Category: Knowledge Base

  • Open Source คือ อะไร ? มาทำความรู้จักซอร์ฟแวร์ยอดนิยมที่สามารถนำไปพัฒนาต่อให้ดีกว่าเดิมได้ !

    Open Source คือ อะไร ? มาทำความรู้จักซอร์ฟแวร์ยอดนิยมที่สามารถนำไปพัฒนาต่อให้ดีกว่าเดิมได้ !

    Open Source คือ อะไร ?

    Open Source คือ การพัฒนาซอฟต์แวร์ตามแนวคิดที่อาศัยความร่วมมือของนักพัฒนาทั่วโลก เพื่อสร้างซอฟต์แวร์ที่ดีกว่าเดิม โดยซอฟต์แวร์ดังกล่าวสามารถเปิดเผยโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ซึ่งถูกเขียนขึ้นโดยภาษาคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโปรแกรมสำหรับควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์หรือการใช้งานทั่วไป ตลอดจนงานเฉพาะด้าน ซึ่งนักพัฒนาโปรแกรมจะเป็นผู้เขียนชุดคำสั่งขึ้นมา ก่อนทำการแปลงเป็นภาษาเครื่องที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ และสามารถทำตามคำสั่งด้วยการใช้ตัวแปล (Compiler) ช่วยแปลโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ทั้งโปรแกรมให้เป็นลำดับของคำสั่งหรือคำสั่งในภาษาคอมพิวเตอร์ (Object Code) นอกจากนี้โปรแกรมดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ผู้อื่นสามารถดาวน์โหลด แก้ไข ดัดแปลง และเผยแพร่ได้อย่างอิสระ เพื่อให้นักพัฒนาได้นำไปใช้พัฒนาซอฟต์แวร์ต่อได้หรือร่วมกันพัฒนาจนเกิดเป็นสังคมนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำงานด้วยกันอย่างไร้พรมแดน ภายใต้เงื่อนไขที่มีข้อตกลงร่วมกัน 


    ทำไม Open Source ถึงได้รับความนิยม ?

    Open Source ที่ร่วมแชร์โค้ดต้นฉบับ (Source Code) แบบสมบูรณ์สู่สาธารณะ โดยทั่วไปจะทำการแชร์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับแชร์โค้ด เช่น GitHub ที่อนุญาตให้ทุกคนตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงโค้ดได้ ทำให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงข้อมูล พร้อมได้รับคำแนะนำ รวมถึงความช่วยเหลือต่าง ๆ และการทำงานร่วมกันจากกลุ่มนักพัฒนาที่กว้างมากขึ้น ทั้งจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน หรือบุคคลที่มีประสบการณ์ที่หลากหลาย ทำให้ได้รับผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในเวลาอันสั้น รวมถึงดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่พบ ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะยิ่งมีการตรวจสอบและทำงานกับโค้ดมากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสพบข้อผิดพลาดหรือช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นได้มากขึ้นเท่านั้น ทำให้ Open Source ได้รับการพัฒนาต่อจนสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น


    ประวัติความเป็นมาของ Open Source

    Open Source เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในยุคเริ่มต้นของการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยมีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและนักวิชาการ รวมไปถึงนักพัฒนาที่ได้ร่วมทำงานด้วยกัน บนพื้นที่ของการแบ่งปันความรู้และข้อมูลแบบอิสรเสรีอย่างเปิดเผย โดยนักพัฒนามีวิธีแบ่งปันโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ผ่านทางหนังสือและนิตยสารคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการทำสำเนาโค้ดต้นฉบับ (Source Code) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถคัดลอกและนำไปใช้งานได้ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นพิเศษส่งผลให้คอมพิวเตอร์ยุคแรก อย่างเช่น Commodore 64 ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเครื่องแรก ๆ ของโลกและ ZX Spectrum คอมพิวเตอร์แบบ 8 bit ซึ่งสามารถใช้สร้างเกมพื้นฐานมีจำนวนการใช้งานเพิ่มมากขึ้น

    เมื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์กลายเป็นเชิงพาณิชย์และมีการแข่งขันระหว่างนักพัฒนาเพิ่มมากขึ้น การแบ่งปันโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ของ Open Source จึงลดลง แต่สำหรับนักพัฒนาบางกลุ่มยังมีการเขียนซอฟต์แวร์ Open Source และแบ่งปันอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่จะถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญา และเป็นโอกาสทำเงินทางธุรกิจ

    แต่เมื่อถึงยุคที่คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นักพัฒนาจึงเริ่มแบ่งปันโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ Open Source เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นจำนวนมาก และในที่สุดก็นำไปสู่การสร้าง Linux Kernel โดย ลินุส โตร์วัลดส์ (Linus Torvalds) ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นโปรแกรมพื้นฐานภายใต้ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (OS) ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ และช่วยจัดการทรัพยากรในคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เช่น การใช้พื้นที่หน่วยความจำ (RAM), การใช้หน่วยประมวลผลกลาง (CPU), การจัดการไฟล์ และระบบอื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหน้าที่เป็นตัวควบคุมอุปกรณ์ Input / Output และอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ อย่าง เมาส์ (Mouse), จอมอนิเตอร์ (Monitor), แป้นพิมพ์ (Keyboard) เป็นต้น

    คำว่า ‘โอเพนซอร์ส’ (Open Source) ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 1998 และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าซอฟต์แวร์ Open Source เป็นที่รู้จักในเฉพาะกลุ่มผู้ชื่นชอบการประมวลผล (Data Processing) และผู้ที่ให้ความสนใจในการเขียนโปรแกรมมาก่อน แต่ในปัจจุบัน Open Source ได้รับการยอมรับในระดับวงกว้าง ทั้งในสายตาของสาธารณชนทั่วไปและภายในระดับองค์กร


    บริษัทสามารถทำเงินจาก Open Source ได้อย่างไร ?

    เนื่องจาก Open Source เปิดให้ใช้งานได้ฟรี หลายคนอาจสงสัยว่าบริษัทต่าง ๆ เช่น Red Hat และ Canonical สามารถสร้างรายได้อย่างไร ?

    บริษัทที่เชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ Open Source จะไม่สามารถสร้างรายได้จากการขายซอฟต์แวร์ Open Source ได้โดยตรง เพราะมีการเปิดให้ดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรี แต่หลาย ๆ บริษัทจะนำเสนอผลิตภัณฑ์เวอร์ชันที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเพิ่มเติมเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ซอฟต์แวร์เหล่านี้มีความยืดหยุ่น มีคุณสมบัติครบถ้วนตามความต้องการในการใช้งาน รวมถึงการจัดการและการบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังสามารถทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นกับแพลตฟอร์มและบริการอื่น ๆ ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น


    ทำไมต้องนักพัฒนาถึงควรใช้ Open Source ?

    นักพัฒนาส่วนใหญ่มีเหตุผลหลากหลายที่เลือกใช้ Open Source แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ การแบ่งปันข้อมูลความรู้ระหว่างกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด นักพัฒนาหลายคนเพียงต้องการช่วยสร้างสิ่งที่ดีขึ้นและสนับสนุนโครงการที่มีประโยชน์และคุ้มค่าสำหรับการพัฒนา เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอยู่เสมอ 


    Open Source คือ รูปประกอบ

    Open Source ปลอดภัยหรือไม่ ?

    ในทางทฤษฎี ยิ่งมีการตรวจสอบโค้ดมากขึ้นเท่าไหร่ นักพัฒนาจะพบช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยและข้อผิดพลาดต่าง ๆ ทำให้สามารถแก้ไขให้มีประสิทธิภาพที่ดีได้มากขึ้น แต่ถึงจะได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คนแล้ว ความผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นจึงไม่ควรละเลยเรื่องของความปลอดภัยและควรตรวจสอบความถูกต้องอยู่เป็นประจำ

    ข้อควรระวังจากการใช้โค้ดฟรีและการแบ่งปันกันอย่างกว้างขวาง คือ ช่องโหว่ที่พบจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ตามค่าเริ่มต้น และ Open Source Library ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ยังถูกฝังอยู่ภายในแอปพลิเคชันจำนวนมาก และหากโค้ดหนึ่งบรรทัดภายในไลบรารีมีช่องโหว่ เพียงแค่จุดเดียวสามารถกลายเป็นข้อบกพร่องของระบบที่ทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาใช้ระบบ เพื่อทำให้เกิดความเสียหายหรือเอาข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางที่ไม่ดีได้ 

    ดังนั้นนักพัฒนาควรทำการตรวจสอบแหล่งที่มาของโค้ดที่นำมาใช้และอย่าเพิ่งไว้วางใจ ถึงแม้โค้ดจะนำมาจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ และควรตรวจสอบหาข้อผิดพลาดและอันตรายอื่น ๆ ที่อาจถูกมองข้ามด้วยความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยอยู่เสมอ

    นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมี Tooling ต่าง ๆ เข้ามาช่วยสร้างความปลอดภัย และตรวจสอบช่องโหว่ เพื่อป้องกันภัยคุกคามได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงยังได้รับความช่วยเหลือจากนักพัฒนาในการช่วยสร้างความปลอดภัย ส่งผลให้เทคโนโลยีในปัจจุบันก้าวหน้าขึ้นไปอีกมาก ทำให้นักพัฒนาสามารถมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยได้มากขึ้น

    ส่งผลให้ Open Source ได้รับความนิยมใช้กันทั่วโลก จากการสำรวจกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้าน Open Source Software (OSS) จำนวน 2,660 ราย โดย OpenLogic ของ Perforce และ Open Source Initiative ในปี 2022 พบว่า 77% ขององค์กร นิยมใช้งาน OSS มากกว่าเมื่อปีที่ผ่านมา โดย 36% พบว่ามีจำนวนการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นจากเดิม และยังมีบริษัทใหญ่ ๆ ที่ให้การสนับสนุนและผลิตโปรเจกต์ Open Source มากมาย ยกตัวอย่าง Open Source จาก Facebook คือ React, Flux, Flow, Jest, React Native, GraphQL & Relay, HHVM, Nuclide และ Open Source จาก Google คือ Android, Angular, Dart, Polymer, Golang. Kubernetes (K8S), TensorFlow เป็นต้น


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.itpro.co.uk/software/28109/what-is-open-source

    www.techtalkthai.com/open-source-software-oss/

    https://www.devahoy.com/blog/2018/01/open-source-project-in-tech-company

  • รู้จักกับวัน โซเชียลมีเดีย วันสำคัญของโลกออนไลน์ – 30 มิ.ย 2022

    รู้จักกับวัน โซเชียลมีเดีย วันสำคัญของโลกออนไลน์ – 30 มิ.ย 2022

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    วัน โซเชียลมีเดีย คือวันอะไร ? ทำไมถึงเป็นวันสำคัญของโลกออนไลน์ ?

    รู้จักประวัติของวัน โซเชียลมีเดีย วันสำคัญของโลกออนไลน์

    ไทม์ไลน์วัน โซเชียลมีเดีย

    10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัน โซเชียลมีเดีย

    3 เหตุผลที่ทำให้เราให้ความสำคัญกับวัน โซเชียลมีเดีย

    คุณพร้อมเฉลิมฉลองวัน โซเชียลมีเดีย แล้วหรือยัง ?


    วัน โซเชียลมีเดีย คือวันอะไร ? ทำไมถึงเป็นวันสำคัญของโลกออนไลน์ ? 

    ถ้าพูดถึงเรื่องของการสื่อสาร หลายคนอาจนึกถึงโทรศัพท์มือถือ เครื่องแฟกซ์ หรือโทรสาร แต่ยุคนี้คงไม่มีใครไม่นึกถึง โซเชียลมีเดีย หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่ปฏิวัติวงการสื่อสารทางไกล ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพราะผู้คนสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน คุณสามารถติดต่อเพื่อนและครอบครัวได้ตลอดเวลา รวมถึงนักการตลาดยังสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและง่ายมากขึ้นกว่าเดิม

    และคุณทราบหรือไม่ว่า ผู้คนใช้งานบนโซเชียลมีเดียโดยเฉลี่ย 144 นาที หรือ 2.4 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อสังคมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงทำให้เกิดวันเครือข่ายสังคมออนไลน์หรือ Social Media Day ขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายนและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน 


    รู้จักประวัติของวัน โซเชียลมีเดีย วันสำคัญของโลกออนไลน์

    วันโซเชียลมีเดียเปิดตัวโดยเว็บไซต์ Mashable ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานข่าวสารเกี่ยวกับเทคโนโลยี, ธุรกิจ และเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2010 เพื่อเป็นการทราบถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่มีต่อการสื่อสารทั่วโลกและให้ทุกคนมาร่วมเฉลิมฉลองให้กับวันสำคัญนี้ ! เนื่องจากทุกคนใช้โซเชียลมีเดียในทุกวัน จนกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้รับข่าวสารและติดต่อกับคนทั่วโลก

    เว็บไซต์ Mashable ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเชื่อมต่อวัฒนธรรม ผู้คน และกลุ่มแฟนคลับที่หลากหลาย เพื่อมาร่วมทำกิจกรรมด้วยกันบนโลกออนไลน์ ด้วยการใช้แฮชแท็ก #SMDay หรือ #socialmediaday! ในทุกปีเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและตอนนี้คุณรู้จักวันโซเชียลมีเดียแล้ว อย่าพลาดการเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่สนุกสนานนี้ !


