Category: Knowledge Base

  • 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง ที่น่าสนใจในปี 2023

    5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง ที่น่าสนใจในปี 2023

    คลาวด์คอมพิวติ้ง หรือ Cloud Computing เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดในอุตสาหกรรมไอที ถึงแม้คลาวด์คอมพิวติ้งจะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่จำนวนการใช้งานยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปีนี้ OpenLandscape จึงได้รวบรวมข้อมูล 5 เทรนด์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ คลาวด์คอมพิวติ้ง ในปี ค.ศ. 2023 มาให้คุณแล้วที่บทความนี้

    ภาพประกอบ 1 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    1. ขยับจาก Private Cloud สู่ Hybrid Cloud รองรับการเติบโตของธุรกิจ

    มีการคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2570 Hybrid Cloud อาจมีมูลค่าสูงถึง 260 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 70 % ขององค์กรทั่วโลกจะประสบความสำเร็จจากการใช้ Hybrid Cloud และจากผลสำรวจโดย Red Hat Global Customer Tech Outlook ระบุว่า 30% ขององค์กรที่สำรวจมีกลยุทธ์ในการใช้ Hybrid Cloud และ 45% ได้มีการนำคลาวด์แพลตฟอร์มตั้งแต่ 2 แพลตฟอร์มหรือมากกว่านั้นมาใช้งานร่วมกันตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019

    Hybrid Cloud คืออะไร? 

    Hybrid Cloud คือ การใช้งานร่วมกันระหว่าง Public Cloud และ Private Cloud ซึ่งเป็นการนำข้อดีของทั้ง 2 รูปแบบมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เช่น การนำ Private Cloud เก็บเฉพาะข้อมูลภายในองค์กร และใช้ Public Cloud เพื่อการ Scale Out ให้ระบบรองรับผู้ใช้งานได้มากขึ้น สำหรับการประมวลผลในช่วงที่เกิด Workload Peak Time เป็นต้น

    โดย Hybrid Cloud สามารถเชื่อมต่อ Public Cloud และ Private Cloud ด้วย VPN หรือ Private Link ที่สามารถจัดการได้ง่าย ซึ่งต่างจาก Multi Cloud ที่ผู้ดูแลระบบต้องจัดการเรื่องการใช้งานด้วย Console ควบคุมที่ต่างกัน

    Hybrid Cloud เหมาะสำหรับธุรกิจที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้วยการนำ Digital Transformation หรือเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางดิจิทัลเข้ามาใช้ในการวางรากฐานและดำเนินงานในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยบางองค์กรอาจใช้เพียง Private Cloud มาก่อนและขยายสู่ Public Cloud เพื่อนำมาปรับใช้กับทุกส่วนของธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ แต่รายละเอียดของ Cloud ทั้ง 2 แบบนั้นมีความต่างกันมาก ควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยปรับระบบให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น รวมถึงควรมีการทดสอบระบบบ่อย ๆ เพื่อให้เกิดความเสถียรในการใช้งาน 

    นอกจากนี้ Hybrid Cloud ยังรักษาความสามารถในการควบคุมระบบภายใน (Internal Control) โดย On-Premises หรือ Private Cloud ซึ่งเป็นระบบ IT Infrastructure ที่มีการติดตั้งใช้งานเองภายในองค์กร อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากการใช้ Public Cloud สำหรับการลดต้นทุน รองรับการเติบโตของธุรกิจได้ดีกว่า พร้อมทั้งยังเป็นลดความเสี่ยงในการดูแลรักษาความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงความยืดหยุ่นสูงในการจัดการและปรับขนาดได้ตามต้องการ 

    Public Cloud คืออะไร ?

    Public Cloud คือ คลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยมีผู้ให้บริการระบบคลาวด์เป็นผู้ตั้งระบบ Hardware และ Software เพื่อให้แต่ละองค์กรสามารถเช่าใช้บริการคลาวด์ โดยไม่ต้องลงทุนติดตั้ง Cloud Data Center ด้วยตนเอง ช่วยให้องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการดูแลและค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ทางเทคนิคอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงใช้งานง่ายและมีเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือตลอดการใช้บริการ 

    4 ประโยชน์ของการใช้ Public Cloud

    • ลดต้นทุนเรื่องค่าใช้จ่ายและช่วยประหยัดเงินได้มากขึ้น
    • ปรับเพิ่มหรือลดทรัพยากรได้ตามสะดวกตามแนวโน้มของธุรกิจ
    • ดูแลและจัดการระบบคลาวด์ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ
    • มีระบบ Backup เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

    4 เหตุผลที่คุณควรหันมาใช้ Hybrid Cloud จากการใช้ Private Cloud

    • รวมข้อดีของ Private Cloud และ Public Cloud มาพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
    • ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูง
    • รองรับการปรับเพิ่มขนาดทรัพยากรได้ตามที่ต้องการ
    • มีความยืดหยุ่นสูง

    ภาพประกอบ 2 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    2. เพิ่มโอกาสสู่ความสำเร็จด้วยการนำ Kubernetes และ Docker บน คลาวด์คอมพิวติ้ง

    การนำ Kubernetes และ Docker มาปรับใช้บนคลาวด์จะช่วยในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรข้อมูลขนาดใหญ่ให้เป็นเรื่องง่าย เพราะ Kubernetes และ Docker มีแพลตฟอร์มสำหรับย้ายซอฟต์แวร์ในรูปแบบของแพ็กเกจ (Package) ที่เรียกว่าคอนเทนเนอร์ (Containers) ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการทำงานได้มากยิ่งขึ้น !

    Kubernetes คืออะไร ? 

    Kubernetes หรือ K8s เป็น Open Source ที่ช่วยจัดการคอนเทนเนอร์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง สามารถจัดสรรทรัพยากรได้แบบอัตโนมัติ อีกทั้งยังช่วยให้แอปพลิเคชัน (Application) ที่ทำงานบนคอนเทนเนอร์สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องด้วยระบบ Auto Self-Healing

    Docker คืออะไร ?

    Docker คือ Software Container ที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมเฉพาะ เพื่อทำให้ซอฟต์แวร์สามารถทำงานได้ โดยไม่ไปรบกวนซอฟต์แวร์อื่น ๆ ในระบบปฏิบัติการเดียวกัน และยังสามารถจัดการและติดตั้งคอนเทนเนอร์บนคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์เครื่องอื่น ๆ และบนคลาวด์ได้เลยทันที โดยที่โปรแกรมยังทำงานได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาอะไรมารบกวน 

    5 ประโยชน์การนำ Kubernetes และ Docker มาปรับใช้บนคลาวด์มีอะไรบ้าง ?

    • มีประสิทธิภาพสูง
    • รองรับการเพิ่มทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่นสูง
    • การปรับใช้ระบบอัตโนมัติบนคลาวด์
    • การแบ่งปันทรัพยากรที่ยืดหยุ่น
    • การปรับใช้ที่รวดเร็วและมีต้นทุนต่ำ

    Docker เวอร์ชันล่าสุดมาพร้อมกับ Kubernetes ในตัว ทำให้สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติและจัดการแอปพลิเคชันทั้งหมดในคอนเทนเนอร์ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์ม Docker ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยให้ธุรกิจของคุณทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น ดังนี้

    • Docker เพิ่มความสะดวกในการปรับขนาดและใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ส่วน Kubernetes ให้ความยืดหยุ่นและควบคุมการใช้งานทั้งหมดได้ง่ายมากขึ้น
    • Docker ทำงานบน Single Server และ Kubernetes ถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการ Server Clusters หรือ การนำคอมพิวเตอร์ Server หลาย ๆ เครื่องมาเชื่อมโยงกันและให้ทำงานพร้อมกันโดยไม่มีปัญหา ซึ่งวิธีนี้ช่วยปรับปรุง Server ได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงาน  
    • Docker สามารถใช้งานในรูปแบบ Client-Server และรองรับรูปแบบ Image ของตนเอง ส่วน Kubernetes ใช้ประโยชน์จากรูปแบบ Master-Slave และรองรับ Image หลายรูปแบบ 
    • Docker สามารถดำเนินการอินสแตนซ์เดียว (Single Instance) ของโปรแกรมสำเร็จ (Application Package) ส่วน Kubernetes สามารถทำงานได้หลายอินสแตนซ์ (Multiple Instances) ของโปรแกรมสำเร็จ
    • Docker สามารถทำงานร่วมกับการปรับใช้อัตโนมัติ (Auto-Deploy) และเรียกใช้แอปพลิเคชันภายในคอนเทนเนอร์ได้ ส่วน Kubernetes จะปรับใช้อัตโนมัติขณะที่จัดการแอปพลิเคชันคอนเทนเนอร์ทั้งหมดที่ข้าม Nodes
    • Docker สามารถบรรจุโปรแกรมสำเร็จทั้งหมดเป็นคอนเทนเนอร์ได้ง่ายและสะดวกต่อการเคลื่อนย้าย รวมถึงได้รับการช่วยเหลือจาก Kubernetes ในการปรับใช้แบบอัตโนมัติและการปรับขนาดได้ตามต้องการ
    • Docker มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ (Operating System) ในการควบคุมการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ส่วน Kubernetes เป็นระบบการปรับใช้รูปแบบ Parallel Deployment System ที่มีความสามารถในการจัดการคอนเทนเนอร์หลายตัวในเครื่องจำนวนมาก ให้ทำงานพร้อมกันได้อย่างต่อเนื่องและเต็มประสิทธิภาพ 

    ภาพประกอบ 3 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    3. ก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยการประมวลผล AI และ ML บน คลาวด์คอมพิวติ้ง

    เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) และ ML (Machine Learning) เป็นอีกเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงที่สุดในยุคนี้ รวมถึงเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งที่มีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นในปี ค.ศ. 2023 เทรนด์ที่น่าจับตามองมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการรวมเทคโนโลยี AI และ ML มาใช้บน Cloud Computing 

    ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยกย่อง AI และ ML เป็นเทคโนโลยีสําคัญ ในการช่วยพัฒนาให้องค์กรก้าวหน้าไปสู่ความสำเร็จในอนาคต แต่ทั้งนี้การรับส่งข้อมูลของ AI ในรูปแบบเดิม ๆ อาจใช้ Bandwidth ค่อนข้างสูง ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่มีทรัพยากรที่พร้อมรองรับ AI และ ML ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้คลาวด์คอมพิวติ้งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาการประมวลผลข้อมูล เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) การเรียนรู้ข้อมูลของ Machine ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้การรวม AI และ ML เข้ากับคลาวด์คอมพิวติ้งจึงมีความสำคัญมาก อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประโยชน์ที่สำคัญของการรวม AI และ ML มาทํางานบนแพลตฟอร์มคลาวด์นั่นเอง 

    AI คืออะไร ? 

    AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เป็นเครื่องจักร (Machine) ที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจและเรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ เช่น การรับรู้, การเรียนรู้, การให้เหตุผล และการแก้ปัญหาต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งการเติบโตของธุรกิจ AI ต้องอาศัยความก้าวหน้าของ Chip, CPU (Central Processing Unit) และการพัฒนาอัลกอริทึม (Algorithm) รวมถึงกระบวนการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่พบเจอระหว่างการพัฒนา AI

    นอกจากนี้เทคโนโลยี AI เช่น Deep Learning, Natural Language Processing และอื่น ๆ ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมมากมาย เช่น ด้านการแพทย์ ที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยและการดูแลสุขภาพ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษาที่มากขึ้น หรือทางด้านธุรกิจ ที่ใช้ในการวางแผนเรื่องการขายสินค้า เพื่อเพิ่มรายได้และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ เป็นต้น นอกจากนี้การใช้ AI และ Data Analytics ร่วมกันจะยิ่งช่วยเพิ่มระดับการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics) และการวิเคราะห์เชิงให้คำแนะนำ (Prescriptive Analytics) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

    ML คืออะไร ?

