานนั่นเอง


    แล้วจะเลือกทำงานแบบ Remote Work ได้อย่างไร ?

    มีหลายวิธีที่สามารถทำงานแบบ Remote working โดยต้องเลือกทำงานในแบบที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเกิดจากการตกลงร่วมกันในทีมอย่างลงตัว เช่น บางคนเลือกทำงานแบบ Remote Working เป็นส่วนใหญ่ตลอดสัปดาห์ของการทำงาน แต่ต้องเดินทางไปประชุมด้วยตัวเองที่สำนักงานใหญ่ในหนึ่งวันต่อสัปดาห์ และพนักงานบางคนเลือกทำงานแบบ Remote Working ทุกวันซึ่งอาจเลือกทำงานจากที่บ้านของตนเองหรือร้านกาแฟที่มีอินเทอร์เน็ตรองรับได้เช่นเดียวกัน เพราะสิ่งสำคัญของการทำงานแบบ Remote Working ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่เท่านั้น

    เนื่องจากมีหลายคนที่บ้านอาจไม่ใช่สถานที่อำนวยความสะดวกต่อการทำงาน แต่ไม่อยากเข้าบริษัทก็สามารถพึ่งพาพื้นที่ Coworking Space ที่เป็นจุดศูนย์รวมของทุกคนที่สามารถทำงานให้เสร็จได้เช่นเดียวกัน

    Coworking Space เรียกได้ว่าทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของแหล่งสร้างชุมชน ที่อำนวยความสะดวกในเรื่องของเทคโนโลยี รวมถึงเป็นแหล่งเครือข่ายที่ยอดเยี่ยม และยังเพิ่มโอกาสในการพบปะกับผู้อื่นที่ทำงานในหลากหลายสายงานได้อีกด้วย 

    นอกจากการทำงานที่ได้รับให้สำเร็จตามเป้าหมายแล้ว คุณยังสามารถได้ประโยชน์จากกลุ่มผู้คนใหม่ ๆ ในสังคมใหม่ที่ใช้พื้นที่ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำจากบริษัทอื่น ฟรีแลนซ์รับงานอิสระ ผู้ประกอบการที่ต้องการเช่าพื้นที่บริษัทสำหรับตัวเอง หรือแม้กระทั่งเจ้าของกิจการขนาดเล็กที่อาจจะกลายมาเป็นลูกค้ารายใหม่ของคุณ 

    สามารถพูดได้เลยว่า Coworking Space เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างบริษัทแบบดั้งเดิมกับพื้นที่ทำงานในรูปแบบใหม่ ที่ช่วยให้คุณรู้สึกสะดวกสบายในการทำงานเหมือนอยู่ที่บ้าน และรวมเข้ากับสิ่งอำนวยความสะดวกระดับมืออาชีพ ราวกับยกมาจากบริษัท พร้อมโอกาสในการเพิ่มเครือข่ายใหม่ ๆ ที่คุณพบในสภาพแวดล้อมแบบองค์กร ซึ่งการทำงานแบบ Remote Working สามารถเลือกใช้ประโยชน์จากพื่นที่ Coworking Space ที่ใกล้ที่ทำงานหรือใกล้บ้านคุณก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ดีมากเลยทีเดียว


    ทำไมต้องทำงานแบบ Remote Work ?

    เมื่อคุณเข้าใจแล้วว่าการทำงานแบบ Remote Working คืออะไร และผู้คนทั่วไปสามารถทำงานแบบ Remote Working ได้ในทุกวันอย่างไร แต่คุณอาจสงสัยว่า เพราะอะไร ทำไมบางคนถึงเลือกทำงานนอกบริษัท และทำไมเจ้านายของพวกเขาถึงอนุมัติให้พวกเขาทำงานนอกสถานที่ได้ 

    คำตอบของคำถามนี้คือ เพราะการทำงานแบบ Remote Working มีประโยชน์มากมายทั้งสำหรับตัวพนักงานและเจ้านาย ตั้งแต่การเพิ่มผลงานที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการทำงานที่เต็มไปด้วยความสุข และสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรคออฟฟิศซินโดรม โดยทางเราจะมาแบ่งข้อดีของพนักงานและเจ้านายดังหัวข้อต่อไปนี้


    การทำงานแบบ Remote Work มีประโยชน์ต่อพนักงานอย่างไร ?

    1. หมดความกังวลกับการทำงานแบบเคร่งเครียด และได้ทำอย่างอื่นได้มากยิ่งขึ้น

    เหตุผลที่ชัดเจนที่สุด สำหรับผู้คนที่ต้องการทำงานแบบ Remote Working คือ สามารถทำให้พนักงานมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เมื่อไม่จำเป็นต้องอยู่ในบริษัทในช่วงเวลาที่กำหนด พนักงานแบบ Remote Working สามารถมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญสำหรับตนเองจากนอกบริษัทได้ในทันที เช่น หากพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working เป็นพ่อแม่ที่กำลังมีลูกเล็ก ก็สามารถเริ่มทำงานให้เร็วขึ้น เพื่อรีบทำงานให้เสร็จก่อนกำหนด และสามารถไปดูแลลูกน้อยของตนเองได้อย่างทันทีหรือในสถานการณ์อื่น อาจเป็นพนักงานแบบ Remote Working ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมในสาขาวิชาของตนเอง และไม่ต้องการอยู่ภายใต้ตารางงานที่เข้มงวดในสถานที่ทำงาน จึงทำให้สามารถศึกษาระดับปริญญาโท หรือหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่องในระหว่างวัน และเพิ่มการทำงานของตนเองในตอนเย็นหรือช่วงเวลาเลิกเรียนได้ เป็นต้น

    2. สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working มีความเครียดน้อยลง และมีกำลังใจสูงขึ้นกว่าพนักงานในบริษัท โดยในรายงานที่ตีพิมพ์โดย Royal Society for Public Health ในสหราชอาณาจักรที่ประกอบไปด้วย 4 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ พบว่า 55% ของผู้เข้าร่วม รู้สึกเครียดมากขึ้นเนื่องจากการเดินทางไปทำงาน แต่เมื่อพนักงานได้ทำงานแบบ Remote Working ในสภาพแวดล้อมที่รู้สึกสบายใจ ส่งผลให้เความเครียดที่มีต่องานน้อยลงอย่าเห็นได้ชัด และจากการศึกษาของ PGi ในปี 2014 พบว่า 69% ของคนที่ทำงานแบบ Remote Working มีรายงานการขาดงานที่น้อยกว่าพนักงานที่มาทำงานที่บริษัทแบบปกติ 

    นอกจากนี้ พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working ไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องออกไปทำงานที่บริษัท เนื่องจากทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมและมุ่งเน้นในบทบาทหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่ แทนที่จะเสียเวลาไปกับความเครียดหรือความกดดันภายในองค์กร จึงส่งผลให้พนักงานที่มีความสุขและสุขภาพที่ดีจะมีการทำงานที่ดีขึ้น รวมถึงรู้สึกผูกพันกับบริษัทมากขึ้นไปด้วย โดยจากมุมมองนี้จะเห็นได้ว่าการทำงานแบบ Remote Working เป็นรูปแบบการทำงานที่ดีอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

    3. ความรักในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น

    พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working สามารถทำงานให้ดีที่สุดได้ เมื่ออยู่นอกบริษัท เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมที่ดีมากกว่าเดิม และสามารถคัดกรองสิ่งรบกวนในการทำงานตามที่เห็นสมควรได้เป็นอย่างดี 

    การทำงานแบบ Remote Working เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานรูปแบบหนึ่ง เปรียบเสมือนเป็นรางวัลสำหรับการทำงานที่ยอดเยี่ยมสำหรับพนักงาน และเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นศักยภาพของการทำงาน เพื่อให้ได้ก้าวข้ามเป้าหมายเดิม ๆ ของตนเองและได้ดำเนินชีวิตตามแบบที่พวกเขารักได้นั่นเอง


    การทำงานแบบ Remote Work มีประโยชน์ต่อเจ้านายอย่างไร ?

    1. ได้รับผลผลิตที่สูงขึ้นกว่าเก่า

    หนึ่งในข้อโต้แย้งที่มีความขัดแย้งมากที่สุดสำหรับการทำงานแบบ Remote Working คือ ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น มาจากความยืดหยุ่นในการทำงานของพนักงาน ซึ่งพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working มีแนวโน้มที่จะใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ในการทำงานของตนเองกว่าการทำงานในบริษัทแบบปกติ จึงทำให้ผลงานออกมาดีกว่า การทำงานให้เสร็จเฉย ๆ 

    เมื่อเทียบกับพนักงานที่ทำงานในบริษัท ตามรายงานจากการสำรวจของ Surepayroll พบว่า 65% พบว่าการทำงานแบบ Remote Working ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและมีผลงานที่มีคุณภาพได้มากกว่าการทำงานแบบเต็มเวลา 

    2. ประหยัดต้นทุนได้มากกว่าเดิม

    พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working เป็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมต่อผลกำไรของบริษัท ด้วยการช่วยลดรายจ่ายภายในบริษัท เช่น ค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน และค่าเฟอร์นิเจอร์ในสำนักงาน เป็นต้น โดยผลสำรวจจาก Flexjobs รายงานว่า ผู้ว่าจ้างสามารถประหยัดเงินได้ถึง $ 22,000 ต่อคน สำหรับการทำงานแบบ Remote Work เพียงส่วนหนึ่งขององค์กรในรายปี  

    3. พนักงานมีส่วนร่วมกับงานที่ได้รับมากยิ่งขึ้น

    นอกเหนือจากผลกำไรและคุณภาพงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมแล้ว การที่เจ้านายเสนอโอกาสในการทำงานแบบ Remote Working เพื่อให้พนักงานมีความสุขและมีส่วนร่วมกับงานที่มากยิ่งขึ้นแล้ว ในการทำงานแบบ Remote Working ไม่เพียงแต่จะเป็นการทำงานที่ดี ยังมีความต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งส่งผลโดยตรงที่ทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานชิ้นนั้นได้อย่างเต็มที่ 

    พนักงานเกือบ 75% ที่ได้รับการสำรวจจาก Softchoice รายงานว่า พวกเขาจะลาออกจากงานทันที ถ้ามีที่ทำงานไหนเสนอให้มีการทำงานแบบ Remote Working นั่นคือสิ่งที่จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถได้คัดเลือกพนักงานที่ตั้งใจมาทำงานให้ตนเองและองค์กรได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพได้มากกว่าเดิม โดยไม่มีอุปสรรค์ในเรื่องของการเดินทางมาขัดขวางอีกต่อไป 

    และอีกหนึ่งผลลัพธ์จากการสำรวจโดย TINYpulse รายงานว่า พนักงานที่ได้รับการอนุมัติให้ได้ทำงานแบบ Remote Working สามารถทำให้พวกเขามีความสุขและรู้สึกถึงคุณค่าในหน้าที่ของตนเองต่อที่ทำงาน ได้มากกว่าการเป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานอีกด้วย


    ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำงานแบบ Remote Work ?

    ในขณะที่การทำงานแบบ Remote Working กำลังเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ยังมีเรื่องเข้าใจผิด เกี่ยวกับรูปแบบการทำงานแบบ Remote Working นี้อยู่ OpenLandscape ได้สรุปรวมมาเป็นหัวข้อ เพื่ออธิบายให้คุณได้ทำความเข้าใจการทำงานในรูปแบบนี้ให้มากยิ่งขึ้นแล้ว ดังนี้ 

    มักมีปัญหาในการสื่อสารจริงหรือไม่ ?

    การทำงานแบบ Remote Working แม้จะไม่ได้มีการพูดคุยกันต่อหน้า เพราะอยู่ต่างสถานที่กัน แต่ปัญหาด้านการสื่อสารที่หลายคนกังวลนั้นแทบจะไม่มีมาให้กระทบกับเรื่องงานเลย เพราะการติดต่อสื่อสารกับคนในที่ทำงานแบบ Remote Working นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนสามารถพูดคุยหรือประสานงานกับคนในทีม ผ่านช่องทางการติดต่อได้หลากหลายช่องทางที่สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้การทำงานและการประสานงานนั่น สำเร็จได้ด้วยดีไม่ต่างจากการทำงานที่สำนักงานเลย

    การสนทนาผ่านทาง Video Calls เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการจัดการประชุมสำหรับพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working เพราะสามารถพูดคุยได้เหมือนอยู่ต่อหน้ากัน อีกทั้งพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working มักมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้เริ่มต้นพูดคุยด้วยตนเองอย่างกระตือรือร้นกับคนในทีม ในเรื่องของการสื่อสารเกี่ยวกับสถานะของโปรเจกต์ รวมถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่อีกด้วย

    ต้องพร้อมทำงานตลอดเวลาจริงหรือไม่ ?

    นี่เป็นอีกหนึ่งในความกลัวและความเข้าใจผิดของพนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working รวมถึงเจ้านายด้วย เนื่องจากพนักงานส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการทำงานแบบ Remote Working เพราะเป็นการทำงานที่ให้อิสระแก่พนักงาน ในการจัดทำตารางเวลาของตนเองให้มีเวลาส่วนตัวที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เพราะช่วยให้ตารางการทำงานของพนักงานเพิ่มมากขึ้นเป็นตลอด 24 ชั่วโมงใน 1 วัน 

    อีกทั้งเจ้านายอาจไม่ต้องการให้พนักงานที่ทำงานแบบ Remote Working ต้องทำงานแบบไม่มีหยุดพัก เพราะกลัวว่าพนักงานจะเหนื่อยล้าจากการทำงาน และหมดความตั้งใจในการทำงาน  สิ่งนี้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญในการเริ่มต้นข้อตกลงในการทำงานแบบ Remote Working ร่วมกันในองค์กร

    ในการทำงานแบบ Remote Working พนักงานควรแจ้งชั่วโมงที่พร้อมทำงานและเวลาพักของวันให้ทุกคนทราบ เพื่อสะดวกในการติดต่อสื่อสารและความยืดหยุ่นของการทำงาน นอกเหนือจากการวางมาตรฐานสำหรับเวลาในการทำงานแบบ Remote Working แล้ว อย่าลืมกำหนดช่องทางการติดต่อสื่อสารกับสมาชิกในทีมที่ชัดเจนด้วย

    จะรู้ได้อย่างไรว่าทำงานจริง ?

    แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุด และถูกเข้าใจผิดมากที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน ภาพลักษณ์ของคนที่ทำงานแบบ Remote Working คือ พวกเขามักจะนั่งหรือนอนอยู่บนเตียงทั้งวันในชุดนอน อาจทำงานเพียงครั้งเดียวหรือเพียงชั่วครู่เท่านั้น และไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับผู้ที่เดินทางไปทำงานที่สำนักงานในทุก ๆ วัน  

    เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่จริง เพราะคนที่ทำงานแบบ Remote Working มีหลากหลายสไตล์ มีทั้งคนที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เพื่ออาบน้ำและเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์โปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จตามกำหนดที่ได้วางเอาไว้ รวมถึงผู้ที่เตรียมพร้อมตารางงานรายวัน เหมือนกับคนที่ต้องไปทำงานในออฟฟิศ 

    หากคุณกังวลว่าจะเช็คได้อย่างไรว่าทำงานกันจริงหรือไม่ เพียงแค่คุณดูที่ผลงานที่ได้รับก็เป็นคำตอบสำหรับคำถามข้อนี้ได้ดีที่สุดแล้ว และหากยังไม่แน่ใจ สามารถตรวจสอบดูรายงานการทำงานประจำวันได้ด้วยเช่นเดียวกัน


    ‍สรุปแล้วพนักงานแบบ Remote Work คืออะไร ?