    โซเชียลมีเดีย 1

    ไทม์ไลน์วัน โซเชียลมีเดีย

    ในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังมากมายที่หลายคนรู้จักหรือใช้งานอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น Facebook, Instagram และ Twitter แต่ทราบหรือไม่ว่ายังมีแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่ปี 1940 – 2016

    1940s – กำเนิด Supercomputer เครื่องแรก 

    Supercomputer ถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วมากและมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ชนิดอื่น ๆ ในสมัยนั้น มีขนาดใหญ่และราคาแพงมาก สามารถคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้หลายแสนล้านครั้งต่อวินาทีและได้รับการออกแบบเพื่อใช้แก้ปัญหาขนาดใหญ่ทางวิทยาศาสตร์และทางวิศวกรรมศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว ผู้พัฒนาคือ Konrad Zuse และชื่อคอมพิวเตอร์คือ Z1 Computer

    ต่อมาในปี 1969 ถือกำเนิดอินเทอร์เน็ต (Internet) ขึ้น โดยองค์กรทางทหารของ สหรัฐอเมริกา ชื่อว่า ยู.เอส.ดีเฟนซ์ดีพาร์ทเมนท์ (U.S. Defence Department) เป็นผู้คิดค้นขึ้นมาเพื่อสร้างเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่าย ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ นับว่าเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีผู้นิยมใช้ โปรโตคอลอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกมากที่สุด

    1997 – Six Degrees เครือข่ายโซเชียลแห่งแรกที่ถูกสร้างขึ้น

    Six Degrees เป็นเครือข่ายโซเชียลแห่งแรกในโลก ก่อตั้งโดย Andrew Weinreich เพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันบนโลกอินเทอร์เน็ตและเเลกเปลี่ยนข่าวสารที่หลากหลาย ซึ่งผู้ใช้งานสามารถสร้างโปรไฟล์ อัปโหลดรูปภาพได้ นับว่าเป็นแนวคิดที่ใหม่มากสำหรับยุคนั้น เพราะการเชื่อมโยงทางอินเทอร์เน็ตยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ซึ่งเว็บไซต์นี้มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคน แต่ในที่สุดก็ปิดตัวลงในปี 2001

    2002 – Friendster แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยุคแรกที่นิยมมากในเอเชีย

    Friendster เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยุคแรก ก่อตั้งโดย Jonathan Abrams เพื่อให้ผู้คนรู้จักเพื่อนใหม่ได้อย่างปลอดภัยบนอินเตอร์เน็ตและมีผู้ใช้งานมากกว่าร้อยล้านคน โดยผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นคนเอเชีย ภายหลังบริษัทถูกเทกโอเวอร์โดย MOL Global บริษัทออนไลน์เพย์เมนท์จากมาเลเซียและเปลี่ยนรูปแบบเป็นเครือข่ายในด้านเกมและหยุดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 มิถุนายน 2015

    2003 – Linkedin เครือข่ายโซเชียลมีเดียแห่งแรกของแวดวงธุรกิจ

    LinkedIn เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจแห่งแรกในโลก ก่อตั้งโดย Reid Hoffman ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม Founder Paypal ใช้สำหรับสร้างเครือข่ายในการหางาน สามารถทำความรู้จักและเสริมสร้างความสัมพันธ์บนอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุด มีสมาชิกทั่วโลกมากกว่า 50 ล้านคนและยังได้ผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มคนทำงานทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

    2004 – MySpace และ Facebook เครือข่ายชุมชนออนไลน์ยอดนิยมถือกำเนิดขึ้น 

    MySpace เป็นเครือข่ายชุมชนออนไลน์ ให้บริการทำเว็บไซต์ส่วนตัว, บล็อก, การเก็บข้อมูล, รูปภาพ, วิดีโอ, ดนตรี และเชื่อมโยงเข้ากับกลุ่มผู้ใช้งานอื่น ๆ ก่อตั้งโดย Tom Anderson และ Chris DeWolfe โดยในปี 2006 MySpace เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีผู้ใช้งานมากกว่า 100 ล้านคนและมีผู้ลงทะเบียนใหม่ประมาณ 200,000 คนต่อวัน ซึ่งปัจจุบันยังเปิดให้ใช้บริการอยู่ถึงแม้จะไม่ได้รับความนิยมเท่าเดิม

    Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้สำหรับการสื่อสารและร่วมทำกิจกรรมกับผู้อื่นเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ผ่านช่องทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ ก่อตั้งโดย Mark Zuckerberg เปิดตัวหลัง MySpace โดยเริ่มแรกเปิดให้เข้าใช้เฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเท่านั้นและต่อมากลายเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ปัจจุบันมีผู้ใช้งานทั่วโลกประมาณ 2.93 พันล้านคนต่อเดือน ณ ไตรมาสแรกของปี 2022 

    2005 – YouTube แพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับแบ่งปันวีดีโอถือกำเนิดขึ้น

    YouTube เป็นแพลตฟอร์มที่นิยมมากที่สุดสำหรับการแบ่งปันเนื้อหาวิดีโอบนอินเทอร์เน็ต ถูกจัดเป็น 1 ในเว็บไซต์สำคัญสำหรับนักการตลาด ก่อตั้งจากอดีตพนักงาน 3 คนในบริษัท PayPal คือ Chad Hurley, Steve Chen, และ Jawed Karim โดยนำเทคโนโลยีของ Adobe Flash Player มาใช้แสดงภาพวิดีโอจนกลายเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกในยุคนี้ ปัจจุบันมีผู้เยี่ยมชมที่ไม่ซ้ำกันจำนวน 1.7 พันล้านคนต่อเดือน

    2006 – Twitter แพลตฟอร์มจำกัดตัวอักษรถือกำเนิดขึ้น

    Twitter เป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์จำพวกไมโครบล็อก มีการจำกัดตัวอักษรในทุกภาษาจำนวน 140 ตัวอักษรและต่อมาเพิ่มจำนวนเป็น 280 ตัวอักษร โดยข้อความที่โพสต์ถูกเรียกว่า “ทวิต” มีที่มาจากเสียงนกร้องและได้รับการขนานนามว่าเป็นเว็บไซต์สำหรับการส่งข้อความสั้น ๆ บนอินเทอร์เน็ต ก่อตั้งโดยบริษัท Obvious Corp เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายที่สุด ถึงมีการจำกัดตัวอักษรเพราะช่วยกรองคำให้มีเฉพาะใจความสำคัญ ทำให้ข้อความกระชับและอ่านง่าย ปัจจุบันมีบัญชีผู้ใช้งานจำนวน 1.3 พันล้านบัญชี

    2010 – Instagram แพลตฟอร์มที่ถูกเลือกใช้ในการแบ่งปันรูปภาพและคลิปวิดีโอสั้น ๆ ถือกำเนิดขึ้น

    Instagram หรือ IG เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้คนรู้จักกันผ่านรูปภาพและข้อความสั้น ๆ สามารถเรียนรู้กันได้มากขึ้นจากการกดติดตาม (Follow) ก่อตั้งโดย Kevin Systrom และ Mike Krieger มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคนภายใน 2 – 3 เดือนแรกและในปี 2012 Facebook ได้ซื้อแพลตฟอร์มนี้ในราคา 1 พันล้านดอลลาร์

    2011 – Snapchat แอปพลิเคชันที่ทำให้เรื่องราวที่ส่งถึงผู้รับหายไปได้ !

    Snapchat เป็นแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนที่ใช้ถ่ายรูปภาพหรือวิดีโอ โดยสามารถใส่คำพูดหรือขีดเขียนข้อความต่าง ๆ ลงไปบนภาพได้ โดยสิ่งที่ส่งไปจะเรียกว่า “Snaps” และจะถูกลบหายไปจากทั้งเครื่องของผู้ส่งและผู้รับหลังจากส่งสำเร็จแล้ว รวมทั้งไม่มีการเก็บข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ของ Snapchat ด้วย เพราะเหตุนี้จึงทำให้แอปพลิเคชันนี้กลายเป็นที่นิยม ก่อตั้งโดย Evan Spiegel มีคนดูวิดีโอในสแนปแชทถึง 10 ล้านคนต่อวันและในปี 2013 มีรายงานว่า Snapchat ปฏิเสธข้อเสนอมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์จาก Facebook

    2014 – WhatsApp แอปพลิเคชันรับส่งข้อความยอดนิยมถือกำเนิดขึ้น

    WhatsApp เป็นแอปพลิเคชันที่เปิดให้บริการรับส่งข้อความและวิดีโอคอลฟรี มีจำนวนผู้ใช้มากกว่า 2 พันล้านคนใน 180 กว่าประเทศ เนื่องจากใช้งานง่าย มีความเป็นส่วนตัวและน่าเชื่อถือ จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนและครอบครัว ก่อตั้งขึ้นโดย Jan Koum และ Brian Acton และในปี 2014 Facebook ได้ซื้อ WhatsApp ในราคา 16 พันล้านดอลลาร์  

    2016 – TikTok แพลตฟอร์มที่รวมผู้ใช้งาน Gen Z ไว้มากที่สุดในขณะนี้ !

    TikTok หรือ Douyin เป็นแพลตฟอร์มการสร้างคลิปวีดิโอสั้น ๆ ได้รับการพัฒนามาจากบริษัท ByteDance เป็นไอเดียของ Zhang Yiming วิศวกรซอฟต์แวร์ชาวจีนและได้รับความนิยมทั่วโลกในปี 2018 ซึ่งแอปพลิเคชันนี้เปิดให้ใช้บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยเปิดให้บริการใน 155 ประเทศและรองรับถึง 75 ภาษาทั่วโลก และมีผู้ใช้ TikTok มากกว่า 240 ล้านคนต่อเดือนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของผู้ใช้ทั่วโลก


    โซเชียลมีเดีย 3

    10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัน โซเชียลมีเดีย

    1. 300 ชั่วโมงในทุกนาที

    ปัจจุบันมีการอัปโหลดวิดีโอมากกว่า 300 ชั่วโมงไปยังเว็บไซต์ YouTube ในทุกนาที และมีจำนวนผู้ชมวิดีโอนานถึง 40 นาทีต่อวัน !

    2. แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง

    81 % ของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างน้อย 1 แพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมต่อถึงลูกค้าและใช้ในการโปรโมตธุรกิจและให้ข้อมูลข่าวสารกับผู้ติดตาม

    3. Food-Stagram

    เมนูอาหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดบน Instagram คือ Pizza อาหารอิตาเลียนที่ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก และเมนูที่ได้รับความนิยมรองลงมา คือ ซูชิ เป็นเมนูที่ชาวต่างชาตินิยมกันอย่างมาก และเมนูอันดับที่ 3 คือ สเต๊ก อาหารจากฝั่งตะวันตก 

    4. Eggscellent

    รูปภาพที่ทำลายสถิติของรูปที่มียอดไลค์มากที่สุดบน Instagram คือ รูปไข่ อัปโหลดโดย แอคเคาน์ world_record_egg 

    โซเชียลมีเดีย 3

    5. รัวนิ้วบนแป้นคีย์บอร์ต 

    มีผู้ใช้งานโพสต์ทวีตบน Twitter จำนวน 500 ล้านครั้งต่อวันหรือเป็นจำนวน 6,000 ทวีตต่อทุกวินาที 

    6. แอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนที่ทุกคนต้องมี !

    85% ของสมาร์ตโฟนทั้วโลก หรือประมาณ 2.53 พันล้านเครื่อง มีแอปพลิเคชันและใช้งาน Facebook 

    7. ผู้ก่อตั้ง Snapchat ถูกจัดให้เป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก !

    ในปี 2014 นิตยสาร Forbes จัดอันดับให้ Evan Spiegel ผู้ก่อตั้ง Snapchat ในวัย 25 ปี เป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก ด้วยทรัพย์สินมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

    8. ยอดดาวน์โหลด 113 ล้านครั้งทั่วโลก !

    ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2020 TikTok มียอดการดาวน์โหลดเกือบ 113 ล้านครั้งทั่วโลกทั้งใน App Store และ Google Play

    9. โฆษณาบน TikTok เข้าถึงผู้คนได้มากกว่า 884.9 ล้านคน !

    ด้วยจำนวนผู้ใช้งานมหาศาลบน TikTok ทำให้การโฆษณาบน TikTok สามารถเข้าถึงผู้คนอายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นจำนวนมากกว่า 884.9 ล้านคน

    10. คนไทยใช้ TikTok มากเป็นอันดับ 8 ของโลก ! 

    โซเชียลมีเดีย 4

    ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 ประเทศไทยถูกจัดอันดับผู้ใช้งาน TikTok เป็นอันดับที่ 8 ของโลก ด้วยจำนวนมากถึง 35.8 ล้านคน หรือ 63.6% ของประชากรทั้งประเทศที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป


    3 เหตุผลที่ทำให้เราให้ความสำคัญกับวัน โซเชียลมีเดีย

    1. โซเชียลมีเดียเป็นแหล่งความบันเทิงชั้นเยี่ยม !

    โซเชียลมีเดียเป็นการให้ความบันเทิงรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะช่วยให้คุณติดตามหรือค้นหาสิ่งที่คุณสนใจมากที่สุดได้ง่าย ๆ เช่น เพลิดเพลินไปกับวิดีโอแมว ค้นหาสูตรการทำคุกกี้หรืออาหารให้อร่อย อัปเดตชีวิตประจำวันของคนในครอบครัวหรือการรับข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจจากนักข่าวที่คุณติดตาม  

    โซเชียลมีเดียเป็นเหมือนสถานที่พักผ่อนให้คุณในเวลาว่างในวันโซเชียลมีเดีย ลองใช้ Hashtag #SMDay หรือ #socialmediaday! เพื่อค้นหาวิดีโอและโพสต์จำนวนมากที่ทุกคนพร้อมใจกันเเชร์ หรือสร้างเนื้อหาของคุณเอง เพื่อร่วมแบ่งปันเรื่องราวดี ๆ ให้กับเพื่อน ๆ บนโลกออนไลน์

    2. ทุกคนสามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้ !

    โซเชียลมีเดียช่วยให้คุณติดต่อกับทุกคนได้โดยไม่มีข้อจำกัด เพราะคุณสามารถส่งข้อความให้กำลังใจศิลปินคนโปรด ขอคำแนะนำจากไลฟ์โค้ชที่คุณชื่นชอบ หรือส่งข้อความทักทายถึงคนที่คุณประทับใจได้โดยตรง ช่วยเปิดโอกาสให้คุณได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อทุกคนได้ง่ายขึ้น

    3. ค้นพบความสามารถใหม่ ๆ

    สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย คือ สามารถทำให้ทุกคนมีแพลตฟอร์มในการแสดงความสามารถ แสดงความคิดเห็น หรือบันทึกกิจกรรมประจำวันของพวกเขา โดยเฉพาะการมี Content Creator หน้าใหม่เกิดขึ้นทุกแพลตฟอร์ม ทุกคนมีความสามารถในการแสดงให้โลกเห็นถึงสิ่งที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้น โดยไม่ต้องผ่านการคัดเลือกที่เข้มข้นของวงการฮอลลีวูด และสามารถนำเสนอผลงานของพวกเขาให้ผู้ชมรับทราบอย่างทั่วถึง ด้วยการคลิกปุ่มโพสต์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่พวกเขาใช้งานอยู่ เช่น Instagram, Facebook และ Twitter 


    คุณพร้อมเฉลิมฉลองวัน โซเชียลมีเดีย แล้วหรือยัง ?

    คุณสามารถร่วมเฉลิมฉลองวันโซเชียลมีเดียได้ง่าย ๆ ด้วยการสร้างโพสต์ที่ช่วยส่งเสริมหรือทำให้สังคมพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นจนเกิดเป็นไวรัลบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ สัก 2 – 3 โพสต์พร้อมแฮชแท็ก #SMDay หรือ #socialmediaday! โดยหลายคนอัปโหลดรูปภาพหรือเรื่องราวในชีวิตของตนเอง บางคนเลือกที่จะรีโพสต์การอัปโหลดที่พวกเขาชื่นชอบในอดีต 

    คุณทราบหรือไม่ว่าผู้คนจำนวนมากได้สร้างวิดีโอและโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นไวรัลโดยที่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจ หากคุณต้องการเป็นคนดังในโซเชียลมีเดีย ให้ลองคิดหาไอเดียที่สร้างสรรค์และน่าตื่นเต้นสำหรับโพสต์ดี ๆ ในวันโซเชียลมีเดียนี้

    และเว็บไซต์หลายแห่งใช้วันโซเชียลมีเดียเป็นโอกาสในการรวบรวมช่วงเวลาบนโซเชียลมีเดียที่พวกเขาชื่นชอบ หากคุณมีเวลาว่างลองเพลิดเพลินไปกับโพสต์เหล่านี้บนโซเชียลมีเดียและสนุกสนานกับบางส่วนของเรื่องราวที่น่าสนใจหรือเรื่องราวที่กำลังเป็นที่นิยมมากที่สุด

    โซเชียลมีเดียยังสามารถทำให้ผู้คนจากหลากหลายพื้นที่มารู้จักกันได้ แต่บางครั้งเรื่องราวที่แสนพิเศษเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนทางอินเทอร์เน็ตกลายมาเป็นเพื่อน IRL (In Real Life) ในชีวิตจริงของคุณ ! เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวันโซเชียลมีเดีย ชวนเพื่อนในอินเทอร์เน็ตคนโปรดของคุณออกไปเที่ยวด้วยกันในโลกแห่งความเป็นจริง ไปเดินเล่น ดื่มเครื่องดื่มรสชาติดี ๆ หรือดูหนังสนุก ๆ ด้วยกันสักเรื่อง แล้วอย่าลืมถ่ายรูปลงโซเชียลไว้เป็นที่ระลึกในวันสำคัญนี้ !