    ML (Machine Learning) เป็นการสอนให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยใช้ข้อมูลหรือการสอนอัลกอริทึม (Algorithm) ให้เรียนรู้, ทำความเข้าใจ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเองจากข้อมูลที่ป้อนให้

    โดยการเรียนรู้ของ Machine มี 3 รูปแบบ คือ 

    • Supervised Learning หรือ การเรียนรู้โดยมี Data สอน ซึ่งสามารถเรียนรู้และทำนายผลลัพธ์จากการสอนของผู้ให้ข้อมูล (Data Scientist) 
    • Unsupervised Learning หรือ การเรียนรู้โดยไม่มี Data สอน เป็นการเรียนรู้และทำนายผลลัพธ์ ผ่านการจำแนกและสร้างรูปแบบจากข้อมูลที่เคยได้รับและนำมาเรียนรู้เอง ซึ่งหาก Machine สามารถทำนายผลลัพธ์จากชุดข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก จะยิ่งเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ได้มากยิ่งขึ้น
    • Reinforcement Learning หรือ เรียนรู้ตามสภาพแวดล้อม เป็นแนวทางการเรียนรู้ของ AI ซึ่งมีลักษณะที่เหมือนการเรียนรู้ของมนุษย์ หรือการเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก เพื่อค้นหาแนวทางการรับมือปัญหาให้ดีที่สุด ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ธุรกิจ AI & Cloud Computing จะมีมูลค่าสูงถึง 13.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2026 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 20.3% ระหว่างปี ค.ศ. 2021 – 2026 ซึ่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างสูงจาก 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 2020 โดยองค์กรสามารถใช้ AI และ ML ร่วมกับคลาวด์คอมพิวติ้งในแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น การจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Management), การให้บริการงานธุรการทั่วไปหรืองานด้านเทคนิค รวมไปถึงงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ แบบมืออาชีพให้แก่ลูกค้า (Virtual Assistants), บริการ Reality-as-a-service และ ความปลอดภัยของแอปพลิเคชันบนคลาวด์ (Cloud-based Security for Applications) เป็นต้น


    ภาพประกอบ 4 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    4. ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลบนคลาวด์

    การย้ายข้อมูลไปยังระบบคลาวด์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความสะดวกในการใช้งาน และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล แต่บริษัทและองค์กรอาจต้องเผชิญกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ ๆ อยู่เสมอ ส่งผลให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นองค์กรต่างๆ จำเป็นต้องสร้างความปลอดภัยของข้อมูลบนคลาวด์คอมพิวติ้งให้ถูกต้องและมีความปลอดภัยมากที่สุด

    ดังนั้น การเพิ่มวิธีการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจจึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น แต่เนื่องจากหลายองค์กรอาจต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย จึงหันมามองหาการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ประหยัดต้นทุนมากที่สุด แต่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด เช่น การใช้ AI และเทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับภัยคุกคามได้ก่อนเกิดปัญหา รวมไปถึงการใช้บริการ Security as a Service (SECaaS) หรือ บริการสำหรับการจัดการความปลอดภัยที่มีเพิ่มมากขึ้น ในปี ค.ศ. 2023 เช่น

    • Web Application Firewall (WAF) คือ บริการเพิ่มเกราะป้องกันให้ธุรกิจอย่างที่เหนือกว่าการใช้ Firewall โดยสามารถตรวจจับทุกกิจกรรมการใช้งานและป้องกันภัยคุกคามและไม่ทำให้การใช้งานระบบช้าลง
    • Log คือ บริการจัดเก็บ Log ตามการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ช่วยให้องค์กรสามารถจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในระบบเครือข่าย โดยไม่ต้องลงทุนจัดซื้อระบบเพื่อจัดเก็บ Log File
    • Vulnerability Assesement (VA) คือ บริการตรวจสอบและค้นหาช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยของระบบ เพื่อทำการแก้ไขก่อนเกิดความเสียหายร้ายแรงจากผู้ไม่ประสงค์ดี
    • Security Operations Center (SOC) คือ บริการเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยขององค์กร ตรวจสอบการเข้าถึงเครือข่ายและระบบสารสนเทศต่าง ๆ ได้ตลอด 24*7
    • Penetration Test Black-Box/Grey-Box คือ บริการทดสอบการเจาะระบบ เพื่อค้นหาจุดอ่อนและประเมินความเสี่ยงในการเข้าถึงระบบต่าง ๆ ภายในองค์กรได้อย่างตรงจุด เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยให้มากขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ

    ภาพประกอบ 5 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    5. Cloud Gaming คลาวด์สำหรับสายเกมที่กำลังมาแรง  !

    Cloud Gaming เป็นการเล่นเกมผ่าน Remote Server บน Cloud Server ซึ่งผู้เล่นสามารถสตรีม (Streams) เกมบนอุปกรณ์ของตนเอง ผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องดาวน์โหลดเกมลงในอุปกรณ์ให้เปลืองพื้นที่ ต่างจากในรูปแบบเดิมที่เป็นการเล่นเกมบนอุปกรณ์สำหรับเกมนั้นโดยเฉพาะ เช่น PC, Console และ Mobile เป็นต้น 

    โดยผลสำรวจจาก Exploding Topics เว็บไซต์รวมผลสรุปการค้นหาระบุว่า “Cloud Gaming” มีการค้นหาเพิ่มขึ้นถึง 1800% ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018 – 2023 และผลสำรวจ Global Cloud Gaming จากเว็บไซต์ NEWZOO ผู้ให้ข้อมูลและการวิจัยผู้เล่นและการคาดการณ์ธุรกิจเกม ระบุว่าในปี ค.ศ. 2021 มีจำนวนผู้ใช้ประมาณ 21.7 ล้านคนที่ชำระเงินสำหรับการเล่นเกมบนคลาวด์ รวมเป็นมูลค่าประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี ค.ศ. 2024 รายได้ต่อปีของ Cloud Gaming คาดการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า รวมเป็นมูลค่าถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจำนวนผู้ใช้ที่ชำระเงินคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 58.6 ล้านคน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของธุรกิจ Cloud Gaming โดยเหตุผลสำคัญมาจากการขาดแคลน Chip ที่มีประสิทธิภาพรองรับกับคุณภาพเกมที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิต Console สำหรับการเล่นเกมรูปแบบเดิมเป็นอย่างมาก ทำให้การเล่นเกมโดยไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์เฉพาะ (Hardware) จึงเกิดขึ้นมาในรูปแบบการเล่นเกมบนคลาวด์ ที่สามารถเล่นบนอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น สมาร์ตทีวี (Smart TVs), กล่องรับสัญญาณทีวี (TV Set-Top Boxes) และแท็บเล็ต (Tablets) เป็นต้น 

    เมื่อความต้องการจากผู้ใช้ Cloud Gaming มีมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการช่วยเร่งให้ใช้เทคโนโลยีนี้มากขึ้นไปอีกในอนาคต และในงาน Consumer Electronics Show (CES) ในปี ค.ศ. 2022 หรืองานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภค ซึ่งรวมบริษัทชื่อดังเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกมากมายมาแสดงนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยภายในงานมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการที่รองรับการเล่นเกมบนคลาวด์ เช่น Samsung และ LG ประกาศรองรับ Google Stadia แพลตฟอร์มเกมบนคลาวด์ของ Google ที่สามารถเล่นบนสมาร์ตทีวีได้ เป็นต้น


    คุณพร้อมนำ 5 เทรนด์คลาวด์คอมพิวติ้งในปี 2023 ไปใช้กับธุรกิจของคุณแล้วหรือยัง ?

    การให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งมีหลายรูปแบบ รวมถึงมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาธุรกิจขององค์กร ควรเลือกรูปแบบคลาวด์ที่ตรงตามต้องการและมีความเหมาะสมกับธุรกิจ เพื่อการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและมีความมั่นคงในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://explodingtopics.com/blog/cloud-computing-trends

    https://explodingtopics.com/topic/cloud-gaming-1

    https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2022/10/17/the-top-5-cloud-computing-trends-in-2023

    https://www.itpro.co.uk/hybrid-cloud/29668/what-is-hybrid-cloud

    https://medium.com

    https://www.mindphp.com/

    https://www.salika.co/2019

    https://suyati.com/blog/watch-out-for-these-5-cloud-computing-trends-in-2023/

    https://techsauce.co/tech-and-biz/ai-machine-learning-deep-learning-differences

    https://www.thaiprogrammer.org/2018

    https://www.turing.com

  • MySQL คือ อะไร ? โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล Open Source ยอดนิยม !

    MySQL คือ อะไร ? โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล Open Source ยอดนิยม !

    MySQL คือ อะไร ? 

    MySQL คือ ระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ Database Management System (DBMS) แบบข้อมูลเชิงสัมพันธ์ หรือ Relational Database Management System (RDBMS) ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลที่จัดเก็บรวบรวมข้อมูลในรูปแบบตาราง โดยมีการแบ่งข้อมูลออกเป็นแถว (Row) และในแต่ละแถวแบ่งออกเป็นคอลัมน์ (Column) เพื่อเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลในตารางกับข้อมูลในคอลัมน์ที่กำหนด แทนการเก็บข้อมูลที่แยกออกจากกัน โดยไม่มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งประกอบด้วยข้อมูล (Attribute) ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน (Relation) โดยใช้ RDBMS Tools สำหรับการควบคุมและจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น ทำให้นำไปประยุกต์ใช้งานได้ง่าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูล ที่จัดแบ่งกลุ่มข้อมูลแต่ละประเภทได้ตามต้องการ จึงทำให้ MySQL เป็นโปรแกรมระบบจัดฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมสูง

    MySQL เป็น Open Source ที่ถูกพัฒนาขึ้นจาก MySQL AB ในประเทศสวีเดน โดยชาวสวีเดน 2 คน คือ David Axmark และ Allan Larsson ร่วมกับชาวฟินแลนด์ Michael Monty Widenius ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 2008 ถูกซื้อกิจการโดย Sun Microsystems และภายหลัง Oracle Corporation ได้เข้าซื้อกิจการในปี ค.ศ. 2010 

    MySQL มีหน้าที่จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ รองรับคำสั่งภาษา Structured Query Language หรือ SQL เพื่อจัดการกับฐานข้อมูลโดยเฉพาะ เป็นภาษามาตรฐานบนระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์และเป็นระบบเปิด (Open System) ที่มีโครงสร้างของภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และนิยมใช้งานร่วมกับภาษาโปรแกรม PHP รวมถึงภาษาอื่น ๆ ที่สามารถทำงานร่วมกันกับฐานข้อมูล MySQL ได้หลากหลาย เช่น C, C++, Python, Java เป็นต้น อีกทั้ง MySQL ยังได้รับการออกแบบและปรับให้มีความเหมาะสมสำหรับการพัฒนา Website และ Web Application ทำให้สามารถรองรับการทำงานได้ทุกแพลตฟอร์ม รวมถึงการอนุญาตให้ผู้ใช้งานหลายคนสามารถใช้งานพร้อมกันได้ (Multi-user) นอกจากนั้นยังสามารถจัดการและสร้างฐานข้อมูลจำนวนมากรวมถึงประมวลผลหลาย ๆ งานได้พร้อมกัน (Multi-threaded) อย่างสมบูรณ์ จึงทำให้ MySQL เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Commerce (E-Commerce) และเหมาะสำหรับการนำไปใช้งานสร้างเว็บไซต์ทั่วไป เพราะมีความแม่นยำ ครบครัน ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความน่าเชื่อถือสูง และยังมีโปรแกรมเสริมช่วยจัดฐานข้อมูลที่ใช้งานง่าย เช่น Mysql Admin, phpMyAdmin เป็นต้น 


    MySQL ใช้ทำงานอะไรบ้าง ?

    MySQL มีให้เลือกใช้งาน 2 รุ่น ได้แก่ MySQL Community Edition ที่เป็นเวอร์ชันฟรี ซึ่งเป็น Open Source และ MySQL Enterprise Edition ที่มีคุณสมบัติมากกว่าและการสนับสนุนด้านเทคนิคที่ครอบคลุม รวมถึงยังได้รับอนุญาตให้ใช้ในเชิงพาณิชย์ โดย MySQL เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่และ Web Application เนื่องจากสามารถรองรับการรับส่งข้อมูลในระดับสูง รวมถึงยังมีคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น กระบวนการจัดเก็บข้อมูล (Store Procedure), กระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติ (Database Trigger), มุมมองฐานข้อมูล (Database View) และภาพรวมระบบฐานข้อมูล (Database Schema) เป็นต้น

    โดย MySQL ถูกนำไปใช้ในองค์กรหรือกลุ่มธุรกิจชั้นนำต่าง ๆ มากมาย เพราะสามารถปรับใช้ให้เข้ากับความต้องการของแต่ละองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น 

    ▪ การจัดเก็บข้อมูลสำหรับ Website

    ▪ การจัดเก็บข้อมูลสำหรับ Mobile Application

    ▪ การจัดเก็บข้อมูลสำหรับ Application สำหรับองค์กร

    ▪ การจัดเก็บข้อมูลทางการแพทย์

    ▪ การจัดเก็บข้อมูลทางการเงิน

    ▪ การจัดเก็บและสร้างฐานข้อมูลของลูกค้า


    9 เหตุผลทำไมต้องใช้ MySQL ?