    พนักงานแบบ Remote Work หรือ Remote Working คือ คนที่ทำงานในนามของบริษัท แต่ทำงานนอกออฟฟิศ อาจหมายถึงการทำงานจาก Coworking Space, บ้าน, ร้านกาแฟ และในพื้นที่อื่น ๆ ที่รองรับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

    นี่เป็นกระบวนการที่มีหลายขั้นตอน และไม่ใช่สิ่งที่ทำไปโดยไม่ต้องคิดอะไรสักอย่าง เพราะ พนักงานแบบ Remote Working จะต้องพิจารณาบทบาทหน้าที่ วางแผน และรับมือกับปัญหาที่ต้องเผชิญ เพื่อแสดงความเป็นมืออาชีพจากสไตล์การทำงานของตนเอง ให้ผลงานสำเร็จตามกำหนดที่ได้รับมอบหมาย

    สำหรับใครที่อยากเสนอการทำงานแบบนี้กับองค์กร คุณต้องสร้างกรณีศึกษาทางธุรกิจที่มีการวิจัยเป็นอย่างดี ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงกับบทบาทและหน้าที่ของคุณในองค์กร โดยใช้พลังแห่งการโน้มน้าวใจ เพื่อให้หัวหน้าของคุณอนุมัติการทำงานแบบ Remote Working รวมถึงข้อตกลงร่วมกันว่าคุณต้องการทำงานเป็นสัปดาห์ละครั้งหรือทั้งปี รวมถึงการรายงานผลการทำงานอย่างละเอียดในประจำวัน และการทำงานร่วมกับทีมของคุณได้เป็นอย่างดี ไร้อุปสรรคทางการสื่อสารนั่นเอง

    ในขณะที่เทคโนโลยียังคงก้าวหน้า การทำงานแบบ Remote Working จึงเป็นเรื่องธรรมดาในหลายแวดวงการ ตั้งแต่งานที่คุณคาดหวัง อาจเป็นงานทางด้านเทคโนโลยี งานอิสระ และงานด้านอื่น ๆ ซึ่งการทำงานแบบ Remote Working สามารถพบได้ในเกือบทุกธุรกิจ

    หากคุณกำลังมองหาบริษัทที่รับการงานแบบ Remote Working เริ่มต้นค้นหาได้เลย รวมถึงอาจลองเสนอรูปแบบการทำงานนี้กับบริษัทที่คุณทำอยู่ เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าโอกาสนั้นจะมาเมื่อไหร่ ถ้าไม่ได้ลองดูก่อน ซึ่งการทำงานที่มีอิสระในการใช้ชีวิตตามความต้องการของคุณกำลังรอคุณอยู่ !


    ข้อมูลอ้างอิงจาก 

    What is Remote Work?

    Benefits Of Telecommuting For The Future Of Work

    ทำความรู้จัก Remote Working ดีต่อใจแต่ไม่ไกลผลลัพธ์เดิม

  • FRONT END , BACK END , FULL STACK คืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?

    FRONT END , BACK END , FULL STACK คืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?

    รู้หรือไม่ สายงานโปรแกรมเมอร์ยอดนิยมในขณะนี้คืออะไร !?

    แน่นอนว่าในวงการโปรแกรมเมอร์ ย่อมมีหลากหลายสายงานที่น่าสนใจ โดยผลการสำรวจความนิยมสายงานโปรแกรมเมอร์ของ Stack Overflow ในปี ค.ศ. 2022 พบว่า

    • อันดับ 1 ในสายงานที่ได้ใจสายโปรแกรมเมอร์ไปครองเลยคือ “Full Stack Developer” หรือ นักพัฒนาโปรแกรมหน้าบ้านและหลังบ้าน
    • อันดับ 2 คือ “Back End Developer” นักพัฒนาโปรแกรมหลังบ้าน 
    • อันดับ 3 คือ “Front End Developer” นักพัฒนาโปรแกรมหน้าบ้าน 

    สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นเขียนโปรแกรมได้ไม่นาน อาจสงสัยว่าทั้งสามสายงานนี้ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง OpenLandscape ได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณได้เข้าใจให้มากขึ้นได้แล้วที่บทความนี้

    เนื่องจากเว็บไซต์และแอปพลิเคชันนั้นมีการเติบโตที่ค่อนข้างซับซ้อน จำเป็นต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้พัฒนาจึงต้องมีความเชี่ยวชาญให้มากขึ้นอยู่เสมอ โดยการพัฒนาเว็บไซต์ในที่กล่าวมานี้ หมายถึงสิ่งต่าง ๆ มากมายที่มักขึ้นอยู่กับสิ่งที่นักพัฒนาเว็บไซต์มีความเชี่ยวชาญด้วยกัน 3 ประเภทหลักได้แก่

    • Front End Developer ผู้พัฒนาโปรแกรมในส่วนของหน้าบ้าน (ส่วนที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน)
    • Back End Developer ผู้พัฒนาโปรแกรมในส่วนของหลังบ้าน (ส่วนของการทำงานเบื้องหลังจำพวก ฐานข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน)
    • Full Stack Developer ผู้พัฒนาอย่างเต็มรูปแบบทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ถือเป็นความเชี่ยวชาญที่ลงตัวของทั้ง 2 ตำแหน่ง โดยสามารถนำไปใช้กับ Web Stack, Mobile Stack หรือ Native Application Stack แอปพลิเคชันดั้งเดิม เช่น โปรแกรมซอฟต์แวร์สำหรับอุปกรณ์เฉพาะ เป็นต้น

    เพื่อให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจว่า นักพัฒนาเว็บไซต์ของแต่ละประเภทมีความเชี่ยวชาญอย่างไรบ้าง หรือในกรณีที่นักพัฒนา Full Stack ต้องการเป็นผู้ชำนาญที่เชี่ยวชาญมากขึ้น ต้องเพิ่มทักษะในเรื่องอะไรบ้าง 

    OpenLandscape ได้จัดทำหัวข้อเพื่อแยกข้อมูลทั้งหมดออกมาให้ทุกคนได้อ่านกันง่ายขึ้น พร้อมบอกทักษะที่คุณต้องเรียนรู้ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมกับการเป็นนักพัฒนาด้านต่าง ๆ ในแบบที่คุณต้องการได้ ดังนี้


    นักพัฒนา FRONT END คืออะไร ?

    ภาพประกอบ 1 front end

    นักพัฒนา Front End คือ นักพัฒนาโปรแกรมในส่วนด้านหน้าที่มองเห็นได้ทันทีของหน้าเว็บไซต์ หรือ ที่หลายคนเรียกติดปากกันว่า “หน้าบ้าน” นั่นเอง โดยผู้ใช้งานสามารถมองเห็น และโต้ตอบร่วมกันภายในเว็บเบราว์เซอร์ได้

    ในส่วนของหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันบนมือถือ เป็นส่วนที่ผู้ใช้สามารถมองเห็น และโต้ตอบได้โดยตรง ถูกสร้างขึ้นด้วยภาษาทั่วไปที่ต้องรู้ และทักษะที่จำเป็นสำหรับนักพัฒนา Front End ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 

    • HTML
    • CSS
    • JavaScript
    • Version Control/Git
    • Responsive Design
    • Testing / Debugging
    • Browser Developer Tools
    • Building and Automation Tools / Web Performance
    • Command Line

    HTML (Hypertext Markup Language) เรียกได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของเว็บไซต์เลยทีเดียว โดยทุกเว็บไซต์ที่คุณเข้าไปเยี่ยมชมนั้นล้วนถูกสร้างขึ้นด้วย HTML มีหน้าที่ดูแลโครงสร้าง และเนื้อหาทั้งหมด เป็นภาษาที่ใช้ Tag ในการกำหนดการแสดงผลของหน้าเว็บเพจที่ต่างก็เชื่อมถึงกันใน Hyperspace ผ่าน Hyperlink นั่นเอง

    ส่วน HTML5 คือ HTML ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ให้เป็นปัจจุบันบนหน้าเว็บไซต์ โดยถึงแม้ว่าเว็บไซต์ที่สร้างด้วยเวอร์ชันเก่าจะยังทำงานได้ดีบนเบราว์เซอร์ของคุณ แต่การพัฒนาให้ทำงานได้สะดวกและง่ายมากขึ้น มักทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ โดย HTML5 ยังถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นภาษามาร์กอัป (Markup language) สำหรับ WWW รุ่นต่อไปของ HTML

    CSS (Cascading Style Sheets) หรือ “สไตล์ชีท” เป็นสิ่งที่ควบคุมลักษณะการแสดงผลของ HTML บนหน้าเว็บไซต์ โดย CSS สามารถกำหนดสี, แบบอักษร, ภาพพื้นหลัง และแม้กระทั่งวิธีการจัดวางตำแหน่งบนหน้าเว็บให้เกิดความสวยงาม โดยคุณสามารถใช้ CSS เพื่อจัดเรียงองค์ประกอบ HTML บนหน้าเว็บไซต์ได้ตามที่คุณต้องการ แม้ว่าจะแตกต่างจากลำดับที่จัดเรียงไว้ใน HTML ไฟล์ก็ตาม ส่วน CSS3 คือ CSS ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นปัจจุบันบนเว็บไซต์ และเพิ่มคุณสมบัติมากมายสำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การโต้ตอบพื้นฐานและภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น

    ตอนนี้คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ด้วย HTML และ CSS แต่ยังจำเป็นต้องใช้ร่วมกับ JavaScript ที่เป็นเหมือน Game changer หรือกล่าวง่าย ๆ คือ JavaScript สามารถช่วยให้ผู้พัฒนาสร้างเว็บเพจได้ตรงตามความต้องการ และมีความน่าสนใจได้มากกว่าเก่า เพิ่มความสามารถในการโต้ตอบภาพเคลื่อนไหวที่มีความซับซ้อนได้มากยิ่งขึ้น และยังทำให้คุณสามารถสร้างเว็บแอปพลิเคชันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนได้ดียิ่งกว่าเดิมหลายเท่าเลยทีเดียว

    หากลองย้อนกลับไปในวันเก่า ๆ เช่น ปี ค.ศ. 2012 เว็บเบราว์เซอร์เคยอธิบายความหมายผิด ๆ ของ JavaScript ไว้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการเพิ่มฟังก์ชันการทำงานที่ซับซ้อนด้วย JavaScript ไม่ได้เป็นความคิดที่ดีเสมอไป แต่เบราว์เซอร์นั้นจะมีประสิทธิภาพที่มากขึ้น หากทำงานร่วมกับ JavaScript สิ่งที่เคยถูกสงวนไว้สำหรับภาษาการเขียนโปรแกรมของ “Back end” และ JavaScript นั้นสามารถพัฒนาด้วยตัวของมันเองได้ อีกทั้งยังรวมถึงการสร้าง Frameworks เช่น AngularJs, jQuery, NodeJS เป็นต้น 

    Version Control / Git คือ ระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับการติดตาม, การตรวจสอบ, การพัฒนา และการแก้ไข Source Code ต่าง ๆ ซึ่งในขั้นตอนการพัฒนา สามารถตรวจสอบได้ทุกตัวอักษร ทุกบรรทัด ทุกไฟล์ ที่มีการแก้ไข รวมถึงระบุได้ว่าใครเป็นคนแก้ไข และแก้ไข ณ วันที่เท่าไหร่ เพื่อดูข้อผิดพลาดโดยที่ไม่ต้องกลับไปเริ่มต้นทำใหม่ทั้งหมด

    Responsive Design คือ เทคนิคการออกแบบเว็บไซต์แบบใหม่ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนขนาดของเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับการแสดงผลบนหน้าจอขนาดต่าง ๆ รวมถึงความละเอียดของหน้าจอในอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน เช่น คอมพิวเตอร์, โน้ตบุ๊ค, โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันเว็บไซต์ถูกใช้งานบน Device และขนาดหน้าจอที่หลากหลาย การพัฒนาเว็บไซต์จึงควรคำนึงถึงการแสดงผลบนหน้าจอที่แตกต่างกัน ซึ่ง Responsive Design เป็นหลักการออกแบบที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถรองรับการใช้งานได้จากทุกหน้าจอ จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญสำหรับนักพัฒนา Front End

    Testing / Debugging Bugs คือ สิ่งที่นักพัฒนาทุกคนต้องทำอยู่เสมอ เพราะคุณจำเป็นต้องทดสอบโค้ดเพื่อค้นหา Bug สำหรับลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นบนเว็บไซต์ ดังนั้นการ Test และ Debug จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญที่ควรมี

    Browser Developer Tools คือ เครื่องมือต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับ Web browsers ให้คุณได้เลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการทดสอบและปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ของคุณผ่าน Browser ได้โดยตรง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการแสดงผลของหน้าเว็บไซต์จะตรงกับความต้องการของคุณ

    Building and Automation Tools /  Web Performance คือ การเขียนโค้ดเพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ยอดเยี่ยมขึ้นมา โดยไม่ทำให้เว็บไซต์นั้นทำงานล่าช้า ซึ่งโปรแกรม Webpack สามารถช่วยลดขนาดไฟล์ CSS, JS หรือไฟล์รูปภาพ และทำให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

    Command Line คือ รูปแบบการแสดงผลแบบ Text Mode โดยหน้าโปรแกรมจะรับ Input ทีละบรรทัดและหาความหมายของคำสั่งนั้น เพื่อสั่งให้ระบบปฏิบัติการ (OS) ทำตามคำสั่งนั้นต่อไป โดยปกติสามารถใช้ Graphic User Interfaces หรือ GUI ได้ แต่บางครั้งนักพัฒนาจำเป็นต้องใช้ Command Line เพราะเป็นอีกหนึ่งเรื่องพื้นฐานสำหรับนักพัฒนา

    กล่าวโดยสรุปแล้ว Front End หรือ นักพัฒนาโปรแกรมในส่วนของหน้าบ้านมักใช้ HTML, CSS และ JavaScript รวมถึงอื่น ๆ เพื่อเขียนโค้ดเว็บไซต์ในการทำงาน โดยสายงานนี้เป็นคนที่ทำการออกแบบ และสร้างเว็บไซต์สำหรับการใช้งาน ในบางเว็บไซต์อาจสร้างขึ้นด้วย HTML, CSS และ JavaScript เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเว็บไซต์อื่น ๆ ยังมี Code ที่ซ่อนอยู่ในส่วนของ Back End เพื่อเพิ่มหรือปรับปรุงส่วนหน้าของเว็บไซต์ได้นั่นเอง


    นักพัฒนา BACK END คืออะไร ?

    ภาพประกอบ 2 front end

    นักพัฒนา Back End คือ นักพัฒนาโปรแกรมในส่วนของ “หลังบ้าน” หรือการทำงานเบื้องหลังของส่วนต่าง ๆ ในเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานไม่สามารถโต้ตอบได้โดยตรง มีหน้าที่จัดการข้อมูลที่ “หน้าบ้าน” ต้องการและส่งไปให้ รวมถึงการออกแบบ Database ให้เก็บข้อมูลและดึงข้อมูลมาใช้ให้เร็วที่สุดได้ โดยส่วนใหญ่จะเลือกส่งผ่าน API (Application Programming Interface) และทักษะที่จำเป็นสำหรับนักพัฒนา Back End มีดังนี้

    • มีทักษะด้าน Web Developer (Javascript, CSS, HTML5, jQuery)
    • มีความรู้พื้นฐานในด้าน Package Management Tool เพื่อใช้สำหรับจัดการ Library/Dependency ต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในระบบ ซึ่งแต่ละภาษาใช้เครื่องมือที่แตกต่างกัน
    • มีความสามารถในการเขียนการทดสอบอัตโนมัติ เช่น Unit Test, Integration Test, API Test, Component Test และ End-to-End Test
    • มีความรู้ในด้าน RESTful API เป็น Interface ที่ระบบคอมพิวเตอร์ 2 ระบบใช้เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย
    • มีความรู้ในด้าน Database เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อระบบหลังบ้าน เช่น Relational Database, Non Relational Database, Hierarchical Database เป็นต้น
    • มีความรู้ในด้าน Web Server และ Application Server เพื่อเลือกใช้งาน Server ได้เหมาะสมกับงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
    • มีความรู้ในด้าน Container เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาและติดตั้งระบบงาน เช่น Docker และ Kubernetes 
    • มีความรู้ในด้าน Caching เพื่อรู้ลักษณะข้อดีและข้อเสีย แล้วนำมาปรับใช้งานได้อย่างเหมาะสม

    นั่นจึงทำให้การทำงานของ Front End และ Back End นั้นมีหน้าที่แตกต่างกัน ในขณะที่การทำงานในส่วนของ Front End คือ ทำทุกอย่างให้ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมโต้ตอบได้โดยตรง ส่วน Back End นั้นจะทำงานที่อยู่เบื้องหลัง และมีข้อได้เปรียบที่มากกว่า Front End เพราะมีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในเรื่องเฉพาะทางนั้นเอง โดย Back End จำเป็นต้องใช้ภาษา Programming ในการทำงาน ซึ่งภาษา Programming นั้นมีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น 

    • PHP
    • Ruby
    • Python

    สิ่งหนึ่งที่คุณควรทราบ คุณอาจไม่เห็นรายชื่อจำนวนมากที่แสดงตำแหน่งสายงานที่แจ้งว่า บริษัทกำลังมองหา “นักพัฒนา Back End ” แต่คุณจะพบรายการที่แจ้งว่าทางบริษัทกำลังมองหา “นักพัฒนา Ruby” หรือ “นักพัฒนา PHP” ฯลฯ เป็นต้น เนื่องจากภาษาการเขียนโปรแกรมนั้น มีแค่นักพัฒนาที่รู้ว่ามันคือกุญแจสำคัญที่เหมาะสมกับงานชนิดใดบ้าง

    ดังนั้นในส่วนของ Back End เท่าที่คุณสามารถทำได้ด้วยดีจากภาษา Programming คุณจะไม่สามารถทำได้ด้วย JavaScript เพราะมันเป็นส่วนเฉพาะที่มีข้อจำกัดมากกว่า โดยมีความแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่ง ได้แก่ ระบบการจัดการเนื้อหาส่วนใหญ่ สร้างจากภาษาการเขียนโปรแกรมของ Back End เช่นเดียวกับเว็บแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน JavaScript อาจประสบปัญหาในเรื่องประสิทธิภาพของการทำงาน เช่น เกิดความล่าช้า หรือ พบข้อบกพร่องขึ้นได้ และในบางกรณี คุณสามารถใช้ JavaScript เพื่อสร้างทุกอย่างที่คุณออกแบบได้ บางครั้งยังมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่านั้น ด้วยการเรียนรู้ Code ที่จะช่วยสอนให้คุณค้นหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะ และบางครั้งสิ่งเหล่านี้หมายถึงการใช้ภาษาของ Back End นั่นเอง

    โดยทั่วไปแล้วนักพัฒนา Back End ส่วนใหญ่จะทำงานร่วมกับนักพัฒนา Front End เพื่อทำให้ Code ทำงานในการออกแบบเว็บไซต์ หรือการออกแบบแอปพลิเคชัน รวมถึงการปรับแต่งการออกแบบนั้นเมื่อจำเป็น ซึ่งในที่สุดแล้วก็มาถึงหัวข้อสุดท้ายของ Full Stack


    นักพัฒนา FULL STACK คืออะไร ?