    ทั้งนี้อย่าหักโหมหรือหมกมุ่นอยู่กับโซเชียลมีเดียมากเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียโดยตรงกับสุขภาพของคุณได้ ดังนั้นสำหรับวัน โซเชียลมีเดีย คุณสามารถใช้เป็นวันเพื่อพักผ่อนหรือสนุกสนานบนโลกออนไลน์ให้เต็มที่นับเป็นอีกทางเลือกที่ดีเช่นเดียวกัน

    นอกจากการโพสต์เรื่องราวสนุก ๆ บนโซเชียลมีเดียแล้ว ลองเปิดใจเข้าร่วมแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ที่คุณยังไม่เคยใช้งานมาก่อน เพราะก่อนที่คุณจะทราบว่าตัวเองมีความสามารถในการสร้างวิดีโอเจ๋ง ๆ บน TikTok หรือแบ่งปันช่วงเวลาดี ๆ สำหรับการเดินทางที่ดีที่สุดของคุณบน Instagram หรือการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในหัวข้อที่น่าสนใจบน Twitter คุณยังไม่เคยใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้มาก่อนจนได้ลองใช้งานด้วยตนเอง บางทีคุณอาจได้รับประสบการณ์ดี ๆ หรือมิตรภาพใหม่ ๆ และความสนุกสนานเพิ่มขึ้นจากแพลตฟอร์มเหล่านี้อีกด้วย


    ข้อมูลอ้างอิง

    www.daysoftheyear.com/days/social-media-day/

    https://nationaltoday.com/social-media-day/

    https://www.gqthailand.com/culture/article/evan-spiegel

    https://www.slideshare.net

  • PHP คืออะไร ? มาทำความรู้จักภาษาคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมและวิธีติดตั้งบน Ubuntu

    PHP คืออะไร ? มาทำความรู้จักภาษาคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมและวิธีติดตั้งบน Ubuntu

    PHP คืออะไร ? PHP ย่อมาจากคำว่า PHP Hypertext Preprocessor แต่สมัยก่อนย่อมาจากคำว่า Personal Home Page Tools เป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูง ประเภท Scripting Language ซึ่งภาษาประเภทนี้เก็บคำสั่งต่าง ๆ ในไฟล์ที่เรียกว่า Script และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปรชุดคำสั่ง โดยมีรากฐานโครงสร้างคำสั่งมาจากภาษาซี (C Programming Language) ภาษาจาวาสคริปต์ (JavaScript) และ ภาษาเพิร์ล (Practical Extraction and Report Language)

    PHP สามารถใช้งานได้ผ่านอินเทอร์เน็ต มีความสามารถสูง และมีผู้นิยมใช้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี จากเว็บไซต์ http://php.net/

    ลักษณะของ PHP แตกต่างจากภาษาสคริปต์แบบอื่น ๆ เพราะ PHP ได้รับการพัฒนาและออกแบบมาเพื่อใช้งานในการสร้างเอกสารแบบ HTML สามารถสอดแทรกหรือแก้ไขเนื้อหาได้อัตโนมัติ ดังนั้น PHP จึงเป็นภาษาที่เรียกว่า Server-Side หรือ HTML-Embedded Scripting Language สามารถประมวลผลตามคำสั่งและแสดงผลลัพธ์เป็นเว็บเพจตามที่ต้องการ ถือได้ว่า PHP เป็นเครื่องมือที่สำคัญชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถสร้าง Dynamic Web Pages (เว็บเพจที่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีลูกเล่นมากขึ้น

    PHP เกิดขึ้นมาจากกลุ่มนักพัฒนาที่มีการเปิดเผยโค้ดต้นฉบับ ดังนั้น PHP จึงมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใช้ร่วมกับ Apache Web Server, ระบบปฏิบัติ เช่น Linux หรือ FreeBSD เป็นต้น ในปัจจุบัน PHP สามารถใช้ร่วมกับ Web Server หลาย ๆ ตัวบนระบบปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น Windows 95/98/NT เป็นต้น

    PHP เป็นภาษาสคริปต์ (Scripting Language) คำสั่งต่าง ๆ จะเก็บในรูปแบบของข้อความ (Text) อาจเขียนแทรกอยู่ภายในภาษา HTML หรือถูกเขียนอย่างอิสระ แต่ในการใช้งานจริงมักใช้งานร่วมกับภาษา HTML ดังนั้นการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา PHP ต้องมีความรู้ด้านภาษา HTML เป็นอย่างดีจึงสามารถเขียนโปรแกรมได้สมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตามเราสามารถใช้โปรแกรมประยุกต์มาช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างงานได้เช่นกัน เช่น Macromedia, Dreamweaver หรือโปรแกรมประเภท Editor ต่าง ๆ เช่น EditPlus เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้จะช่วยจำแนกคำต่าง ๆ ด้วยสีที่แตกต่างกันออกไป เช่น คำสั่ง คำทั่วไป ตัวแปร ฯลฯ เพื่อความสะดวกในการสังเกตและยังมีตัวเลขบอกบรรทัดทำให้สะดวกในการแก้ไขมากขึ้นอีกด้วย

    PHP จึงเหมาะสำหรับการจัดทำเว็บไซต์และสามารถประมวลผลออกมาในรูปแบบ HTML โดยเป้าหมายหลักของภาษา PHP คือให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถเขียนเว็บเพจ ที่มีความตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว


    รู้จัก PHP คืออะไร เรียบร้อยแล้ว มารู้จัก 10 ลักษณะเด่นของ PHP

    เมื่อรู้จักภาษา PHP แล้ว มาทราบถึงลักษณะเด่นของ PHP ทั้ง 10 ข้อ ดังนี้

         1. PHP เปิดให้ใช้บริการฟรี โดยสามารถใช้งานได้ที่ http://php.net/

         2. PHP เป็นโปรแกรม Server-Side Script มีความเร็วสูง รวมถึงมีประสิทธิภาพการใช้งานที่ดี ดังนั้นจึงมีขีดความสามารถไม่จำกัด

         3. PHP สามารถใช้งานบนระบบปฏิบัติการ (Operating Systems) ที่หลากหลาย เช่น UNIX, Linux, Windows

         4. สามารถเรียนรู้ภาษา PHP ได้ง่าย เนื่องจาก PHP มักถูกฝังเข้าไปใน HTML จึงมีโครงสร้างและไวยากรณ์ภาษาที่ไม่ยาก

         5. ภาษา PHP มีความเร็วและมีประสิทธิภาพที่ดี โดยเฉพาะเมื่อใช้กับ Apach Xerve เพราะไม่ต้องใช้โปรแกรมจากภายนอก

         6. ใช้ร่วมกับ XML (Extensible Markup Language) หรือภาษาที่ถูกใช้ในการสร้าง Format ได้ทันที

         7. ภาษา PHP สามารถใช้งานร่วมกับระบบแฟ้มข้อมูลได้

         8. สามารถใช้งาน PHP กับข้อมูลตัวอักษรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

         9. ใช้ PHP กับโครงสร้างข้อมูล แบบ Scalar, Array หรือ Associative Array ได้

         10. ใช้ PHP กับการประมวลผลภาพได้

    เมื่อทราบถึงลักษณะเด่นทั้ง 10 ข้อของ PHP แล้ว มาทราบขั้นตอนการติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ บน Ubuntu เพื่อเริ่มใช้งานจริงในหัวข้อลำดับถัดไป


    วิธีการติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ (5.6, 7.0 และ 7.x) บน Ubuntu

         ปัจจุบันมี PHP 3 รุ่นที่รองรับบน Ubuntu คือ PHP 5.6, 7.0 และ 7.x บน Ubuntu ส่วน PHP 5.3, 5.4 และ 5.5 ได้สิ้นสุดการรองรับแล้ว จึงไม่มีการอัปเดตความปลอดภัยอีกต่อไป ดังนั้นเพื่อให้ Service ของคุณมีความปลอดภัย จึงควรติดตั้งเวอร์ชันที่ได้รับการรองรับ โดยวิธีการติดตั้ง PHP ที่ได้รับการสนับสนุนใน Ubuntu และนิยมมากที่สุด ได้แก่ Apache และ Nginx เว็บเซิร์ฟเวอร์ ที่ใช้ OndrejSury PPA ดังนั้นวิธีการตั้งค่าเวอร์ชันเริ่มต้นของ PHP ที่ใช้ในระบบ Ubuntu มีดังนี้

    PHP 7.x เป็นเวอร์ชันที่เสถียร และรองรับในที่เก็บซอฟต์แวร์ Ubuntu คุณสามารถยืนยันได้โดยเรียกใช้คำสั่ง apt ด้านล่างตามคำสั่งต่อไปนี้

    # apt show php OR  # apt show php -a

    ระบบจะแสดงข้อมูลเวอร์ชัน PHP

    PHP คืออะไร

    ในการติดตั้ง PHP เวอร์ชันเริ่มต้นจากคลังซอฟต์แวร์ Ubuntu ให้ใช้คำสั่งด้านล่าง

    # apt install php

    PHP คืออะไร 1

    หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใช้คำสั่งด้านล่างในการดูเวอร์ชันปัจจุบันที่ใช้งาน

    # php -v


    ติดตั้ง PHP (5.6, 7.0, 7.x) บน Ubuntu โดยใช้ PPA

    1. เริ่มต้นด้วยการเพิ่ม OndřejSurý PPA เพื่อติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ – PHP 5.6, PHP 7.0 และ PHP 7.1 บนระบบ Ubuntu

    # apt install python-software-properties

    # add-apt-repository ppa:ondrej/php

    PHP คืออะไร 2

    2. จากนั้นอัปเดตระบบดังนี้

    # apt-get update

    3. ติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ ที่สนับสนุนดังนี้

    # apt install php5.6   [PHP 5.6]

    # apt install php7.0   [PHP 7.0]

    # apt install php7.1   [PHP 7.1]

    # apt install php7.2   [PHP 7.2]

    # apt install php7.3   [PHP 7.3]

    # apt install php5.6-fpm   [PHP 5.6]

    # apt install php7.0-fpm   [PHP 7.0]

    # apt install php7.1-fpm   [PHP 7.1]

    # apt install php7.2-fpm   [PHP 7.2]

    # apt install php7.3-fpm   [PHP 7.3]

    4. ในการติดตั้งโมดูล PHP เพียงระบุเวอร์ชัน PHP และใช้ฟังก์ชันการเติมข้อความอัตโนมัติเพื่อดูโมดูลทั้งหมดดังต่อไปนี้

    ———— press Tab key for auto-completion ————

    # apt install php5.6   [PHP 5.6]

    # apt install php7.0   [PHP 7.0]

    # apt install php7.1   [PHP 7.1]

    # apt install php7.2   [PHP 7.2]

    # apt install php7.3   [PHP 7.3]

    PHP คืออะไร 3

    5. ตอนนี้คุณสามารถติดตั้งโมดูล PHP ที่ต้องการได้มากที่สุดจากรายการ

              ———— Install PHP Modules ————

    # apt install php5.6-cli php5.6-xml php5.6-mysql

    # apt install php7.0-cli php7.0-xml php7.0-mysql

    # apt install php7.1-cli php7.1-xml php7.1-mysql

    # apt install php7.2-cli php7.2-xml php7.2-mysql

    # apt install php7.3-cli php7.3-xml php7.3-mysql 

    6. ตรวจสอบเวอร์ชันเริ่มต้นของ PHP ที่ใช้ในระบบของคุณด้วยคำสั่ง

    # php -v

    PHP คืออะไร 4

    ตั้งค่าเวอร์ชัน PHP เริ่มต้นใน Ubuntu

    7. คุณสามารถตั้งค่าเวอร์ชัน PHP เริ่มต้นที่จะใช้ในระบบด้วยคำสั่ง ทางเลือกการอัปเดต หลังจากตั้งค่าแล้วให้ตรวจสอบเวอร์ชัน PHP เพื่อยืนยันดังต่อไปนี้

    ———— Set Default PHP Version 5.6 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php5.6

    PHP คืออะไร 5

    PHP คืออะไร 6

    ———— Set Default PHP Version 7.0 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.0

    PHP คืออะไร 7

    ———— Set Default PHP Version 7.1 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.1

    PHP คืออะไร 8

    ———— Set Default PHP Version 7.2 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.2

    PHP คืออะไร 9

    ———— Set Default PHP Version 7.3 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.3

    PHP คืออะไร 10

    ———— Set Default PHP Version 7.4 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.4

    PHP คืออะไร 11

    8. ในการตั้งค่าเวอร์ชัน PHP ที่จะใช้งานกับเว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache ให้ใช้คำสั่งด้านล่าง โดยอันดับแรกให้ปิดใช้งานเวอร์ชันปัจจุบันด้วยคำสั่ง a2dismod จากนั้นเปิดใช้งานเวอร์ชันที่คุณต้องการด้วยคำสั่ง a2enmod

    # a2dismod php7.0

    # a2enmod php7.1

    # systemctl restart apache2

    PHP คืออะไร 12

    9. หลังจากเปลี่ยนจากเวอร์ชันหนึ่งเป็นรุ่นอื่นคุณสามารถค้นหาไฟล์กำหนดค่า PHP ได้โดยใช้คำสั่งด้านล่าง

    ———— For PHP 5.6 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php5.6

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 13

    PHP คืออะไร 14

    ———— For PHP 7.0 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.0

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 15

    ———— For PHP 7.1 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.1

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 16

    ———— For PHP 7.2 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.2

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 17

    ———— For PHP 7.3 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.3

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 18

    ———— For PHP 7.4 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.4

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 19

    # update-alternatives –config php

    PHP คืออะไร 20

    ป้อนหมายเลขตัวเลือกที่กล่าวถึงนอกเหนือจากเวอร์ชัน PHP ที่ต้องการ

    10. คำสั่งในการ List Package ปัจจุบันสำหรับ Ubuntu

    # dpkg –list | grep php

    PHP คืออะไร 21

         11. คำสั่งในการ List Package ปัจจุบันสำหรับ Centos

              rpm -qa | grep php

    PHP คืออะไร 22

    เมื่อดำเนินตามขั้นตอนทั้งหมด คุณสามารถใช้งาน PHP เวอร์ชันที่ปลอดภัย และสำหรับผู้ใช้ PHP เวอร์ชัน 7.2 ที่สนใจอัปเกรด PHP เป็นเวอร์ชันที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7.2 เป็น 7.x บน Ubuntu


    ข้อมูลอ้างอิง

    ผู้เขียนบทความ : Mr. Weerapong O.T.Chom

    https://th.linux-console.net/?p=602

  • Digital Transformation คืออะไร ? มาทำความรู้จักเพื่อให้ธุรกิจของคุณ ก้าวไปสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล !

    Digital Transformation คืออะไร ? มาทำความรู้จักเพื่อให้ธุรกิจของคุณ ก้าวไปสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล !

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    Digital Transformation คืออะไร ?

    เริ่มต้นทำ Digital Transformation ได้อย่างไร ?

    คุณพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัลด้วย Digital Transformation แล้วหรือยัง ?


    Digital Transformation คืออะไร

    Digital Transformation คืออะไร ? 

    Digital Transformation หรือ (DX) คือ การนำเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางดิจิทัลเข้ามาใช้ในการวางรากฐานและการดำเนินงานขององค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีการวางแผนที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัล พร้อมพัฒนาหรือสร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในการทำงาน เพื่อยกระดับบุคลากรทุกตำแหน่งภายในองค์กร ให้มีความพร้อมและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย เพื่อเพิ่มความยั่งยืนให้กับองค์กร ได้ก้าวทันโลกในยุคปัจจุบัน สู่อนาคตที่ดีกว่าเดิมอย่างมั่นคง


    เริ่มต้นทำ Digital Transformation ได้อย่างไร ?

    Digital Transformation คืออะไร 2

    1. กำหนดจุดประสงค์ในการทำ Digital Transformation ให้ชัดเจน 

    Digital Transformation เป็นการเปลี่ยนแปลงองค์กรด้วยการปรับปรุงกระบวนการที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งอาจมีหลายขั้นตอนและใช้ระยะเวลานาน อีกทั้งยังต้องหาแนวทางที่เหมาะสมกับองค์กร เพื่อลดข้อผิดพลาดหรือลดความเสี่ยงที่อาจกระทบกับธุรกิจได้ 

    ทั้งนี้ Digital Tranformation ยังคงเป็นนิยามกว้าง ๆ ที่ไม่ได้มีกลยุทธ์ชัดเจนว่าต้องทำอย่างไร ดังนั้นการกำหนดจุดประสงค์ที่ชัดเจนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น อาทิเช่น

    • ลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจในภาพรวมที่ดียิ่งขึ้น 
    • เพิ่มความคล่องตัวให้กับองค์กร (Agile) ด้วยการปรับโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรสู่ระบบดิจิทัล ช่วยให้การทำงานมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยลดกระบวนการที่ไม่จำเป็น รวมถึงขั้นตอนและงานด้านเอกสารให้ลดน้อยลง มุ่งเน้นเรื่องการสื่อสารกันในทีมให้มากขึ้น เพื่อร่วมกันปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น
    • เพื่อเพิ่มคุณค่าของประสบการณ์ทางดิจิทัลให้กับลูกค้า สร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ จนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและกลายเป็นลูกค้าประจำอย่างยั่งยืน (Brand Loyalty) 
    • เพื่อค้นหาความต้องการของลูกค้าจากการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ให้มีความแม่นยำมากขึ้นและสามารถนำไปใช้ในการช่วยตัดสินใจ เพื่อสร้างกลยุทธ์ใหม่ ๆ ในการครองใจลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

    2. เพิ่มความรู้เรื่องเทคโนโลยีให้บุคลากรและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    การทำ Digital Transformation ให้สำเร็จ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายและกระบวนการทำงานที่มีความคล่องตัว ดังนั้นบุคลากรจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องเทคโนโลยี หรือ มีผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจในรูปแบบของกระบวนการทำงานที่มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีศักยภาพ และควรเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจมาปรับใช้ เพื่อช่วยสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว อาทิเช่น

    • ใช้เทคโนโลยีเอไอ (AI) เพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจและช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น 
      • บริการ Call Center 24 ชั่วโมง โดยสามารถตอบคำถามของลูกค้าได้ทั้งคำถามทั่วไปและคำถามเฉพาะเจาะจงในหลากหลายภาษารองรับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ
      • บริการ Chat Bot ที่มีประสิทธิภาพในการให้ข้อมูล คำปรึกษาหรือคำแนะนำกับผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง รวมถึงสามารถแจ้งโปรโมชันใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าได้อีกด้วย
      • บริการแนะนำสินค้าและบริการให้กับลูกค้าแบบรายบุคคลตามความเหมาะสมและตรงตามความต้องการ ตามการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analysis) เพื่อสร้างความสัมพันธ์อย่างรู้ใจกับลูกค้าที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้มากยิ่งขึ้น 
      • จัดทำเว็บไซต์ภายในที่ครอบคลุมข้อมูลสำคัญในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางด้าน IT ข้อมูลเรื่องผลประโยชน์ รวมถึงสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ของพนักงาน และนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR Policy) เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพนักงานสู่โลกดิจิทัล
      • ปรับเปลี่ยนการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าที่กระจัดกระจายสู่ระบบ CRM โดยโอนย้ายข้อมูลจากอีเมล หรือ Call Center ไปยังระบบที่ใช้บันทึกข้อมูลลูกค้า (CRM) เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้บริการ เป็นต้น
      • เพิ่มการวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันและยกระดับเรื่องคุณภาพในธุรกิจ สินค้าและบริการ เช่น ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะภัยร้ายจากผู้ไม่ประสงค์ดีทางไซเบอร์อาจทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือต่อลูกค้า รวมถึงความเสียหายนับไม่ถ้วนที่จะทำลายธุรกิจของคุณจนยากจะกอบกู้คืน

    3.จัดลำดับแผนขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ (Road Map)

    การทำ Digital Transformation ควรเริ่มทำทีละขั้นตอน เริ่มจากการจัดลำดับแผนงานในเรื่องการทดสอบสมมุติฐานในระดับเล็ก ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการเปลี่ยนแปลงในเรื่องใหญ่ทั้งหมด โดยในการดำเนินการแต่ละขั้นตอนควรจบด้วยการระบุผลงานที่ลดความเสี่ยง (Risk Mitigation Milestone) อาทิเช่น

    • มีการวางแผนรับมือกับความเสี่ยง โดยมีแนวทางป้องกัน (MITIGATION PLAN) การแก้ไข (CONTINGENCY PLAN) และการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น 
    • แสดงผลลัพธ์จากกระบวนการในการระบุ วิเคราะห์ ประเมิน ดูแลตรวจสอบ และควบคุมความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับกิจกรรม หน้าที่ และกระบวนการทำงานที่ดำเนินอยู่ เพื่อให้องค์กรลดความเสียหายจากความเสี่ยงมากที่สุด

    นอกจากนี้การจัดลำดับแผนงานจะไม่สมบูรณ์ หากไม่กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ดังนั้นการตั้ง KPI เพื่อใช้ประเมินประสิทธิภาพของแผนการดำเนินงานสามารถช่วยตัดสินใจทิศทางของธุรกิจได้อย่างมั่นคงอีกด้วย 


    Digital Transformation คืออะไร 3

    คุณพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัลด้วย Digital Transformation แล้วหรือยัง ?

    สุดท้ายนี้มาเตรียมความพร้อมเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้งานอย่างเหมาะสมกับองค์กร เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่มากยิ่งขึ้น พร้อมดำเนินงานตามลำดับขั้นตอนอย่างปลอดภัย มีการปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาวะของยุคสมัยและความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ เพื่อเติบโตไปข้างหน้าด้วยความรอบคอบและรัดกุมสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.dmit.co.th/th/zendesk-updates-th/what-is-digital-transformation/

    https://www.dmit.co.th/th/zendesk-updates-th/how-to-digital-transformation-2022/

    https://aigencorp.com/3-types-of-ai-for-business/

  • e-Tax Invoice คืออะไร มาทำความรู้จักใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์กันเถอะ !

    e-Tax Invoice คืออะไร มาทำความรู้จักใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์กันเถอะ !

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    e-Tax Invoice คืออะไร

    e-Tax Invoice มีกี่รูปแบบ และใช้แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

    รายละเอียดใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มีอะไรบ้าง

    4 เอกสารอิเล็กทรอนิกส์สำหรับส่งสรรพากรมีอะไรบ้าง

    การนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ให้กรมสรรพากรมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง


    e-Tax Invoice คืออะไร 1

    e-Tax Invoice คืออะไร 

    e-Tax Invoice คือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ หรือ การออกใบกํากับภาษีในรูปแบบใหม่ ที่กรมสรรพากรได้นำมาใช้แทนการออกใบกำกับภาษีแบบกระดาษ ที่มีการใช้งานกันอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน เพื่อใช้แสดงรายละเอียดมูลค่าสินค้าหรือบริการ และแสดงจำนวนภาษีที่เกิดจากการทำธุรกรรม ซึ่งเอกสารนี้ผู้ออกจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร 

    ในปัจจุบัน การออกใบกํากับภาษีได้มีการปรับเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อยกระดับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลซึ่งสามารถลดต้นทุนค่ากระดาษ ค่าหมึกพิมพ์ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และยังช่วยประหยัดเวลาในการเตรียมและจัดส่งเอกสารที่มีความสะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดพื้นที่สำหรับการจัดเก็บเอกสารให้มีความปลอดภัยและเป็นระบบ โดยไม่ต้องเพิ่มบุคลากรในการดำเนินงานต่าง ๆ 

    นอกจากนี้ ยังช่วยลดปัญหาเรื่องการใช้บริการขนส่ง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีการจัดส่งที่ล่าช้าหรือส่งเอกสารผิดที่ เพราะระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ สามารถส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้กับกรมสรรพากรผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งระบบอีเมลและเว็บไซต์กรมสรรพากรได้เลยทันที ! 


    e-Tax Invoice มีกี่รูปแบบ และใช้แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

    e-Tax Invoice หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ มีทั้งหมด 2 รูปแบบ ดังนี้

    1. e-Tax Invoice & e-Receipt

    e-Tax Invoice & e-Receipt คือ ระบบบริการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้ประกอบการต้องจัดทำใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และใบรับให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) ที่มีความปลอดภัยและถูกต้องตามมาตรฐานสากล จึงสามารถนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรได้ 

    ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt เป็นมาตรฐานที่มีผลทางกฎหมาย โดยจะต้องระบุหมายเลขใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์และลงลายมือชื่อดิจิทัลเป็นการยืนยันตัวตนของผู้ออกใบกำกับภาษีและรับรองถึงความถูกต้องของข้อมูล โดยเหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจหรือกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat 7%) ในรูปแบบไม่จำกัดรายได้ 

    ข้อดีของการใช้ e-Tax Invoice & e-Receipt

    – ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์และจัดเก็บเอกสารใบกำกับภาษีรวมถึงใบเสร็จรับเงิน

    – ช่วยลดภาระในการจัดเตรียมเอกสารส่งถึงกรมสรรพากร

    – ผู้ประกอบการสามารถนำส่งข้อมูล e-Tax Invoice & e-Receipt ให้กรมสรรพากรได้หลายวิธีตามความสะดวก

    2. e-Tax Invoice by Email

    e-Tax Invoice by Email คือ การดำเนินขั้นตอนจัดทำและนำส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้กับคู่ค้าทาง Email ผ่านการประทับรับรองเวลา เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจ หรือ กิจการขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) โดยมีการออกใบกํากับภาษีจํานวนไม่มาก หรือ ไม่มีการบริหารจัดการด้านเอกสารที่เป็นระบบขนาดใหญ่ รวมถึงด้านบุคลากรที่อาจยังไม่พร้อมดูแลการออกใบกํากับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสมบูรณ์ตามที่กรมสรรพากรกําหนดผ่านระบบกลางของ สพธอ.

    โดยผู้ประกอบการสามารถจัดทำ ส่งมอบ และเก็บรักษาใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางอีเมล รวมถึงจัดทำสำเนา (CC) ไปที่ csemail@etax.teda.th เพื่อให้ระบบอีเมลประทับรับรองเวลา (Time Stamp) จากนั้นระบบ e-Tax Invoice by Email จะส่งอีเมลที่มีประทับรับรองเวลาไปยังอีเมลของลูกค้า และผู้ประกอบการเพื่อจัดเก็บเป็นหลักฐานในการทำธุรกรรม และนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปยื่นด้วยตัวเอง

    ข้อดีของการใช้ e-Tax Invoice by E-Mail

    – ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์และการจัดเก็บใบกำกับภาษี

    – อำนวยความสะดวกและรวดเร็วการออกและใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

    – เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการในการพัฒนาสู่ระบบการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์ในอนาคต


    รายละเอียดใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มีอะไรบ้าง

    รายละเอียดใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) มีข้อบังคับใช้ 4 ข้อ ดังนี้

    1. ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ 3 ประเภท คือ

    •  .pdf (Portable Document Format)
    •  .doc, .docx (Microsoft Word Document)
    •  .xls, .xlsx (Microsoft Excel)

    2. ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ 1 ไฟล์ ต้องมีขนาดไม่เกิน 3 MB

    3. ข้อมูลในไฟล์ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ต้อง ไม่ใช่รูปภาพ ห้ามใช้ การถ่ายภาพ หรือ การแปลงไฟล์จากเอกสารกระดาษมาเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เด็ดขาด

    4. ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ต้องมีการลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) หรือ ประทับรับรองเวลา (Time Stamp) ผ่านระบบ e-Tax Invoice by Email เพื่อให้เอกสารนี้ถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถใช้เป็นหลักฐานสำคัญในทางกฎหมายได้


    4 เอกสารอิเล็กทรอนิกส์สำหรับส่งสรรพากรมีอะไรบ้าง

    1. ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร

    2. ใบเพิ่มหนี้ (Debit Note) ตามมาตรา 86/9 แห่งประมวลรัษฎากร

    3. ใบลดหนี้ (Credit Note) ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร

    4. ใบรับ (Receipt) ตามมาตรา 105 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร


    e-Tax Invoice คืออะไร 2

    การนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ให้กรมสรรพากรมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

    ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถจัดทำพร้อมลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) เพื่อยืนยันตัวตนบุคคลว่าเอกสารมีความถูกต้อง ได้รับการเซ็นรับรองจากบุคคลนั้นจริง และเอกสารดังกล่าวไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง หรือ แก้ไข โดย 3 วิธี ดังนี้

    1. สำหรับผู้ประกอบการที่มีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ของตนเองในการจัดทำ e-Tax Invoice & e-Receipt หรือ มีโปรแกรมสำเร็จรูปในการจัดทำบัญชี หรือ ระบบ ERP สามารถจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการลงลายมือชื่อดิจิทัลตามรูปแบบและเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด โดยสามารถนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรตามช่องทางการนำส่งข้อมูลที่เหมาะสมกับลักษณะของกิจการ โดยมีทางเลือกในการจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ได้ 3 วิธี ดังนี้