    ภาพประกอบ MySQL คือ

    มี Version Open Source ใช้งานได้ฟรี ! และมีการอัปเดตข้อมูลให้ทันสมัย รวมถึงพัฒนา Feature ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องและแก้ Bug อยู่เสมอ

    การป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลที่แข็งแกร่ง สามารถกําหนดสิทธิและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่มีความรัดกุมด้วยรหัสผ่านที่มีความปลอดภัยสูง 

    ▪ ขยายพื้นที่การใช้งานได้มากขึ้น ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลและจัดสรรทรัพยากรได้ง่ายและเป็นระเบียบมากขึ้น เพราะ MySQL ใช้ทรัพยากรระบบเพียงเล็กน้อยสำหรับการทำงาน

    ▪ มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับขนาดได้ตามต้องการ รวมถึงจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ได้ง่ายและเพิ่มเครื่องมือจัดเก็บข้อมูลอื่น ๆ ได้โดยไม่ลดประสิทธิภาพของการทำงาน

    ▪ มีความสามารถในการสร้างและแก้ไขมุมมองเพื่อใช้งานได้ง่ายขึ้น รวมถึงคุณสมบัติอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น การจำลองแบบ, แบบสอบถามย่อย และกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติ (Triggers) เป็นต้น ซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะของ MySQL ที่ไม่พบใน Database Management System อื่น ๆ เป็นส่วนใหญ่

    เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฐานข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นโปรแกรมจัดระบบฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูง มีความเสถียรและปลอดภัยในการใช้งาน อีกทั้งยังได้รับการยอมรับจากนักพัฒนารวมถึงมีธุรกิจชั้นนำมากมายที่ใช้โปรแกรมนี้

    ▪ รองรับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ได้ถึง 50 ล้าน Records ! สามารถรองรับฐานข้อมูลจำนวนมหาศาล โดยมีสถิติผู้ใช้ MySQL Server ซึ่งมีข้อมูลถึง 200,000 ตารางประมาณ 500,000,000 แถว 

    ▪ รองรับ Index ได้สูงสุด 64 รายการต่อตาราง โดย Index แต่ละตัวสามารถประกอบด้วย 1 ถึง 16 คอลัมน์หรือคอลัมน์บางส่วน และ Index สามารถใช้คำนำหน้าคอลัมน์ของประเภทคอลัมน์ CHAR, VARCHAR, BLOB หรือ TEXT ได้อีกด้วย

    ▪ ให้บริการลูกค้าตลอด 24/365 ทีมสนับสนุนของ MySQL พร้อมให้การดูแลผู้ใช้บริการผ่านช่องทางอีเมลหรือการสนทนาออนไลน์ (Chat Online) อีกทั้งยังมีการแบ่งปันข้อมูลความรู้ที่ครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ รวมถึงข้อผิดพลาดเฉพาะที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการติดตั้ง โดยดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ https://www.mysql.com


    คุณพร้อมใช้งาน MySQL แล้วหรือยัง ?

    MySQL เป็น Open Source ที่เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการนำไปสร้างเว็บไซต์ทั่วไปจนถึงระดับการพัฒนา E-Commerce เนื่องจากสามารถใช้งานได้ง่าย มีความยืดยุ่นสูง เป็นตัวจัดการ Database Management System ที่ทำให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและจัดสรรประเภทของข้อมูลได้ตามความต้องการ

    ผู้ที่สนใจใช้บริการ MySQL สามารถติดตั้งพร้อมใช้งานได้ฟรีบน OpenLandscape Cloud ที่ https://gate.openlandscape.cloud


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.geeksforgeeks.org/what-is-lemp-stack/

    https://www.mindphp.com/

    https://dev.mysql.com/doc/refman/8.0/en/features.html

    https://www.websiterating.com/th/web-hosting/glossary/what-is-mysql

  • phpMyAdmin คือ อะไร ? Database Management System ยอดนิยม !

    phpMyAdmin คือ อะไร ? Database Management System ยอดนิยม !

    phpMyAdmin คือ อะไร ?

    phpMyAdmin คือ โปรแกรมประเภท MySQL Client ที่ใช้ในการบริหารจัดการฐานข้อมูล (Database) MySQL ผ่าน Browser ได้โดยตรง อีกทั้งยังสามารถสร้างฐานข้อมูลใหม่หรือทำการสร้าง Table ใหม่ และมี Function ที่ใช้สำหรับการทดสอบการ Query ข้อมูลด้วยภาษา Structured Query Language หรือ SQL ซึ่งเป็นภาษาสำหรับจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลในฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ โดยสามารถใช้คำสั่งในการจัดเก็บ, ปรับปรุง, ลบและค้นหา รวมถึงดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลแล้วยังสามารถใช้ภาษา SQL ในการรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฐานข้อมูลได้อีกด้วย

    นอกจากนี้ phpMyAdmin ยังสามารถ Insert, Delete และ Update หรือใช้คำสั่งต่าง ๆ เหมือนการใช้ภาษา SQL ในการสร้างตารางข้อมูล โดยโปรแกรมนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย Tobias Retschiller และเป็น Open Source ที่ถูกพัฒนาด้วยภาษา PHP ทั้งหมด อีกทั้ง phpMyAdmin มีให้บริการมากกว่า 50 ภาษาและสามารถใช้ได้บนระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย เช่น Windows, Mac OS X, Linux และ Unix รวมถึงยังใช้งานได้กับ Web Browser ยอดนิยม เช่น Firefox, Chrome และ Safari เป็นต้น 


    12 คุณสมบัติพิเศษของ phpMyAdmin ? 

    1. สามารถทำการสร้างและลบ Database ได้

    2. สร้างและจัดการ Table เช่น แทรก Record, ลบ Record, แก้ไข Record, ลบ Table, แก้ไข Field เป็นต้น

    3. อัปโหลด Text File เข้าไปเก็บเป็นข้อมูลในตารางได้

    4. หาผลสรุป (Query) ด้วยคำสั่ง SQL, คำสั่งแบบกลุ่ม, กระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติ, กระบวนงานที่เก็บไว้, ฟังก์ชันเพื่อแสดงผลลัพธ์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

    5. จัดการสิทธิ์ระดับผู้ใช้ทั้งหมดได้ ช่วยเพิ่มความปลอดภัย

    6. ส่งออกข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น CSV, XML, PDF, Word, Spreadsheet, Excel เป็นต้น

    7. รองรับการสืบค้นที่ซับซ้อนและการบุ๊กมาร์กของแบบสอบถาม SQL ซึ่งเป็นคำสั่งที่ถูกต้องของระบบการจัดการฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์สร้างคำสั่ง SQL โดยใช้องค์ประกอบภาษา SQL ที่แตกต่างกัน โดยองค์ประกอบภาษา SQL เป็นส่วนประกอบ เช่น ตัวระบุ, ตัวแปร และเงื่อนไขการค้นหาที่สร้างคำสั่ง SQL ที่ถูกต้อง

    8. สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ซ่อมแซม เปลี่ยนตารางและมุมมองได้

    9. รองรับ InnoDB คีย์ต่างประเทศ (Foreign Key) หรือฐานข้อมูลที่ทำงานแบบ Transaction ซึ่งเป็นการทำงานที่ห้ามพบข้อผิดพลาด และ MySQLi (MySQL Improve) เป็นการพัฒนาจากฐานข้อมูล MySQL ซึ่งเป็นเวอร์ชันใหม่ที่มีคุณสมบัติต่าง ๆ รวมถึงมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น 

    10. สามารถให้เค้าโครงกราฟิก PDF ของฐานข้อมูล

    11. มีความยืดหยุ่นสูงกับระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน

    12. สามารถควบคุม Server จำนวนมากพร้อมกันได้


    ใช้งาน phpMyAdmin อย่างไร ? 

    ในการติดตั้งซอฟต์แวร์ phpMyAdmin ควรมีรายการต่อไปนี้

    Server : ผู้ใช้จำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มรองรับระบบปฏิบัติการเช่น Windows หรือ Linux เป็นต้น

    Web Browser : ผู้ใช้ต้องมี Interface ของ Web Browser เพื่อเรียกใช้เครื่องมือ

    ภาษาสคริปต์ PHP : ผู้ใช้ต้องมีภาษาฝั่ง Server

    Apache Web Server : ผู้ใช้ต้องมี Web Server เพื่อจัดเก็บไฟล์ phpMyAdmin

    ฐานข้อมูล MySQL หรือ MariaDB : ผู้ใช้ต้องมีฐานข้อมูลเพื่อจัดการข้อมูล Application

    หมายเหตุ : เพื่อการติดตั้งและรวมแพ็กเกจที่ครบครันแนะนำให้ติดตั้งแพ็กเกจ XAMPP โปรแกรม Apache Web Server สำหรับจำลอง Web Server เพื่อทดสอบสคริปต์หรือเว็บไซต์ โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และ MAMP โปรแกรมจำลอง Server ภายในซึ่งสามารถติดตั้งบนระบบ MacOS และ Windows ได้ โดย MAMP สามารถจัดหาเครื่องมือทั้งหมดที่ต้องการเพื่อใช้งาน WordPress บน Desktop PC สำหรับการทดสอบหรือสำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ ซึ่งทั้ง 2 โปรแกรมไม่เสียค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการรับเครื่องมือ phpMyAdmin


    7 ประโยชน์จากการใช้งาน phpMyAdmin

    ภาพประกอบ 1 phpMyAdmin คือ

    1. มี UI ที่ใช้งานง่าย สามารถทำการติดตั้งและใช้งาน รวมถึงตั้งค่าเครื่องมือที่เข้าใจง่าย

    2. เพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยเครื่องมือ GUI สำหรับนักพัฒนาและผู้ใช้งานทั่วไปสามารถใช้งานได้ง่าย

    3. สามารถใช้งานได้ทุก OS ทั้ง Windows, Linux และ Unix 

    4. สำรองข้อมูล MySQL ได้อัตโนมัติ ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานและป้องกันข้อมูลหาย

    5. จัดการหลาย Database ได้พร้อมกัน โดยสามารถบริหารจัดการฐานข้อมูลจำนวนมากจากหลายฐานข้อมูล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

    6. มีความปลอดภัยด้วยรหัสเข้าใช้งาน ซึ่งช่วยดูแลรักษาข้อมูลให้มีประสิทธิภาพสูงแก่ผู้ใช้งาน7. มีหลากหลายภาษาให้เลือกใช้งาน เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่ได้รับความนิยมจากชุมชนนักพัฒนาทั่วโลก จึงมีการพัฒนาโปรแกรมให้มีหลายภาษา เพื่อสะดวกสำหรับการใช้งานของนักพัฒนาทั่วโลก


    คุณพร้อมใช้งาน phpMyAdmin แล้วหรือยัง ?

    phpMyAdmin เป็น Open Source ยอดนิยมที่ให้บริการฟรี สำหรับการดูแลจัดการข้อมูล MySQL ที่น่าเชื่อถือและใช้งานง่าย เหมาะสำหรับแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมบนเว็บไซต์ โดยคุณสามารถติดตั้ง phpMyAdmin และใช้งานฟรีบน OpenLandscape Cloud ได้ง่าย ๆ ที่ https://gate.openlandscape.cloud


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.mindphp.com/

    https://zixzax.net/database/what-is-phpmyadmin/

    https://zixzax.net/web-server/mamp

    https://www.mindphp.com/developer

    https://aws.amazon.com/th/what-is/sql/

  • LEMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนา Web Application ยอดนิยม !

    LEMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนา Web Application ยอดนิยม !

    LEMP คือ อะไร ?

    LEMP Stack หรือ LEMP คือ อักษรย่อของชุดซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application ที่เป็น Open Source และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีลักษณะเป็นแบบ Modular ทำให้สามารถเลือกใช้หรือถอดเปลี่ยนส่วนประกอบต่าง ๆ ได้สะดวกตามที่ต้องการ โดย LEMP มีความคล้ายกับ LAMP แต่แตกต่างกันที่ Web Server ที่ใช้ไม่เหมือนกัน เนื่องจาก LEMP ใช้ Nginx หรือ Engine-X ส่วน LAMP ใช้ Apache


    LEMP ย่อมาจากอะไรบ้าง ?

    ภาพประกอบ 1 LEMP คือ อะไร ?

    ที่มาของตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้ง 4 ตัวของ LEMP ย่อมาจาก Linux, Nginx, MySQL และ PHP, Perl หรือ Python ซึ่งแต่ละ Software ทำหน้าที่อะไรบ้าง OpenLandscape Cloud ได้สรุปข้อมูลมาให้เรียบร้อยแล้ว

    ทำไมต้อง LEMP แทน LNMP ?

    สาเหตุที่เป็น LEMP เนื่องจากการออกเสียงของ Nginx หรือ Engine-X คือ En-Juhn-Ecks ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้เสียงของตัวอักษรคำอ่านตัวแรก คือ E มากกว่าการใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกที่เขียนด้วยตัว N นอกจากนี้ LEMP ยังออกเสียงได้เข้าใจง่ายมากกว่าและไม่เหมือนการอ่านออกเสียงแบบเรียงตัวอักษร

    L ย่อมาจาก Linux 

    Linux เป็นระบบปฏิบัติการ (OS) ที่มีบทบาทสำคัญเหมือนระบบปฏิบัติการ Unix ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบเปิด (Open System) ถูกพัฒนาใน Bell Laboratories ของบริษัท AT&T โดย Unix ถูกออกแบบให้เป็น Multiusers หรือ ผู้ใช้งานสามารถใช้งานร่วมกันได้หลายคนในเวลาเดียวกัน และ Multitasking หรือ สามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกันได้ 

    Linux ยังเป็น Open source ที่นักพัฒนาสามารถนำไปใช้งาน เผยแพร่ แก้ไขหรือดัดแปลงได้อย่างอิสระโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมหรือค่า License ทำให้ Linux ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังรองรับการใช้งานในระยะเวลานานได้ดี รวมถึงมีความปลอดภัยจากไวรัส  

    นอกจากนี้ Linux สามารถติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีทรัพยากรน้อย แต่ยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังทำงานได้หลากหลายและเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เนื่องจากถ้าไม่มีระบบปฏิบัติการก็ไม่สามารถดำเนินขั้นตอนต่อไปได้ โดย Linux นิยมนำมาทำ Server จำนวนมาก เช่น CentOS, RedHat, Ubuntu เป็นต้น 

    ทำไมต้องใช้ Linux ?

    • มีความปลอดภัยสูง
    • มีความเสถียรสูง
    • ใช้งานได้ฟรี และเป็น Open Source
    • ได้รับการสนับสนุนจาก Community ของนักพัฒนาที่แข็งแกร่ง
    • มีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งและใช้งาน

    E ย่อมาจาก Nginx หรือ Engine-X

    Nginx หรือ Engine-X เป็น Open Source สำหรับพัฒนา Web Server แบบ Reverse Proxy หรือการรอรับ Request จาก Internet แล้วทำการ Forward ข้อมูลเข้าสู่ Network เพื่อให้ระบบภายนอกไม่สามารถ Connect เข้ามายังระบบภายในโดยตรง จึงทำให้สามารถป้องกันการโจมตีจากภายนอกได้  

    Nginx ถูกพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 2004 โดย Igor Sysoev วิศวกร Software ชาวรัสเซีย ในช่วงเริ่มต้น Nginx ถูกใช้งานเฉพาะแค่ภายในประเทศรัสเซียเท่านั้น ต่อมาจึงมีการทำคู่มือภาษาอังกฤษและเริ่มแพร่หลายการใช้งานมากขึ้นไปทั่วโลก

    นอกจากนี้ Nginx ยังช่วยในการ Load Balance ของการอัปโหลด ดาวน์โหลด หรือใช้ในการ Streaming, การดูวิดีโอ, การฟังเพลง และสื่อต่าง ๆ ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยให้มีพื้นที่รองรับจำนวนผู้ใช้งานได้มากกว่าและสามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลายกว่า Apache อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงมีความเสถียรสูง ใช้งานทรัพยากร RAM และ CPU ในระบบน้อย ทำให้สามารถเรียกการทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรองรับทั้งระบบ Linux และ Windows 

    ทำไมต้องใช้ Nginx ?

    • การติดตั้งและการกำหนดค่าใช้งานง่าย
    • รองรับการปรับสมดุล Load Balancing
    • สามารถจัดการการเชื่อมต่อพร้อมกันได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับ Apache
    • ประมวลผล Static Files ได้รวดเร็วมากขึ้น
    • สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่ใช้กันทั่วไปได้โดยไม่มีปัญหา
    • รองรับมาตรฐานในด้านความปลอดภัย HTTP/2
    • รับรองการทำงาน HTTP
    • รองรับผู้ใช้งานได้มากขึ้นด้วยการทำงานแบบ Asynchronous สามารถทำงานให้เสร็จได้ทันที โดยไม่ต้องรอทำงานให้เสร็จตามลำดับ 

    M ย่อมาจาก MySQL

    MySQL เป็นระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ Database Management System (DBMS) แบบข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Management System) ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบตาราง แบ่งเป็นแถว และในแต่ละแถวแบ่งออกเป็นคอลัมน์ (Column) เพื่อเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลในตารางกับข้อมูลในคอลัมน์ที่กำหนด โดยใช้ RDBMS Tools สำหรับควบคุมและจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น ทำให้นำไปประยุกต์ใช้งานได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอีกด้วย 

    MySQL เป็น Open Source ถูกคิดค้นโดย MySQL AB ในประเทศสวีเดน สร้างขึ้นจากชาวสวีเดน 2 คน คือ David Axmark และ Allan Larsson ร่วมกับชาวฟินแลนด์ Michael Monty Widenius ต่อมาในปี ค.ศ. 2008 ถูก Takeover จากบริษัท Sun Microsystems รวมกับ Oracle Corporation ในปี ค.ศ. 2010

    MySQL นิยมใช้งานร่วมกับภาษาโปรแกรม PHP และภาษาอื่น ๆ อีกทั้งยังได้รับการออกแบบและปรับให้เหมาะสมสำหรับพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application ทำให้สามารถทำงานได้ทุกแพลตฟอร์ม พร้อมทั้งอนุญาตให้ผู้ใช้งานหลายคนจัดการและสร้างฐานข้อมูลจำนวนมาก จึงทำให้ MySQL เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Commerce (E-Commerce) เหมาะสำหรับการนำไปใช้งานสร้างเว็บไซต์ทั่วไป โดยมีโปรแกรมช่วยจัดฐานข้อมูลที่ใช้งานง่าย มีความแม่นยำ และครบครัน ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความน่าเชื่อถือสูง เช่น Mysql Admin, phpMyAdmin เป็นต้น

    ทำไมต้องใช้ MySQL ?

    • เป็น Open Source ที่มีความปลอดภัย
    • มีการปกป้องข้อมูลที่แข็งแกร่ง
    • สามารถขยายพื้นที่การใช้งานได้มากขึ้น
    • มีประสิทธิภาพสูง
    • มีความสามารถในการปรับขนาดและความยืดหยุ่นสูง

    P ย่อมาจาก PHP, Perl หรือ Python

    PHP (PHP Hypertext Preprocessor) เป็น 1 ใน 3 ภาษาหลักที่ใช้ใน LEMP โดยภาษาอื่นในลำดับถัดมา ได้แก่ Perl และ Python โดย PHP เป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ โดย Rasmus Lerdorf สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1994 ประเภท Scripting Language ซึ่งภาษาประเภทนี้เก็บคำสั่งต่าง ๆ ในไฟล์ที่เรียกว่า Script และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปรชุดคำสั่ง โดยมีรากฐานโครงสร้างคำสั่งมาจากภาษาซี (C Programming Language) ภาษาจาวาสคริปต์ (JavaScript) และ ภาษาเพิร์ล (Practical Extraction and Report Language) ซึ่ง PHP เป็นภาษา Script ที่ออกแบบมาสำหรับพัฒนาเว็บไซต์ได้ดี และสามารถประมวลผลออกมาในรูปแบบ HTML โดยเป้าหมายหลักของภาษา PHP คือให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถเขียนเว็บเพจ ที่มีความตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วจึงได้รับความนิยมมากในหมู่ Developer

    ทำไมต้องใช้ PHP ?

    • ได้รับการสนับสนุนจาก Community นักพัฒนาขนาดใหญ่
    • มีตัวเลือกเพิ่มเติมสำหรับการเชื่อมต่อฐานข้อมูล
    • เป็น Open Source ใช้งานได้ฟรี 
    • สามารถใช้ PHP ในการพัฒนาเว็บไซต์ด้วย WordPress ซึ่งเป็น Content Management System ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก

    4 ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ LEMP

    ภาพประกอบ 2 LEMP คือ อะไร ?

    1. เป็นแหล่งรวม Community Support : LEMP ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนนักพัฒนาอย่างกว้างขวาง ทำให้ได้รับคำแนะนำดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงความช่วยเหลือต่าง ๆ ทำให้การพัฒนามีประสิทธิภาพสูงและสมบูรณ์แบบ

    2. เป็นเทคโนโลยี Open Source : LEMP เป็น Open Source ที่ใช้งานได้ฟรีและมีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการใช้งานเทคโนโลยี อีกทั้งยังมีการอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เป็นประจำและมีการพัฒนาคุณภาพให้ทันสมัยและปลอดภัยอยู่เสมอ

    3. รวม Technology คุณภาพมาให้ใช้งาน : LEMP ได้รับการสนับสนุนที่ดีและมีการใช้งานทั่วโลกใน Web Application ที่มีมาตรฐานสูงมากมาย นอกจากนี้ยังมี Linux ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่อมัลแวร์และไวรัสน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ Windows หรือ MacOS และ Nginx ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วได้มากขึ้น สามารถจัดการเรื่อง Load Balancing ได้ดี รวมถึง PHP และ MySQL ที่เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานส่วน Back End เมื่อทำงานร่วมกันจึงยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากชุมชนนักพัฒนาขนาดใหญ่และผู้ให้บริการ Hosting หลายรายรองรับ

    4. รองรับการทำงานแบบ Asynchronous : เป็นการทำงานแบบ Non-Block I/O ที่สามารถทำงานให้เสร็จทันทีได้เลย โดยคำสั่งก่อนหน้าสามารถ Callback กลับมาทำงานต่อภายหลังได้ ทำให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วมากขึ้น


    คุณพร้อมใช้งาน LEMP แล้วหรือยัง ?

    เมื่อคุณได้ทำความรู้จัก LEMP คือ อะไร และทราบถึงประโยชน์ที่ได้จากการใช้งาน LEMP แล้วอยากเริ่มต้นการใช้งาน อันดับแรกต้องมีระบบปฏิบัติการ Linux และทำการติดตั้ง Nginx, MySQL และ PHP, Perl หรือ Python ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเลือกระบบปฏิบัติการที่ตัวเองคุ้นเคย เพื่อใช้งานได้ตามความสะดวก โดยวิธีการติดตั้งเป็นการติดตั้งแยก ของ Open Source แต่ละตัว และนำมารวมกันจึงกลายเป็น LEMP ให้ได้ใช้งานกัน 

    แต่คุณสามารถติดตั้งและใช้งาน LEMP ได้ง่าย ๆ ในไม่กี่คลิกบน OpenLandscape Cloud ได้เลยที่ https://gate.openlandscape.cloud


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://lemp.io

    https://www.vcowo.com

    https://www.mindphp.com

    https://6131305039.medium.com

    https://blog.metrabyte.cloud/nginx

    https://www.geeksforgeeks.org/what-is-lemp-stack

    https://medium.com/devbake

  • CentOS คือ อะไร ? ระบบปฏิบัติการ Linux สำหรับจัดทำ Server ยอดนิยม

    CentOS คือ อะไร ? ระบบปฏิบัติการ Linux สำหรับจัดทำ Server ยอดนิยม

    CentOS คือ อะไร ?

    CentOS คือ ระบบปฏิบัติการ Community Enterprise Operating System หรือ ระบบปฏิบัติการ Linux สำหรับองค์กรที่เน้นเรื่องความเสถียรและมีการอัปเดตความปลอดภัยระดับสูง โดย CentOS มีเวอร์ชันใหม่ประมาณทุก 2 ปี โดยแต่ละเวอร์ชันมีอายุการใช้งานสูงสุด 10 ปี หรือตามข้อกำหนดระยะเวลาการสนับสนุนของ Red Hat Enterprise Linux (RHEL) และในแต่ละเวอร์ชันได้รับการอัปเดตประมาณทุก 6 เดือน ทำให้ระบบ Linux มีความปลอดภัยและมีความน่าเชื่อถือ  

    CentOS เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี ค.ศ. 2004 โดย Gregory Kurtze เป็นผู้ก่อตั้ง ซึ่ง CentOS เป็น Open Source ที่พัฒนามาจากโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ของ RedHat Enterprise Linux (RHEL) ระบบปฏิบัติการที่มีความเสถียร รองรับ Workload ที่หลากหลาย สามารถนำไปพัฒนาซอฟต์แวร์ Open Source อื่น ๆ ได้ ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์แบบ GNU General Public License (GNU-GPL) หมายถึง สัญญาอนุญาตให้นักพัฒนาสามารถใช้ซอฟต์แวร์ หรือ License รวมถึงสามารถทำซ้ำ เผยแพร่ และดัดแปลงซอฟต์แวร์นั้นได้ เพื่อทำให้นักพัฒนาทุกคนสามารถใช้งานซอฟต์แวร์ดังกล่าวได้อย่างอิสรเสรีและถูกต้องตามกฎหมาย

    ในปัจจุบัน CentOS นิยมนำมาใช้ในการทำ Web Hosting หรือพื้นที่รับฝากเว็บไซต์ เพื่อใช้ออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต รวมถึงการทำ Server สำหรับการวางระบบในองค์กรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้ต้นแบบจาก Red Hat สามารถทำการติดตั้งแพ็กเกจย่อยภายในได้ทั้ง RPM (RPM Package Manager), TAR (Tape Archive), APT (Advanced Packaging Tool) หรือใช้คำสั่ง YUM (Yellow Dog Updater Modified) ในการอัปเดตซอฟต์แวร์ได้แบบอัตโนมัติ


    CentOS Stream คืออะไร ?

    CentOS เป็นการนำโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ของ Red Hat Enterprise Linux (RHEL) มาเผยแพร่ให้ใช้ฟรีโดยไม่ต้องซื้อ Subscription จาก Red Hat โดยเวอร์ชันของ CentOS เท่ากับ RHEL หรือล่าช้ากว่า RHEL เพียงเล็กน้อย

    แต่ CentOS Stream คือ Upstream ของ RHEL โดยอยู่ตรงกลางระหว่าง Fedora ที่เป็น Linux Distribution จาก Red Hat Enterprise Linux สำหรับเชิงธุรกิจที่ออกเวอร์ชันใหม่ในทุก 6 เดือน กับ RHEL ที่ออกเวอร์ชันล่าช้ากว่า โดยทีมพัฒนาของ Red Hat นำ CentOS Stream 9 ไปพัฒนาเป็น RHEL 9.x ซึ่งในปัจจุบันสถานะคือ RHEL 9.0 Beta โดย CentOS Stream 9 มีอายุการอัปเดตและการบำรุงรักษาไปจนถึงประมาณปี ค.ศ. 2027 หรือเทียบเท่ากับระยะการดูแลรักษาของ RHEL 9

    ภาพประกอบ 1 CentOS คือ

    เครดิตภาพ : blog.centos.org


    CentOS Version มีอะไรบ้าง ?

    ปัจจุบัน CentOS มีระบบปฏิบัติการทั้งหมด 4 เวอร์ชัน ทั้ง CentOS เวอร์ชันเดิม และ CentOS Stream เวอร์ชันใหม่ โดยคุณยังสามารถเลือกใช้งาน CentOS เวอร์ชันเก่าได้ แต่อาจมีข้อจำกัดบางอย่างเมื่อเทียบกับ CentOS เวอร์ชันรุ่นที่ใหม่กว่า เนื่องจากมีการปรับปรุงข้อบกพร่องที่พบในเวอร์ชันเก่าให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการอัปเดตและการบำรุงรักษาให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยแต่ละเวอร์ชันมีระยะ End of Life ดังนี้

    ภาพประกอบ 2 CentOS คือ

    • CentOS Linux 7 EOL : 2024-06-30 (ระยะเวลาการอัปเดตและการบำรุงรักษาเท่าเดิม)
    • CentOS Linux 8 EOL : 2021-12-31 (ระยะเวลาการอัปเดตและการบำรุงรักษาถูกตัดให้สั้นลงกว่าเวอร์ชันอื่น)
    • CentOS Stream 8 EOL : 2024-05-31 (ระยะเวลาการอัปเดตและการบำรุงรักษาเท่าเดิม)
    • CentOS Stream 9 EOL : 2027 (ระยะเวลาการอัปเดตและการบำรุงรักษาเทียบเท่าของ RHEL 9)


    6 ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ CentOS

    ภาพประกอบ 3 CentOS คือ

    1. ใช้งานได้ Free !

    ช่วยประหยัดงบประมาณโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เพราะ CentOS เป็นซอฟต์แวร์ Open Source ที่มีประสิทธิภาพสูงและสามารถใช้งานได้ฟรี ! 

    2. มี Package ให้ใช้งานมากมาย 

    CentOS มีแพ็กเกจย่อยที่สามารถนำมาใช้ทำ Server สำหรับใช้งานในองค์กรได้เป็นจำนวนมาก เช่น

    • Antivirus Server (ClamAV)
    • Control Panel (ISPConfig)
    • Database Server (MySQL / PostgreSQL)
    • DHCP Server (DHCPd)
    • DNS Server (BIND)
    • File and Printer Server (Samba)
    • FTP Server (ProFTPd / VSFTPd)
    • Mail Server (Sendmail / Postfix / Dovecot)
    • Proxy Server (Squid)
    • RADIUS Server (FreeRADIUS)
    • Web Server (Apache)

    3. พร้อม Support เมื่อเจอข้อบกพร่อง

    หากพบข้อบกพร่องในการใช้งาน CentOS สามารถส่งเรื่องไปยัง bugs.centos.org เพื่อรับการแก้ไขปัญหาได้โดยตรง

    4. รวม Technology ที่ทันสมัยมาให้ใช้งาน

    เวอร์ชันล่าสุดของ CentOS รวมเทคโนโลยี Virtual Machine และ Hypervisor เช่น Xen, oVirt และ Docker เป็นต้น

    5. จัดทำ Private IP Address ไว้ใช้ในองค์กรได้

    CentOS สามารถนำมาทำเป็นระบบ Server สำหรับ Private IP Address ใช้ในองค์กร รวมทั้งจัดตั้งเป็นระบบเก็บ Log Files สำหรับผู้ใช้งาน เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560

    6. มีการ Update ความปลอดภัยในการใช้งานอยู่เสมอ

    CentOS มีการอัปเดตและแก้ไขข้อบกพร่องในแต่ละเวอร์ชันประมาณทุก 6 เดือน ทำให้ระบบ Linux มีความปลอดภัยและมีความน่าเชื่อถือ จึงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง 


    คุณพร้อมใช้งาน CentOS แล้วหรือยัง ?

    หากคุณต้องการระบบที่มีความมั่นคงและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ CentOS เป็นตัวเลือกที่ดี อีกทั้งยังได้รับความนิยมสำหรับการนำมาใช้สร้าง Server สำหรับองค์กร นอกจากนี้แอปพลิเคชันและคุณสมบัติด้านความปลอดภัยทั้งหมดเป็น Open Source ซึ่งมีความปลอดภัยและสามารถใช้งานฟรีได้ทั้งหมด ! 

    โดยคุณสามารถติดตั้งและใช้งานบน OpenLandscape Cloud ได้เลยที่ https://gate.openlandscape.cloud


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.mindphp.com/

    https://hmong.in.th/wiki/CentOS

    https://secure.jvh.co.th

    https://blog.centos.org/

  • NodeJS คือ อะไร ? มาทำความรู้จักตัวช่วยพัฒนาเว็บไซต์ยอดนิยม !

    NodeJS คือ อะไร ? มาทำความรู้จักตัวช่วยพัฒนาเว็บไซต์ยอดนิยม !

    NodeJS คือ อะไร ?

    NodeJS คือ Cross Platform Runtime Environment สำหรับฝั่ง Server เป็น Open Source และ Library ที่ใช้สำหรับพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันต่าง ๆ ด้วยภาษา JavaScript เหมาะสำหรับการสร้างแอปพลิเคชันที่ต้องการใช้ข้อมูลจำนวนมาก และนิยมใช้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้ข้อมูลแบบ Realtime สามารถทำงานได้ทุกระบบปฏิบัติการ โดยถูกนำมาเป็น Web Server, IoT, Webkit, TVOS, OS และอื่น ๆ เป็นต้น


    ประวัติความเป็นมาของ NodeJS 

    ในปี ค.ศ. 2009 NodeJS ถูกพัฒนาครั้งแรกโดย Ryan Dahl นักพัฒนาชาวอเมริกัน สำหรับใช้เป็นแพลตฟอร์มที่รองรับภาษา JavaScript เพื่อการพัฒนาเว็บไซต์ในรูปแบบของ Server Side ซึ่งในช่วงแรก NodeJS ยังสนับสนุนการทำงานแบบจำกัดเพียงแค่บน Linux และ Mac OS X เท่านั้นส่วน Windows ได้ถูกเพิ่มเข้ามาในภายหลัง


    NodeJS ทำงานอย่างไร ?

    NodeJS ใช้ V8 Engine ที่ถูกพัฒนาโดย The Chromium Project สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาษา JavaScript ร่วมกับ Web Browser ให้ดีมากขึ้น โดยการใช้หลักการ Compile ก่อนประมวลผล (Just-in-time Compilation) ด้วยการเป็นตัวแปลงโค้ดภาษา JavaScript หรือ JavaScript Engine ให้เป็น Machine Code ทำให้สามารถทำงานนอก Browser อื่นได้ เนื่องจากตามปกติแล้ว JavaScript สามารถรันได้บน Client เท่านั้น

    NodeJS ทำงานแบบ Single Process โดยมี Event-loop เข้ามาช่วยในการทำงานแบบ Asynchronous คือ รูปแบบการทำงานของชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นมา โดยทำงานแบบไม่เรียงขั้นตอน เนื่องจากชุดคำสั่งทำงานพร้อมกัน และเมื่อคำสั่งไหนเสร็จเรียบร้อยจะแสดงผลลัพธ์ก่อนแบบ Non-Blocking I/O สามารถส่ง Request ของ User 1 และ User 2 พร้อมกันได้เลย ทำให้ลดการใช้ Thread ได้ โดย NodeJS ไม่เหมาะสำหรับการทำงานที่เป็น CPU Intensive เพราะทำให้ถูก Block การทำงานทั้งหมด


    ทำไมถึงต้องใช้ NodeJS ?

    • มีเครื่องมือที่สะดวกและรวดเร็วในการจัดการ Package อย่าง NPM (Node Package Manager) หรือ YARN (Dependency Management Tool) ช่วยลดเวลาในการเขียนโค้ดใหม่ทั้งหมด ทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    • พัฒนาได้อย่างครอบคลุมทั้ง Frontend และ Backend โดยตัวอย่าง Framework และ Library ฝั่ง Frontend เช่น ReactJS, VueJS เป็นต้น และตัวอย่างฝั่ง Backend เช่น Express, NestJS, Meteor เป็นต้น โดยนักพัฒนาเรียนรู้แค่ภาษา Javascript สามารถเริ่มต้นพัฒนาแบบ Fullstack ได้แล้ว
    • NodeJS ใช้ภาษา JavaScript ซึ่งเป็นภาษายอดนิยมและเป็นที่ต้องการสูงของสายงงาน Programming


    6 ประโยชน์ที่ได้เมื่อใช้ NodeJS !

    ภาพประกอบ 1 NodeJS คือ

    1. ช่วยพัฒนาเว็บไซต์ให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

    2. เขียนโค้ดเข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก

    3. มี Library ฟรีให้เลือกใช้ได้ไม่อั้น !

    4. ใช้ทรัพยากรน้อย ไม่เปลืองพื้นที่

    5. เรียนรู้ได้เร็ว ไม่จำเป็นต้องเรียนภาษา Programming เฉพาะอื่น ๆ 

    6. ช่วยให้นักพัฒนา JavaScript มีโอกาสได้ทำงานหลากหลายมากขึ้น


    คุณพร้อมใช้งาน NodeJS แล้วหรือยัง ?

    NodeJS คือ แพลตฟอร์มที่มีขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ต้องการความรวดเร็ว และสร้างขึ้นบน Runtime ของ JavaScript บน Chrome ซึ่ง NodeJS เหมาะสำหรับแอปพลิเคชันที่ใช้ข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งสามารถทำงานบนอุปกรณ์ได้หลายรูปแบบ โดยคุณสามารถติดตั้งและใช้งานบน OpenLandscape Cloud ได้เลยเพียง คลิก


     

    ข้อมูลอ้างอิง

    https://nodejs.dev/en/learn/

    https://www.mindphp.com/developer/dev-node-js/8542-1-step-website-nodejs.html

    https://www.mindphp.com/developer/dev-node-js/8578-15-step-website-nodejs.html

  • ตุลาคม – เดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่อง Cyber Security ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

    ตุลาคม – เดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่อง Cyber Security ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

    การตรวจสอบเรื่องการรักษาความปลอดภัยอยู่เป็นประจำจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อการใช้งานบนโลกไซเบอร์อย่างปลอดภัยไร้กังวล ช่วยเพิ่มการปกป้องข้อมูลและเครือข่ายของคุณได้อย่างรัดกุม รวมถึงควรติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส หรืออัปเดตรหัสผ่านของคุณอยู่เสมอ 

    สำหรับผู้ที่ยังรู้สึกว่าเรื่องเทคโนโลยีเป็นเรื่องไกลตัว เดือนตุลาคมนี้ได้ถูกตั้งเป็นเดือนแห่งการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ นับเป็นโอกาสที่ดีในการช่วยให้คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้งานบนอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น โดยบทความนี้ OpenLandscape Cloud ได้เรียบเรียงข้อมูลเพื่อให้คุณเข้าใจเรื่อง Cyber Security หรือ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ได้มากขึ้น


    Cyber Security คืออะไร ?

    Cyber Security หรือ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ คือ การนำเครื่องมือทางด้านเทคโนโลยีมาช่วยป้องกัน และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ รวมถึงรับมือการถูกโจมตีเข้ามายังอุปกรณ์เครือข่าย, โครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศ, ระบบหรือโปรแกรมต่าง ๆ จนอาจเกิดความเสียหาย จากการถูกโจมตีและเข้าถึงข้อมูลภายในระบบจากบุคคลที่สามโดยไม่ได้รับอนุญาต

    ในปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้เริ่มให้ความสำคัญในเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป้าหมายและรูปแบบวิธีการโจมตีมีความหลากหลาย สร้างความเสียหายให้กับบุคคลและองค์กรเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้หน่วยงานภาครัฐออกกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ในไทย ยกตัวอย่างเช่น

    • พ.ร.บ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 คือ มาตรการหรือการดําเนินการที่กําหนดขึ้นเพื่อป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางทหาร และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เพื่อให้สามารถป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างทันท่วงที 
    • พ.ร.บ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 คือ ข้อห้ามเพื่อการใช้งานออนไลน์อย่างถูกกฎหมาย มีการเพิ่มบทลงโทษทั้งปรับค่าเสียหายหรือจำคุก ความผิดในการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ จัดเก็บหรือขโมยข้อมูลของผู้อื่น การส่งข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ หรือนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มีการบิดเบือนเนื้อหา มีความลามกอนาจาร มีการตัดต่อภาพของผู้อื่นให้เสียชื่อเสียง สร้างความอับอาย นำข้อมูลของผู้อื่นไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงมาตรการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิด โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
    • พ.ร.บ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 คือ การคุ้มครองและให้สิทธิที่ทุกคนควรมีต่อข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง รวมถึงการสร้างมาตรฐานของบุคคลหรือนิติบุคคล ในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล หรือเพื่อการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งล้วนแล้วเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่ต้องปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษตามกฎหมายทั้งโทษทางแพ่ง โทษทางอาญา และโทษทางปกครอง
    • มาตรฐานด้านความปลอดภัย ISO 27001  คือ ระบบบริหารจัดการความปลอดภัยของข้อมูล เป็นมาตรฐานหลักในเรื่องความปลอดภัยสารสนเทศ ซึ่งแนะแนวทางและสนับสนุนให้องค์กรได้เข้าใจในเรื่องความเสี่ยงและจุดอ่อนด้านการคุ้มครองข้อมูลอย่างเป็นระบบ ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับระบบความปลอดภัยของข้อมูลและปกป้องข้อมูลจากการถูกโจรกรรมให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

    ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพ ควรให้ความสำคัญในเรื่อง Cyber Security  ซึ่งประเภทของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สำคัญที่สุด และครอบคลุมความปลอดภัยได้อย่างทั่วถึง มีรายละเอียดดังนี้  

    • การรักษาความปลอดภัยเครือข่าย (Network Security) คือ การป้องกันการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานภายในโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจัดทำโดยผู้ดูแลระบบเครือข่ายที่ใช้นโยบายเกี่ยวกับรหัสผ่านและการเข้าสู่ระบบที่คาดเดาได้ยาก รวมถึงใช้ซอฟต์แวร์ที่มีมาตรฐานเพื่อป้องกันไวรัสหรือมัลแวร์ที่สามารถสร้างความเสียหายและเป็นอันตรายต่อข้อมูล และคัดเลือกผู้มีสิทธิ์เข้าถึงเครือข่ายในการรับส่งข้อมูลด้วย Firewall เป็นต้น
    • การรักษาความปลอดภัยในแอปพลิเคชัน (Application Security) คือ การตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยของแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่ ด้วยการอัปเดตเวอร์ชันให้เป็นปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้ทันสมัย และสำหรับนักพัฒนาสามารถทดสอบระบบความปลอดภัยเป็นประจำ ช่วยเสริมการป้องกันแอปพลิเคชันให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามได้ดียิ่งขึ้น
    • การรักษาข้อมูลและความปลอดภัยของข้อมูล (Information and Data Security) คือ การป้องกันเครือข่ายและแอปพลิเคชันจัดเก็บข้อมูลที่ต้องการความปลอดภัยในอีกขั้น ด้วยการรักษาความลับ (Confidentiality) ให้ผู้มีสิทธิสามารถเข้าถึงหรือเรียกดูข้อมูลได้เท่านั้น โดยมีการตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูล เพื่อป้องกันการเปิดเผยข้อมูลกับผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้าถึง และรักษาความถูกต้องของข้อมูลได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ (Integrity) รวมถึงมีวิธีการประมวลผลที่สามารถควบคุมความผิดพลาด ไม่ให้ผู้ไม่มีสิทธิเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อมูลได้ อีกทั้งระบบต้องมีความเสถียรพร้อมใช้งานได้เสมอ (Availability) เพื่อให้ผู้มีสิทธิสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกเมื่อตามต้องการ พร้อมป้องกันไม่ให้ระบบเกิดความล้มเหลวหรือผู้ไม่มีสิทธิเข้ามาทำให้ระบบหยุดการทำงานได้ 
    • การป้องกันอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoint Protection) คือ การตรวจสอบ และใช้เทคโนโลยี หรือกระบวนการที่ช่วยลดความเสี่ยงในการป้องกันภัยคุกคามที่สามารถเข้าถึงจากระยะไกล รวมถึงอุปกรณ์ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อกับเครือข่าย เช่น เดสก์ท็อป แล็ปท็อป สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต เป็นต้น
    • การรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ (Cloud Security) คือ การปกป้องข้อมูล ระบบ และแอปพลิเคชันที่ได้ทำการเก็บไว้บนคลาวด์อย่างรัดกุม ทั้งแบบสาธารณะ (Public) แบบส่วนตัว (Private) หรือแบบไฮบริด (Hybrid) ซึ่งรวมถึงการใช้เครื่องมือ (Tools) ต่าง ๆ เช่น Firewall, VPN, ตัวจัดการรหัสผ่าน และการควบคุมอื่นๆ ที่เข้าถึงข้อมูลในระบบคลาวด์ เป็นต้น 
    • การรักษาความปลอดภัยบนอุปกรณ์มือถือและ IoT (Mobile Security and IoT) คือ การดูแลรักษาความปลอดภัยบนสมาร์ตโฟน แท็บเล็ตและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่สามารถเชื่อมต่อกับ Internet of Things (IoT) ที่มีความต้องการด้านความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงแค่ตัวอุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อม หรือ พื้นที่เสี่ยงที่มีโอกาสโดนโจมตี และการป้องกันช่องโหว่ ยับยั้งการถูกโจมตีในรูปแบบต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง
    • การวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจและการกู้คืนในกรณีฉุกเฉิน (Business Continuity Planning and Emergency Recovery) คือ ในทุกธุรกิจจำเป็นต้องมีแผนการรับมือฉุกเฉิน สำหรับกรณีที่มีการโจมตีด้วยการเจาะเข้าระบบจากผู้ไม่ประสงค์ดี การได้รับผลกระทบที่เกิดจากภัยธรรมชาติ หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ที่คุกคามความปลอดภัยทางไซเบอร์


    รู้จักประวัติเดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่อง Cyber Security

    ผู้คนทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ หากไม่มีการป้องกันอย่างถูกต้อง เพราะยิ่งมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงในการถูกละเมิดความปลอดภัยยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะภัยคุกคามจากเหล่าแฮ็กเกอร์ที่หวังเจาะระบบเพื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ขโมยข้อมูลความลับทางธุรกิจ รวมถึงข้อมูลทางการเงินของคุณ แล้วนำไปสร้างความเสียหายหรือเรื่องผิดกฎหมาย เช่น Ransomware หรือ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่กำลังระบาดและสร้างความเสียหายอยู่ในขณะนี้ เป็นต้น

    ซึ่งในทุกวันนี้ ยังมีหลายคนที่ไม่ทราบวิธีป้องกันจากภัยร้ายทางไซเบอร์ และพบผู้เสียหายที่สูญเสียความปลอดภัยมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากพวกเขาไม่รู้วิธีรักษาความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ที่ใช้งานอย่างถูกต้อง ซึ่งรวมถึงคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป แล็ปท็อป แท็บเล็ต และโทรศัพท์ เป็นต้น

    ทำให้เดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ถูกจัดตั้งขึ้น ซึ่งเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2004 โดยประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐสภาได้ประกาศให้เดือนตุลาคม เป็นเดือนแห่งการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งช่วยให้ทุกคนสามารถปกป้องตนเองบนโลกออนไลน์ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม 

    เนื่องจากภัยคุกคามต่อเทคโนโลยีและข้อมูลที่เป็นความลับกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) และ National Cybersecurity Alliance (NCA) จึงเป็นผู้นำความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างความตระหนักด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับประเทศและระดับนานาชาติ


    4 วิธีที่คุณสามารถทำได้ในเดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่อง Cyber Security

    ภาพประกอบ 1 Cyber Security

    ยังมีผู้คนจำนวนมากที่อาจจะไม่ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารเรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งคุณสามารถเริ่มต้นด้วยการติดตามแฮชแท็ก #CyberSecurityAwarenessMonth หรือ #NationalCyberSecurityAwarenessMonth และในเดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ ยังมีวิธีง่าย ๆ ให้คุณได้มีส่วนร่วมตลอดเดือน โดย CISA และ NCA ได้เน้นย้ำถึงขั้นตอนการดำเนินการที่สำคัญที่คุณและทุกคนควรทำตาม ดังนี้

    1. ใช้โปรแกรม Antivirus ! 

    เริ่มต้นเดือนแห่งการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยใช้โปรแกรมป้องกันไวรัส (Antivirus) เพื่อสแกนข้อมูลแบบละเอียด รวมถึงอัปเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด !

    สำหรับใครที่ยังไม่มีโปรแกรมป้องกันไวรัสหรือไม่ทราบว่าควรทำอย่างไรดี ? 

    คุณสามารถลองหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อค้นหาตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันไวรัส เพราะมีโปรแกรมสแกนไวรัส Freeware มากมายที่ได้รับการยอมรับและมียอดดาวน์โหลดจากผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญสามารถใช้งานได้ฟรี และยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรค่าแก่การเลือกมาใช้งานเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ

    นอกจากนี้ ควรอัปเดตโปรแกรม Antivirus ทุกครั้งที่โปรแกรมแจ้งเตือนการอัปเดต เพราะไวรัสจากคอมพิวเตอร์มักถูกพัฒนาให้เข้าถึงช่องโหว่ต่าง ๆ ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และพร้อมป้องกันกับการโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดีได้อย่างทันท่วงทีเสมอ

    2. เปลี่ยนรหัสผ่านให้มีความรัดกุมเพิ่มมากขึ้น !

    การเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่บ่อย ๆ บนอุปกรณ์หรือบริการต่าง ๆ ที่ใช้งานอยู่เพื่อรักษาความปลอดภัยเป็นประจำ ซึ่งในเดือนแห่งการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์นี้ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงความไม่ปลอดภัยบนไซเบอร์ หรือตกเป็นเหยื่อของแฮ็กเกอร์ ด้วยการเปลี่ยนรหัสผ่านบนเครือข่ายของคุณให้มีความรัดกุมเพิ่มมากขึ้น และดำเนินการอัปเดตซอฟต์แวร์ความปลอดภัยบนอุปกรณ์เหล่านั้นทั้งหมด รวมถึงเปิดใช้งานการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย (MFA) เป็นวิธีการตรวจสอบความถูกต้องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยเพิ่มการรักษาความปลอดภัยในอีกขั้นตอน โดยผู้ใช้งานจะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันหลังจากแสดงหลักฐานการยืนยันตัวตนตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไปได้สำเร็จ  เช่น การสแกนลายนิ้วมือหรือป้อนรหัสผ่านแบบใช้งานครั้งเดียวที่ได้รับทางโทรศัพท์ (OTP) เป็นต้น 

    ในทุกวันนี้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นสถานที่อันตรายมากขึ้นสำหรับผู้ที่ไม่รักษาความปลอดภัยบนอุปกรณ์ของตนเอง เพื่อให้มั่นใจในการเข้าถึงบัญชีส่วนตัวบนโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย และห่างไกลจากการเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ง่ายสำหรับการถูกโจมตีด้วยการเปลี่ยนรหัสผ่านให้รัดกุม !

    3. เรียนรู้เกี่ยวกับ Cyber Security

    Cyber Security อาจเป็นหัวข้อที่เหมือนเข้าใจยาก แต่ยิ่งเรียนรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งมีความพร้อมมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในเรื่องของการปกป้องตนเองจากอันตรายบนโลกออนไลน์ 

    ในสหรัฐอเมริกามีเคล็ดลับและแหล่งข้อมูลออนไลน์ฟรีจาก CyberSecurity & Infrastructure Security Agency (CISA) เพื่อช่วยให้ทุกคนได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและการป้องภัยทางไซเบอร์ สำหรับบุคคลหรือธุรกิจในหัวข้อต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น การถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนตัว, การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในที่ทำงาน, การตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย, การตั้งรหัสผ่าน, การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ขณะเดินทาง และหัวข้ออื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย 

    นอกจากนี้ การเข้าร่วมหลักสูตรฝึกอบรมการให้ความรู้ด้านไอที ในเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ให้มากขึ้น ยิ่งเป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของธุรกิจ และทุกคนที่ใช้เทคโนโลยี ซึ่งคุณสามารถค้นหาหลักสูตรการฝึกอบรมต่าง ๆ ได้ฟรีทางออนไลน์ จากหลักสูตรที่น่าเชื่อถือผ่านสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT (Massachusetts Institute of Technology) เป็นต้น

    4. รับคำปรึกษาหรือใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญ

    การมีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากการโจมตีทางไซเบอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีความซับซ้อนมากขึ้น โดย OpenLandscape Cloud มีบริการ Cyber Security ที่ช่วยปกป้องทุกธุรกิจของคุณให้พร้อมรับมือกับการโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดี ด้วยความมั่นคงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ เช่น 

    • Web Application Firewall (WAF) คือ บริการเพิ่มเกราะป้องกันให้ธุรกิจของคุณเหนือชั้นกว่า Firewall ทั่วไป สามารถตรวจจับทุกกิจกรรมการใช้งานและป้องกันภัยคุกคาม โดยไม่ทำให้การใช้งานระบบช้าลง
    • Log คือ บริการจัดเก็บ Log ที่รองรับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ช่วยให้องค์กรของคุณสามารถจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในระบบเครือข่าย โดยไม่ต้องลงทุนจัดซื้อระบบเพื่อจัดเก็บ Log File
    • Vulnerability Assesement (VA) คือ บริการตรวจสอบและค้นหาช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยของระบบ เพื่อทำการแก้ไขก่อนเกิดความเสียหายร้ายแรงจากผู้ไม่ประสงค์ดี
    • Security Operations Center (SOC) คือ บริการเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยขององค์กร ตรวจสอบการเข้าถึงเครือข่ายและระบบสารสนเทศต่าง ๆ ได้ตลอด 24/7
    • Penetration test Black-Box/Grey-Box คือ บริการทดสอบการเจาะระบบ เพื่อค้นหาจุดอ่อนและประเมินความเสี่ยงในการเข้าถึงระบบต่าง ๆ ภายในองค์กรได้อย่างตรงจุด เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยให้มากขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.bitdefender.co.th/post/cybersecurity/

    https://www.cisa.gov/cybersecurity-awareness-month

    https://www.daysoftheyear.com/days/cyber-security-awareness-month/

    https://ict.dmh.go.th/events/events/files/CyberSecurity-Awareness.pdf

    http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/069/T_0052.PDF

    http://sql.ldd.go.th/intraaccount/Information_Law/File/Law-10.pdf

  • LAMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนาเว็บไซต์ยอดนิยม !

    LAMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนาเว็บไซต์ยอดนิยม !

    LAMP คือ อะไร ?