    ภาพประกอบ 3 front end

    นักพัฒนา Full Stack คือ นักพัฒนาเว็บอย่างเต็มรูปแบบทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน หรือวิศวกร (Engineer) ที่ทำงานร่วมกับนักพัฒนา Front End และ Back End ของเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งหมายความว่านักพัฒนา Full Stack สามารถจัดการโครงการที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลและสร้างเว็บไซต์ที่รองรับผู้ใช้บริการ หรือแม้แต่ทำงานกับผู้รับบริการในช่วงการวางแผนสร้างโครงการต่าง ๆ 

    Full Stack หรือ นักพัฒนาเว็บเต็มรูปแบบ มีคุณสมบัติดังนี้ 

    • มีความชำนาญด้าน HTML, CSS, JavaScript และภาษา Programming อย่างน้อย 1 ภาษาหรือมากกว่าขึ้นไป
    • นักพัฒนา Full Stack ส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญในภาษาการเขียนโปรแกรม Back End โดยเฉพาะ เช่น Ruby หรือ PHP และ Python แม้ว่าบางทีนักพัฒนา Full Stack จะทำงานเป็นนักพัฒนามาระยะหนึ่งแล้ว หรือ ทำงานมาได้มากกว่าหนึ่งงาน โดยทั่วไปแล้วในสายงานนี้มักจะมีชื่อเรียกที่เข้าใจกันว่า “นักพัฒนา Ruby เต็มรูปแบบ” หรืออะไรที่คล้ายกัน เป็นต้น
    • นักพัฒนา Full Stack ที่ดีต้องมีการเรียนรู้ทั้งการจัดการ บริหารโครงการใดโครงการหนึ่งให้สมบูรณ์แบบอยู่เสมอ รวมถึงมีการจัดวาง การออกแบบภาพรวม หรือการออกแบบเว็บไซต์ให้ออกมาดีที่สุด และมีทักษะ รวมถึงประสบการณ์ร่วมกับผู้ใช้เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม มุ่งไปสู่ความสำเร็จในแบบที่คุณต้องการ

    ในเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่สามารถทำได้ในส่วนของ Front End และส่วนของ Back End ที่ยังไม่ชัดเจนนั้น นักพัฒนาส่วนมากกลายมาเป็นสิ่งที่ทุกคนเรียกกันว่า “Full Stack” ซึ่งนายจ้างจำนวนมาก โดยเฉพาะเอเจนซี่ที่ทำงานในไซต์ประเภทต่าง ๆ ล้วนมองหานักพัฒนาที่รู้วิธีการทำงานในทุกส่วนของเว็บไซต์เพื่อให้มั่นใจได้ว่า สามารถเลือกผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดสำหรับงาน โดยที่ไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นงานเฉพาะด้านเทคนิคฝ่าย Front End หรือ ฝ่าย Back End หรือไม่ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า นักพัฒนา Full Stack มักเป็นที่ต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของบริษัทต่าง ๆ  ตามไปด้วยนั่นเอง

    ซึ่งในปัจจุบันนี้หลายคนเป็นจำนวนมากคิดว่า นักพัฒนา Full Stack ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดทั้งหมดของเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ซึ่งนักพัฒนา Full Stack ส่วนมากใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเขียนโค้ดทั้งด้าน Front End และ Back End ของไซต์ทั้งหมดต่างหาก แต่ประเด็นคือ นักพัฒนา Full Stack จำเป็นต้องรู้ให้เพียงพอเกี่ยวกับการเขียนโค้ดทั้งหมด ซึ่งนักพัฒนา Full Stack สามารถทำการค้นคว้าได้จากทุกแหล่ง หากจำเป็นและนักพัฒนา Full Stack บางคนเขียนโค้ดเว็บไซต์ทั้งหมดรวมทั้งด้าน Front End และ Back End แต่มักเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่นักพัฒนา Full Stack ทำงานอิสระหรือเป็นนักพัฒนาเพียงคนเดียวที่ทำงานในโครงการนั้น


    นักพัฒนาเว็บ FULL STACK คืออะไร ?

    นักพัฒนา Full Stack อาจทำให้หลายคนเกิดความสับสน เนื่องจากวิธีการเรียกชื่อของสายงานนี้หรือวิธีการที่ปรากฏขึ้นในรายชื่องาน โดยบางครั้งคุณจะเห็นชื่อตำแหน่งว่า Full Stack Developer หรือ Full Stack Web Developer ซึ่งล้วนแล้วต่างมีความหมายเหมือนกันทั้งสิ้น และบางครั้งอาจมีการเรียกด้วยชื่อ Full Stack Engineers เช่นกัน

    ซึ่งในลำดับต่อไปนี้จะมีการอธิบายความแตกต่างระหว่างนักพัฒนา Full Stack และ วิศวกร Full Stack ให้ได้ทราบ แต่ก่อนอื่นมาดูความหมายของ Full Stack หรือนักพัฒนา Full Stack กันก่อนดีกว่า 

    Full Stack Developer หรือ นักพัฒนา Full Stack ซึ่งรวมถึงโครงการใด ๆ ที่คุณกำลังทำงานอยู่ รวมถึงกำลังเริ่มสร้างขึ้น ทั้งด้าน Front End และ Back End ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันในเวลาเดียวกัน โดยพื้นฐานแล้ว คือ โครงการพัฒนาเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ต้องใช้ทั้งนักพัฒนาในส่วน Front End และ Back End แต่สำหรับนักพัฒนา Full Stack แล้วรับบทบาทเป็นแทนทั้งคู่เลยนั่นเอง


    ความแตกต่างต่างระหว่าง FULL STACK DEVELOPER และ FULL STACK ENGINEER ?

    Full Stack Engineer หรือ วิศวกร Full Stack เป็นบทบาทระดับสูง สำหรับคนที่มีทักษะของนักพัฒนา Full Stack แต่มีประสบการณ์การจัดการโครงการในสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชำนาญ เช่น การบริหารระบบ, การกำหนดค่า, การจัดการ, การดูแลรักษาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

    หากคุณดูตัวอย่างของงานวิศวกร Full Stack ที่มีการระบุไว้บนเว็บไซต์ คุณจะพบว่าตำแหน่งเหล่านี้มักเกิดจากประสบการณ์การพัฒนาเว็บ Full Stack อย่างน้อย 3 – 5 ปี เนื่องจากต้องมีความสนใจในการกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ มุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือผู้คนให้เรียนรู้ทักษะการใช้งานของเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี โดยทุกคนมักจะคาดหวังไปที่ตำแหน่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในระดับที่สูงขึ้น แต่งานวิศวกร Full Stack มักเป็นบทบาทสูงสุดที่ทุกคนต้องการหลังจากใช้เวลาทำงานในสายงานนี้มาระยะหนึ่งนั่นเอง


    นักพัฒนา FULL STACK ต้องมีทักษะไหนกันบ้าง ?

    โดยทั่วไปคุณจะเห็นการผสมผสานของทักษะด้าน Front End และ Back End ที่มีอยู่ในรายการผู้พัฒนาเว็บ Full Stack รวมถึง 

    • มีความเชี่ยวชาญด้าน HTML, CSS, JavaScript 
    • มีความเชี่ยวชาญด้าน Front End Framework อย่างน้อย 1 รายการขึ้นไป เช่น ReactJS หรือ Angular เป็นต้น
    • ภาษา Programming เช่น Ruby, PHP, Python เป็นต้น
    • มีประสบการณ์ในการออกแบบ, วางแผน, ติดตั้ง, ควบคุมและดูแลรักษาระบบฐานข้อมูล
    • มีความเชี่ยวชาญด้าน Version Control เช่น Git
    • มีความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องความปลอดภัย
    • มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับเว็บไซต์หรือการออกแบบภาพรวมของงาน รวมถึงสร้างแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้

    คุณควรเป็นนักพัฒนาสายไหน ?

    มาถึงจุดนี้คุณอาจกำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่าควรเลือกสายงานไหนดี หากคุณอยากพัฒนาโปรดักส์หรือทำโปรเจกต์ด้วยตัวเองและชื่นชอบส่วนงานทั้งของ Front End รวมถึง Back End การเป็น Full Stack อาจเป็นคำตอบที่ใช่ แต่ว่าการจะเป็น Full Stack นั้นต้องใช้เวลาในการฝึกฝนและสะสมประสบการณ์อยู่หลายปี เพื่อที่จะเรียนรู้ส่วนงานที่มีความต่างกันอย่างมากอย่าง Front End และ Back End ให้เชี่ยวชาญเสียก่อน 

    ดังนั้นในขั้นตอนแรก คุณอาจเริ่มเติบโตจากสายงานใดสายงานหนึ่งเสียก่อนระหว่าง Front End หรือ Back End โดยเลือกตามความถนัดและความชื่นชอบ เมื่อคุณเริ่มมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในระดับหนึ่งแล้ว ค่อยเริ่มเรียนรู้ส่วนงานของอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อสั่งสมประสบการณ์เป็น Full Stack ได้ในอนาคต

    แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าการเรียนส่วนงานของอีกสายไม่ใช้สิ่งที่คุณชอบ เช่นคุณเชี่ยวชาญในด้าน Front End แต่ไม่ค่อยชอบการทำ Back End คุณสามารถเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ในสาย Front End ให้เชี่ยวชาญ แล้วพัฒนาเป็น Specialized Developer ในด้านนั้น ๆ โดยที่ไม่ต้องเป็น  Full Stack ได้เช่นเดียวกัน


    เงินเดือนนักพัฒนาของแต่ละสายงานเป็นอย่างไรบ้าง ?

    ในต่างประเทศอ้างอิงข้อมูลในปี ค.ศ. 2019 เงินเดือนนักพัฒนา Full Stack โดยเฉลี่ยอยู่ที่ $ 109,508 ต่อปี เมื่อเทียบกับ $ 71,130 ต่อปี สำหรับนักพัฒนาเว็บโดยทั่วไป ในขณะเดียวกัน แน่นอนว่าโดยเฉลี่ยแล้ววิศวกร Full Stack ทำรายได้อยู่ระหว่าง $ 107,000 – $ 145,000 ต่อปี ดังนั้นจึงมีพื้นที่เหลือเฟือที่จะเพิ่มเงินเดือนของคุณ เมื่อคุณมีประสบการณ์ทำงานที่มากขึ้นตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรรู้ก็คือ ในขณะที่เว็บไซต์บางแห่งมีรายชื่อนักพัฒนาเว็บ Full Stack มากกว่า 16,000 คน และยังมีรายการตำแหน่ง Front End มากกว่า 25,000 ตำแหน่ง และเงินเดือนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ $ 104,708 รวมถึงตำแหน่ง Back End ที่เงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $ 101,619 ต่อปี ซึ่งหมายความว่าคุณไม่จำเป็นที่จะจำกัดตัวเลือกในสายงานของคุณ เพราะในประเทศไทยเอง ทุกตำแหน่งล้วนเป็นที่ต้องการ โดยยิ่งมีประสบการณ์มาก คุณสามารถต่อรองเรื่องเงินเดือนให้ได้มากขึ้นตามความสามารถที่มี ดังนั้นจงมุ่งเน้นพัฒนาตนเอง เพิ่มทักษะและประสบการณ์ทำงานอยู่เสมอเพื่อเงินเดือนที่คุณต้องการ


    เนื่องด้วยนิสัยของนักพัฒนา ไม่ว่าจะทำงานในสายงานไหนก็ตาม คุณต้องคอยหมั่นอัปเดตในเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะโลกในตอนนี้นั้นก้าวไกลและเติบโตอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้บางเทคโนโลยีเมื่อนำมาปรับใช้ในการเขียน จะช่วยให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นการเข้าร่วมกลุ่มสังคม ต่าง ๆ ของนักพัฒนาไว้เพื่ออัปเดตข่าวสาร ยังเป็นอีกหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการตรวจสอบข่าวสารใหม่ ๆ ในปัจจุบัน 

    และอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามอีกเช่นเดียวกันของนักพัฒนาเลยคือ อย่าลืมหมั่นพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของตัวเองอยู่สม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้พัฒนาไปได้ไวกว่าคนที่รออ่านแต่ข้อมูลในไทยอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในเว็บไซต์ของต่างชาติแทบจะเป็นแหล่งข้อมูลหลักในการหาข้อมูลและมีเทคนิคใหม่ ๆ มาให้ได้เรียนรู้อยู่เสมอนั่นเอง 


    ข้อมูลอ้างอิงจาก 

    FULL STACK, FRONT END, BACK END—WHAT DOES IT ALL MEAN?

    สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ HTML5 (ตอนที่ 1)

    คุณคือ Full Developer Overflow Developer หรือไม่?

    Toolkit สำหรับ Full-Stack Developer

    10 ทักษะที่ Front-end Developer ควรมี!

    Backend Developer จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบ้าง ?

  • Vps กับ Cloud Computing เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

    Vps กับ Cloud Computing เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

    Vps กับ Cloud Computing เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

    vps cloud หลาย ๆ คนคงจะคุ้นเคยกันดีกับ VPS แต่ก็อาจจะมีหลาย ๆ คน พอได้ยินคำว่า Cloud Computing แล้วก็อาจจะมีอาการงง ๆ ได้ว่าแท้จริงแล้วมันต่างกันหรือไม่ ซึ่งอันที่จริงแล้วด้านการใช้บริการนั้นแทบไม่มีความต่างกันเลยค่ะ แต่ส่วนที่แตกต่างกันจริง ๆ อย่างเห็นได้ชัดก็คือในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure ซึ่งบทความนี้เราเลยอยากจะมาอธิบายให้เห็นกันชัด ๆ ว่า vps กับ cloud ต่างกันอย่างไรค่ะ


    ความแตกต่างของ Vps และ Cloud Computing

    ด้านกระบวนการทำงาน

    Vps: กระบวนการทำงานแบบ Vps นั้นจะทำงานบน เซิฟเวอร์ (Physical Server) แค่เครื่องเดียว โดยจะแบ่งทรัพยากรต่าง ๆ ตามที่ผู้บริการกำหนด โดยจะทำงานแยกออกจากกัน 

    Cloud Computing: กระบวนการทำงานแบบ Cloud Computing จะเป็นการทำงานรวมกันของ เซิฟเวอร์ (Physical Server) จำนวนมาก โดยจะแบ่งการประมวลผลออกเป็นสองส่วนด้วยกันดังนี้ ชั้นแรกคือชั้นประมวลผล (Computing Layer) ในชั้นนี้เราจะแบ่งทรัพยากรอย่าง CPU และ Memory ตามจำนวนการใช้งานของผู้ใช้งาน โดยจะมีเซิฟเวอร์ทำงานร่วมกันจำนวนมาก หากมีเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียหาย ระบบจะทำการย้ายไปทำงานบน เซิฟเวอร์เครื่องอื่นแทน ส่วนในชั้นที่สองคือ 

    ชั้นเก็บข้อมูล (Storage Layer) โดยจะใช้การเก็บข้อมูลแบบ SAN ซึ่งโดยส่วนมากจะใช้ SAN อย่างน้อย 2 ตัวขึ้นไป ทั้ง 2 ตัวนี้จะทำหน้าที่เก็บข้อมูล (Replicate) และอัพเดตข้อมูลตลอดเวลาเหมือนกัน ทำให้เมื่อมีเครื่องหนึ่งพังอีกเครื่องก็จะยังคงทำงานอยู่ ดังนั้นข้อมูลภายในเครื่องจะได้ไม่หาย