    วิธีที่ 1 จัดทำข้อมูลรูปแบบ XML File ตามข้อเสนอแนะมาตรฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่จำเป็นต่อธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ว่าด้วยข้อความอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการซื้อขายสินค้าและบริการ (ขมธอ.3-2560) เท่านั้น ซึ่งต้องลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) 

    วิธีที่ 2 จัดทำข้อมูลรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เช่น PDF/A-3, Microsoft Word (.doc, .docx) หรือ Microsoft Excel (.xls, .xlsx) โดยต้องลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) 

    วิธีที่ 3 จัดทำข้อมูลผ่านระบบบริการ RD Portal ของกรมสรรพากร ต้องลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) ที่โปรแกรมสร้างและตรวจ (Ultimate Sign & Viewer)

    สำหรับการส่งมอบข้อมูลให้ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ สามารถทำได้ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อีเมล หรือ วิธีการอื่น ๆ ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์

    2. สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีซอฟต์แวร์จัดทำบัญชี สามารถดำเนินการได้ด้วย 2 วิธี ดังนี้

    วิธีที่ 1 จัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ โดยลงลายมือชื่อดิจิทัลด้วยระบบ RD Portal ของกรมสรรพากร
    วิธีที่ 2 จัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป เช่น Microsoft Word (.doc, .docx), Microsoft Excel (.xls, .xlsx) หรือ PDF/A-3 และส่งให้ระบบ e-Tax Invoice by Email เพื่อประทับรับรองเวลา (Time Stamp)

    โดยระบบ e-Tax Invoice by Email เหมาะสำหรับกิจการที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี และยังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่ระบบการจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) สามารถจัดทำได้ด้วยระบบ e-Tax Invoice by Email แต่สำหรับกรณีนี้ กรมสรรพากรบังคับว่าใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ต้องเป็นไฟล์ PDF/A-3 เท่านั้น โดยเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป

    3. สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำส่งผ่านระบบตัวแทน etax.one.th 

    ระบบ etax.one.th เน้นอำนวยความสะดวกและรวดเร็วกว่า โดยบริษัทเป็นตัวแทนนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ให้กรมสรรพากรแทนผู้ประกอบการ ด้วยระบบรับ – ส่งข้อมูลที่เชื่อมต่ออย่างมั่นคงและปลอดภัย ได้รับการรับรองตามข้อเสนอแนะมาตรฐานจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ETDA ว่าด้วยการรักษาความมั่นคง ความปลอดภัยสารสนเทศสำหรับผู้ให้บริการจัดทำ ส่งมอบ และเก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (ขอธอ. 21-2562) ระดับพื้นฐาน 

    e-Tax Invoice คืออะไร 3

    etax.one.th พร้อมระบบการเชื่อมต่อที่รองรับถึง 3 รูปแบบ

    รูปแบบที่ 1 การเชื่อมต่อในรูปแบบ API (Application Programming Interface) คือ วิธีเรียกใช้โปรแกรมโดย Server ของผู้ใช้งาน สามารถเข้ามาใช้งานหรือเชื่อมต่อกันได้ โดยการออกคำสั่งภายใต้รูปแบบที่กำหนดหรือตกลงกัน

    รูปแบบที่ 2 การเชื่อมต่อแบบ SFTP (Secured File Transfer Protocol) คือ โปรโตคอล ที่นำมาใช้ในการถ่ายโอนไฟล์ ทำหน้าที่ช่วยติดต่อสื่อสารระยะไกลระหว่าง Client Server เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเอกสาร และจัดการเอกสาร รวมถึงเคลื่อนย้ายเอกสารได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 

    รูปแบบที่ 3 การเชื่อมต่อแบบ Robot Transfer คือ การ Export to Input Folder เข้าระบบ Service Provider และ สามารถ Output Folder ได้ตามต้องการ

    ข้อดีของการใช้งานบนระบบ etax.one.th 

    – Dashboard Monitoring ที่ใช้งานง่าย

    – Technical Log ค้นหา เคลียร์ข้อมูล ขอไฟล์ Excel ได้ไม่ยุ่งยาก

    – Accounting Report รายงานภาษีขายได้ในทุกรายการ

    – Resend Invoice ค้นหาเอกสารได้อย่างครบครัน

    – Input PDF & CSV File ได้ทุกเอกสาร

    – Output PDF & XML Files Signing Completed ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    การนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบตัวแทน etax.one.th จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เหมาะสำหรับการนำส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ให้กรมสรรพากรเพราะมีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังใช้งานง่ายในไม่กี่ขั้นตอน ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้มากกว่าเดิม 

    หากผู้ใช้บริการ gate.openlandscape.cloud ต้องการใช้งาน e-Tax Invoice เพื่อส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์การใช้งาน OpenLandscape Cloud ให้กับกรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ สามารถกดใช้งานได้ที่ วิธีการขอใบกำกับภาษี (e-Tax) บน OpenLandscape Cloud


    ข้อมูลอ้างอิง

    กรมสรรพากร

    etax.one.th

  • วิธีการยืนยันตัวตน eKYC บน Openlandscape Cloud

    วิธีการยืนยันตัวตน eKYC บน Openlandscape Cloud

    eKYC คือ อะไร ทำไมถึงต้องยืนยันตัวตน ?

    ภาพประกอบ 1 eKyc คือ

    eKYC (Electronic Know Your Customer) คือ การยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ การทำความรู้จักผู้ใช้บริการผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงการทำธุรกรรมได้ง่าย และสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพราะมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI มาช่วยในการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อได้มีการใช้ร่วมกันกับขั้นตอนการตรวจสอบอื่น ๆ อย่างเหมาะสมกับสภาพความเสี่ยงของธุรกรรม จะช่วยลดเวลา และกำลังคนที่ต้องดำเนินการ รวมถึงสามารถลดความผิดพลาดระหว่างดำเนินการได้อีกด้วย

    โดยผู้เก็บข้อมูลต้องใช้ทักษะและความชำนาญของการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการระบุตัวตนบุคลากร (Identification) และยืนยันตัวตน (Verification) แทนการใช้ KYC หรือ การทำความรู้จักผู้ใช้บริการในรูปแบบเดิมที่ยุ่งยากกว่า แถมยังใช้เวลานาน เนื่องจากผู้ใช้บริการต้องกรอกข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนส่วนบุคคล พร้อมทำเรื่องส่งเอกสาร และยังต้องเดินทางไปแสดงตัวตนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ด้วยตนเองอีกด้วย (Face-to-Face) เรียกได้ว่าตั้งแต่เริ่มในขั้นตอนการสมัครครั้งแรก รวมถึงในการทำธุรกรรมครั้งถัดไป ตามข้อกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน และการป้องกันการสนับสนุนการก่อการร้าย เป็นไปตามกฎหมายที่ไว้คุ้มครองผู้บริโภคจากการทุจริต บังคับให้ธุรกิจต้องมีการทำ KYC เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง


    ONE ID คืออะไร ?

    ภาพประกอบ 2 eKyc คือ

    ONE ID คือ บัญชีระบบยืนยันตัวตนกลาง (ONE ID Account Terms of Use) สำหรับการใช้บริการทั้งหมดที่เกี่ยวกับบัญชีระบบยืนยันตัวตนกลาง (ONE ID Account) ให้บริการโดย ไทย ไอเด็นติตี้ส์ (THAI IDENTITIES) และบริษัทในเครือ

    โดยสามารถอ่านรายละเอียด ข้อกำหนดการใช้บริการ ONE ID และ นโยบายความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้ที่ ONE PLATFORM 


    ข้อดีของการยืนยันตัวตน eKYC 

    ✅ ทำธุรกรรมการเงินสะดวกยิ่งขึ้นด้วยอัตลักษณ์บุคคล

    ✅ ช่วยระบุไอดีที่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ป้องกันการแอบอ้าง หรือ ปลอมแปลงข้อมูลส่วนบุคคล

    ✅ เพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลส่วนบุคคลที่รัดกุมด้วย Multi Risk Signal-Based 


    วิธีการยืนยันตัวตน eKYC 

    วิธีการสมัครสมาชิกและเข้าใช้งานระบบ eKYC ของ gate.openlandscape.cloud บน OpenLandscape Cloud สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การสมัครสมาชิกและเข้าใช้งานระบบ eKYC

  • เลือก SSL Certificates แบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

    เลือก SSL Certificates แบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

    SSL Certificates คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับเว็บไซต์และธุรกิจของคุณ

    SSL Certificates คือ ใบรับรองความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ในการรับรองมาตรฐาน SSL (Security Socket Layer) พัฒนาขึ้นมาเป็น TLS (Transport Layer Security) หรือ เทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูล เทคโนโลยีความปลอดภัยพื้นฐานที่ช่วยให้การสื่อสาร และส่งข้อมูลระหว่างเครื่องเซิร์ฟเวอร์กับเว็บบราวน์เซอร์ หรือแอปพลิเคชันบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงเครือข่ายส่วนตัวของคุณมีความปลอดภัยจากการเข้าถึงข้อมูลของกลุ่มอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Crime หรือ Cyber Crime) หรือ พวกแฮกเกอร์ตัวร้ายจะไม่สามารถถอดรหัสข้อมูลของคุณได้ เนื่องจากข้อมูลที่ได้ไป จะอยู่ในรูปแบบที่ไม่สามารถอ่านออก จำเป็นต้องมีคีย์ถอดรหัสที่เหมาะสม และตรงกันเท่านั้น ถึงจะสามารถถอดรหัสได้ เพราะหากไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่ดีพอ ข้อมูลสำคัญของคุณอาจถูกผู้ไม่หวังดีนำไปสร้างความเสียหายได้นั่นเอง

    ดังนั้น SSL จึงตอบโจทย์เรื่องของความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์ของคุณ อีกทั้งยังเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ที่เข้ามาใช้บริการบนเว็บไซต์ของคุณได้อีกด้วย เพราะเมื่อคุณได้ทำการจดทะเบียน SSL Certificates เรียบร้อยแล้ว เว็บไซต์ของคุณจะเปลี่ยนจาก http เป็น https ที่เป็นการรับประกันว่าเว็บไซต์นี้ได้มีการเข้ารหัสข้อมูลที่ปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับ SEO ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยเช่นกัน


    SSL Certificate มีกี่ประเภท

    • Self-sign SSL Certificate คือ SSL Certificate ที่ผู้ดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์ทำการสร้างขึ้นมาเองโดยไม่ผ่านการรับรองที่เป็นมาตรฐานจาก Certificate Authorities (CA) เมื่อนำไปใช้งานบน Browser ของเว็บไซต์จะขึ้นแจ้งเตือนว่าไม่ปลอดภัย พร้อมแสดงสัญลักษณ์เครื่องหมายกากบาท รูปกุญแจขึ้นเป็นสีแดง และต้องกดยืนยันเพื่อยอมรับความเสี่ยงทุกครั้งก่อนการเข้าใช้งานบนเว็บไซต์
    • Shared SSL Certificate คือ SSL Certificate ที่ใช้งานภายใต้ชื่อของผู้ที่ให้บริการ Web Hosting เพื่อเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลของผู้ใช้บริการ และเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการซื้อ SSL Certificate ด้วยตนเอง จึงนิยมใช้กับ Shared Host ทั่วไป โดยมีข้อจำกัดในเรื่องของการไม่สามารถเรียกใช้งาน Domain ที่เป็นชื่อของตัวเองได้ ยกตัวอย่างเช่น https://secure.yourHostingProvider.tld/~username เป็นต้น
    • Dedicated SSL Certificate คือ SSL Certificate ที่ได้รับความนิยมและมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด เพราะ มีขั้นตอนการตรวจสอบตัวตนขององค์กรผู้ขอใบรับรอง SSL ก่อนได้รับการอนุมัติใบรับรองโดย Certificate Authorities (CA) และมีการระบุ Domain ที่ต้องการซื้อให้ชัดเจนเท่านั้น เช่น https://www.domain.com หรือ https://domain.com และ https://secure.domain.com ซึ่งทั้ง 3 URL จะถือเป็นคนละชื่อกัน หากต้องการเรียกใช้ https ทั้ง 3 ชื่อจะต้องซื้อ SSL Certificate ทั้ง 3 รายการ จึงเป็นข้อจำกัดสำหรับการใช้ SSL กับโดเมนจำนวนมาก และเมื่อใช้งานผ่าน Browser ต่าง ๆ จะแสดงรูปกุญแจสีเขียว ซึ่งการันตีถึงความปลอดภัยในการเข้าใช้งานเว็บไซต์

    SSL Certificate แบบไหนเหมาะกับเว็บไซต์ของเราบ้าง

    SSL Certificate ถูกแบ่งตามประเภทของการใช้งานได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

    1. แบบ Domain Validation SSL (DV)

    แบบ DV เป็นประเภทใบรับรองความปลอดภัยที่ออกได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น เนื่องจากมีขั้นตอนการตรวจสอบไม่เยอะ เพราะทำการตรวจสอบความเป็นเจ้าของ Domain เท่านั้น โดยไม่ต้องใช้เอกสารใด ๆ เพื่มเติม ทำให้สามารถอนุมัติการออกใบรับรองได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที 

    หากเว็บไซต์ของคุณใช้ใบรับรองแบบ Domain Validation จะมีสัญลักษณ์สีเขียวและตัวอักษร Secure ขึ้นด้านหน้า และแสดงผลบนหน้าเว็บไซต์ในแถบ Browser เป็นรูปกุญแจล็อกที่การันตีได้ว่าเว็บไซต์นี้ปลอดภัยแน่นอน 

    การจดใบรับรอบแบบ DV นี้จึงเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือเว็บไซต์ส่วนตัว เป็นต้น

    2. แบบ Organization Validation SSL (OV)

    แบบ OV เป็นประเภทใบรับรองความปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์ระดับองค์กร หรือเว็บไซต์บริษัท และหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง โดยจะมีการตรวจสอบอย่างละเอียดและเข้มงวด ดังนี้

    • ตรวจสอบความเป็นเจ้าของ Domain
    • ตรวจสอบการจดทะเบียนนิติบุคคล หรือหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ 
    • ตรวจสอบข้อมูลขององค์กรเพิ่มเติมผ่านทางโทรศัพท์

    ทั้งนี้เพื่อเป็นการตรวจสอบให้แน่ใจว่าองค์กรที่มาจดทะเบียนแบบ OV นั้นมีตัวตนอยู่จริง

    จึงใช้เวลาในการตรวจสอบประมาณ 3 – 4 วัน 

    หากเว็บไซต์ของคุณใช้ใบรับรองแบบ Organization Validation นอกจากจะมีสัญลักษณ์สีเขียวและตัวอักษร Secure ขึ้นด้านหน้า รวมถึงแสดงสัญลักษณ์เป็นรูปกุญแจล็อกในแถบ Browser แล้วจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ ชื่อ และที่อยู่องค์กรของคุณอยู่ในใบรับรองความปลอดภัยอีกด้วย 

    การจดใบรับรองแบบ OV จึงยิ่งเป็นการการันตี และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรของคุณมากยิ่งขึ้น ถือเป็นการสร้าง Official Website ที่ปลอดภัยให้กับองค์กรและผู้ใช้บริการของคุณ อีกทั้งยังสามารถใช้ยื่นตรวจสอบทางการเงินได้อีกด้วย