    LAMP คือ อักษรย่อของชุดซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักพัฒนาเป็นอย่างมากในปัจจุบัน มีผู้คิดค้นคือ Michael Kunze ซึ่งเขียนลงในนิตยสารคอมพิวเตอร์เยอรมัน ในปี ค.ศ. 1998 ซึ่งบทความได้เขียนเกี่ยวกับการใช้งานซอฟต์แวร์เสรีร่วมกัน เพื่อทดแทนการใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีราคาสูง 


    LAMP ย่อมาจากอะไรบ้าง ?

    ภาพประกอบ 1 LAMP คือ

    ที่มาของตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้ง 4 ตัวของ LAMP ย่อมาจากอะไรบ้าง OpenLandscape Cloud ได้สรุปข้อมูลมาให้เรียบร้อยแล้ว 

    L ย่อมาจาก Linux 

    Linux เป็นระบบปฏิบัติการ (OS) ที่เลือกใช้สำหรับ Apache และ MySQL โดย Linux มีบทบาทสำคัญในระบบปฏิบัติการที่เหมือน Unix ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการประเภทหนึ่ง ที่เป็นเทคโนโลยีแบบเปิด (Open System) มีแนวคิดให้ผู้ใช้งานไม่ต้องผูกติดกับระบบใดระบบหนึ่งหรืออุปกรณ์ยี่ห้อเดียวกัน ถูกพัฒนาใน Bell Laboratories ของ AT&T นอกจากนี้ Unix ยังถูกออกแบบมาให้หลายผู้ใช้งานได้ใช้ในเวลาเดียวกัน (Multiusers) และสามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multitasking) 

    Linux เป็น Open source ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้งานหรือแก้ไขได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือจ่ายค่า License ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ทำให้ Linux ได้รับความนิยม อีกทั้งยังรองรับการใช้งานเป็นเวลานานได้ดีและมีความปลอดภัยจากการโจมตีของไวรัส นอกจากนี้ Linux สามารถติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีทรัพยากรน้อย แต่ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดย Linux เป็นที่นิยมนำมาทำเป็น Server จำนวนมาก เช่น Ubuntu, CentOS, RedHat เป็นต้น อีกทั้งยังทำงานได้หลากหลาย และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะหากไม่มีระบบปฏิบัติการก็ไม่สามารถดำเนินขั้นตอนต่อไปได้

    A ย่อมาจาก Apache 

    Apache เป็น Web Server พัฒนามาจาก HTTPD Web Server สำหรับจัดเก็บ Webpage และรองรับ Request ที่เข้ามา โดย Apache จะส่งข้อมูลผ่านไปยังส่วนประกอบ LAMP อื่น ๆ เพื่อทำการประมวลผล และเมื่อพร้อมดำเนินการ Apache จะส่งหน้าที่ร้องขอไปยัง Web Browser 

    โดยที่มาของชื่อ Apache มาจากกลุ่มที่ช่วยสร้างไฟล์ Patch โปรแกรมที่ใช้ซ่อมแซมจุดบกพร่องของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือปรับปรุงข้อมูลสำหรับโปรแกรมให้ทันสมัย ช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้งานหรือประสิทธิภาพให้ดีมากขึ้น สำหรับโครงการ NCSA httpd 1.3 ซึ่งกลายมาเป็นที่มาของชื่อ A PAtCHy server และในอีกความหมายหนึ่งยังกล่าวถึงเผ่าอะแพชีหรืออาปาเช่ ซึ่งเป็นเผ่าอินเดียนแดงที่มีความสามารถในการรบสูงอีกด้วย

    Apache จัดเป็น Service ที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีจุดเด่นในเรื่องความทนทาน รองรับภาระงานหนักได้ สามารถนำไปใช้งานได้ในหลายระบบปฏิบัติการ อีกทั้งยังใช้ทรัพยากรจำนวนน้อยบน Server มีลักษณะที่ยืดหยุ่นต่อการใช้งานทำให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับบริษัท Web Hosting หลายแห่ง โดย Apache ยังเป็นซอฟต์แวร์ Open Source เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมพัฒนาส่วนต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดเป็น Module ที่เกิดประโยชน์มากมาย เช่น mod_perl, mod_python หรือ mod_php ซึ่งทำงานร่วมกับภาษาอื่นได้ดี และไม่ได้เป็นเพียง Server ที่ให้บริการแค่ HTML (HyperText Markup Language) อย่างเดียวเท่านั้น รวมถึงยังมีความปลอดภัยในการสื่อสารผ่าน Protocol HTTPS (mod_ssl) โดยยังมี Module อื่น ๆ ที่นิยมนำใช้ เช่น mod_vhost ช่วยสร้างโฮสต์เสมือน (Virtual Hosting) ภายในเครื่องเดียวกันได้ หรือ mod_rewrite ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ URL ของเว็บไซต์นั้นอ่านง่ายขึ้น

    นอกจากนี้ Apache ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อรองรับการทำงานอยู่เสมอ โดยเฉพาะด้าน Web Services ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์บนโลก Internet ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ระหว่าง Human-to-Machine ผ่าน HTTP และถูกพัฒนามาใช้ระหว่าง Machine-to-Machine ในรูปแบบ XML (Extensible Markup Language) เป็น Format ที่บอกแหล่งที่มาและรายละเอียดข้อมูลได้ รวมถึง JSON Format (JavaScript Object Notation) เป็น Standard Format อย่างหนึ่งที่เป็น Text สามารถอ่านออกได้ด้วยตาเปล่า ใช้ในการสร้าง Object ขึ้นมาเพื่อส่งข้อมูลระหว่างแอปพลิเคชัน หรือ API (Applications Program Interface) โดย Format จะมีรูปแบบเป็น คู่ Key-Value หรือเป็นแบบ Array และสามารถนำมาใช้แทน XML Format ได้ โดย JSON เดิมเป็น Format จาก JavaScript แต่ในปัจจุบันมีภาษา Programming หลายชนิดที่เริ่มใช้งาน JSON ที่สามารถสร้างและแปลง Format กลับไปมาได้สะดวกยิ่งขึ้น

    M ย่อมาจาก MySQL

    MySQL เป็นระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS (Database Management System) แบบข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Management System) ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบตาราง (Table) แบ่งออกเป็นแถว และในแต่ละแถวทำการแบ่งเป็นคอลัมน์ (Column) สำหรับเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลในตารางต่าง ๆ กับข้อมูลในคอลัมน์ที่กำหนดไว้ โดยใช้ RDBMS Tools ในการควบคุมสำหรับจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น ทำให้นำไปประยุกต์ใช้งานได้ง่าย ทำให้ระบบฐานข้อมูลนี้ได้รับความนิยมมากที่สุด 

    MySQL จัดเป็น Open Source ที่ถูกคิดค้นโดย MySQL AB ในประเทศสวีเดน สร้างขึ้นจากชาวสวีเดน 2 คน คือ David Axmark และ Allan Larsson ร่วมกับชาวฟินแลนด์ Michael “Monty” Widenius โดยในปี ค.ศ. 2008 ถูก Takeover จาก Sun Microsystems, Inc. รวมกับ Oracle Corporation ในปี ค.ศ. 2010

    MySQL ได้รับการออกแบบและปรับให้เหมาะสมสำหรับพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application สามารถทำงานได้ทุกแพลตฟอร์ม นิยมใช้งานร่วมกับภาษาโปรแกรม PHP และภาษาอื่น ๆ พร้อมทั้งอนุญาตให้ผู้ใช้งานหลายคนจัดการและสร้างฐานข้อมูลจำนวนมาก จึงทำให้ MySQL เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce (Electronic Commerce) เหมาะสำหรับการใช้งานสร้างเว็บไซต์ทั่วไป โดยมีโปรแกรมช่วยในการจัดฐานข้อมูลที่แม่นยำ ครบครัน ใช้งานง่าย และยังช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความน่าเชื่อถือระดับสูง เช่น phpMyAdmin, Mysql Admin เป็นต้น

    P ย่อมาจาก PHP, Perl หรือ Python

    PHP (PHP Hypertext Preprocessor) เป็น 1 ใน 3 ภาษาหลักที่ใช้ใน LAMP โดยภาษาอื่นในลำดับถัดมา ได้แก่ Perl และ Python โดย PHP เป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ โดย Rasmus Lerdorf สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1994 ประเภท Scripting Language ซึ่งภาษาประเภทนี้เก็บคำสั่งต่าง ๆ ในไฟล์ที่เรียกว่า Script และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปรชุดคำสั่ง โดยมีรากฐานโครงสร้างคำสั่งมาจากภาษาซี (C Programming Language) ภาษาจาวาสคริปต์ (JavaScript) และ ภาษาเพิร์ล (Practical Extraction and Report Language) ได้รับความนิยมมากในหมู่ Developer

    PHP สามารถใช้เป็นภาษา Script สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ได้ดี ตัวอย่างเช่น PHP ทำงานร่วมกับ HTML (HyperText Markup Language) เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ในรูปแบบหนึ่งที่ใช้สำหรับสร้าง Web Page เพื่อเก็บข่าวสารข้อมูลที่ต้องการในรูปของเอกสาร Hypertext ที่มีคุณสมบัติสามารถเชื่อมโยงหน้าเว็บหนึ่งไปยังหน้าเว็บอื่น ๆ ได้ โดยโครงสร้างของ HTML มีตัวกำกับหรือ Tag สำหรับใช้ในการควบคุมการแสดงผลลัพธ์ของข้อความ รูปภาพ ตาราง และวัตถุอื่น ๆ ผ่านทาง Web Browser และ CSS (Cascading Style Sheets) ภาษาที่ใช้สำหรับตกแต่งเอกสาร HTML/XHTML ให้มีหน้าตา สีสัน ระยะห่าง พื้นหลัง เส้นขอบและอื่น ๆ ตามที่ต้องการ เพื่อสร้างเนื้อหาแบบ Dynamic สำหรับเว็บไซต์ เว็บแอปพลิเคชัน และบริการออนไลน์อื่น ๆ เป็นต้น โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถเขียน Webpage ที่มีความตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง


    LAMP ทำงานอย่างไร ?

    แอปพลิเคชันแต่ละรายการใน LAMP เป็นชุดบริการเฉพาะที่มีฟังก์ชันระดับสูง ใช้สร้าง Web Server ที่สามารถรองรับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ดี โดยเขียนเว็บไซต์ด้วยโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ PHP จากนั้นเก็บข้อมูลใน MySQL แล้ว Run เว็บไซต์ด้วย Apache บน Linux ที่ได้รับคำขอจาก Web Browser และส่งคำขอไปยัง Web Application ซึ่ง Web Application ทำการค้นหาฐานข้อมูลและส่งคืนข้อมูลที่ร้องขอกลับไปที่ Apache ซึ่งจะส่งไปยัง Web Browser ที่ส่งคำขอ

    โดยส่วนประกอบของ LAMP แต่ละประเภทสื่อสารกันผ่าน Interface ที่ออกแบบมาให้มีลักษณะทั่วไป ในชื่อ Application Programming Interfaces (API) คือ ส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ หรือตัวกลาง ที่ให้เว็บไซต์, ซอฟต์แวร์ รวมถึงแอปพลิเคชัน สามารถสื่อสาร และทำงานร่วมกันได้ พร้อมเชื่อมถึงข้อมูลกับฐานข้อมูล (Database) ในรูปแบบโค้ดที่เป็นคำสั่งเรียกใช้ API โดยการออกแบบ API ที่ดี ควรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับการใช้งานที่หลากหลายและใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    ใครเหมาะกับการใช้งาน LAMP ?

    LAMP เป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย คุณสามารถใช้ LAMP เพื่อเรียกใช้งาน Web Application ได้เกือบทุกชนิด เช่น WordPress, Drupal, Joomla, LMS และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะผู้ใช้งาน WordPress และเว็บไซต์ออนไลน์เกือบทั้งหมดในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ LAMP ในการสร้างสรรค์เว็บไซต์ เพราะสะดวกและใช้งานง่ายนั่นเอง


    7 ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ LAMP

    ภาพประกอบ 2 LAMP คือ

    1. Pack รวม Technology ยอดนิยมมาให้แล้ว !

    Linux เป็น Operating System ที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับ Web Servers ส่วน Apache เป็น Web Server ที่ได้รับความนิยมสูงสุดก่อน NGINX สำหรับ MySQL ถูกใช้งานเกือบทั้งหมดของเว็บไซต์ทั่วโลก รวมถึงโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ PHP เป็นส่วนหนึ่งของ Back-End Programming Language ที่ถูกใช้งานมากที่สุดสำหรับ Website นั่นเอง เรียกได้ว่า LAMP รวมเทคโนโลยียอดนิยมที่ครบจบสำหรับการจัดทำเว็บไซต์มาให้คุณเรียบร้อยแล้ว

    2. เป็นเทคโนโลยี Open Source ที่มีการพัฒนาอยู่เสมอ 

    เนื่องจากเป็น Open Source Platform จึงมีการอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เป็นประจำ ทำให้ Platform มี Feature ขั้นสูงที่สามารถจัดการกับ Security Threats ล่าสุด ช่วยให้ง่ายในการรวม LAMP เข้ากับ Web Development Feature และ Design ที่ทันสมัยเสมอ

    3. มีความยืดหยุ่นและง่ายต่อการปรับแต่ง

    Programmer ส่วนใหญ่จำเป็นต้องเปลี่ยน Requirement เพื่อให้ตรงกับ Feature บางอย่างของ Development Platform ด้วย LAMP เพราะสามารถ Customize ได้ง่ายและช่วยให้มีความยืดหยุ่นสูง 

    คุณสามารถ Customize องค์ประกอบบางส่วนของ LAMP เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของ Programming ได้ โดยส่วนประกอบต่าง ๆ ของ LAMP สามารถแลกเปลี่ยนกับ Open Source Solutions อื่น ๆ ตามต้องการ เพราะมี Variants ที่แตกต่างกันสำหรับ LAMP รวมถึง AMP, WIMP, SAMP และ MAMP ซึ่ง Variants เหล่านี้ใช้ Operating Systems ที่แตกต่างกัน และบางส่วนก็มี Database Systems ที่แตกต่างกัน (MariaDB หรือ MongoDB) คุณยังสามารถใช้ Python, Pearl เป็น Programming Language ได้อีกด้วย

    4. มีความปลอดภัยในการใช้งาน

    มี Security Standards ขั้นสูง ซึ่ง Security Systems ของ LAMP ได้รับการอัปเดตเพื่อรับมือกับ Security Threats ล่าสุดอยู่เสมอ ทำให้คุณสามารถพัฒนา Web Application ได้โดยไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ช่วยให้คุณสามารถใช้เวลาไปที่องค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ ของ Application ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    5. สามารถปรับขนาดการใช้งานได้

    LAMP ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยขนาดของ Application ที่คุณกำลังสร้างเท่านั้น เพราะ Platform สามารถปรับเปลี่ยนขนาดให้เหมาะสมกับพื้นที่ของ Web Application ได้ทุกขนาด อีกทั้งยังสามารถลดและขยายพื้นที่ได้ตามขนาดและ Feature ของ Web Application ได้เช่นกัน

    6. เป็น Platform อิสระที่ไม่ผูกมัดกับระบบใด

    LAMP สามารถทำงานได้กับ Operating System หลัก ๆ ทั้งหมด เช่น Windows, Linux, Android และ iOS โดยคุณมีอิสระในการใช้ Platform ที่ต้องการได้

    7. รองรับการพัฒนา Software แบบ Agile

    การพัฒนา Software แบบ Agile คือ การปรับปรุงกระบวนการให้ทำงานได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย LAMP เป็น Platform ที่เหมาะมากสำหรับการ Develop ที่รวดเร็ว เนื่องจากมี Library มากมายที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ยังมี Frameworks รองรับอีกมากมายที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาของ Software Development Process 


    คุณพร้อมใช้งาน LAMP แล้วหรือยัง ?

    LAMP เป็นเทคโนโลยีที่มอบพื้นฐานที่แข็งแกร่งและใช้งานได้หลากหลาย สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ หากคุณสนใจบริการ LAMP สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือแม้แต่สร้างสภาพแวดล้อมแบบกำหนดเองที่เหมาะกับความต้องการของคุณบน OpenLandscape Cloud ได้เลยที่ คลิก


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.mindphp.com

    https://www.technotification.com

    https://www.webhostingsecretrevealed.net/blog/web-hosting-guides/lamp-stack-explained/

  • Freeware คือ อะไร ? แตกต่างจาก Open Source และ Shareware อย่างไรบ้าง

    Freeware คือ อะไร ? แตกต่างจาก Open Source และ Shareware อย่างไรบ้าง

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    Freeware คือ อะไร ?

    Freeware แตกต่างจาก Open Source อย่างไร ?

    Freeware แตกต่างจาก Shareware อย่างไร ?

    เปรียบเทียบความแตกต่างของ Freeware, Open Source และ Shareware

    Freeware ยอดนิยมมีอะไรบ้าง ?


    Freeware คือ อะไร ?

    Freeware คือ ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ที่สามารถใช้งานได้ฟรีอย่างเต็มรูปแบบ มีให้เลือกใช้ทั้ง Free Version และ Full Version ที่มีการเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานมากขึ้น เพียงทำการติดตั้งง่าย ๆ ด้วยการดาวน์โหลดโปรแกรมที่ต้องการลงบนเครื่องที่ต้องการใช้งาน เมื่อดำเนินการติดตั้งโปรแกรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการสามารถเริ่มใช้โปรแกรมได้ทันที ! 

    Freeware ส่วนใหญ่มีการอัปเดตโปรแกรมให้ทันสมัยตลอดอายุการใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่อง ของการใช้งานหรือมีการระบุเงื่อนไขข้อห้ามที่ชัดเจน เช่น อนุญาตให้ใช้โปรแกรมเฉพาะส่วนบุคคลและนำมาใช้งานตามหน้าที่ของโปรแกรมเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ (Commercial Use) แต่หากต้องการใช้ในเชิงพาณิชย์ สามารถเลือกใช้งานโปรแกรมเวอร์ชันที่ผู้พัฒนาจัดทำขึ้นเพื่อจัดจำหน่าย ดังนั้นการใช้ Freeware ต้องตรวจสอบประเภทของการใช้งานให้ถูกต้องและควรศึกษา EULA (End User License Agreement) หรือ ข้อตกลงการอนุญาตใช้สิทธิ์ License ที่จำเป็นต้องกดยอมรับก่อนทำการติดตั้งให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันการผิดกฎการใช้งาน เช่น License ของ Adobe Reader เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับเปิดอ่านไฟล์ PDF (.pdf) ที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยในการตรวจสอบเอกสาร ค้นหา และจัดพิมพ์ที่รองรับ Font ภาษาไทย ช่วยเพิ่มความสะดวกและเป็น Freeware ยอดนิยมที่เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี แต่ Adobe Reader อนุญาตให้ใช้งานแบบส่วนบุคคลเท่านั้น โดยสามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซต์หรือแหล่งต้นทาง ไม่อนุญาตให้นำไฟล์โปรแกรมไปติดตั้งผ่าน Server และเปิดให้ผู้อื่นเข้ามาดาวน์โหลดเพื่อนำไปใช้งานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผิดกฎ License ในเรื่องของวิธีการส่งต่อซอฟต์แวร์ เปรียบเทียบเท่ากับการทำผิดกฎหมายเลยทีเดียว

    นอกจากนี้ Freeware ยังไม่สามารถนำไปแก้ไขหรือทำการดัดแปลงโปรแกรมและนำไปจำหน่ายได้ หากต้องการดัดแปลงหรือแก้ไขใด ๆ จำเป็นต้องใช้โปรแกรมประเภท Open Source เท่านั้น


    Freeware แตกต่างจาก Open Source อย่างไร ?

    Freeware เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้นำโปรแกรมไปใช้งานได้แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือเสียค่าลิขสิทธิ์ โดยมีลักษณะอยู่ตรงกลางระหว่างซอฟต์แวร์พาณิชย์และซอฟต์แวร์ Open Source ที่อนุญาตให้กลุ่มนักพัฒนาสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างซอฟต์แวร์ให้มีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น สามารถนำโค้ดต้นฉบับ (Source Code) มาแก้ไข ดัดแปลง และเผยแพร่ได้อย่างอิสระ ซึ่งแตกต่างจาก Freeware ที่ไม่อนุญาตให้นำโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ไปเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อเป็นการรักษาความลับทางการค้า

    นอกจากนี้ Open Source ยังไม่มีข้อจำกัดสำหรับการใช้งาน ซึ่งต่างจาก Freeware ที่ต้องมีการตรวจสอบเงื่อนไขการใช้หรือข้อตกลงการอนุญาตใช้สิทธิ์ License ที่มีเงื่อนไขระบุการใช้งานอย่างชัดเจน และยังมีความคล้ายกับ Shareware ในเรื่องข้อจำกัดการใช้งานอีกด้วย


    Freeware แตกต่างจาก Shareware อย่างไร ?

    Shareware คือ ซอฟต์แวร์ที่เป็นโปรแกรมประเภททดลองใช้งานเบื้องต้น มีข้อกำหนดและเงื่อนไขในการใช้งานตามประเภทของการใช้งาน ซึ่งอาจมีคุณสมบัติเหมือนกับเวอร์ชันเต็มทุกประการแต่อาจถูกจำกัดสิทธิ์ในการใช้งาน หรือมีคุณสมบัติบางอย่างที่จำกัดไว้สำหรับผู้ที่ซื้อเวอร์ชันสมบูรณ์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบถ้วนเหมือนกับ Freeware แต่ Shareware มีการกำหนดระยะเวลาสำหรับการทดลองใช้งานฟรี โดยส่วนใหญ่จำกัดเวลาประมาณ 7 – 30 วัน หรือจำกัดเป็นจำนวนครั้ง เมื่อครบกำหนดระยะทดลองใช้งานจะไม่สามารถใช้งานต่อได้ และหากต้องการใช้งานต่อ จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อโปรแกรมเวอร์ชันสมบูรณ์ในการต่ออายุการใช้งานหรือการได้รับอนุญาตใช้สิทธิ์ License เพื่อสามารถใช้งานต่อได้ เป็นต้น

    Shareware มีจุดประสงค์ทางการตลาดสำหรับโฆษณาโปรแกรมเพื่อให้มีความต้องการในการซื้อมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจาก Freeware ที่สามารถใช้งานได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่มีกำหนดระยะเวลาการใช้งาน แต่เหมือนกันในเรื่องข้อตกลงการอนุญาตใช้สิทธิ์ License ที่ไม่สามารถทำสำเนาส่งต่อหรือเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้


    เปรียบเทียบความแตกต่างของ Freeware, Open Source และ Shareware

    Freeware คือ


    Freeware ยอดนิยมมีอะไรบ้าง ?

    OpenLandscape ได้รวมรวมโปรแกรม Freeware สำหรับการใช้งาน 3 หมวดหมู่ ดังนี้

    โปรแกรมป้องกันไวรัส (Antivirus)

    โปรแกรมสแกนไวรัส Freeware ที่ได้รับการยอมรับและมียอดดาวน์โหลดจากผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก เพราะสามารถใช้งานได้ฟรี แถมยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรค่าแก่การเลือกมาใช้งานเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ เช่น

    นอกจากการมีโปรแกรมป้องกันไวรัสดี ๆ ติดเครื่องไว้แล้ว อย่าลืมสำรองข้อมูลสำคัญแยกไว้ใน Harddisk หรือ External เป็นประจำ โดยเฉพาะการสำรองข้อมูลไว้บน Cloud ยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยว่าข้อมูลหรือเอกสารสำคัญของคุณจะไม่สูญหายไปไหนแน่นอน

    โปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser)

    โปรแกรมที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงใช้ในการติดต่อสื่อสารในรูปแบบหน้าเว็บ (Webpage) โดยตัวอย่างเว็บเบราว์เซอร์ที่นิยมใช้กัน เช่น 

    นอกจากนี้ การเลือกใช้เว็บเบราว์เซอร์ควรเลือกตามการใช้งานที่เหมาะกับระบบปฏิบัติการที่ใช้งานอยู่ รวมถึงไม่กินพื้นที่บนคอมพิวเตอร์ มีความรวดเร็วในการใช้งานหรือมีฟังก์ชันที่ตรงตามความต้องการอย่างครบครันและที่สำคัญคือมีการพัฒนาระบบอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัยต่อการใช้งานนั่นเอง

    โปรแกรมจัดการเอกสาร

    โปรแกรมสำหรับจัดทำเอกสารประเภทต่าง ๆ หรือแก้ไขรูปแบบข้อความที่เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานในสำนักงานหรือจัดทำสื่อการเรียนการสอนสำหรับอาจารย์ รวมถึงนักเรียนและนักศึกษาที่ต้องใช้โปรแกรมในการทำรายงานได้แบบฟรี ๆ เช่น

    โดยแต่ละโปรแกรมจะมีรูปแบบการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน เน้นการใช้งานที่ง่ายและสะดวก อีกทั้งยังมี Template สำเร็จรูปให้เลือกใช้งานมากมาย สามารถเลือกใช้งานตามที่ชอบได้เลย


    มาใช้โปรแกรมฟรีที่ดีอย่างถูกลิขสิทธิ์กันเถอะ !

    Freeware, Open Source และ Shareware ต่างเป็นโปรแกรมถูกลิขสิทธิ์ที่สามารถใช้งานได้ฟรี มีให้เลือกหลากหลายความต้องการ อีกทั้งยังครอบคลุมการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างทั่วถึง พร้อมด้วยคุณสมบัติมากมายที่มีให้เลือกสรรได้อย่างเต็มที่ อาจมีข้อจำกัดการใช้งานในบางประเภทแต่ไม่กระทบกับการใช้งานขั้นพื้นฐานแต่อย่างใด  

    ดังนั้นเมื่อรู้จักโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย ไม่ยุ่งยาก และถูกลิขสิทธิ์แบบนี้แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงโปรแกรมประเภท Crackware หรือโปรแกรมที่ละเมิดลิขสิทธิ์และผิดกฎหมายซึ่งมีบทลงโทษทั้งจำและปรับ รวมถึงยังมีประสิทธิภาพการใช้งานที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีการสนับสนุนทางเทคนิคหรือการอัปเกรดซอฟต์แวร์ และการรับประกันคุณภาพที่สำคัญ อาจมาพร้อมไวรัสที่ทำให้เกิดความเสียหายให้โทษได้มากกว่าที่คุณคาดคิด


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.avg.com/en/signal/best-free-antivirus-software