    ด้านความสามารถในการขยาย 

    Vps: มีความสามารถในการขยายตัวค่อนข้างจำกัด เพราะขึ้นอยู่กับ Spec ของ เซิฟเวอร์ (Physical Server) คุณสามารถทำการเพิ่ม Memory และ CPU บน Vps ของคุณ แต่คุณไม่สามารถเพิ่ม Spec ของเซิฟเวอร์หลักที่ใช้อยู่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ 

    Cloud Computing: มีความสามารถในการขยายตัวมาก โดยสามารถทำการเพิ่มหรือลดได้ทุกที่ทุกเวลาแบบอัตโนมัติ ทำให้ไม่มีข้อจำกัดในด้านการเก็บข้อมูล ทั้งยังสามารถทำระบบ Load Balance กระจายการทำงานไปยังเครื่องทั้งหมดใน Cloud เท่าๆ กัน ทำให้การทำงานโดยเฉลี่ยเร็วขึ้น


    ด้านความปลอดภัยของข้อมูล 

    Vps: เนื่องจาก Vps นั้นทำงานบน เซิฟเวอร์ (Physical Server) เพียงแค่เครื่องเดียว ทำให้มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ฮาร์ดแวร์เกิดความเสียหายหรือชำรุด ซึ่งหากเกิดขึ้นก็ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหายาวนาน ทั้งยังมีโอกาสที่จะทำข้อมูลของเราสูญหายได้

    Cloud Computing: มีความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูง เพราะมีการออกแบบให้มีความสามารถแบบ High Availability (HA) ที่ช่วยในการเพิ่ม SLA ของระบบ เช่น ในกรณีที่ ฮาร์ดแวร์เสียไม่สามารถใช้การได้ ระบบจะย้ายไปทำงานบนเครื่องอื่นโดยอัตโนมัติภายในไม่กี่วินาที 


    ด้านราคาและค่าใช้จ่าย

    Vps: มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าแบบระบบ Cloud Computing จึงเป็นทางเลือกที่สะดวกและสบายกระเป๋ากว่า ซึ่งปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ในราคาเดือนละไม่กี่ร้อยไปจนถึงพัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของเรา 

    Cloud Computing: มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า เพราะมีต้นทุนของระบบที่สูงกว่าแบบอื่นมากเช่นมีค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพยากร และระบบต่าง  ๆ ที่ซับซ้อนมากกว่า 


    แล้วเราควรจะเลือกใช้อะไรดีระหว่าง Vps กับ Cloud Computing

    Vps: เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการลงทุนสร้างทรัพยากรขึ้นมาเอง และต้องการประหยัดเงิน มีสเกลงานในขนาดที่ไม่ใหญ่มาก ไม่ได้ต้องการใช้ทรัพยากรมากนัก และไม่มีแพลนที่จะขยายทรัพยากรอย่างรวดเร็วในอนาคต 

    Cloud Computing: เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการลงทุนสร้างทรัพยากรขึ้นมาเอง ต้องการความปลอดภัยสูง มีโอกาสที่จะต้องใช้ทรัพยากรมาก และมีโอกาสที่จะขยายทรัพยากรอย่างรวดเร็วในอนาคต 


    พอจะเห็นความแตกต่างของ vps กับ cloud กันไปแล้วใช่มั้ยคะ อย่างไรก็ตามระบบทั้งสองแบบนี้ก็มีคุณสมบัติ ข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป และขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ต้องการนำไปใช้ ซึ่งก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนขึ้นและตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้นค่ะ

  • มาทำความรู้จัก Virtualization คือ อะไร ?

    มาทำความรู้จัก Virtualization คือ อะไร ?

    Virtualization คือ อะไร ?

    คอมพิวเตอร์ในทุกวันนี้เรียกได้ว่าพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดและรวดเร็วจนบางครั้ง เราแทบจะตามกันไม่ทันเลยทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องของขีดจำกัดที่นับวันนั้นสูงขึ้นทั้งในด้านประสิทธิภาพการทำงาน และความรวดเร็วของระบบประมวนผล ส่งผลให้สามารถรองรับเทคโนโลยีที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    Virtualization Technology เป็นผลพวงจากการพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะเทคโนโลยีนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อสามารถใช้เป็น Resource ให้แก่เครื่องอื่น ๆ ได้  ทำให้สามารถบริหารจัดการระบบสารสนเทศ และเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น OpenLandscape Cloud เลยอยากชวนคุณมาทำความรู้จักกับ Virtualization Technology กันให้มากขึ้น ถ้าพร้อมแล้วสามารถอ่านรายละเอียดด้านล่างนี้ได้เลย


    Computer กับ Virtualization Technology ทำงานต่างกันอย่างไร ?

    ภาพประกอบ 2 Virtualization คือ

    Computer โดยส่วนมากแล้วประกอบไปด้วย Hardware หลัก อาทิเช่น CPU, Disk, Primary Memory, Network เป็นต้น และมี Software อย่างระบบปฎิบัติการ (Operating System หรือ OS)  และ ซอฟต์แวร์ระบบ (Systems Software) ที่ทำหน้าที่ในการช่วยควบคุม ทำให้เครื่องสามารถรับคำสั่ง จัดการทำ ประมวลผลและแสดงผลต่าง ๆ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้นั่นเอง

    Virtualization คือ เทคโนโลยีที่ทำงานด้วยการใช้เทคโนโลยีมาทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องหลักหรือเครื่องแม่ข่ายเครื่องเดียว ให้สามารถรวมเอาการทำงานของคอมพิวเตอร์อีกหลาย ๆ เครื่องเอาไว้ โดยสามารถรันซอฟต์แวร์ หรือ Application ในปริมาณมาก ๆ และสามารถรันระบบปฏิบัติการหลาย ๆ ตัว ให้ทำงานพร้อมกันได้ ถึงแม้จะอยู่คนละ Platform ก็ตาม


    Virtualization Technology แตกต่างจาก Cloud Computing อย่างไร ?

    หลาย ๆ คนอาจจะเกิดคำถามและสับสนระหว่าง Virtualization Technology กับ Cloud Computing เพราะทั้ง 2 มีการทำงานคล้าย ๆ กัน แล้วอย่างนี้ทั้งคู่เหมือนหรือต่างกันอย่างไร คำตอบคือ ไม่เหมือนกันซะทีเดียว เพราะ Virtualization Technology นั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการทำระบบ Cloud computing เท่านั้น ซึ่งระบบ Cloud Computing มี Server อยู่หลายตัวมาจัดการผ่าน Software เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถนำ Virtualization Technology มาจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนให้กับผู้ใช้งาน โดยที่ผู้ใช้งานสามารถกำหนดทรัพยากรเองได้ และสามารถเข้าถึงจากที่ไหนก็ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้เลยว่าตัวเครื่อง Server จริง ๆ มันอยู่ตรงไหน

    ภาพประกอบ 2 Virtualization คือ

    ที่มา : kisspng


    ข้อดีของ Virtualization Technology

    ช่วยลดค่าใช้จ่าย : ช่วยลดต้นทุน และจำนวนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ทำให้ประหยัดงบประมาณด้านบำรุงรักษา ด้านบุคลากร พลังงานและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

    บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น : สามารถดูแลระบบ ไม่ต้องใช้คนมากนัก ทั้งยังง่ายต่อการโอนย้ายระบบและข้อมูล

    มีความยืดหยุ่นสูง : สามารถเพิ่มหรือลดเครื่องที่อยู่ภายใน Server ได้ตามต้องการ

    สะดวกและรวดเร็ว : สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา


    คุณพร้อมนำ Virtualization Technology ไปปรับใช้กับธุรกิจแล้วหรือยัง ? 

    อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ถึงข้อดีของ Virtualization Technology ทำให้คุณสามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจและองค์กรให้เกิดประโยชน์ได้ อาทิเช่น ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในด้านซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์ ค่าไฟฟ้า ประหยัดพื้นที่ ทั้งยังลดจำนวนเซิร์ฟเวอร์ในองค์กรลงได้มาก ทำให้ประหยัดงบประมาณด้านการบำรุงรักษา ด้านบุคลากรในการดูแล รวมไปถึงสามารถจัดการได้ง่ายขื้น

    นอกจากนี้ยังสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจที่มีผู้ใช้งานซอฟแวร์หลาย ๆ ลักษณะงาน และต้องใช้ Os ต่างระบบกันมาก ๆ รวมไปถึงลักษณะงานที่ต้องทดสอบบนระบบปฏิบัติการ (OS) ที่แตกต่างกันก็จะช่วยให้การจัดการต่าง ๆ นั้นเป็นไปอย่างสะดวกและง่ายได้มากขึ้น

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


    สรุป

    ในปัจจุบัน  Virtualization Technology เรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานและสิ่งสำคัญต่อการขับเคลื่อนในการพัฒนาเทคโลยีอย่างมาก อย่างเช่นเทคโนโลยี Cloud Computing ของ OLSCLOUD ที่มีการนำ Virtualization Technology เข้ามาใช้ด้วยเช่นกัน เพื่อให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุด


    ข้อมูลอ้างอิง

    What is virtualization : https://searchservervirtualization.techtarget.com/definition/virtualization

    Virtualization: https://www.vmware.com/solutions/virtualization.html

    Virtualization vs. Cloud Computing: What’s the Difference?: https://www.businessnewsdaily.com/5791-virtualization-vs-cloud-computing.html

    Virtualization Techniques in Cloud Computing: https://www.sam-solutions.com/blog/virtualization-techniques-in-cloud-computing/

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

  • รวมคำศัพท์ Cloud Computing และ ศัพท์ IT ที่คนใช้ Cloud ห้ามพลาด !

    รวมคำศัพท์ Cloud Computing และ ศัพท์ IT ที่คนใช้ Cloud ห้ามพลาด !

    รวมคำศัพท์ Cloud Computing และ ศัพท์ IT ที่คนใช้ Cloud ห้ามพลาด !

    สำหรับหลาย ๆ คนที่เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่อง Cloud และ ศัพท์ IT รวมถึงเริ่มใช้คลาวด์ได้ไม่นาน อาจจะเกิดความสับสนกันบ้างใช่มั้ยเวลาที่ต้องรีเสิร์ชหรือค้นหาบทความที่เกี่ยวกับ Cloud Computing แล้วเจอกับคำศัพท์ยาก ๆ ที่ดูยังไงก็ไม่คุ้นเคย ทำให้อ่านบทความแล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร

    วันนี้ OpenLandscape เลยอยากจะมาแนะนำคำศัพท์ในแวดวง Cloud Computing และคำ ศัพท์ IT ที่ทุกคนควรรู้และสามารถพบเจอได้บ่อย ๆ มาฝากกัน เพื่อที่เวลาไปเจอคำศัพท์เหล่านี้แล้วจะได้ความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง ถ้าทุกคนพร้อมแล้วลองไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีคำศัพท์อะไรน่าสนใจบ้าง


    A

    Algorithm : ขั้นตอนหรือแนวคิดอย่างมีเหตุผล ที่ผู้เขียนโปรแกรมใช้ในการอธิบายวิธีการอย่างเป็นขั้นตอนตามลำดับ ในการพัฒนาโปรแกรม เพื่อตรวจสอบขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำงานและความถูกต้องในแต่ละขั้นตอน

    Amazon Web Service (AWS) : Amazon Web Service หรือ AWS คือหนึ่งในผู้ให้บริการด้าน Cloud Computing โดยเว็บไซต์ Amazon โดย AWS มีบริการรองรับสามกลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกันคือบริการด้าน IaaS, PaaS และ SaaS ตัวอย่างโปรดักต์ที่เป็นที่รู้กันดีของ AWS เช่น Amazon EC2, Amazon Elastic Beanstalk และ Amazon S3 เป็นต้น

    Application : แอปพลิเคชัน หรือ โปรแกรมประยุกต์ คือ คำเรียกของโปรแกรมประเภทหนึ่ง ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำงานเฉพาะด้าน เช่น โปรแกรมแต่งรูปภาพ, โปรแกรมคำนวณ และโปรแกรมทำบัญชี เป็นต้น ในอดีตนั้นโปรแกรมเหล่านี้มักใช้ทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันถูกพัฒนาให้สามารถใช้ได้บนอุปกรณ์แท็บเล็ต หรือ โทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ใช้งานสะดวกมากขึ้น จนเป็นที่นิยมและเรียกให้สั้น ๆ ว่า แอป (App) ในปัจจุบัน

    Application Programming Interface (API) : เปรียบได้เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างอิสระ เพื่อใช้เป็นช่องทางการเชื่อมต่อระหว่างเว็บไซต์หนึ่งไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่ง หรือเป็นการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับ Server หรือจาก Server เชื่อมต่อไปหา Server

    Artificial Intelligence (AI) : ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เป็นสาขาหนึ่งของวิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งเน้นเรื่องการทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ใกล้เคียงมนุษย์ โดยแบ่งย่อยออกเป็นสาขาต่าง ๆ เช่น การแปลภาษาด้วยระบบผู้เชี่ยวชาญ วิทยาการหุ่นยนต์ การเรียนรู้จดจำแบบ การรับรู้เหมือนมนุษย์ (Human Perception) ฯลฯ

    Artificial Neural Network (ANN) : เครือข่ายประสาทประดิษฐ์ เป็นกลุ่มของฟังก์ชันคณิตศาสตร์ที่เชื่อมโยงกัน เพื่อเลียนแบบการทำงานของเครือข่ายเซลล์ประสาท โดยเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์จะแทนด้วยฟังก์ชันคณิตศาสตร์ 1 ฟังก์ชัน เครือข่ายประสาทประดิษฐ์มักประยุกต์ใช้ในการจับกลุ่ม การประมาณฟังก์ชัน หรือการรู้จำแบบ มีความหมายเหมือนกับ Neural Network หนึ่งใน Algorithms ที่ทรงพลังที่สุดของ Machine Learning ซึ่งปัจจุบันอยู่ในชื่อ Deep Learning

    Augmented Reality (AR) : ความเป็นจริงเสริม (เออาร์) เป็นสภาวะจริงที่แต่งเติมขึ้นด้วยเทคโนโลยี เช่น ผู้ใช้กำลังดูรถยนต์อยู่และต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์เพิ่มเติม อาจใช้แว่นตาชนิดพิเศษที่เป็นอุปกรณ์เสริม ซึ่งสามารถแสดงข้อมูลรถยนต์ซ้อนลงบนภาพรถยนต์ที่กำลังมองอยู่ได้ เป็นต้น

    Avatar : ตัวละครหรือรูปแทนตัวผู้ใช้ในโลกเสมือนหรือเกม ซึ่งอาจเป็นสองมิติหรือสามมิติ


    B

    Backend as a Service (BaaS) : การให้บริการเครื่องมือแก่นักพัฒนาแอปพลิเคชันมือถือและ Web Application ด้วยการเชื่อมโยงแอปพลิเคชันของนักพัฒนากับที่เก็บข้อมูลบน Cloud Backend และเชื่อมต่อกันด้วย API เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพ

    Backend Database : ฐานข้อมูลที่อยู่บน Server

    Back-end Developer : ผู้พัฒนาโปรแกรมในส่วนของหลังบ้าน เช่น ฐานข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

    Big Data : ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะถูกจัดเก็บในซอฟต์แวร์ หรือฮาร์ดแวร์แบบธรรมดาทั่วไปได้ 

    Bitcoin : บิตคอยน์ ชื่อสกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่งซึ่งใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน

    Blockchain : บล็อกเชน วิธีการเก็บข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลงตามหลักการทางบัญชี โดยการเข้ารหัสและจัดเรียงข้อมูลต่อกันตามลำดับเวลาที่ข้อมูลเข้ามา กลุ่มข้อมูลดังกล่าวจะเผยแพร่ไปให้ผู้ใช้ในเครือข่ายที่กำหนดได้ทราบทั่วกัน ซึ่งผู้ใช้ทุกคนจะทราบการแก้ไขเพิ่มเติมรายการเปลี่ยนแปลงในบล็อกเชนทุกรายการตลอดเวลา


    C

    Cloud Application : คำเรียกสำหรับแอปพลิเคชันที่ออกมาเพื่อให้ใช้งานบน Cloud ได้

    Cloud Backup : กระบวนการสำรองข้อมูลบน Cloud

    Cloud Conference : การประชุมผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งใช้งานบน Cloud Computing สามารถรองรับภาพหรือวิดีโอที่มีความละเอียดสูง (HD) รวมถึงการแชร์เอกสารและข้อมูลร่วมกันได้ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายแบบไร้สาย

    Cloud Computing : เทคโนโลยีที่ให้ผู้ใช้บริการได้ใช้หรือเช่าใช้ระบบคอมพิวเตอร์ และทรัพยากรด้านคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ โดยครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต

    Cloud Foundry : โครงการ Open Source ที่เป็นแพลตฟอร์มการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ PaaS บนคลาวด์ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเป็นมิดเดิลแวร์ให้พัฒนาแอปพลิเคชันบนคลาวด์ข้ามค่ายได้ โดยรองรับภาษาโปรแกรมมิ่งที่หลากหลาย และมีเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาหลายตัว

    Cloud Gaming : การเล่นเกมผ่าน Remote Server บน Cloud Server ซึ่งผู้เล่นสามารถสตรีม (Streams) เกมบนอุปกรณ์ของตนเอง ผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องดาวน์โหลดเกมลงในอุปกรณ์ให้เปลืองพื้นที่ ต่างจากในรูปแบบเดิมที่เป็นการเล่นเกมบนอุปกรณ์สำหรับเกมนั้นโดยเฉพาะ เช่น PC, Console และ Mobile เป็นต้น

    Cloud Management Platform (CMP) : เทคโนโลยีที่ช่วยบริหารจัดการทรัพยากรใน Cloud ทั้งใน Public, Private และ Hybrid cloud เพื่อให้การจัดการเป็นไปได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น

    Cloud Marketplace : ร้านค้าออนไลน์สำหรับคลาวด์ ที่ให้บริการโดยผู้ให้บริการคลาวด์เซอร์วิส ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเข้ามาค้นหาและสมัครใช้บริการต่าง ๆ ของผู้ให้บริการได้

    Cloud Migration : กระบวนการการย้ายข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Data, Applications และ Services จาก ระบบ On-Premise แบบเดิมขึ้นสู่ Cloud

    Cloud Native : รูปแบบการพัฒนาแอปพลิเคชันขึ้นมา เพื่อให้ใช้บน Cloud ได้

    Cloud Provider : องค์กรหรือธุรกิจที่ให้บริการเช่าใช้ Cloud Computing แก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสำหรับการให้บริการ เช่น AWS, Azure, Google Cloud และ OpenLandscape เป็นต้น

    Cloud Washing : เทคนิคทางการตลาดที่ใช้สำหรับการนำโปรดักต์เก่า ๆ ที่ไม่ได้ใช้งานบนคลาวด์ มารีแบรนด์เพื่อให้ใช้บนคลาวด์ได้

    Cloud Service Provider (CSP) : บริษัทผู้ให้บริการ Cloud computing ทั้งในส่วนของ PaaS, IaaS และ SaaS

    Cloud Storage : หนึ่งในบริการ Cloud ที่มีไว้ใช้จัดเก็บข้อมูล ที่สามารถเข้าถึงและจัดการได้ผ่านอินเทอร์เน็ต

    Container : เทคโนโลยีที่เปรียบเสมือนหีบห่อซึ่งสามารถบรรจุ พวก Software, Program และ Application ต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้งานบน Server ที่ไหนก็ได้ โดยจะช่วยลดขั้นตอนในการลง Program หรือ Tools ต่าง ๆ มีจุดเด่นเรื่องการใช้ทรัพยากรที่น้อยกว่า Virtualization รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ราบรื่น อีกทั้งยังสามารถ Update Patch ได้ง่าย โดยไม่กระทบการทำงานส่วนอื่น และ Scale ได้ง่าย หาก Resource ไม่เพียงพอ

    Content Delivery Network (CDN) : ระบบเครือข่ายของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลกผ่านทางอินเทอร์เน็ต ทำหน้าส่งข้อมูลให้ไปถึงผู้รับปลายทางให้เร็วที่สุด มีประสิทธิภาพและพร้อมให้ผู้ชมเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา

    Cryptocurrency : คริปโทเคอร์เรนซี หรือเงินตราเข้ารหัสลับ เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นสื่อกลางในการทำธุรกรรม ซึ่งใช้การเข้ารหัสลับสำหรับรับประกันความถูกต้องของธุรกรรมนั้น เพื่อควบคุมการสร้างหน่วยเงินดิจิทัลเพิ่ม และเพื่อยืนยันความถูกต้องของการโอนสินทรัพย์ เป็นเงินดิจิทัลรูปแบบหนึ่งที่ควบคุมโดยกระจายศูนย์กลางผ่านบล็อกเชน

    Customer Relationship Management (CRM) : แอปพลิเคชันที่ช่วยจัดการบริหารจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า เพื่อที่จะเปลี่ยนจากผู้บริโภคไปสู่การเป็นลูกค้าตลอดไป โดยจะให้บริการในรูปแบบของเครื่องมือ การจัดการการขาย การบริการลูกค้า และการเก็บข้อมูลพฤติกรรมในการใช้จ่ายและความต้องการของลูกค้า เป็นต้น ตัวอย่างแอปพลิเคชันที่โด่งดังและเป็นที่นิยมอาทิเช่น www.salesforce.com เป็นต้น

    Cyber Security : ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นการจัดการเครือข่าย ระบบคอมพิวเตอร์ โปรแกรม และข้อมูลให้พ้นจากภัยคุกคาม มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ คงความลับ คงความถูกต้องครบถ้วน และคงความพร้อมใช้งาน ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยบุคลากร กระบวนการทำงาน และเครื่องมือที่เหมาะสม

    Cybercrime (Computer Crime) : อาชญากรรมไซเบอร์, อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ มี 2 รูปแบบ คือ การกระทำผิดกฎหมายโดยใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือ เช่น ทำลาย เปลี่ยนแปลง และขโมยข้อมูล เป็นต้น และการทำให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่าย ถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง และรบกวนจนไม่สามารถทํางานตามปกติได้


    D

    Data Analytics : การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการนำข้อมูลมาประมวลผลด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การจำแนกกลุ่ม การดำเนินการทางสถิติ การวิเคราะห์แนวโน้ม และการค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะประจำของข้อมูล เป็นต้น

    Database : ฐานข้อมูล หรือกลุ่มของข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ด้วยกันอย่างมีระบบ

    Data Migration : กระบวนการย้ายข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลหนึ่งไปยังฐานข้อมูลหนึ่ง

    Data Science : วิทยาการข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ สถิติ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งใช้ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

    Deep Learning : การเรียนรู้เชิงลึก เป็นการทำให้เครื่อง (Machine) เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ โดยใช้ขั้นตอนวิธีต่าง ๆ เช่น เครือข่ายประสาทประดิษฐ์ (ANN) และอาจใช้วิธีการทั้งที่เป็นการเทรนนิ่ง กึ่งเทรนนิ่ง หรือไม่ต้องเทรนนิ่ง ให้เครื่อง (Machine) ได้เรียนรู้จากข้อมูลต่าง ๆ ที่มีให้ เป็นต้น โดยการเรียนรู้นี้ใช้วิธีการสร้างความเข้าใจให้แก่เครื่อง (Machine) เป็นลำดับชั้นจำนวนมาก ตั้งแต่แบบไม่ละเอียดไปจนถึงแบบละเอียด

    DevOps : เกิดจากการผสมผสานวิธีการปฏิบัติงาน และกระบวนการต่าง ๆ ระหว่าง Development และ Operations โดยในทีม DevOps จะทำหน้าที่ทั้งสองส่วน คือ ด้านการพัฒนา (Development) และด้านการปฏิบัติการ (Operation) เพื่อให้เกิดความราบรื่นในการทำงาน

    Digital Disruption : การเปลี่ยนฉับพลันทางดิจิทัลหรือการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะที่ก้าวหน้าขึ้น จนอาจถึงขั้นไม่ต้องใช้แรงงานคน มักเป็นการเปลี่ยนอย่างทันทีทันใดจนทำให้รูปแบบการทำงานแบบเดิมต้องยุติลง เช่น การใช้หุ่นยนต์ทำงานซ้ำซากแทนแรงงานคน, การถ่ายภาพที่ใช้กล้องดิจิทัลซึ่งสามารถบันทึกภาพเป็นข้อมูลได้ทันทีแทนการถ่ายภาพที่ใช้ฟิลม์ และการทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ มีความสามารถในการตัดสินใจเอง โดยใช้หลักการปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น

    Digital Literacy : ความรู้ดิจิทัล, ความฉลาดรู้เรื่องดิจิทัล เป็นความรู้ความสามารถในการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี เพื่อนำไปปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ

    Digital Transformation : การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล เป็นการเปลี่ยนวิธีปฏิบัติงานจากระบบที่ใช้แรงงานคน สู่การใช้ระบบดิจิทัลหรือระบบอัตโนมัติ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและต้นทุน

    Docker : Software Container ที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมเฉพาะ เพื่อทำให้ซอฟต์แวร์สามารถทำงานได้ โดยไม่ไปรบกวนซอฟต์แวร์อื่น ๆ ในระบบปฏิบัติการเดียวกัน และยังสามารถจัดการและติดตั้งคอนเทนเนอร์บนคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์เครื่องอื่น ๆ และบนคลาวด์ได้เลยทันที โดยที่โปรแกรมยังทำงานได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาอะไรมารบกวน

    Domain Name : ชื่อเว็บไซต์หรือชื่อบล็อก ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำ และนำไปใช้งานได้ง่าย โดยนำมาใช้แทนหมายเลขอินเทอร์เน็ต (IP Address) ที่มีถึง 12 – 16 หลัก ใช้ในการอ้างอิงเพื่อไปยังหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่อยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต


    E

    Elasticity : ในความหมายของ Cloud Computing คือ ระบบที่มีความยืดหยุ่นสูงสามารถรองรับการปรับเปลี่ยนขนาดได้ตลอดความต้องการตาม Workload Demand ที่เราต้องการ

    Enterprise Application : แอปพลิเคชันหรือ Software ที่ใช้รองรับสเกลงานขนาดใหญ่ สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ (Enterprise)

    Enterprise Resource Planning (ERP) : คือ Software หรือแอปพลิเคชันสำหรับการจัดการ บริหารองค์กร และธุรกิจขนาดใหญ่ให้มีการทำงานร่วมกัน ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ และลดความซ้ำซ้อน

    Extended Realities (XR) : การสร้างโลกเสมือนแบบไร้ขีดจำกัด เป็นการรวมประสบการณ์ทางเทคโนโลยีโลกเสมือน เช่น Augmented Reality (AR) ซึ่งหมายถึงการรวมสภาพแวดล้อมจริงกับภาพจำลองเสมือนจริงให้อยู่ในภาพเดียวกัน หรือ Virtual Reality (VR) ซึ่งหมายถึงการจำลองภาพให้อยู่ในโลกเสมือนจริง โดยตัดขาดจากบริบทสภาพแวดล้อมจริง

    External Cloud : ระบบ Cloud Computing ที่ตั้งอยู่นอกองค์กรและมีค่าใช้จ่ายให้กับผู้ให้บริการ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้ง Prive Cloud และ Public Cloud ตามโซลูชันที่องค์กรต้องการ


    F

    Fifth Generation (5G) : ยุคที่ห้า หรือ ห้าจี ยุคที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เพื่อให้สื่อสารข้อมูลได้รวดเร็วกว่าและรองรับผู้ใช้งานได้มากกว่ายุคที่สี่ (สี่จี) โดยความเร็วสูงสุดของการสื่อสารข้อมูลเท่ากับ 35.46 กิกะบิตต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่ายุคที่สี่ (สี่จี) ถึง 35 เท่า

    Fourth Generation (4G) : ยุคที่สี่ หรือ สี่จี เป็นยุคที่พัฒนาเทคโนโลยีขึ้นใหม่ซึ่งแตกต่างไปจากยุคที่สาม (สามจี) อย่างมาก โดยมีวัตถุประสงค์ คือ การให้บริการด้วยความเร็วสูง ให้บริการผู้ใช้หลายคนในเวลาเดียวกันได้เป็นจำนวนมาก มีคุณภาพ มีความปลอดภัยสูง มีต้นทุนต่ำกว่าการให้บริการข้อมูลและเสียง และมีความเร็วสูงสุดของการสื่อสารข้อมูลในขณะเคลื่อนที่อยู่ที่ 100 เมกะบิตต่อวินาที และความเร็วสูงสุดของการสื่อสารข้อมูลในขณะที่เคลื่อนที่ช้าหรือเดินอยู่ที่ 1,000 เมกะบิตต่อวินาที

    Free Open Source Software (FOSS) : F ย่อมาจาก “Free” หมายถึง Software ฟรีที่ไม่มีข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์ และ OSS ย่อมาจาก “Open Source Software” หมายถึง Software ที่อยู่ในรูปแบบของ Project ที่ช่วยให้นักพัฒนาและผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก สามารถพัฒนา Software ร่วมกันได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูง

    FOSS จึงเป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่ม Software ซึ่งประกอบด้วย Free Software และ Open Source Software เพื่อที่ผู้ใช้งานและนักพัฒนาโปรแกรมสามารถแก้ไข ปรับเปลี่ยน หรือนำ Source Code ของ Software กลับมาใช้ต่อยอดใหม่ได้ ช่วยเปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถปรับปรุงการทำงานของโปรแกรมให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

    Freeware : ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ที่สามารถใช้งานได้ฟรีอย่างเต็มรูปแบบ มีให้เลือกใช้ทั้ง Free Version และ Full Version ที่มีการเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานมากขึ้น

    Front-end Developer : ผู้พัฒนาโปรแกรมในส่วนของหน้าบ้าน (ส่วนที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน)

    Full Stack Developer : ผู้พัฒนาอย่างเต็มรูปแบบทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ถือเป็นความเชี่ยวชาญที่ลงตัวของทั้ง 2 ตำแหน่ง โดยสามารถนำไปใช้กับ Web Stack, Mobile Stack หรือ Native Application Stack แอปพลิเคชันดั้งเดิม เช่น โปรแกรมซอฟต์แวร์สำหรับอุปกรณ์เฉพาะ เป็นต้น

    Full Stack Engineer : วิศวกร Full Stack เป็นบทบาทระดับสูง สำหรับคนที่มีทักษะของนักพัฒนา Full Stack แต่มีประสบการณ์การจัดการโครงการในสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชำนาญ เช่น การบริหารระบบ, การกำหนดค่า, การจัดการ, การดูแลรักษาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นต้น


    G

    Guest Machine : คำเรียกคอมพิวเตอร์เครื่องเสมือน (Virtual Machine หรือ Virtual Computer) ที่สร้างในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์จริง ๆ (Physical Server) หรือ Host Machine โดย Guest Machine สามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการอื่นที่แตกต่างจากระบบปฏิบัติการหลักของเครื่อง Host ได้


    H

    Host Machine : Server ที่เป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์จริง ๆ (Physical Server) ใช้สำหรับสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องเสมือน (Virtual Machine หรือ Virtual Computer)

    Hybrid Cloud : เป็นการเอาข้อดีของระบบระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud มาใช้ร่วมกัน เช่น การนำ Private Cloud มาใช้สำหรับเก็บข้อมูลภายในองค์กร และใช้ Public Cloud มาใช้เพื่อการ Scale out ในการประมวลผลในช่วงที่เกิด Workload Peak time เป็นต้น

    Hypervisor : ผลิตภัณฑ์ VMware ที่ประกอบด้วย Windows Hypervisor, Windows Server, Driver และ Virtualization Components ใช้ในการจำลอง Server เสมือนจริง เพื่อสามารถเรียกใช้ระบบปฏิบัติการ (OS) และแอปพลิเคชันบนเครื่องเสมือน (Virtualization) ได้หลายเครื่องในเวลาเดียวกัน รวมไปถึงสร้างและลบได้


    I

    Infrastructure : โครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ยกตัวอย่างเช่น Hardware, Software และ Network เป็นต้น

    Infrastructure as a Service (IaaS) : บริการที่ครอบคลุมเฉพาะในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน IT ได้แก่ ระบบเครือข่าย (Network), ระบบจัดเก็บข้อมูล (Database), ระบบประมวลผล (CPU) ไปจนถึงอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น Servers และ ระบบปฏิบัติการ (OS) ในรูปแบบระบบเสมือน (Virtualization)  โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อ Hardware ที่มีราคาแพง

    Integrated Development Environment (IDE) : เครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาโปรแกรมโดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น Code Editor และ ปุ่มสร้างโปรแกรมแบบอัตโนมัติ เป็นต้น

    International Electrotechnical Commission (IEC) : องค์กรระหว่างประเทศสาขาอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจัดทำมาตรฐานทางด้านไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำระบบการตรวจประเมิน เพื่อรับรองคุณภาพด้าน IT ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