    3. แบบ Extended Validation SSL (EV)

    แบบ EV เป็นประเภทใบรับรองความปลอดภัยระดับสูงสุด และมีการตรวจสอบที่เข้มงวดที่สุด เนื่องจากเป็นใบรับรองความปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์ระดับองค์กร หรือบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงหน่วยงานที่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง 

    เพราะไม่ใช่แค่การตรวจสอบว่าองค์กรนั้นมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่เพียงอย่างเดียว โดยจะมีขั้นตอนการตรวจสอบเหมือนกับแบบ Organization Validation แต่มีการตรวจตสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลขององค์กรในเชิงลึก รวมถึงต้องยื่นเอกสารประกอบอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วยเช่นเดียวกัน มีระยะเวลาในการตรวจสอบประมาณ 5 – 7 วัน 

    หากเว็บไซต์ของคุณใช้ใบรับรองแบบ Extended Validation นอกจากจะมีสัญลักษณ์สีเขียวและตัวอักษร Secure ขึ้นด้านหน้า รวมถึงแสดงสัญลักษณ์เป็นรูปกุญแจล็อกในแถบ Browser แล้ว ยังมีการแสดงชื่อองค์กร หรือบริษัทของคุณใน URL Address Bar จึงทำให้การจดแบบ EV ได้รับความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมากจากผู้ใช้งานเว็บไซต์ อีกทั้งยังสามารถใช้ยืนยันความเป็น Official Website ที่ปลอดภัย สามารถระบุตัวตนของเว็บไซต์ได้อย่างชัดเจน รวมถึงใช้ยื่นตรวจสอบกับสถาบันทางการเงินได้เช่นเดียวกัน

    การจดใบรับรองแบบ OV จึงเหมาะสำหรับเว็บไซต์ทางด้านการเงิน หรือเว็บไซต์องค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสูงสุดนั่นเอง


    SSL Certificate แบบไหนตอบโจทย์สำหรับเว็บไซต์หลาย Domain

    • Wildcard SSL Certificate คือ SSL Certificate เดี่ยวที่มีอักขระตัวแทน (*) ในช่องชื่อ Domain ซึ่งช่วยให้ Certificate สามารถรับรองและจัดเตรียมการเข้ารหัส https ให้แก่เว็บไซต์และ Domain ย่อยอื่น ๆ ได้ทั้งหมดในฐาน Domain เดียวกัน โดยจะช่วยในการรักษาความปลอดภัยให้กับการส่งข้อมูลสำคัญผ่าน Domain หลักหรือ Domain ย่อยของเว็บไซต์

    หากเว็บไซต์ของคุณใช้ใบรับรองแบบ Wildcard SSL Certificate คุณจะได้การเข้ารหัสระดับสูงและการตรวจสอบของ Domain ย่อยได้โดยไม่จำกัดจำนวน เช่น เว็บไซต์หลักของคุณคือ *.example.com คุณยังสามารถรักษาความปลอดภัยให้เว็บไซต์อื่น ๆ ในองค์กรของคุณรวมถึง blog.example.com และ shop.example.com เป็นต้น

    การจดใบรับรองแบบ Wildcard SSL จึงเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มี Domain ย่อยจำนวนมาก โดย Domain ทั้งหมดจะได้รับการคุ้มครองภายใต้ใบรับรองเดียวกัน ทำให้คุณไม่ต้องติดตั้งใบรับรองหลายใบเพื่อคุ้มครองแต่ละ Domain ย่อยนั่นเอง

    และการจดใบรับรองแบบ Wildcard Certificate มีให้คุณเลือกประเภทการใช้งานทั้งแบบ Domain Validation SSL (DV) และ แบบ Organization Validation SSL (OV)

    • Multiple Domain SSL (SAN) คือ SSL Certificate ที่มีตั้งแต่ 1 ใบรับรองขึ้นไป สามารถใช้งาน Domain ได้ตั้งแต่ 2 – 250 จำนวน ช่วยคุณปกป้องได้หลายเว็บไซต์แม้จะมีชื่อ Domain ที่แตกต่างกัน เช่น example.com หรือ exampleshop.com และ example.shop เป็นต้น

    หากเว็บไซต์ของคุณใช้ใบรับรองแบบ SAN จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่าย และสะดวกต่อการติดตั้ง SSL Certificate ให้กับเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น 

    การจดใบรับรองแบบ SAN จึงเหมาะกับการใช้งานบนเว็บไซต์ทั่วไป รวมถึงธุรกิจขนาดเล็ก หรือในนามบุคคล ที่ต้องการเพิ่มความปลอดภัยให้หลายเว็บไซต์ที่มีชื่อ Domain ต่างกันโดยใช้  SSL Certificate เดียวกัน แต่สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการให้เว็บไซต์แสดงว่า “เชื่อมต่อ” กับเว็บไซต์อื่น ไม่เหมาะที่จะใช้ SSL Certificate ประเภทนี้ 

    และการจดใบรับรองแบบ Multiple Domain SSL มีให้คุณเลือกประเภทการใช้งานทั้งแบบ Domain Validation SSL (DV) และ แบบ Organization Validation SSL (OV) รวมถึง แบบ Extended Validation SSL (EV)


    Openlandscape Cloud ให้บริการ SSL Certificate แบบไหนบ้าง

    SSL Certificate ที่ Openlandscape Cloud ให้บริการนั้นเป็นการออกใบรับรองประเภท Domain Validation SSL (DV) และ ออกใบรับรองโดย Sectigo ซึ่งเป็นแบรนด์ชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลก มีความน่าเชื่อถือระดับสูงในการรักษาความปลอดภัยออนไลน์ และยังเป็นผู้ออกใบรับรอง SSL บนเว็บชั้นนำมาแล้วทั่วโลก 

    Sectigo รักษาความปลอดภัยและตรวจสอบการสื่อสารออนไลน์ให้กับลูกค้าธุรกิจแล้วมากกว่า 200,000 รายทั่วโลก ครอบคลุมมากถึง 150 ประเทศ และปกป้องผู้ใช้บริการมาแล้วมากกว่า 25,000,000 คนทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์การรักษาความปลอดภัยที่ได้รับรางวัลมากมาย และยังมีการรับประกันความเสียหายสูงสุดถึง US$250,000

    นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอย่าง “Point-to-Verify” ของ Sectigo ที่จะช่วยแสดงการตรวจสอบใบรับรองธุรกิจและการรับประกันในรูปแบบเรียลไทม์ และด้วยการเข้ารหัสสูงถึง 256 bit ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าใบรับรอง SSL ที่ออกโดย Sectigo นั้นมีระดับการรักษาความปลอดภัยสูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ให้กับลูกค้าของคุณเอง

    โดยใบรับรอง Sectigo ที่ OpenLandscape ให้บริการแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

    1. ใบรับรองประเภท Positive SSL สำหรับผู้เริ่มเติม ที่สามารถเริ่มต้นออกใบรับรองได้ในแบรนด์ที่น่าเชื่อถือในระดับราคาที่ถูก มีความปลอดภัย และได้รับเงินประกันสูง
    2. ใบรับรองประเภท Essential SSLสำหรับบุคคลหรือธุรกิจที่ต้องการสร้างความน่าเชือถือให้กับลูกค้าหรือธุรกิจ และต้องการความปลอดภัยในระดับสูงสุดระดับพรีเมียม โดยประเภทนี้จะมี Adds-on เพิ่มเติมให้ใช้งานด้วย

    หากผู้ใช้บริการสนใจออกใบรับรอง SSL กับ OpenLandscape Cloud สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิธีการจดทะเบียน SSL Certificate บน gate.openlandscape.cloud


    OpenLandscape มาพร้อมกับเว็บไซต์บริการ SSL !

    ให้คุณได้จด SSL Certificate และ Domain Name ทุกโดเมน รวมถึงรายละเอียดเพิ่มเติมโดยสามารถดูราคาได้ที่ คลิก!


    พิเศษ ! เรามีเจ้าหน้าที่ช่วยติดตั้งให้ฟรี !

    เนื่องจาก OpenLandscape ต้องการช่วยเหลือธุรกิจหรือผู้ประกอบการ ที่ต้องการติดตั้ง SSL เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้เว็บไซต์ เพียงคุณทำการออกใบรับรองกับเรา โดยสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ของ OpenLandscape เพื่อขอรับบริการช่วยติดตั้งให้ฟรี ! พิเศษสุด ๆ สำหรับลูกค้าคนสำคัญของเราเท่านั้น ซื้อเลยเพียง คลิก!


    Openlandscape หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากไม่น้อยในการช่วยเพิ่มการตัดสินใจในการเลือกซื้อ SSL ให้กับเว็บไซต์ของคุณได้อย่างเหมาะ รวมถึงสามารถตอบโจทย์การใช้งานขององค์กรคุณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

  • Rancher จากโปรเจกต์ Open Source สู่ซอฟต์แวร์ Kubernetes Clusters ระดับแนวหน้า

    Rancher จากโปรเจกต์ Open Source สู่ซอฟต์แวร์ Kubernetes Clusters ระดับแนวหน้า

    ทำความรู้จัก Rancher : จากโปรเจกต์ Open Source สู่ซอฟต์แวร์ Kubernetes Clusters ระดับแนวหน้า

    ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายหลายประเภทที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาระบบ แต่หนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังเป็นกระแสมาแรงมากที่สุดในตอนนี้คือ เทคโนโลยี “Kubernetes” (คูเบอเนเตส) หรือที่ใครหลาย ๆ คนเรียกว่า K8S นั่นเอง

    วันนี้ OpenLandscape เลยขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ “Rancher” ซอฟต์แวร์ Kubernetes Clusters ว่าคืออะไรและอะไรที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โปรเจกต์ Open Source เล็ก ๆ สามารถเติบโตสู่เเพลตฟอร์มระดับแนวหน้าได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี


    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง ?

    เทคโนโลยี “Kubernetes” (คูเบอเนเตส) คืออะไร ?

    Rancher คืออะไร ?

    Rancher ทำอะไรได้บ้าง ?

    Rancher มีโครงสร้างในการทำงานอย่างไร ?

    Rancher มีฟีเจอร์ API Server อะไรบ้างที่น่าสนใจ ?

    คุณเหมาะที่ใช้ Rancher หรือเปล่า ?


    ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี “Kubernetes” (คูเบอเนเตส)

    ก่อนที่เราจะไปรู้จักกับ “Rancher” อันดับแรก เรามาทำความรู้จักกับเทคโนโลยี “Kubernetes” (คูเบอเนเตส) กันก่อนว่าคืออะไร และเอาไว้ใช้ทำอะไรกันแน่

    เทคโนโลยี “Kubernetes” (คูเบอเนเตส) หรือ K8S คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการจัดการ Containers โดยถือกำเนิดมาจากโปรเจกต์ Open Source ของ Google เพื่อใช้เป็นเครื่องมือการจัดการคอนเทนเนอร์ให้สามารถทำงานได้ด้วยตนเองอย่างอัตโนมัติตามที่ Config ไว้

    K8S จึงเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดภาระให้กับนักพัฒนาและผู้ดูแลระบบได้เป็นอย่างดี สำหรับใครที่อยากศึกษาและทำความรู้จักกับเทคโนโลยี “Kubernetes” เพิ่มเติมสามารถเข้าไปอ่านบทความของเราได้ที่ : Kubernetes หนทางสู่การทำระบบให้แกร่งกว่าที่เคย!


    Rancher คืออะไร ?

    Rancher คือ โปรเจกต์ Open Source ที่ได้รับจำนวนกดโหวตบน GitHub มากกว่า 2 หมื่นครั้ง  โดยพัฒนามาจาก “Kubernetes” เวอร์ชันคอมมูนิตี้ ทำให้มีความสามารถในการสร้างและจัดการ Container ได้เช่นเดียวกัน มาถึงตรงนี้ดูเผิน ๆ แล้วทั้งสองตัวนี้มีความคล้าย ๆ กันใช่มั้ยคะ ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า “เอ้…แล้วแบบนี้ทั้งสองต่างกันยังไงนะ ?” เดี๋ยวลองมาดูกันค่ะว่าความสามารถอะไรที่ทำให้ Rancher แตกต่างจาก Kubernetes เวอร์ชันคอมมูนิตี้

    Video : What is Rancher?


    Rancher ทำอะไรได้บ้าง ?

    1. สามารถรัน Kubernetes ที่ไหนก็ได้

    อย่างที่เราทราบกันดีว่าโดยพื้นฐานแล้ว Kubernetes ดั้งเดิมนั้นใช้สำหรับการจัดการ Containers แต่สำหรับ Rancher นั้นต่างออกไปค่ะ เพราะว่านอกจากจะมีความสามารถพื้นฐานของ Kubernetes ที่เป็นเวอร์คอมมูนิตี้ดั้งเดิมแล้ว ยังสามารถสร้างและจัดการได้ถึงระดับ Kubernetes ได้ด้วย หรือที่เรียกว่าการทำ Kubernetes Clusters นั่นเอง โดยใช้ซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า Rancher Kubernetes Engine (RKE) ผู้ใช้งานจึงสามารถเชื่อมต่อและจัดการ Clusters ที่สร้างไว้ ได้ทุก Clusters ไม่ว่า Cluster นั้น ๆ จะอยู่ที่ไหนหรือใช้ Kubernetes Distributions ใดก็ตาม

    2. เป็นเครื่องมือช่วยให้นักพัฒนาจัดการระบบได้อย่างง่ายได้มากยิ่งขึ้น

    ซอฟต์แวร์ของ Rancher ถูกพัฒนาขึ้นให้สามารถใช้เป็นศูนย์รวมในการจัดการ Kubernetes Cluster  ทั้งหมดที่คุณมีอยู่ โดยที่คุณไม่ต้องเข้าออกหลายเเพลตฟอร์มให้ยุ่งยากและเสียเวลา เพราะ Rancher สามารถทำได้ทั้งการพิสูจน์ตัวตน (Authentication) , การควบคุมการเข้าถึง (Access control) หรือการรายงานผล (Monitoring) เช่น 

    • คุณสามารถทำการ Active Directory เพื่อเข้าถึง Kubernetes Clusters ของคุณที่อยู่บนผู้ให้บริการคลาวด์แบรนด์ใดก็ได้ 
    • คุณสามารถตั้งค่าและกำหนดสิทธิ์ ที่ใช้ในการควบคุมหรือเข้าถึงความปลอดภัยของระบบระหว่างผู้ใช้งาน, กลุ่มผู้ใช้งาน, โปรเจกต์, Clusters ไปจนถึง ระบบคลาวด์ได้
    • คุณสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพในการทำงาน Kubernetes Clusters  ของคุณได้อย่างง่ายดายในหน้าแดชบอร์ด (Dashboard) เดียว

    3. ช่วยเพื่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมนักพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

    นอกจาก Rancher จะช่วยในจัดการ Kubernetes Clusters แล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการระบบต่าง ๆ ผ่าน UI ได้โดยไม่ต้องสั่งการผ่านหน้า Command Line รวมไปถึง Rancher Catalog ที่ทาง Rancher คัดเลือกมาแล้วว่าเป็นเครื่องมือที่ปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบ

    Rancher ยังได้รับการยอมรับและนำไปใช้ในระบบ Ecosystem ของผู้ให้บริการ Cloud Native หลาย ๆ แบรนด์ เช่น ใช้เป็นเครื่องมือรักษาความปลอดภัย (Security Tools), ทำระบบรายงานผล (Monitoring Systems), ใช้ในการลง Container, ใช้ในการจัดเก็บ Storage หรือใช้ซอฟต์แวร์ Networking Drivers ในการเชื่อมเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เป็นต้น


    Rancher มีโครงสร้างในการทำงานอย่างไร ?