    International Organization for Standardization (ISO) : มาตรฐานการวัดคุณภาพขององค์กรต่าง ๆ เพื่อรับรองการบริหารและการดำเนินงานขององค์กรในแต่ละประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ช่วยทำให้ผู้ใช้บริการมีความมั่นใจต่อสินค้าและบริการว่าได้รับการคุ้มครองในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย เช่น มาตรฐาน ISO/IEC 20000 เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการบริหารการบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และมาตรฐาน ISO/IEC 27001 เป็นมาตรฐานระดับสากลในการจัดการด้านระบบการรักษาความปลอดภัยข้อมูลองค์กร เป็นต้น

    Internet of Things (IoT) : เทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกในการสื่อสารกันระหว่างอุปกรณ์ที่มีการเชื่อมต่อกันด้วยเครือข่าย (Internet) หรือเชื่อมต่อระบบ Cloud เพื่อแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูล ช่วยลดจำนวนแรงงานคน อีกทั้งยังช่วยรับ – ส่งข้อมูลดิจิทัลได้สะดวกและรวดเร็วแบบ Real-Time

    Internal Cloud : บริการคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) ที่สร้างหรือนำเสนอโดยแผนก IT ภายใน สำหรับการใช้งานภายในองค์กร


    J

    JavaScript : เป็นภาษาโปรแกรมที่นักพัฒนาใช้ในการสร้างหน้าเว็บแบบการสื่อสารระหว่างกัน (Interactive) ซึ่ง JavaScript สามารถปรับปรุงประสบการณ์ที่ผู้ใช้จะได้รับจากการใช้งานเว็บไซต์ และในฐานะที่เป็นภาษาในการเขียนสคริปต์ฝั่ง Client จึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักของ World Wide Web


    K

    Kubernetes : Kubernetes หรือ K8s เป็น Open Source ที่ช่วยจัดการคอนเทนเนอร์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง สามารถจัดสรรทรัพยากรได้แบบอัตโนมัติ อีกทั้งยังช่วยให้แอปพลิเคชัน (Application) ที่ทำงานบนคอนเทนเนอร์สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องด้วยระบบ Auto Self-Healing


    L

    Linux : ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่าง Hardware และ Application เพื่อบริหารจัดการ Resource ที่มีอยู่ให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังเปิดให้ใช้งานฟรี (Open Source) ผู้ใช้สามารถนำไปใช้งาน พัฒนา ปรับปรุง และปรับแต่งระหว่างใช้งานได้ตามความเหมาะสม

    Load Balancing : คือการกระจายจำนวนรวมของงานที่คอมพิวเตอร์ต้องทำไปให้แก่เครื่อง (Server) อื่น ๆ ส่งผลให้ทำงานได้มาก และเร็วกว่าในเวลาเท่ากัน

    Local Area Network (LAN) : ระบบเครือข่าย สำหรับเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันในระยะจำกัด เช่น ในอาคารเดียวกัน และบริเวณเดียวกันที่สามารถลากสายเชื่อมถึงกันได้โดยตรง เป็นต้น

    Log File : ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ แสดงถึงแหล่งกำเนิด, ต้นทาง, ปลายทาง, เส้นทาง, เวลา, วันที่, ปริมาณ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่า 90 วัน นับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์


    M

    Machine Learning : การพัฒนาอัลกอริทึม (Algorithm) และรูปแบบเชิงสถิติที่ระบบคอมพิวเตอร์ใช้เพื่อทำงานต่าง ๆ ซึ่งปราศจากคำสั่งที่ชัดเจน โดยอาศัยรูปแบบและการอนุมาน เพื่อประมวลผลข้อมูลในอดีตที่มีปริมาณมากและระบุรูปแบบข้อมูล ซึ่งช่วยให้คาดการณ์ผลลัพธ์ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

    Managed Service Provider (MSP) : บริการ Outsource ในรูปแบบหนึ่งที่เป็นบริการแบบสำเร็จรูปที่รวมเอาทั้งผลิตภัณฑ์, การบริหารจัดการ, การดูแลรักษา และกระบวนการทำงานทั้งหมดเอาไว้ด้วยกัน

    Metaverse : เป็นการผสมผสานของโลกจริงกับโลกเสมือนออนไลน์ โดยในโลกเสมือนสามารถสร้าง Avatar ที่ต่างจากตัวจริงได้ตามต้องการ และสามารถใช้ชีวิตในโลกเสมือนได้เหมือนในโลกจริง เช่น การทำกิจกรรมต่างๆ, การดำเนินธุรกิจ, การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและชุมชน เป็นต้น

    Microservices : รูปแบบใหม่ในการออกแบบ Software Architecture ให้มีลักษณะการพัฒนาที่แบ่ง Application ออกเป็น Services ย่อย ๆ และทำงานแยกออกจากกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจน ส่งผลให้การจัดการนั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น ต่างจากวิธีการออกแบบเดิม ๆ ที่รวมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน

    Microsoft Azure : หนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์แพลตฟอร์ม (Cloud Platform) ที่พัฒนาโดย บริษัท Microsoft รองรับการให้บริการทั้งในรูปแบบ Iaas (Infrastructure as a Service) และ Pass (Platform as a Service) โดยเปิดให้ผู้ใช้บริการองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่สามารถเช่าใช้บริการ

    Middleware : Software ที่เป็นตัวเชื่อมระหว่าง Application และ ระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ผู้พัฒนาระบบสามารถเชื่อมต่อสื่อสารกับภายนอกได้ง่ายขึ้น

    Mixed Reality (MR) : เรียกว่าความจริงผสม เป็นการผสมผสานระหว่าง AR กับ VR เข้าด้วยกัน แสดงออกเป็นการจำลองภาพ 3 มิติ คล้ายโฮโลแกรม แต่สามารถโต้ตอบหรือตอบสนองวัตถุเสมือนได้แบบเรียลไทม์ (Real Time)

    Multi-Cloud : การใช้ Services จากผู้ให้บริการ Cloud จากหลาย ๆ แห่งมาใช้รวมกัน เพื่อปรับให้เกิดความเหมาะสมกับประเภทของธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่

    Multi-Tenancy : โครงสร้างซอฟต์แวร์ชุดหนึ่งที่สามารถบริการผู้ใช้ได้หลาย ๆได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่องค์กรเดียวกันใช้ซอฟต์แวร์ที่เหมือนกัน นอกจากนี้ผู้ใช้มีสิทธิที่จะปรับแก้คุณสมบัติของระบบซอฟต์แวร์บางอย่างได้


    N

    Natural Language Processing (NLP) : การประมวลผลภาษาธรรมชาติ เป็นเทคโนโลยี Machine Learning ที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถตีความ จัดการ และทำความเข้าใจภาษามนุษย์ได้แบบเรียลไทม์ (Real Time)

    Network : เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ถูกนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยการสื่อสารโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันและกันได้

    Network Adapter : เครื่องมือสำหรับต่อเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ เข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อาจมีลักษณะเป็นการ์ด (Card) หรือลักษณะอื่น

    Network Control Program : เครือข่ายการสื่อสารใน Mainframe Computer หมายถึงโปรแกรมชนิดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการสื่อสารของเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ เช่น การควบคุมสายการสื่อสาร เพื่อควบคุมข้อผิดพลาดหรือความบกพร่องในการสื่อสาร และการตรวจสอบการถ่ายทอดสัญญาณ เป็นต้น

    Network Database : ฐานข้อมูลชนิดหนึ่งในการจัดการสารสนเทศ ซึ่งระเบียน (Record) ของข้อมูลสามารถต่อเชื่อมโยงกันได้

    Network Operating System : ระบบควบคุมการปฏิบัติงาน ซึ่งบรรจุ (Install) เข้าไว้ใน Server ใน LAN สำหรับการให้บริการต่าง ๆ แก่เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ ในเครือข่าย

    Node : เครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือการโทรคมนาคม โดยมีหน้าที่เป็นตัวกลางสำหรับการสร้าง รับ และส่งข้อมูล

    สำหรับบล็อกเชน Node คือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายบล็อกเชน โดยสามารถอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลที่เพิ่มเข้าไปในบล็อกเชนเป็นข้อมูลล่าสุด อีกทั้ง Node ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานของบล็อกเชนที่ช่วยดูแลรักษาระบบ ให้สิทธิเฉพาะบุคคลที่ได้รับอนุญาต เพื่อสามารถตรวจสอบข้อมูลในเครือข่ายได้อย่างโปร่งใส รวมถึงตรวจสอบความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลให้บล็อกเชน


    O

    On-Demand Self Service : การที่ผู้ใช้สามารถระบุความต้องการ และขอใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้ด้วยตนเองทุกเวลา โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ให้บริการ

    On-Premise : ระบบ Server ที่ตั้งอยู่ที่ Site ที่ต้องใช้งบประมาณสูงในการลงทุนทั้งในด้านทรัพยากร การดูแลรักษา และพัฒนาอยู่อยู่เสมอ

    Open Source : กลุ่ม Software ที่เปิดเผย Source Code ของโปรแกรม ทำให้สามารถแก้ไข ดัดแปลง Source Code ได้ ทั้งยังให้สิทธิในการนำไปใช้เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ร่วมกัน

    Open Stack : ชุดระบบ Software ที่เรียกว่า Open Source Software (OSS) ใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์ในรูปแบบ Infrastructure as a Service (IaaS) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการให้บริการของ Cloud Computing


    P

    Penetration test Black-Box/Grey-Box : บริการทดสอบการเจาะระบบ เพื่อค้นหาจุดอ่อนและประเมินความเสี่ยงในการเข้าถึงระบบต่าง ๆ ภายในองค์กรได้อย่างตรงจุด เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยให้มากขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ

    Personal Cloud : อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย (NAS) หรือหมายถึงคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายเพื่อการจัดเก็บข้อมูลเฉพาะ โดย Personal Cloud เป็นตัวอย่างที่ดีของการล้างระบบคลาวด์ (Cloud Washing) ซึ่งหมายถึง การรีแบรนด์เทคโนโลยีเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วมารีแบรนด์ใหม่เพื่อให้ใช้บนคลาวด์ได้

    Phishing : ฟิชชิง เป็นอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่หลอกลวงผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลหรือสั่งให้โปรแกรมที่ผู้หลอกลวงซ่อนไว้เริ่มทำงาน เช่น การหลอกลวงให้เข้าเว็บไซต์ปลอมที่ทำเลียนแบบเว็บไซต์จริง โดยหลอกให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลสำคัญส่วนบุคคล

    Platform as a Service (PaaS) : การให้บริการด้าน Platform สำหรับผู้ใช้งานเช่น นักพัฒนาระบบ หรือ Developer ที่ทำงานด้าน Software และ Applicationโดยผู้ให้บริการ Cloud จะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการพัฒนา Software และ Application เอาไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็น Hardware, Software และชุดคำสั่ง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถต่อยอดได้เลย

    Private Cloud : การตั้งคลาวด์ส่วนตัว โดยแต่ละบริษัทหรือองค์กรจะลงทุนจัดตั้ง Hardware และ Software ที่ใช้เป็นพื้นฐานในการทำ Cloud Datacenter ขึ้นมาเป็นของตัวเอง เพื่อให้พนักงานในองค์กรใช้เท่านั้น

    Public Cloud : คลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ โดยจะมีผู้ให้บริการระบบคลาวด์เป็นคนตั้งระบบ Hardware และ Software ขึ้นมา แล้วให้แต่ละบริษัทหรือองค์กรเข้าไปเช่าใช้บริการ อาจจะจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี


    Q

    Query : กระบวนการกรองข้อมูลออกจากฐานข้อมูลและนำมาใช้ประโยชน์ อาจหมายถึงชุดของคำสั่งที่ใช้ในการคัดเลือกเฉพาะข้อมูลที่ต้องการ


    R

    Resource : ปัจจัยหรือทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ที่จำกัดตามการประมวลผลหรือเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาตามโจทย์ที่ความต้องการของผู้ใช้ได้ระบุไว้


    S

    Scalability : ความสามารถของกระบวนการ หรือระบบปฏิบัติการที่สามารถรองรับการขยายตัว เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานได้

    Security Operations Center (SOC) : บริการเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยขององค์กร ตรวจสอบการเข้าถึงเครือข่ายและระบบสารสนเทศต่าง ๆ ได้ตลอด 24/7

    Service Level Agreement (SLA) : มาตรฐานการให้บริการ หรือข้อตกลงในการให้บริการ ว่าจะทำการรักษาระดับคุณภาพการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการตามข้อตกลงที่ให้ไว้

    Shared Resources : การใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกัน ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ผ่านระบบเน็ตเวิร์ก

    Shareware : ซอฟต์แวร์ที่เป็นโปรแกรมประเภททดลองใช้งานเบื้องต้น มีข้อกำหนดและเงื่อนไขในการใช้งานตามประเภทของการใช้งาน ซึ่งอาจมีคุณสมบัติเหมือนกับเวอร์ชันเต็มทุกประการแต่อาจถูกจำกัดสิทธิ์ในการใช้งาน หรือมีคุณสมบัติบางอย่างที่จำกัดไว้สำหรับผู้ที่ซื้อเวอร์ชันสมบูรณ์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบถ้วนเหมือนกับ Freeware

    Software as a Service (SaaS) : บริการที่ให้ใช้หรือเช่าใช้บริการ Software และ Application ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยประมวลผลบนระบบของผู้ให้บริการโดยที่ผู้ใช้บริการไม่ต้องกังวลหาใครมาดูแล Infrastructure หรือใครมาสร้าง Application ให้ตนเอง เพราะทุกอย่างได้ถูกจัดเตรียมมาโดยผู้ให้บริการเรียบร้อยแล้ว

    Software Development Kit (SDK) : เป็นชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการทำงานของ Developer เพื่อพัฒนาโปรแกรม หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งตามปกติผู้พัฒนา SDK จะเตรียมมาให้ทั้งระบบหลักและระบบอินเตอร์เฟส หรือ API

    Software Stack : กลุ่มของแอปพลิเคชัน ที่ทำงานเฉพาะด้าน หรือ มีคำสั่งในการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน

    SSL Certificate : ใบรับรองความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ในการรับรองมาตรฐาน SSL (Security Socket Layer) เทคโนโลยีความปลอดภัยพื้นฐานที่ช่วยให้การสื่อสาร เช่น ส่งข้อมูลระหว่างเครื่องเซิร์ฟเวอร์กับเว็บเบราว์เซอร์, แอปพลิเคชันบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และเครือข่ายส่วนตัว เป็นต้นอยู่

    Subscriber : ผู้เช่า หรือผู้ชำระเงินเพื่อใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ใช้คู่สายโทรศัพท์ ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต, ผู้รับบริการ หรือผู้ใช้บริการต่าง ๆ เช่น ซอฟต์แวร์ ซึ่งอาจจะมีค่าบริการหรือไม่ก็ได้ และสมาชิก หรือผู้ลงทะเบียนเพื่อบอกรับสื่อชนิดต่าง ๆ เช่น นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ฐานข้อมูล เนื้อหาในเว็บไซต์ยูทูบ (YouTube) เป็นต้น


    T

    Technology : เทคโนโลยี เป็นการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์มาพัฒนาเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงวิธีการที่จะมาปรับปรุงแก้ไขและส่งเสริมสภาวะความเป็นอยู่ของมนุษยชาติให้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    Teleconferencing : การประชุมทางไกลผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือการนำเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ เช่น ระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสาน และระบบ Cloud Computing เพื่อรองรับการประชุมสัมมนาและอภิปรายปัญหาต่าง ๆ ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    Teleprocessing : การประมวลผลที่มีการส่งข้อมูลมาจากเครื่องปลายทาง (Terminal) ที่อยู่ห่างไกล เข้าสู่คอมพิวเตอร์ที่ศูนย์กลาง โดยการส่งข้อมูลอาจใช้ผ่านสายโทรศัพท์ สายเคเบิล ใยแก้ว ดาวเทียม ระบบ Cloud Computing และอื่น ๆ

    Temporary File (Temp File) : เป็นแฟ้มข้อมูลที่สร้างขึ้นในหน่วยความจำ โดยระบบการควบคุมการทำงานหรือโดยโปรแกรมอื่น เพื่อใช้ในระหว่างการปฏิบัติงาน เมื่อใช้งานเสร็จแล้วจะลบไป

    Temporary Storage : คลังข้อมูลชั่วคราว เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลสำหรับเก็บข้อมูลที่ได้มาในทันที เพื่อใช้งาน

    Terminal : สถานีปลายสาย เครื่องมือชุดหนึ่ง ประกอบด้วย Video Adapter, Monitor และ Keyboard โดยสถานีปลายสายส่วนมากไม่ทำหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูล แต่จะทำหน้าที่ส่งข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ หรือเรียกข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ที่ต่อเชื่อมโยงอยู่โดยผ่านสายเคเบิล

    TextEdit : ชุดการปฏิบัติงานมาตรฐานชุดหนึ่งของระบบการควบคุมการปฏิบัติงานของ Apple Macintosh ซึ่งมีโปรแกรมสำหรับควบคุมลักษณะการปรากฏบนจอภาพของ Text (เนื้อเรื่อง)

    Text Mode : การทำงานของระบบการควบคุมการปฏิบัติงาน ซึ่งทำให้ปรากฏตัวหนังสือ จำนวนเลข และตัวอักษรต่าง ๆ ขึ้นมาบนจอภาพ แต่ไม่มีรูปภาพหรือลายเส้น

    Topology : ลักษณะทางกายภาพของระบบเครือข่าย เป็นลักษณะการเชื่อมโยงสายสื่อสาร เข้ากับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ภายในเครือข่ายด้วยกัน โดยเครือข่าย LAN แต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งาน แตกต่างกันออกไป การนำไปใช้จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำการศึกษาลักษณะและคุณสมบัติ ข้อดีและข้อเสียของ Topology แต่ละแบบ เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบพิจารณาเครือข่าย ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

    Transfer : การส่งผ่านหรือการถ่ายทอด ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลหรือข่าวสารและการย้ายข้อมูลจากแห่งหนึ่งไปสู่อีกแห่งหนึ่ง

    Transfer Rate : อัตราเร็วของการส่งผ่านข้อมูลไปตามช่องสัญญาณการสื่อสารในเครือข่าย อัตราเร็วของการส่งข่าวสารหรือข้อมูล วัดกันเป็น Bit Per Second หรือ Character Per Second

    Transfer Time : ช่วงเวลาระหว่างการเริ่มต้นส่งผ่านข้อมูล ไปจนถึงส่งข้อมูลเสร็จเรียบร้อย

    Transistor : ทรานซิสเตอร์ เป็นคำย่อของคำว่า Transfer Resistor มีลักษณะเป็นวัตถุแข็งที่ใช้ประกอบในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ทรานซิสเตอร์ตัวหนึ่งมักมี 3 ขา ทรานซิสเตอร์ที่นำมาประกอบลงในวงจรนี้ ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น บางตัวอาจ ทำหน้าที่เป็นรหัส บางตัวอาจทำหน้าที่ขยายขนาดของคลื่น บางตัวอาจทำหน้าที่สร้างคลื่น เป็นต้น

    Tutorial : คู่มือสำหรับสอนผู้ใช้ให้เข้าใจวิธีการใช้งานโปรแกรมต่าง ๆ

    Typeface : แบบของตัวอักษรชนิดต่าง ๆ เช่น Angsana UPC, Times Romans, BrowaliaUPC เป็นต้น

    Type Size : ขนาดของตัวอักษร ขนาดของตัวอักษรที่ใช้สำหรับพิมพ์มักวัดกันเป็น Point เช่น ขนาด 1 Point = 1/72 นิ้ว ดังนั้น ตัวอักษรขนาด 72 Point จึงมีขนาดเท่ากับ 1 นิ้ว เป็นต้น

    Type Style : ลักษณะของตัวอักษร เช่น Normal (ตัวปกติ), Italic (ตัวเอียง), Bold (ตัวเน้นหรือตัวหนา) เป็นต้น


    U

    User Interface (UI) : ศาสตร์แห่งการออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น สี ขนาดตัวอักษร และฟอร์มต่าง ๆ ที่จะไปอยู่บนหน้าจอ หน้าเว็บไซต์ และองค์ประกอบแบบรูปภาพซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบกับผลิตภัณฑ์หรือบริการได้

    User Experience (UX) : ศาสตร์แห่งการออกแบบระบบ ให้ผู้ใช้เกิดความพึงพอใจในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาในการใช้งาน ความรู้สึกของผู้ใช้ ให้ใช้งานได้สะดวกและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้มากยิ่งขึ้น

    User Space : หน่วยความจำของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (OS)


    V

    Vendor Lock-in : ใช้เรียกเหตุการณ์เมื่อผู้ใช้บริการต้องการย้ายข้อมูล หรือเทคโนโลยีที่อยู่บนคลาวด์ของผู้ให้บริการที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ไปยังผู้ให้บริการใหม่ แต่ไม่สามารถทำการย้ายไปได้ เพราะเข้ากันไม่ได้ ทำให้เกิดความยุ่งยาก และอาจทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมดให้เข้ากับผู้บริการค่ายใหม่

    Virtual Desktop Infrastructure (VDI) : การนำระบบของเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual Machine) หลาย ๆ ระบบมารวมเป็นศูนย์กลางโดยใช้เทคโนโลยี Virtualisation เพื่อแสดงผลบนหน้า Desktop ทำให้การจัดการ และดูแลรักษาเป็นอย่างสะดวกรวดเร็ว

    Virtualization : การใช้เทคโนโลยีมาทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องหลักหรือเครื่องแม่ข่ายเครื่องเดียว ให้สามารถรวมเอาการทำงานของคอมพิวเตอร์อีกหลาย ๆ เครื่องเอาไว้ โดยสามารถรันซอฟต์แวร์ หรือ Application ในปริมาณมาก ๆ และสามารถรันระบบปฏิบัติการหลาย ๆ ตัว ให้ทำงานพร้อมกันได้ ถึงแม้จะอยู่คนละ Platform

    Virtual Machine (VM) : การทำคอมพิวเตอร์เสมือน เป็นการจำลองระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (OS) ด้วยซอฟต์แวร์ เพื่อให้ได้คอมพิวเตอร์เสมือนหลาย ๆ เครื่อง และสามารถรันระบบปฏิบัติการได้หลาย ๆ ระบบ โดยที่เครื่องจริงเพียงเครื่องภายในเครื่องเดียว

    Virtual Machine Monitor (VMM) : ซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการจัดการและจัดสรรการใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกัน รวมถึงการแปลคำสั่งจาก Virtual Machine ไปเป็นคำสั่งระบบของเครื่อง

    Virtual Reality (VR) : ความเป็นจริงเสมือน เป็นสภาวะจำลองที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อให้เหมือนสภาวะจริง ซึ่งผู้ใช้สามารถมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับสภาวะจำลองนี้ได้ เช่น การจำลองสภาพเรือนไทยเพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าไปดูห้องต่าง ๆ ภายในได้เสมือนกับเข้าไปดูจริง

    Vulnerability Assesement (VA) : บริการตรวจสอบและค้นหาช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยของระบบ เพื่อทำการแก้ไขก่อนเกิดความเสียหายร้ายแรงจากผู้ไม่ประสงค์ดี


    W

    Web Application Firewall (WAF) : บริการเพิ่มเกราะป้องกันให้ธุรกิจของคุณเหนือชั้นกว่า Firewall ทั่วไป สามารถตรวจจับทุกกิจกรรมการใช้งานและป้องกันภัยคุกคาม โดยไม่ทำให้การใช้งานระบบช้าลง

    Web Browser : โปรแกรมที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงใช้ในการติดต่อสื่อสารในรูปแบบหน้าเว็บ (Webpage)

    Webpage : หน้าเว็บหรือหน้าต่างที่สามารถแสดงข้อมูล เช่น ตัวเลข, ตัวอักษร, รูปภาพ, เพลง และวิดีโอ เป็นต้น เพื่อแสดงข้อมูลให้กับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์


    X


    Y


    Z


    บทความคำศัพท์เกี่ยวกับ Cloud computing และคำ ศัพท์ IT ข้างต้นที่ได้คัดสรรตัวอักษร มาให้ทุกคนได้เรียนรู้และทำความรู้จักกันเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น หวังว่าคำศัพท์เหล่านี้จะสามารถช่วยเพิ่มความเข้าใจและเป็นประโยชน์ให้กับทุกท่านได้เพิ่มมากขึ้น


    ข้อมูลอ้างอิงคำศัพท์เกี่ยวกับ Cloud computing และคำ ศัพท์ IT 

    https://solutionsreview.com/cloud-platforms/glossary/

    https://coined-word.orst.go.th/index.php

    https://www.facebook.com/media/

    https://www.simplilearn.com/top-cloud-computing-terms-article

    https://www.quickserv.co.th/knowledge-base/solutions/Log-file

    https://aws.amazon.com/th/what-is/nlp/

    https://www.scb10x.com/blog/what-is-node

    https://www.techopedia.com/definition/26601/external-cloud

    ติดตามข่าวสารใหม่ ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

    ศัพท์ IT ศัพท์ IT ศัพท์ IT ศัพท์ IT ศัพท์ IT

  • Blockchain เทคโนโลยี ที่อาจเป็นคำตอบของการเลือกตั้งในอนาคต  

    Blockchain เทคโนโลยี ที่อาจเป็นคำตอบของการเลือกตั้งในอนาคต  

    Blockchain เทคโนโลยี ที่อาจเป็นคำตอบของการเลือกตั้งในอนาคต  

    ในปัจจุบันการเลือกตั้งในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยยังใช้องค์กรอิสระเป็นผู้ดำเนินการการเลือกตั้งตั้งแต่การจัดวางระบบ จัดเก็บข้อมูล รวมไปถึงการรวบรวมผลการเลือกตั้ง การดำเนินการโดยระบบนี้มีผลเสียอยู่พอสมควร เช่น ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบผลการเลือกตั้งและทราบผลได้ในทันที เนื่องจากผลการลงคะแนนนั้นถูกรวบรวมไว้ที่เดียว และต้องรอการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วเท่านั้นผลจึงจะชัดเจน ซึ่งข้อเสียดังกล่าวนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาการรวบรวมข้อมูลที่ผิดพลาด การถูกโจมตีโดยผู้ไม่หวังดี หรือความไม่โปร่งใส ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดคอร์รัปชันได้ วันนี้เราเลยอยากจะพาทุก ๆ คนมาทำความรู้จักกับเทคโนโลยี Blockchain ที่หลายคนพูดถึงว่าสามารถนำมาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ แต่จะแก้ได้จริง ๆ หรือไม่ เราลองมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันดีกว่าค่ะ


    Blockchain เทคโนโลยี ที่อาจนำมาแก้ปัญหาการเลือกตั้งแบบเดิม ๆ ได้

    หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตากับเทคโนโลยีนี้กันสักเท่าไรนัก เพราะเทคโนโลยีนี้ยังใหม่อยู่มาก ซึ่งคุณลักษณะเฉพาะของ Blockchain คือสามารถสร้างความปลอดภัยให้กับข้อมูล และช่วยให้เกิดความโปร่งใสได้ โดยพื้นฐานแล้ว Blockchain คือระบบการจัดเก็บข้อมูลรูปแบบหนึ่ง มีความพิเศษตรงที่ไม่ว่าจะมีใครส่งผ่านข้อมูล หรือทำธุรกรรมใด ๆ ก็ตาม ทุกคนจะทราบและรับรู้ข้อมูลเท่าๆ กัน ทำให้การโกง หรือบิดเบือนข้อมูลนั้นเป็นไปได้ยากมาก ๆ ค่ะ

    blockchaindกับการเลือกตั้ง

    รูปภาพจาก : NAVAL AGILITY

    จากรูปภาพด้านบน ในส่วนของรูปทางด้านซ้ายเป็นระบบในรูปแบบเก่าจะเห็นได้ว่าโครงข่ายข้อมูลจะถูกส่งผ่าน และเก็บรวบรวมไว้ที่ส่วนกลางแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ยากแก่การตรวจสอบ ถูกโจมตีง่าย และอาจถูกบิดเบือนได้ ในขณะที่รูปทางด้านขวาซึ่งเป็นระบบการทำงานแบบ Blockchain จะเป็นการส่งผ่านแบบกระจายข้อมูลให้ทุกคนรับทราบทั่วถึงกันโดยไม่ต้องผ่านศูนย์กลาง ทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบ ทั้งยังสามารถป้องกันการถูกโจมตี และถูกบิดเบือนข้อมูล

    หากเราจะนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการเลือกตั้ง เราสามารถทำได้ด้วยการออกแบบเป็นแพลตฟอร์ม หรืออุปกรณ์เทคโนโลยี เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้ามาร่วมโหวตคะแนน และตรวจสอบผลการเลือกตั้งได้ ซึ่งแต่ละผลโหวตจะถูกเข้ารหัสข้อมูล Timestamped ไว้  แล้วกระจายข้อมูลเข้าสู่ระบบแบบไม่ผ่านศูนย์กลาง ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านหลาย ๆ  Node บน Network ทำให้ให้ยากต่อการปรับเปลี่ยนข้อมูล ผลคะแนนที่ออกมานั้นจึงมีความถูกต้องและเที่ยงตรง

    นอกจากการโหวตคะแนนแบบ Blockchain จะเปิดให้ผู้มีสิทธิ์โหวตสามารถตรวจสอบผลคะแนนได้แล้ว Blockchain ยังทำให้ผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลส่วนอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น สามารถตรวจสอบได้ว่าคะแนนที่เพิ่มมานั้น คนลงคะแนนได้ลงคะแนนตอนไหน หรือสามารถรู้ได้ว่าตอนนี้เรากำลังเชื่อมต่อกับใครบ้าง ซึ่งก่อนการโหวตผู้ใช้จะต้องทำการยืนยันตัวตนโดยใช้หลักฐานที่น่าเชื่อถือ เช่น บัตรประชาชน การพิมพ์ลายนิ้วมือ เป็นต้น จากนั้นข้อมูลเหล่านี้จะถูกเข้ารหัส ทำให้ตัวตนของบุคคลดังกล่าวไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ หรือเพื่อป้องกันการถูกกดดัน และข่มขู่จากเจ้าหน้าที่รัฐบาล


    แต่…การนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการโหวตยังคงมีข้อจำกัดอยู่

    ฟังดูดีใช่มั้ยคะ แต่เดี๋ยวก่อน ถึงแม้จะมีความเป็นไปได้ที่จะนำ Blockchain มาใช้ได้ในการเลือกตั้ง แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่บางส่วนที่สร้างความท้าทายให้กับการนำมาปรับใช้อยู่เหมือนกัน อย่างแรกเลยหากนำ Blockchain มาปรับใช้จะต้องให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience) ที่ต้องออกแบบให้ผู้มีสิทธิ์โหวตสามารถเข้าถึงและเข้าใจการใช้งานได้ในทันที อาจทำได้ด้วยการออกแบบแอปพลิเคชันผ่านมือถือ หรือพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้โหวตได้ เป็นต้น

    นอกจากนี้หากใช้เป็นระบบ Private Blockchain การที่ระบบจะต้องเปลี่ยนข้อความให้เป็นรหัส จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีระบบประมวลผลสูงมาก อาจทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงตามไปด้วย ทั้งยังมีช่องว่างอื่น ๆ อีก เช่น การสวมรอยตัวตนเพื่อลงคะแนนแทนในระบบ การถูกเจาะระบบ หรือการปรับแต่งข้อมูลผ่าน Hardware หรือ Software ที่ทางผู้จัดตั้งสามารถทำได้ก่อนการเข้าใช้สิทธิ์เพื่อบิดเบือนข้อมูล เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้เป็นโจทย์สำคัญหากเราจะนำ Blockchain มาใช้ เราจะต้องคำนึงถึง และวางแผนเพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาเหล่านี้ที่อาจะเกิดขึ้น


    แต่ถึงจะมีข้อจำกัด แต่ก็มีบางประเทศที่เอาไปทดลองใช้เหมือนกัน

    ถึงแม้การนำ Blockchain มาใช้จะมีข้อจำกัดอยู่มาก แต่ก็มีบางประเทศที่เริ่มนำ Blockchain มาพัฒนาใช้งานกันบ้างแล้ว อย่างการเลือกตั้งในช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2018 ที่รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นรัฐแรกที่ทดลองใช้การโหวตออนไลน์ สำหรับทหารและพลเมืองที่อาศัยอยู่นอกประเทศให้สามารถเข้ามาโหวตได้ ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือชื่อ Voatz ในการโหวตนั้นผู้มีสิทธิ์โหวตจะต้องยืนยันตัวตนด้วยการพิมพ์ลายนิ้วมือ ก่อนทำการโหวต จากนั้นผลโหวตดังกล่าวจะถูกบันทึกเข้าสู่ Private Blockchain ซึ่งผลการเลือกตั้งโดยรวมก็ออกมาด้วยดี และทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขว้าง

    blockchaindกับการเลือกตั้ง

    รูปภาพจาก : Angel

    อีกหนึ่งหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ แม้จะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งทางการเมืองโดยตรง คือในช่วงปลายเดือนสิงหาคมปี 2018 ที่เมืองสึคุบะ (Tsukuba) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเมืองที่โดดเด่นในเรื่องของการวิจัยหุ่นยนต์และวิทยาศาสตร์ ได้มีการทดลองนำเทคโนโลยี Blockchain มาปรับใช้กับระบบลงคะแนนเสียง เพื่อสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ภายในเมือง

    โดยผู้ใช้สิทธิ์สามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการใช้บัตรประชาชนของตัวเองมาใช้ยืนยันตัวตน และสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของทางการที่ชื่อว่า Stated ได้ เพื่อทำการลงคะแนนเสียงสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมต่าง ๆ ซึ่งผู้ใช้สิทธิ์สามารถโหวตคะแนนให้กับโครงการใด ๆ ก็ได้ที่ตนรู้สึกว่าคุ้มค่ากับการลงทุนและสนับสนุนมากที่สุดตั้งแต่โครงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อตรวจหามะเร็ง ไปจนถึงโปรแกรมเสียงนำทางในเมือง หรือการคิดค้นอุปกรณ์ใหม่ ๆ สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง เป็นต้น ซึ่งการทดลองดังกล่าว ที่ได้นำเทคโนโลยี Blockchain มาปรับใช้ก็ได้ผลที่น่าพอใจและเกิดความโปร่งใสในการโหวต ทำให้ลดการโกงในการลงคะแนนไปได้มาก

    นอกจากสองประเทศนี้แล้วยังมีประเทศอื่น ๆ ที่เริ่มนำเทคโนโลยี Blockchain มาพัฒนาและปรับใช้ในการลงคะแนนเสียงอย่าง เอสโตเนีย (Estonia) ที่นำมาใช้ในการโหวตเสียงภายในร้านค้า, เมืองซุก (Zug) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ (Switzerland) ที่นำ Blockchain มาใช้ในการลงเสียงโหวตในทุกโครงการของเมือง เป็นต้น


    สรุป

    เรียกได้ว่าเทคโนโลยี Blockchain เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจเลยทีเดียวใช่มั้ยคะ แต่ถึงแม้จะดูเหมือนว่าการนำเทคโนโลยี Blockchain มาปรับใช้ในการการเลือกตั้งจะดูมีความเป็นไปได้ในอนาคต แต่อย่าลืมว่า Blockchain เป็นเพียงแค่เครื่องมือหนึ่งเท่านั้น หากคนที่เอาไปใช้นำมาใช้ในทางที่ผิดและไม่มีความซื่อสัตย์พอก็สามารถใช้ช่องว่างปรับปรุงแก้ไขระบบเพื่อหาประโยชน์ได้เช่นเดียวกันค่ะ


    ที่มา

    Is Blockchain The Answer To Election Tampering?

    Blockchain and Elections: The Japanese, Swiss and American Experience.

    Blockchain and Elections: A Review of the Current Landscape.

    Voatz

    Stated 

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

  • Cloud computing ประโยชน์ ที่ให้ได้มากกว่าความประหยัด

    Cloud computing ประโยชน์ ที่ให้ได้มากกว่าความประหยัด

    Cloud computing ประโยชน์ ที่ให้ได้มากกว่าความประหยัด

    ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบริการ Cloud Computing ได้ก้าวเข้ามามีส่วนสำคัญในเชิงธุรกิจอย่างมาก ซึ่ง Cloud Computing ประโยชน์ ในเชิงธุรกิจและการใช้งานทั่วไปนั้น นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากกว่าในอดีตแล้ว ยังมีประโยชน์อีกมากมายที่คุณเองคาดไม่ถึง บทความนี้เราจะพาคุณมาดูประโยชน์ของ Cloud Computing กัน

    สำหรับใครที่สนใจอยากทำความรู้จักกับ Cloud Computing มากขึ้นเราขอแนะนำบทความ : Cloud Computing คืออะไร เทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต แต่ถ้าคุณรู้จักและพร้อมแล้ว เราลองไปดูกันเลยว่าประโยชน์มีอะไรบ้าง


    1.มีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า

    Cloud computing ประโยชน์

    อย่างแรกเลยคือคุณไม่ต้องลงทุนเรื่องทรัพยากรคอมพิวเตอร์หรือดูแลระบบเอง เพราะผู้ให้บริการจะเป็นฝ่ายลงทุนทรัพยากรด้าน IT เกือบทั้งหมด ซึ่งหลาย ๆ แบรนด์มี Service แบบ Pay Per use คอยไว้ให้บริการ คือบริการที่ให้คุณจ่ายตามจริง ใช้เท่าไหรจ่ายเท่านั้น เรียกได้ว่าประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากสำหรับธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก


    2.เพิ่มความสะดวกและความรวดเร็วในการใช้งาน

    Cloud computing ประโยชน์ 2

    เคยพบปัญหากันไหม เวลาคุณต้องเข้าถึงข้อมูลบางอย่างต้องเสียเวลารับส่งข้อมูลหลาย ๆ รอบ หรือติดปัญหาอื่น ๆ ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ เป็นไปอย่างยากลำบาก การใช้งานบน Cloud Computing นั้น คุณไม่ต้องกังวลปัญหาเหล่านี้เลย ในเรื่องของสถานที่ เวลาหรืออุปกรณ์ เพราะขอเพียงแค่คุณมีอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ คุณก็สามารถเข้าถึงและใช้งาน Cloud ทุกที่ได้แบบไม่มีข้อจำกัด สร้างทั้งความสะดวกและความรวดเร็วให้กับธุรกิจหรือโปรเจกต์ของคุณได้เป็นอย่างดี


    3.มีความสามารถในการขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว

    Cloud computing ประโยชน์ 3

    อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่นักพัฒนาระบบหลาย ๆ คนต้องเจอ คือเมื่อพัฒนาระบบไปได้ในระดับหนึ่งเมื่อมีข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น เราก็ต้องการพื้นที่เก็บที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ทำให้เกิดปัญหาความยุ่งยากและเสียเวลาตามมาในการเพิ่ม Spec เครื่อง การหันมาใช้ Cloud สามารถช่วยแก้ปัญหาได้มาก เพราะด้วยความสามารถของ Cloud Computing คุณสามารถสร้างระบบใหม่ได้ทุกเวลา ทั้งยังสามารถเพิ่มหรือลดขนาดของทรัพยากรได้ภายในระยะเวลาอันสั้น โดยที่คุณสามารถควบคุมและบริหารทรัพยากรของคุณได้เองทันที


    4.เข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ

    Cloud computing ประโยชน์ 4

    ผู้ให้บริการ Cloud จะทำหน้าที่พัฒนาและอัปเกรดระบบใหม่ ๆ อยู่เสมอ รวมไปถึงสรรหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อรองรับการใช้งานของผู้ใช้บริการ เช่น Virtual Machine, Blockchain หรือ Application ใหม่ ๆ เพื่อรองรับ Solution และตอบโจทย์ ผู้ใช้ให้ได้มากที่สุด โดยที่ผู้ใช้อย่างเราไม่ต้องหาเอง นั่งอัปเกรดเอง


    5.มีการบำรุงรักษาและความปลอดภัยสูง

    Cloud computing ประโยชน์ 5

    สำหรับใครที่กังวลและสงสัยว่าข้อมูลของเราไม่ได้เก็บเองแบบนี้แล้ว ข้อมูลจะปลอดภัยหรือไม่ ต้องบอกก่อนเลยว่าผู้ให้บริการมีมาตรการการรักษาความปลอดภัยให้กับโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูล และการเก็บรักษาข้อมูลลูกค้า ดังนั้นข้อมูลของคุณจะถูกจัดเก็บไว้ภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม นอกจากนี้ยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลรักษาและซ่อมแซมระบบตลอด 24 ชัวโมง คุณจึงไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลของคุณจะสูญหายหรือรั่วไหล


    สรุป

    นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของประโยชน์เด่น ๆ ของ Cloud Computing ที่เราได้คัดสรรมานำเสนอคุณเท่านั้น ประโยชน์ของคลาวด์ยังมีอีกมากมายยิบย่อยตามแต่รายละเอียดของผู้ให้บริการและจุดประสงค์การนำไปใช้ของคุณ ดังนั้นหากคุณที่นำมาปรับใช้กับธุรกิจหรือโปรเจกต์ของคุณให้ถูกจะรับรับรองว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีมากมายมหาศาลทีเดียว

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

  • Cloud Computing คือ อะไร เทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต

    Cloud Computing คือ อะไร เทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต

    Cloud Computing คือ อะไรกันแน่ ?

    หากพูดถึงคำว่า Cloud หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงบริการ iCloud, Dropbox, Google Drive หรือ Microsoft และ Onedrive กันใช่ไหม เพราะบริการเหล่านี้เป็นบริการที่เราคุ้นเคยกันดี เนื่องจากใช้กันอยู่เป็นประจำ เพื่อไว้ใช้จัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ แต่ถ้าหากเราถามถึงคำว่า Cloud Computing คืออะไร หลายคนอาจยังสับสนและไม่แน่ใจว่า ต่างหรือเหมือนกันอย่างไรกันแน่ เชื่อว่าหลายคนอาจเดาว่าชื่อคล้ายกันเลยน่าจะคล้ายกันสิ ซึ่งคำตอบคือ ถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะบริการข้างต้นที่เราได้กล่าวกันมานั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของบริการ Cloud Computing เท่านั้น ซึ่งเป็นบริการที่เรียกว่า Cloud Storage

    “แล้วอย่างงี้ Cloud Computing ที่เราพูดถึงคืออะไรกันแน่ ?”

    Cloud Computing คือ บริการที่ให้เราใช้หรือเช่าใช้ระบบคอมพิวเตอร์หรือทรัพยากรด้านคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ โดยครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ต่าง ๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งเราสามารถเลือกกำลังการประมวลผล เลือกจำนวนทรัพยากร ได้ตามความต้องการในการใช้งาน พูดง่าย ๆ คือ ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้นนั่นเอง นอกจากนี้เรายังสามารถเข้าถึงข้อมูลบน Cloud จากที่ไหนก็ได้เรียกได้ว่าทั้งสะดวกสบายแถมยังประหยัดเวลาแบบสุด ๆ


    ประเภทของ คลาวด์คอมพิวติ้ง มีแบบไหนบ้าง 

    Cloud Computing คือ

    Private Cloud

    คือ การตั้งคลาวด์ส่วนตัว โดยแต่ละบริษัทหรือองค์กรจะลงทุนจัดตั้ง Hardware และ Software ที่ใช้เป็นพื้นฐานในการทำ Cloud Datacenter ขึ้นมาเป็นของตัวเอง เพื่อให้พนักงานในองค์กรใช้เท่านั้น

      ข้อมูลปลอดภัยเพราะจัดเก็บอยู่ภายใน Datacenter ของตัวเอง

    ไม่สามารถ Scale Out แบบกะทันหัน เมื่อเกิด Workload Peak Time ได้เหมือนกับ Public Cloud และมีค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องลงทุนซื้อ Hardware และ Software รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบเองทั้งหมด

    Public Cloud

    คือ คลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ โดยจะมีผู้ให้บริการระบบคลาวด์เป็นคนตั้งระบบ Hardware และ Software ขึ้นมา แล้วให้แต่ระบริษัทหรือองค์กรเข้าไปเช่าใช้บริการ อาจจะจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี

     ประหยัดเงินได้มากกว่า เพราะไม่ต้องลงทุนตั้ง Cloud Datacenter เป็นของตัวเอง

    อาจมีปัญหาด้าน IT Policy Audit ในบางบริษัท เพราะบางบริษัทห้ามเก็บข้อมูลไว้นอกองค์กร

    Hybrid Cloud

    คือ เป็นการเอาข้อดีของระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud มาใช้ร่วมกัน เช่น การนำ Private Cloud มาใช้สำหรับเก็บข้อมูลภายในองค์กร และใช้ Public Cloud มาใช้เพื่อการ Scale Out ในการประมวลผลในช่วงที่เกิด Workload Peak Time เป็นต้น

     เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการได้มากขึ้นและอุดข้อเสียของทั้ง 2 รูปแบบนั้นได้

    มีความยุ่งยาก เพราะรายละเอียดของ Cloud ทั้งสองแบบนั้นต่างกันมาก ต้องมีผู้เชี่ยวชาญปรับแต่งระบบให้ทำงานร่วมกันและทดสอบบ่อย ๆ เพื่อให้เกิดความเสถียร

    Multi Cloud

    คือ การใช้งานร่วมกันของ Cloud Provider ตั้งแต่ 2 ผู้ให้บริการขึ้นไป เพื่อลดความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ในการใช้งาน มีความแตกต่างจาก Hybrid Cloud ที่ใช้ร่วมกันระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud

    เลือกใช้ทรัพยากรและบริการเฉพาะจากผู้ให้บริการหลายรายเพื่อได้รับประโยชน์สูงสุดในการใช้งาน 

    ต้องมีผู้เชี่ยวชาญออกแบบและจัดทำ Solution ได้อย่างเหมาะสมกับการใช้งานขององค์การ ทั้งในด้านการดูแลและการทำงานของระบบ Cloud Platforms รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลและ Hypervisor ที่ต่างกัน


    บริการ ของคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Service Models) มีอะไรบ้าง

    Cloud Computing คือ 2

    Software as a Service (SaaS)

    คือ บริการที่ให้ใช้หรือเช่าใช้บริการ Software และ Application ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยประมวลผลบนระบบของผู้ให้บริการโดยที่เราไม่ต้องกังวลหรือหาคนมาดูแล Infrastructure และคนมาสร้าง Application ให้เรา เพราะทุกอย่างได้ถูกจัดเตรียมมาโดยผู้ให้บริการเรียบร้อยแล้ว

    ข้อดี คือ ไม่ต้องลงทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์เอง ซอฟต์แวร์จะถูกเรียกใช้งานผ่าน Cloud จากที่ไหนก็ได้

    ตัวอย่างที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด เช่น Google Docs ที่มาในรูปแบบการใช้ซอฟต์แวร์ผ่านเว็บบราวเซอร์ โดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ลงบนเครื่อง หรือ Web-based Email Service ต่าง ๆ เช่น Hotmail, Gmail, Facebook, Twitter ที่มีการเก็บโปรแกรมและข้อมูลต่าง ๆ ไว้ที่ Host แล้วให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ Application ต่าง ๆ ผ่านทางเว็บได้ ถือว่าเป็นบริการประเภทนี้อีกเช่นเดียวกัน

    Platform as a Service (PaaS)

    คือ การให้บริการด้าน Platform สำหรับผู้ใช้งาน เช่น นักพัฒนาระบบ หรือ Developer ที่ทำงานด้าน Software และ Application โดยผู้ให้บริการ Cloud จัดเตรียมทรัพยากรสำหรับการพัฒนาระบบที่จำเป็น เช่น Hardware, Software และ ชุดคำสั่ง เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถพัฒนาระบบได้อย่างสมบูรณ์แบบบนระบบ Cloud

    ข้อดี คือ สามารถช่วยลดต้นทุนและเวลาที่ใช้ในการพัฒนาซอฟท์แวร์ได้

    ตัวอย่างบริการทางด้านนี้ เช่น Google App Engine, Microsoft Azure ที่สามารถนำมาพัฒนาแอปพลิเคชันที่ให้บริการคนจำนวนมหาศาลได้ โดยใช้เวลาพัฒนาไม่นานด้วยทีมงานแค่ไม่กี่คน

    Infrastructure as a Service (IaaS)

    คือ บริการที่ครอบคลุมเฉพาะในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีได้แก่ ระบบเครือข่าย (Network), ระบบจัดเก็บข้อมูล (Database), ระบบประมวลผล (CPU) ไปจนถึงอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น Servers และ ระบบปฏิบัติการ (OS)ใ นรูปแบบระบบเสมือน (Virtualization) โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อ Hardware ที่มีราคาแพง

    ข้อดี คือ ไม่ต้องลงทุนซื้อเอง สามารถขยายได้ง่ายตามการเติบโตของบริษัทและมีความยืดหยุ่นสูง ลดความยุ่งยากในการดูแลระบบเอง แต่จำเป็นต้องมีผู้ดูแลระบบด้าน IT

    ตัวอย่างของบริการให้เช่ากำลังประมวลผล บริการให้เช่าเซิร์ฟเวอร์เสมือน เพื่อใช้ลงและรันแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่เราต้องการเช่น OpenLandscape Cloud, Google Compute Engine, Amazon Web Services, Microsoft Azure เป็นต้น

    สรุป

    จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้ว Cloud Computing ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่ไกลตัวและยังใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก หรือแม้กระทั้งโปรเจกต์เล็ก ๆ ของเราให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มศักยภาพทั้งในด้านของความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น และความปลอดภัย รวมไปถึงยังสามารถช่วยลดต้นทุนและประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากอีกด้วยเช่นกัน สำหรับใครที่อยากรู้ว่า ประโยชน์ ของ Cloud Computing มีอะไรบ้างเราขอแนะนำบทความ : Cloud computing ประโยชน์ ที่ให้ได้มากกว่าความประหยัด

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/