    จากภาพประกอบทางด้านล่างเราจะเห็นได้ว่า Rancher มีบทบาทในการเชื่อมความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกันระหว่างทีม DevOps และ IT Admin โดย DevOps แต่ละทีมสามารถเลือก Deploy แอปพลิเคชันของตัวเองขึ้นบนคลาวด์ที่แต่ละทีมเลือกใช้ได้ ในขณะที่ IT Admin สามารถดูแลและจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงของผู้ใช้งานทั้งหมด (Users) รวมไปถึงจัดการ Clusters และระบบคลาวด์ที่มีอยู่ในระบบทั้งหมดได้ด้วย

    Rancher มีโครงสร้างในการทำงานอย่างไร ?

    โครงสร้างการทำงานของ Rancher 


    Rancher มีฟีเจอร์ API Server อะไรบ้างที่น่าสนใจ ?

    Rancher มีฟีเจอร์ API Server อะไรบ้างที่น่าสนใจ ?

    อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ Rancher มีความน่าสนใจและน่าใช้งานเลยก็คือ Rancher API Server ที่สามารถทำงานเชื่อมต่อกับ Kubernetes API Server และ etcd database ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและพัฒนาระบบไปอีกขั้น โดยรายละเอียดของ Rancher API server มีฟังก์ชันในการทำงานดังนี้

    API Server ที่ช่วยในการจำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึงและ Role ของผู้ใช้งาน

    API Server ที่ช่วยในการจัดการ Kubernetes

    • Provisioning Kubernetes clusters: API ที่ช่วยในการ Provisioning Kubernetes ในกรณีที่มี Node อยู่แล้ว หรือ Kubernetes มีการอัปเกรด
    • Catalog management: สามารถ Deploy แอปพลิเคชันในรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ ได้อย่างง่ายดายด้วย Catalog แหล่งรวมแอปพลิเคชันพร้อมใช้งาน และมี Helm charts คอลเลคชันไฟล์ที่ช่วยในการเซ็ต Resources ของ Kubernetes ที่มีหลากหลาย Chart ให้เลือกใช้
    • Managing projects: โปรเจกต์ที่รวบรวบกลุ่มของ เนมสเปซ (namespace) ไว้อย่างหลากหลาย รวมไปถึงการเข้าถึงสิทธิ์ในการควบคุม Cluster โดยโปรเจกต์ดังกล่าวนี้มีความแตกต่างจาก Kubernetes เวอร์ชันคอมมูนิตี้ตรงที่คุณสามารถจัดการเนมสเปซ (namespace) ที่มีอยู่ของคุณในรูปแบบกลุ่ม (Group) ได้ และสามารถรัน Kubernetes ภายในเนมสเปซ (namespace) ที่คุณจัดกลุ่มไว้ ผ่านหน้า UI ของ Rancher โดยฟีเจอร์นี้ช่วยอำนวยความสะดวก Project administration และสามารถใช้ในการจัดการแอปพลิเคชันภายในโปรเจกต์ได้ด้วย
    • Pipelines: สำหรับ Developer แล้วการทำ Pipeline เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะสามารถช่วยให้การพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ออกมามีประสิทธิภาพและรวดเร็วมายิ่งขึ้น ซึ่ง Rancher ก็มีฟีเจอร์ที่ช่วยในการ Config สำหรับ  Pipeline ในแต่ละโปรเจกต์
    • Istio: : ซอฟต์แวร์ของ Rancher มีการ Integrate กับ Istio ซอฟต์แวร์ Service Mesh ที่เป็นโปรเจกต์ Open Source เช่นเดียวกัน โดยออกแบบระบบให้ Administrator และ Cluster owner ที่อยู่ในระบบของ Rancher สามารถส่ง Istio ไปยัง Developer ได้  Developer เองก็สามารถใช้ Istio ดังกล่าวในการเข้าถึงระบบความปลอดภัย เข้าไปแก้ไข หรือจัดการ Traffic สำหรับการ Deployment ในแบบรูปแบบ Blue-Green deployment หรือ Canary Release รวมไปถึงการทำ A/B testing ด้วย

    API Server ที่ช่วยในการใช้งานบนคลาวด์

    • Tracking nodes: API ที่ช่วยในการ Track ทุก Node ที่มีอยู่ใน Cluster
    • Setting up infrastructure: เวลา Config เพื่อใช้งานคลาวด์ Rancher จะช่วยในการ Provision เพิ่ม Node และขยายพื้นที่ Storage บนคลาวด์

    API Server ที่ช่วยในการตรวจสอบ Cluster

    • Logging: ซอฟต์แวร์ของ Rancher มีการ Integrate กับ Logging services ยอดนิยมหลากหลายเซอร์วิส เพื่อให้คุณสามารถเข้าถึง Kubernetes Clusters จากภายนอกได้ 
    • Monitoring: Rancher มีระบบ Monitoring ที่แสดงให้เห็นการทำงานของ Cluster แต่ละ Nodes การทำงานภายใน Kubernetes และ ตรวจสอบการ Deploy ซอฟต์แวร์ขึ้นระบบ ผ่าน Prometheus โปรเจกต์ Open source ที่โด่งดังในด้านการ Monitoring
    • Alerting: มีระบบของแจ้งเตือนเมื่อ Clusters หรือ แอปพลิเคชัน มีปัญหาเพื่อให้ทีมของคุณสามารถเข้าไปจัดการและแก้ไขได้ทันท่วงที

    Demo: Intro to Rancher container management


    คุณเหมาะที่ใช้ Rancher หรือเปล่า ?

    คุณเหมาะที่ใช้ Rancher หรือเปล่า ?

    มาถึงจุดนี้คุณอาจจะกำลังคิดว่า “ทีม” หรือ “องค์กร” ของคุณเหมาะที่จะใช้ Rancher หรือไม่ เดี๋ยวลองมาดูดีกว่าค่ะ ว่าปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณกำลังมองหาอยู่หรือไม่

    1. ต้องการทำระบบที่มีหลาย Kubernetes Cluster หรือมี Cluster กระจายอยู่หลายที่  

    แน่นนอนว่าการจัดการย่อมเป็นไปได้ยาก หาก Cluster ที่มีอยู่ของคุณ ทำงานแยกออกจากกัน Rancher ช่วยคุณจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยเป็นศูนย์รวมในการจัดการ Cluster รองรับการทำระบบแบบ Kubernetes Clusters เพื่อให้คุณสามารถจัดการทุก Cluster ที่มีอยู่ของทั้งหมดได้ในที่เดียวโดยไม่ต้องเสียเวลาจัดการทีละ Cluster 

    2. ต้องการซอฟต์แวร์ที่มีความยืดหยุ่น สามารถรันได้ทุกที่ 

    ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการจัดทำ Container หลายตัวที่ถูกพัฒนาและผลิตสู่ท้องตลาด ซึ่งบางเเพลตฟอร์มที่มีข้อจำกัดในการใช้งานและการติดตั้ง ด้วยข้อได้เปรียบจากการเป็นโปรเจกต์ Open source ของ Rancher จึงทำให้คุณสามารถรันซอฟตแวร์ของ Rancher ที่ใดก็ได้แบบไม่มีขีดจำกัด

    3. ต้องการรซอฟต์แวร์ที่ใช้งานง่าย 

    Rancher มี UI ที่ทำให้ทีมนักพัฒนาที่ถึงแม้ว่าจะมีความรู้ไม่ลึกมาก ก็สามารถจัดการระบบ Kubernetes ได้ ขอเพียงเข้าใจโครงสร้างและคอนเซปต์ในการทำงานของ Kubernetes Cluster เพียงเท่านั้นพอ

    4. ต้องการระบบที่มี Tools, APIs และ App Catalog ให้เลือกใช้งานหลากหลาย 

    Rancher มีการพัฒนารวมไปถึง integrate กับซอฟต์แวร์และโปรเจกต์ Open Souce ชั้นนำหลากหลายเซอร์วิสด้วย จึงทำให้มีฟีเจอร์ที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ทั้งในฝั่งของทีม IT Admin, ทีม DevOps และ Developer

    5. ต้องการใช้ฟีเจอร์ เซอร์วิส หรือเทคโนโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ 

    Rancher สนับสนุนโปรเจกต์ Open Source ด้วยการ Integrate โปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพและความนิยมเข้ากับซอฟต์แวร์ของ Rancher อยู่เสมอ นอกจากนี้หากซอฟต์แวร์หรือเซอร์วิสที่คุณใช้งานมี API ที่สามารถเชื่อมต่อกับ Rancher ได้ คุณสามารถใช้งานซอฟต์แวร์หรือเซอร์วิสนั้น ๆ ได้เช่นเดียวกัน

    6. ต้องการประหยัดต้นทุน 

    อีกหนึ่งจุดเด่นของ Rancher เลยคือการมีต้นทุนน้อย เพราะเป็นโปรเจกต์ Open Source ที่เปิดให้คุณใช้งานฟรี 100% ทำให้คุณหมดห่วงเรื่อง Eco-system ของผู้ให้บริการแต่ละ Vendor เพื่อที่จะหันมาโฟกัสกับการออกแบบ Solution ให้ตอบโจทย์กับการใช้งานและเหมาะสมกับต้นทุนที่คุณตั้งไว้แทน


    Final Thoughts !

    ในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็วและมีการแข็งขันสูงแบบนี้ หลาย ๆ บริษัทเริ่มนำเทคโนโลยี Kubernetes ไปปรับใช้กับองค์กรของตัวเองมากขึ้น เพื่อพัฒนาองค์กรตัวเองให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้ ฟังก์ชันการทำงานของ Rancher จึงตอบโจทย์ทั้งในแง่ของการช่วยประหยัดต้นทุน ใช้งานง่ายและมีความยืดหยุ่นสูง  อีกทั้งยังช่วยลดภาระให้ทีมพัฒนาของคุณทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น Rancher จึงกลายเป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ Open Source เล็ก ๆ ที่เติบโต สู่เเพลตฟอร์มระดับแนวหน้าได้ในระยะเวลาสั้น ๆ โดยไม่ต้องสงสัย !

    OpenLancdscape มองเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ เราจึงสนับสนุนให้คุณสามารถใช้งาน Rancher บนคลาวด์ของเราได้อย่างง่ายดาย เพียงสมัครใช้บริการและทำตามคู่มือ วิธีการติดตั้ง Rancher ใน OS Ubuntu 18.04 คุณก็สามารถใช้เทคโนโลยี Rancher ได้แล้ว 


    อ้างอิงจาก : 

    Rancher : https://rancher.com/docs/rancher/v2.x/en/overview/

    Kubernetes : https://kubernetes.io/

    Kubernetes หนทางสู่การทำระบบที่ไม่มีวันล่ม : https://blog.openlandscape.cloud/what-is-kubernetes

    เปลืองเวลาเป็นวันๆไปทำไม ? ในเมื่อใช้ Docker ช่วยได้ ! : https://blog.openlandscape.cloud/docker

  • “Chmod 777”  Permission ตัวร้าย อันตรายที่ต้องรู้

    “Chmod 777”  Permission ตัวร้าย อันตรายที่ต้องรู้

    การตั้งค่ากำหนดสิทธิ์ (Permission) เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้ดูแลระบบต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว เพราะหากเราตั้งค่าไม่ดี อาจจะทำให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาเปลี่ยนโค้ด หรือโจมตีเซิร์ฟเวอร์ของเราได้ วันนี้เราเลยอยากจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับความอันตรายของ Chmod 777  ที่อาจส่งผลร้ายแรงกว่าที่คิด ถ้าพร้อมแล้วลองไปดูกันเลยค่ะ

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    ทำความรู้จักกับ “Classes” และ “Permission” 

    วิธีการกำหนดสิทธิ์ให้กับไฟล์และไดเร็กทอรี

    เพราะอะไรการใช้ Chmod 777 ถึงอันตราย

    วิธีการสแกนไฟล์ และไดเร็กทอรีเพื่อหา 777

    วิธีการเปลี่ยนสิทธิ์ไฟล์ และไดเร็กทอรี


    ทำความรู้จักกับ “Classes” และ “Permission” 

    อันแรกเราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “Classes” และ “Permission” กันก่อน โดยระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ (Unix) ซึ่งรวมไปถึง Linux และ Mac OS ที่เราใช้กันอยู่นั้นจะมาพร้อมกับกลไกการกำหนดสิทธิ์เข้าถึงไฟล์ที่สามารถตั้งค่าได้ว่า “ใคร” สามารถ “ทำอะไร” ได้บ้างซึ่งก็คือ “Classes” และ “Permission” นั่นเองโดยมีรายละเอียดดังนี้

    Classes  : เป็นการกำหนดว่า “ใคร” จะสามารถเข้าถึงได้บ้าง โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

    • Owner คือ ชื่อเจ้าของ หรือผู้สร้างไฟล์ หรือไดเร็กทอรีนั้น ๆ ขึ้นมา โดยสามารถเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ได้
    • Group คือ กลุ่มของผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์เข้าใช้งานไฟล์ หรือไดเร็กทอรีร่วมกัน
    • Public หรือ Other คือ ผู้ใช้งานทั่วไปที่เป็น Owner และไม่ได้อยู่ใน Group 

    Permissions : เป็นการกำหนดว่า “สามารถทำอะไร” กับไฟล์ และไดเร็กทอรีนั้น ๆ ได้บ้าง ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับดังนี้

    • Read คือ ระดับที่สามารถอ่านไฟล์ได้ใน “Text Editor” หรือสามารถแสดงรายชื่อไฟล์ในไดเร็กทอรีได้โดยใช้คำสั่ง ls
    • Write คือ ระดับที่สามารถเขียนไฟล์ได้ โดยทำได้ทั้งเขียน เปลี่ยน แก้ไข สร้าง ลบไฟล์ได้ ส่วนไดเร็กทอรีสามารถสร้าง ลบ ย้าย เปลี่ยนชื่อได้
    • Execute คือ ระดับที่สามารถสั่งประมวลผลไฟล์ได้ และสามารถเข้าถึงไดเร็กทอรีได้ด้วยคำสั่ง cd

    วิธีการกำหนดสิทธิ์ให้กับไฟล์และไดเร็กทอรี

    สำหรับการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์ และไดเร็กทอรีนั้นจะใช้ตัวอักษร หรือตัวเลข ในการกำหนดความสิทธิ์และความสามารถต่าง ๆ ดังนี้

    สิทธิ์ในการ Write Read และ Execute จะแทนค่าได้ดังนี้

    • r (read) = 4
    • w (write) = 2
    • x (execute) = 1
    • ไม่มีสิทธิ์  = 0

    สิทธิ์ที่แทนค่าทางด้านบนเมื่อนำมารวมกันจะได้ระดับการกำหนดสิทธิ์ของแต่ละ Classes ดังนี้

    • 0 (0+0+0) คือ ไม่สามารถทำอะไรได้เลยกับ Files หรือ Folder 
    • 1 (0+0+1) คือ สามารถเรียก Files หรือ Folder มาประมวลผลอย่างเดียว
    • 2 (0+2+0) คือ สามารถเขียนใน Files หรือ Folder ได้
    • 3 (0+2+1) คือ สามารถเขียนและประมวลผล ใน Files หรือ Folder ได้
    • 4 (4+0+0) คือ สามารถเรียก Files หรือ Folder มาอ่านได้อย่างเดียว
    • 5 (4+0+1) คือ สามารถอ่านและประมวลผล ใน Files หรือ Folder ได้
    • 6 (4+2+0) คือ สามารถอ่านและเขียน ใน Files หรือ Folder ได้
    • 7 (4+2+1) คือ การกำหนด Files หรือ Folder ได้ทุกอย่างทั้ง อ่าน เขียน และประมวลผล

    ซึ่งการกำหนดสิทธิ์ของแต่ละ Classes คือการนำตัวเลขของแต่ละระดับมาเรียงกัน ยกตัวอย่างเช่น 

    • Owner: rwx=4+2+1=7 / มีสิทธ์ในการกำหนด Files หรือ Folder ได้ทุกอย่างทั้ง อ่าน เขียน และประมวลผล
    • Group: r-x=4+0+1=5 / มีสิทธ์ในการอ่านและประมวลผล ใน Files หรือ Folder ได้
    • Others: r-x=0+0+0=0 / ไม่สามารถทำอะไรได้เลยกับ Files หรือ Folder

    วิธีการเรียกดูตัวเลขที่แสดงสิทธิ์ของไฟล์ สามารถเรียกดูได้โดยใช้คำสั่ง stat

    # stat -c “%a” <file name>

    วิธีการเรียกดูสิทธิ์ในการ Write , Read และ Execute ของไฟล์ทั้งหมด สามารถเรียกดูได้โดยใช้คำสั่ง II

    # ll


    เพราะอะไรการใช้ Chmod 777 ถึงอันตราย

    อย่างที่เราเห็นกันแล้วว่าการกำหนดสิทธิ์นั้นมีรูปแบบอย่างไรบ้าง ดังนั้นหากเรากำหนดสิทธิ์เป็น 777 ก็เท่ากับว่า “ทุกคน” จะสามารถทำอะไรกับไฟล์หรือไดเร็กทอรีนั่นเอง ซึ่งถ้าหากผู้ไม่หวังดีรู้เข้าก็จะสามารถเข้าถึงไฟล์ และไดเร็กทอรีทำกำหนดสิทธิ์เป็น 777 เพื่อใส่โค้ดหรือไฟล์เพื่อโจมตีเซิร์ฟเวอร์ของเราได้นั้นเอง

    นอกจากนี้แล้ว Script ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น php phtml และ html ไฟล์ ก็ไม่ควรที่จะกำหนดสิทธิ์เป็น 777 เพราะจะทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าถึงเพื่อแก้ไขโค้ด หรือโจมตีเซิร์ฟเวอร์ได้เช่นเดียวกัน

    ดังนั้นการใช้  777 จึงควรหลีกเลี่ยง หรือระมัดระวังในการใช้งาน ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะใช้ในกรณีอัปโหลด IMAGES หรือไฟล์บางประเภทที่ไม่สามารถประมวลผลได้ หรือในบางกรณีที่ไดเร็กทอรีนั้นมีความปลอดภัยสูงอยู่แล้วเท่านั้น


    วิธีการสแกนไฟล์ และไดเร็กทอรีเพื่อหา 777

    ทำการ SSH เข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ของคุณแล้วพิมพ์คำสั่ง ถ้ามีไฟล์ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด output จะแสดงชื่อไฟล์ดังต่อไปนี้

    • คำสั่ง เพื่อสแกนหาทุกไฟล์ที่อยู่ในไดเร็กทอรีนี้ ที่กำหนดสิทธิ์ 777

    find . -perm 777 -name “*.*”

    • คำสั่ง เพื่อสแกนหาไฟล์ที่มีนามสกุล php ที่กำหนดสิทธิ์ 777 

    find . -perm 777 -name “*.php”

    • คำสั่ง เพื่อสแกนหาไฟล์ temp.txt. ที่กำหนดสิทธิ์ 777 

    find . -perm 777 -name temp.txt


    วิธีการเปลี่ยนสิทธิ์ไฟล์ และไดเร็กทอรี

    เมื่อพบไฟล์ หรือไดเร็กทอรีที่ต้องการแก้ไขแล้ว เราสามารถเปลี่ยนสิทธิ์ได้ทีละไฟล์ แต่หากต้องการหาและเปลี่ยนไฟล์ทั้งหมดในเวลาเดียวกันสามารถทำได้ด้วยคำสั่ง

    find . -name ‘*.php’ -exec chmod 755 {} \;

    ไฟล์ที่มีนามสกุล php ทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนสิทธิ์เป็น 755


    สรุป

    ทีนี้เราก็ทราบกันแล้วใช่มั้ยคะ การตั้งหรือกำหนดสิทธิ์ 777 นั้นอันตรายกว่าที่คิด เพราะฉะนั้นเราจึงควรระมัดระวังในการใช้ และหมั่นตรวจสอบสิทธิ์ไฟล์ต่าง ๆ ให้ดี เพื่อที่เราจะได้ไม่พลาดเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาโจมตีเราได้นั่นเอง 


    อ้างอิงจาก

    Scanning your server for 777 files and directories: https://webcs.com/webcsdocs/docs5/777scan.html

    Scan Find Files Folders With 777 Permissions PHP SCRIPT: http://chinashoppingsites.blogspot.com/2015/12/scan-find-files-folders-with-777.html

    What Does chmod 777 Mean: https://linuxize.com/post/what-does-chmod-777-mean/

  • VPN คือ อะไร ? เปิดวาร์ปอย่างปลอดภัยด้วย VPN เครือข่ายเสมือน

    VPN คือ อะไร ? เปิดวาร์ปอย่างปลอดภัยด้วย VPN เครือข่ายเสมือน

    VPN คือ อะไร ? เปิดวาร์ปอย่างปลอดภัยด้วย VPN เครือข่ายเสมือน

    หลาย ๆ คนคงจะได้ยินชื่อ VPN กันบ่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่กำลังเป็นกระแสฮิตอยู่ เพราะสามารถช่วยปลดล็อคให้เข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกหรือแบนได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเทคโนโลยี VPN นอกจากจะช่วยปลดล็อคเว็บไซต์ที่โดนบล็อกหรือแบนแล้ว ยังสามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวออนไลน์ของคุณได้อีกด้วย วันนี้เราเลยจะพาคุณมารู้จักว่า VPN คือ อะไร ทำงานอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้วลองไปดูกันเลย 

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    VPN คืออะไร ?

    VPN ทำงานอย่างไร ?

    ข้อดีของการใช้ VPN 

    ข้อเสียของการใช้ VPN 

    วิธีการเลือกผู้ให้บริการ VPN 


    VPN คืออะไร ?

    VPN หรือ Virtual Private Network คือ ซอฟแวร์ประเภทหนึ่งที่ใช้ในการสร้างเครือข่ายเสมือน เพื่อสร้างการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยระหว่างคุณและอินเทอร์เน็ต รวมถึงปกป้องความเป็นส่วนตัวออนไลน์ของคุณ โดยที่คุณสามารถนำไปใช้งานที่หลากหลาย อาทิ ช่วยให้คุณเข้าถึงเนื้อหาหรือบริการจากที่ใดก็ได้ในโลก ช่วยปกป้องการระบุตัวตนของคุณบนโลกออนไลน์ หรือใช้เพื่อเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลด Torrent เป็นต้น


    VPN คือ ภาพประกอบ 1

    VPN ทำงานอย่างไร ?

    เมื่อคุณทำการเปิดใช้งานแล้ว VPN จะทำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคุณผ่านเซิร์ฟเวอร์ โดยเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวจะทำการเข้ารหัสส่วนตัวของคุณให้ไม่สามารถตรวจสอบหรือเข้าถึงได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถเห็นหมายเลข IP ของคุณแต่จะเห็นหมายเลข IP ของเซิร์ฟเวอร์ VPN แทน ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว VPN จะมีเซิร์ฟเวอร์หลายพันเซิร์ฟเวอร์ให้คุณเลือกใช้ และมีการอัปเดตหมายเลข IP เป็นประจำ ทำให้เว็บไซต์ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาที่แท้จริงของคุณ รวมถึงไม่สามารถจดจำหรือบล็อกหมายเลข IP ได้

    ยกตัวอย่างเช่น หากคุณใช้งานอยู่ในประเทศไทย แต่อยากจะเข้าถึงเว็บไซต์ และบริการที่ประเทศอเมริกา เมื่อเปิด VPN เว็บไซต์ที่คุณเข้าไปใช้บริการจะไม่สามารถรตรวจสอบคุณได้ว่าเชื่อมต่อมาจากที่ใด หรือติดตามข้อมูลการใช้งานของคุณได้ เป็นต้น 


    VPN คือ ภาพประกอบ 2

    ข้อดีของการใช้ VPN 

    อย่างที่เราทราบไปคร่าว ๆ ในแง่ของการทำงานของ VPN กันไปแล้วว่าสามารถช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว โดยคุณสมบัติและข้อดีหลัก ๆ ของ VPN มีดังนี้

    • ช่วยเข้ารหัสข้อมูลส่วนตัวของคุณบนโลกอินเตอร์เน็ต : เมื่อเข้ารหัสข้อมูลแล้วจะทำให้ไม่มีใครระบุตัวตน หรือติดตามคุณได้ แม้แต่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของคุณ อีกทั้งยังมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยป้องกันแฮกเกอร์ไม่ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของคุณอีกด้วย
    • ช่วยซ่อนหมายเลข IP address ของคุณ : สำหรับ IP Address คือหมายเลขที่ใช้ในการระบุตำแหน่งเมื่อคุณเข้าใช้เว็บไซต์ และบริการต่าง ๆ ซึ่งหากคุณเปิดการใช้งาน VPN เมื่อไหร่ เว็บไซต์ และบริการที่คุณเชื่อมต่อจะไม่สามารถบอกได้ว่าคุณเข้าถึงจากที่ไหน หรือจากประเทศอะไร ทำให้คุณสามารถเข้าถึงบริการหรือเว็บไซต์ใด ๆ ก็ได้ในทั่วโลกได้อย่างอิสระ
    • ช่วยบล็อกเว็บไซต์ที่มีไวรัส โฆษณาหรือเครื่องมือติดตาม : ในบางเว็บไซต์ที่คุณเข้าอาจจะดาวน์โหลดมัลแวร์ และเครื่องมือโดยที่คุณไม่รู้ตัว การใช้ VPN นั้นจะช่วยป้องกันอุปกรณ์ โดยบล็อกเว็บไซต์เหล่านี้ได้
    • ช่วยให้คุณเข้าถึงเว็บไซต์ และบริการทั่วโลก : เหมาะสำหรับหลาย ๆ คนที่อยากจะเข้าไปใช้บริการ หรือเข้าดูเว็บที่ไม่สามารถเข้าดูได้ในประเทศนั้น เช่น บางคนอยากดูหนังหรือซีรีย์ที่เผยแพร่เฉพาะในอเมริกาเท่านั้น การใช้ VPN สามารถช่วยให้คุณเข้าดูหนังหรือซีรีย์ดังกล่าวได้นั้นเอง

    ข้อเสียของการใช้ VPN 

    หลังจากที่เรารู้ข้อดีของการใช้ VPN กันไปบ้างแล้ว คราวนี้ก็มาถึงข้อเสียของ VPN ที่ถึงแม้จะมีไม่มากแต่ก็ควรที่จะทราาบไว้

    • ลดความความเร็วในการเชื่อมต่อ : เพราะการเชื่อม VPN จะยื่งทำให้ข้อมูลเดินทางไปไกลกว่าเดิม เพื่อผ่านเซิร์ฟเวอร์ของ VPN และยังต้องเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูลอีกด้วย
    • บางเว็บไซต์ หรือบริการบล็อกการใช้งาน VPN : บางเว็บไซต์ หรือผู้ให้บริการบางรายมักจะตรวจสอบหมาย IP อย่างละเอียด ทำให้บางเว็บไซต์ หรือบริการไม่สามารถเข้าผ่าน VPN ได้
    • หากเลือกผู้บริการไม่ดี อาจเสี่ยงโดนเก็บข้อมูลได้ : โดยเฉพาะกิจกรรมที่คุณทำเมื่อใช้งานออนไลน์ หรือแบ่งปันให้กับบุคคลที่ 3 ดังนั้นคุณจึงเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และมีนโยบายการไม่บันทึกข้อมูลการใช้งาน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว

    วิธีการเลือกผู้ให้บริการ VPN 

    การเลือกผู้ให้บริการ VPN นั้นถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากเราเลือกไม่ดีก็แทนที่จะปลอดภัย อาจกลายเป็นว่าข้อมูลของคุณนั้นรั่วไหลจากการใช้ VPN ที่ไม่ได้มาตรฐานก็เป็นได้มีชื่อเสียง ดูน่าเชื่อถือ และปลอดภัย

    • เลือกผู้ให้บริการที่มีนโยบายไม่บันทึกข้อมูล : เพื่อป้องกันการถูกติดตาม และข้อมูลรั่วไหลไปถึงบุคคลที่ 3
    • เลือก VPN ที่มีการเข้ารหัสแบบ 256-bit : เนื่องจากเป็นการเข้ารหัสระดับสูงสุด ช่วยปกป้องข้อมูลส่วนตัว และกิจกรรมของคุณ
    • มีเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ : ช่วยให้คุณเข้าถึงเว็บไซต์ และบริการที่หลากหลายยิ่งขึ้นจากทั่วโลก
    • ไม่จำกัดการรับส่งข้อมูล
    • สามารถเข้าถึงด้วยอุปกรณ์ที่หลากหลายได้ในเวลาเดียวกัน 
    • มีราคาที่สมเหตุสมผล

    สรุป

    สำหรับบทบาทของ VPN ในปัจจุบันนั้น เริ่มมีความสำคัญบนโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะหลาย ๆ คนเวลาที่ท่องอินเตอร์เน็ตมักต้องการเข้าถึงเว็บไซต์ และบริการจากทั่วโลกแล้ว ยังต้องการความปลอดภัย  และการปกป้องความเป็นส่วนตัวด้วย ดังนั้นการเลือกใช้งาน VPN จึงถือได้ว่าตอบโจทย์ความต้องการได้ดีเลยทีเดียว

    นอกจากนี้ผู้ให้บริการ VPN อย่างเช่น OpenVPN ที่ทาง OpenLandscape ให้บริการบน Gate พร้อมให้คุณได้ใช้งานแล้ว โดยสามารถติดตั้งด้วยวิธีง่าย ๆ และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิธีการติดตั้ง OpenVPN 

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง