Tag: software

  • LEMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนา Web Application ยอดนิยม !

    LEMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนา Web Application ยอดนิยม !

    LEMP คือ อะไร ?

    LEMP Stack หรือ LEMP คือ อักษรย่อของชุดซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application ที่เป็น Open Source และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีลักษณะเป็นแบบ Modular ทำให้สามารถเลือกใช้หรือถอดเปลี่ยนส่วนประกอบต่าง ๆ ได้สะดวกตามที่ต้องการ โดย LEMP มีความคล้ายกับ LAMP แต่แตกต่างกันที่ Web Server ที่ใช้ไม่เหมือนกัน เนื่องจาก LEMP ใช้ Nginx หรือ Engine-X ส่วน LAMP ใช้ Apache


    LEMP ย่อมาจากอะไรบ้าง ?

    ภาพประกอบ 1 LEMP คือ อะไร ?

    ที่มาของตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้ง 4 ตัวของ LEMP ย่อมาจาก Linux, Nginx, MySQL และ PHP, Perl หรือ Python ซึ่งแต่ละ Software ทำหน้าที่อะไรบ้าง OpenLandscape Cloud ได้สรุปข้อมูลมาให้เรียบร้อยแล้ว

    ทำไมต้อง LEMP แทน LNMP ?

    สาเหตุที่เป็น LEMP เนื่องจากการออกเสียงของ Nginx หรือ Engine-X คือ En-Juhn-Ecks ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้เสียงของตัวอักษรคำอ่านตัวแรก คือ E มากกว่าการใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกที่เขียนด้วยตัว N นอกจากนี้ LEMP ยังออกเสียงได้เข้าใจง่ายมากกว่าและไม่เหมือนการอ่านออกเสียงแบบเรียงตัวอักษร

    L ย่อมาจาก Linux 

    Linux เป็นระบบปฏิบัติการ (OS) ที่มีบทบาทสำคัญเหมือนระบบปฏิบัติการ Unix ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบเปิด (Open System) ถูกพัฒนาใน Bell Laboratories ของบริษัท AT&T โดย Unix ถูกออกแบบให้เป็น Multiusers หรือ ผู้ใช้งานสามารถใช้งานร่วมกันได้หลายคนในเวลาเดียวกัน และ Multitasking หรือ สามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกันได้ 

    Linux ยังเป็น Open source ที่นักพัฒนาสามารถนำไปใช้งาน เผยแพร่ แก้ไขหรือดัดแปลงได้อย่างอิสระโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมหรือค่า License ทำให้ Linux ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังรองรับการใช้งานในระยะเวลานานได้ดี รวมถึงมีความปลอดภัยจากไวรัส  

    นอกจากนี้ Linux สามารถติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีทรัพยากรน้อย แต่ยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังทำงานได้หลากหลายและเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เนื่องจากถ้าไม่มีระบบปฏิบัติการก็ไม่สามารถดำเนินขั้นตอนต่อไปได้ โดย Linux นิยมนำมาทำ Server จำนวนมาก เช่น CentOS, RedHat, Ubuntu เป็นต้น 

    ทำไมต้องใช้ Linux ?

    • มีความปลอดภัยสูง
    • มีความเสถียรสูง
    • ใช้งานได้ฟรี และเป็น Open Source
    • ได้รับการสนับสนุนจาก Community ของนักพัฒนาที่แข็งแกร่ง
    • มีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งและใช้งาน

    E ย่อมาจาก Nginx หรือ Engine-X

    Nginx หรือ Engine-X เป็น Open Source สำหรับพัฒนา Web Server แบบ Reverse Proxy หรือการรอรับ Request จาก Internet แล้วทำการ Forward ข้อมูลเข้าสู่ Network เพื่อให้ระบบภายนอกไม่สามารถ Connect เข้ามายังระบบภายในโดยตรง จึงทำให้สามารถป้องกันการโจมตีจากภายนอกได้  

    Nginx ถูกพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 2004 โดย Igor Sysoev วิศวกร Software ชาวรัสเซีย ในช่วงเริ่มต้น Nginx ถูกใช้งานเฉพาะแค่ภายในประเทศรัสเซียเท่านั้น ต่อมาจึงมีการทำคู่มือภาษาอังกฤษและเริ่มแพร่หลายการใช้งานมากขึ้นไปทั่วโลก

    นอกจากนี้ Nginx ยังช่วยในการ Load Balance ของการอัปโหลด ดาวน์โหลด หรือใช้ในการ Streaming, การดูวิดีโอ, การฟังเพลง และสื่อต่าง ๆ ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยให้มีพื้นที่รองรับจำนวนผู้ใช้งานได้มากกว่าและสามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลายกว่า Apache อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงมีความเสถียรสูง ใช้งานทรัพยากร RAM และ CPU ในระบบน้อย ทำให้สามารถเรียกการทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรองรับทั้งระบบ Linux และ Windows 

    ทำไมต้องใช้ Nginx ?

    • การติดตั้งและการกำหนดค่าใช้งานง่าย
    • รองรับการปรับสมดุล Load Balancing
    • สามารถจัดการการเชื่อมต่อพร้อมกันได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับ Apache
    • ประมวลผล Static Files ได้รวดเร็วมากขึ้น
    • สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่ใช้กันทั่วไปได้โดยไม่มีปัญหา
    • รองรับมาตรฐานในด้านความปลอดภัย HTTP/2
    • รับรองการทำงาน HTTP
    • รองรับผู้ใช้งานได้มากขึ้นด้วยการทำงานแบบ Asynchronous สามารถทำงานให้เสร็จได้ทันที โดยไม่ต้องรอทำงานให้เสร็จตามลำดับ 

    M ย่อมาจาก MySQL

    MySQL เป็นระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ Database Management System (DBMS) แบบข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Management System) ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบตาราง แบ่งเป็นแถว และในแต่ละแถวแบ่งออกเป็นคอลัมน์ (Column) เพื่อเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลในตารางกับข้อมูลในคอลัมน์ที่กำหนด โดยใช้ RDBMS Tools สำหรับควบคุมและจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น ทำให้นำไปประยุกต์ใช้งานได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอีกด้วย 

    MySQL เป็น Open Source ถูกคิดค้นโดย MySQL AB ในประเทศสวีเดน สร้างขึ้นจากชาวสวีเดน 2 คน คือ David Axmark และ Allan Larsson ร่วมกับชาวฟินแลนด์ Michael Monty Widenius ต่อมาในปี ค.ศ. 2008 ถูก Takeover จากบริษัท Sun Microsystems รวมกับ Oracle Corporation ในปี ค.ศ. 2010

    MySQL นิยมใช้งานร่วมกับภาษาโปรแกรม PHP และภาษาอื่น ๆ อีกทั้งยังได้รับการออกแบบและปรับให้เหมาะสมสำหรับพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application ทำให้สามารถทำงานได้ทุกแพลตฟอร์ม พร้อมทั้งอนุญาตให้ผู้ใช้งานหลายคนจัดการและสร้างฐานข้อมูลจำนวนมาก จึงทำให้ MySQL เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Commerce (E-Commerce) เหมาะสำหรับการนำไปใช้งานสร้างเว็บไซต์ทั่วไป โดยมีโปรแกรมช่วยจัดฐานข้อมูลที่ใช้งานง่าย มีความแม่นยำ และครบครัน ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความน่าเชื่อถือสูง เช่น Mysql Admin, phpMyAdmin เป็นต้น

    ทำไมต้องใช้ MySQL ?

    • เป็น Open Source ที่มีความปลอดภัย
    • มีการปกป้องข้อมูลที่แข็งแกร่ง
    • สามารถขยายพื้นที่การใช้งานได้มากขึ้น
    • มีประสิทธิภาพสูง
    • มีความสามารถในการปรับขนาดและความยืดหยุ่นสูง

    P ย่อมาจาก PHP, Perl หรือ Python

    PHP (PHP Hypertext Preprocessor) เป็น 1 ใน 3 ภาษาหลักที่ใช้ใน LEMP โดยภาษาอื่นในลำดับถัดมา ได้แก่ Perl และ Python โดย PHP เป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ โดย Rasmus Lerdorf สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1994 ประเภท Scripting Language ซึ่งภาษาประเภทนี้เก็บคำสั่งต่าง ๆ ในไฟล์ที่เรียกว่า Script และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปรชุดคำสั่ง โดยมีรากฐานโครงสร้างคำสั่งมาจากภาษาซี (C Programming Language) ภาษาจาวาสคริปต์ (JavaScript) และ ภาษาเพิร์ล (Practical Extraction and Report Language) ซึ่ง PHP เป็นภาษา Script ที่ออกแบบมาสำหรับพัฒนาเว็บไซต์ได้ดี และสามารถประมวลผลออกมาในรูปแบบ HTML โดยเป้าหมายหลักของภาษา PHP คือให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถเขียนเว็บเพจ ที่มีความตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วจึงได้รับความนิยมมากในหมู่ Developer

    ทำไมต้องใช้ PHP ?

    • ได้รับการสนับสนุนจาก Community นักพัฒนาขนาดใหญ่
    • มีตัวเลือกเพิ่มเติมสำหรับการเชื่อมต่อฐานข้อมูล
    • เป็น Open Source ใช้งานได้ฟรี 
    • สามารถใช้ PHP ในการพัฒนาเว็บไซต์ด้วย WordPress ซึ่งเป็น Content Management System ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก

    4 ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ LEMP

    ภาพประกอบ 2 LEMP คือ อะไร ?

    1. เป็นแหล่งรวม Community Support : LEMP ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนนักพัฒนาอย่างกว้างขวาง ทำให้ได้รับคำแนะนำดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงความช่วยเหลือต่าง ๆ ทำให้การพัฒนามีประสิทธิภาพสูงและสมบูรณ์แบบ

    2. เป็นเทคโนโลยี Open Source : LEMP เป็น Open Source ที่ใช้งานได้ฟรีและมีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการใช้งานเทคโนโลยี อีกทั้งยังมีการอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เป็นประจำและมีการพัฒนาคุณภาพให้ทันสมัยและปลอดภัยอยู่เสมอ

    3. รวม Technology คุณภาพมาให้ใช้งาน : LEMP ได้รับการสนับสนุนที่ดีและมีการใช้งานทั่วโลกใน Web Application ที่มีมาตรฐานสูงมากมาย นอกจากนี้ยังมี Linux ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่อมัลแวร์และไวรัสน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ Windows หรือ MacOS และ Nginx ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วได้มากขึ้น สามารถจัดการเรื่อง Load Balancing ได้ดี รวมถึง PHP และ MySQL ที่เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานส่วน Back End เมื่อทำงานร่วมกันจึงยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากชุมชนนักพัฒนาขนาดใหญ่และผู้ให้บริการ Hosting หลายรายรองรับ

    4. รองรับการทำงานแบบ Asynchronous : เป็นการทำงานแบบ Non-Block I/O ที่สามารถทำงานให้เสร็จทันทีได้เลย โดยคำสั่งก่อนหน้าสามารถ Callback กลับมาทำงานต่อภายหลังได้ ทำให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วมากขึ้น


    คุณพร้อมใช้งาน LEMP แล้วหรือยัง ?

    เมื่อคุณได้ทำความรู้จัก LEMP คือ อะไร และทราบถึงประโยชน์ที่ได้จากการใช้งาน LEMP แล้วอยากเริ่มต้นการใช้งาน อันดับแรกต้องมีระบบปฏิบัติการ Linux และทำการติดตั้ง Nginx, MySQL และ PHP, Perl หรือ Python ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเลือกระบบปฏิบัติการที่ตัวเองคุ้นเคย เพื่อใช้งานได้ตามความสะดวก โดยวิธีการติดตั้งเป็นการติดตั้งแยก ของ Open Source แต่ละตัว และนำมารวมกันจึงกลายเป็น LEMP ให้ได้ใช้งานกัน 

    แต่คุณสามารถติดตั้งและใช้งาน LEMP ได้ง่าย ๆ ในไม่กี่คลิกบน OpenLandscape Cloud ได้เลยที่ https://gate.openlandscape.cloud


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://lemp.io

    https://www.vcowo.com

    https://www.mindphp.com

    https://6131305039.medium.com

    https://blog.metrabyte.cloud/nginx

    https://www.geeksforgeeks.org/what-is-lemp-stack

    https://medium.com/devbake

  • LAMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนาเว็บไซต์ยอดนิยม !

    LAMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนาเว็บไซต์ยอดนิยม !

    LAMP คือ อะไร ?

    LAMP คือ อักษรย่อของชุดซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักพัฒนาเป็นอย่างมากในปัจจุบัน มีผู้คิดค้นคือ Michael Kunze ซึ่งเขียนลงในนิตยสารคอมพิวเตอร์เยอรมัน ในปี ค.ศ. 1998 ซึ่งบทความได้เขียนเกี่ยวกับการใช้งานซอฟต์แวร์เสรีร่วมกัน เพื่อทดแทนการใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีราคาสูง 


    LAMP ย่อมาจากอะไรบ้าง ?

    ภาพประกอบ 1 LAMP คือ

    ที่มาของตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้ง 4 ตัวของ LAMP ย่อมาจากอะไรบ้าง OpenLandscape Cloud ได้สรุปข้อมูลมาให้เรียบร้อยแล้ว 

    L ย่อมาจาก Linux 

    Linux เป็นระบบปฏิบัติการ (OS) ที่เลือกใช้สำหรับ Apache และ MySQL โดย Linux มีบทบาทสำคัญในระบบปฏิบัติการที่เหมือน Unix ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการประเภทหนึ่ง ที่เป็นเทคโนโลยีแบบเปิด (Open System) มีแนวคิดให้ผู้ใช้งานไม่ต้องผูกติดกับระบบใดระบบหนึ่งหรืออุปกรณ์ยี่ห้อเดียวกัน ถูกพัฒนาใน Bell Laboratories ของ AT&T นอกจากนี้ Unix ยังถูกออกแบบมาให้หลายผู้ใช้งานได้ใช้ในเวลาเดียวกัน (Multiusers) และสามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multitasking) 

    Linux เป็น Open source ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้งานหรือแก้ไขได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือจ่ายค่า License ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ทำให้ Linux ได้รับความนิยม อีกทั้งยังรองรับการใช้งานเป็นเวลานานได้ดีและมีความปลอดภัยจากการโจมตีของไวรัส นอกจากนี้ Linux สามารถติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีทรัพยากรน้อย แต่ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดย Linux เป็นที่นิยมนำมาทำเป็น Server จำนวนมาก เช่น Ubuntu, CentOS, RedHat เป็นต้น อีกทั้งยังทำงานได้หลากหลาย และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะหากไม่มีระบบปฏิบัติการก็ไม่สามารถดำเนินขั้นตอนต่อไปได้

    A ย่อมาจาก Apache 

    Apache เป็น Web Server พัฒนามาจาก HTTPD Web Server สำหรับจัดเก็บ Webpage และรองรับ Request ที่เข้ามา โดย Apache จะส่งข้อมูลผ่านไปยังส่วนประกอบ LAMP อื่น ๆ เพื่อทำการประมวลผล และเมื่อพร้อมดำเนินการ Apache จะส่งหน้าที่ร้องขอไปยัง Web Browser 

    โดยที่มาของชื่อ Apache มาจากกลุ่มที่ช่วยสร้างไฟล์ Patch โปรแกรมที่ใช้ซ่อมแซมจุดบกพร่องของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือปรับปรุงข้อมูลสำหรับโปรแกรมให้ทันสมัย ช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้งานหรือประสิทธิภาพให้ดีมากขึ้น สำหรับโครงการ NCSA httpd 1.3 ซึ่งกลายมาเป็นที่มาของชื่อ A PAtCHy server และในอีกความหมายหนึ่งยังกล่าวถึงเผ่าอะแพชีหรืออาปาเช่ ซึ่งเป็นเผ่าอินเดียนแดงที่มีความสามารถในการรบสูงอีกด้วย

    Apache จัดเป็น Service ที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีจุดเด่นในเรื่องความทนทาน รองรับภาระงานหนักได้ สามารถนำไปใช้งานได้ในหลายระบบปฏิบัติการ อีกทั้งยังใช้ทรัพยากรจำนวนน้อยบน Server มีลักษณะที่ยืดหยุ่นต่อการใช้งานทำให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับบริษัท Web Hosting หลายแห่ง โดย Apache ยังเป็นซอฟต์แวร์ Open Source เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมพัฒนาส่วนต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดเป็น Module ที่เกิดประโยชน์มากมาย เช่น mod_perl, mod_python หรือ mod_php ซึ่งทำงานร่วมกับภาษาอื่นได้ดี และไม่ได้เป็นเพียง Server ที่ให้บริการแค่ HTML (HyperText Markup Language) อย่างเดียวเท่านั้น รวมถึงยังมีความปลอดภัยในการสื่อสารผ่าน Protocol HTTPS (mod_ssl) โดยยังมี Module อื่น ๆ ที่นิยมนำใช้ เช่น mod_vhost ช่วยสร้างโฮสต์เสมือน (Virtual Hosting) ภายในเครื่องเดียวกันได้ หรือ mod_rewrite ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ URL ของเว็บไซต์นั้นอ่านง่ายขึ้น

    นอกจากนี้ Apache ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อรองรับการทำงานอยู่เสมอ โดยเฉพาะด้าน Web Services ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์บนโลก Internet ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ระหว่าง Human-to-Machine ผ่าน HTTP และถูกพัฒนามาใช้ระหว่าง Machine-to-Machine ในรูปแบบ XML (Extensible Markup Language) เป็น Format ที่บอกแหล่งที่มาและรายละเอียดข้อมูลได้ รวมถึง JSON Format (JavaScript Object Notation) เป็น Standard Format อย่างหนึ่งที่เป็น Text สามารถอ่านออกได้ด้วยตาเปล่า ใช้ในการสร้าง Object ขึ้นมาเพื่อส่งข้อมูลระหว่างแอปพลิเคชัน หรือ API (Applications Program Interface) โดย Format จะมีรูปแบบเป็น คู่ Key-Value หรือเป็นแบบ Array และสามารถนำมาใช้แทน XML Format ได้ โดย JSON เดิมเป็น Format จาก JavaScript แต่ในปัจจุบันมีภาษา Programming หลายชนิดที่เริ่มใช้งาน JSON ที่สามารถสร้างและแปลง Format กลับไปมาได้สะดวกยิ่งขึ้น

    M ย่อมาจาก MySQL

    MySQL เป็นระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS (Database Management System) แบบข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Management System) ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบตาราง (Table) แบ่งออกเป็นแถว และในแต่ละแถวทำการแบ่งเป็นคอลัมน์ (Column) สำหรับเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลในตารางต่าง ๆ กับข้อมูลในคอลัมน์ที่กำหนดไว้ โดยใช้ RDBMS Tools ในการควบคุมสำหรับจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น ทำให้นำไปประยุกต์ใช้งานได้ง่าย ทำให้ระบบฐานข้อมูลนี้ได้รับความนิยมมากที่สุด 

    MySQL จัดเป็น Open Source ที่ถูกคิดค้นโดย MySQL AB ในประเทศสวีเดน สร้างขึ้นจากชาวสวีเดน 2 คน คือ David Axmark และ Allan Larsson ร่วมกับชาวฟินแลนด์ Michael “Monty” Widenius โดยในปี ค.ศ. 2008 ถูก Takeover จาก Sun Microsystems, Inc. รวมกับ Oracle Corporation ในปี ค.ศ. 2010

    MySQL ได้รับการออกแบบและปรับให้เหมาะสมสำหรับพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application สามารถทำงานได้ทุกแพลตฟอร์ม นิยมใช้งานร่วมกับภาษาโปรแกรม PHP และภาษาอื่น ๆ พร้อมทั้งอนุญาตให้ผู้ใช้งานหลายคนจัดการและสร้างฐานข้อมูลจำนวนมาก จึงทำให้ MySQL เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce (Electronic Commerce) เหมาะสำหรับการใช้งานสร้างเว็บไซต์ทั่วไป โดยมีโปรแกรมช่วยในการจัดฐานข้อมูลที่แม่นยำ ครบครัน ใช้งานง่าย และยังช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความน่าเชื่อถือระดับสูง เช่น phpMyAdmin, Mysql Admin เป็นต้น

    P ย่อมาจาก PHP, Perl หรือ Python

    PHP (PHP Hypertext Preprocessor) เป็น 1 ใน 3 ภาษาหลักที่ใช้ใน LAMP โดยภาษาอื่นในลำดับถัดมา ได้แก่ Perl และ Python โดย PHP เป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ โดย Rasmus Lerdorf สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1994 ประเภท Scripting Language ซึ่งภาษาประเภทนี้เก็บคำสั่งต่าง ๆ ในไฟล์ที่เรียกว่า Script และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปรชุดคำสั่ง โดยมีรากฐานโครงสร้างคำสั่งมาจากภาษาซี (C Programming Language) ภาษาจาวาสคริปต์ (JavaScript) และ ภาษาเพิร์ล (Practical Extraction and Report Language) ได้รับความนิยมมากในหมู่ Developer

    PHP สามารถใช้เป็นภาษา Script สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ได้ดี ตัวอย่างเช่น PHP ทำงานร่วมกับ HTML (HyperText Markup Language) เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ในรูปแบบหนึ่งที่ใช้สำหรับสร้าง Web Page เพื่อเก็บข่าวสารข้อมูลที่ต้องการในรูปของเอกสาร Hypertext ที่มีคุณสมบัติสามารถเชื่อมโยงหน้าเว็บหนึ่งไปยังหน้าเว็บอื่น ๆ ได้ โดยโครงสร้างของ HTML มีตัวกำกับหรือ Tag สำหรับใช้ในการควบคุมการแสดงผลลัพธ์ของข้อความ รูปภาพ ตาราง และวัตถุอื่น ๆ ผ่านทาง Web Browser และ CSS (Cascading Style Sheets) ภาษาที่ใช้สำหรับตกแต่งเอกสาร HTML/XHTML ให้มีหน้าตา สีสัน ระยะห่าง พื้นหลัง เส้นขอบและอื่น ๆ ตามที่ต้องการ เพื่อสร้างเนื้อหาแบบ Dynamic สำหรับเว็บไซต์ เว็บแอปพลิเคชัน และบริการออนไลน์อื่น ๆ เป็นต้น โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถเขียน Webpage ที่มีความตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง


    LAMP ทำงานอย่างไร ?

    แอปพลิเคชันแต่ละรายการใน LAMP เป็นชุดบริการเฉพาะที่มีฟังก์ชันระดับสูง ใช้สร้าง Web Server ที่สามารถรองรับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ดี โดยเขียนเว็บไซต์ด้วยโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ PHP จากนั้นเก็บข้อมูลใน MySQL แล้ว Run เว็บไซต์ด้วย Apache บน Linux ที่ได้รับคำขอจาก Web Browser และส่งคำขอไปยัง Web Application ซึ่ง Web Application ทำการค้นหาฐานข้อมูลและส่งคืนข้อมูลที่ร้องขอกลับไปที่ Apache ซึ่งจะส่งไปยัง Web Browser ที่ส่งคำขอ

    โดยส่วนประกอบของ LAMP แต่ละประเภทสื่อสารกันผ่าน Interface ที่ออกแบบมาให้มีลักษณะทั่วไป ในชื่อ Application Programming Interfaces (API) คือ ส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ หรือตัวกลาง ที่ให้เว็บไซต์, ซอฟต์แวร์ รวมถึงแอปพลิเคชัน สามารถสื่อสาร และทำงานร่วมกันได้ พร้อมเชื่อมถึงข้อมูลกับฐานข้อมูล (Database) ในรูปแบบโค้ดที่เป็นคำสั่งเรียกใช้ API โดยการออกแบบ API ที่ดี ควรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับการใช้งานที่หลากหลายและใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    ใครเหมาะกับการใช้งาน LAMP ?

    LAMP เป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย คุณสามารถใช้ LAMP เพื่อเรียกใช้งาน Web Application ได้เกือบทุกชนิด เช่น WordPress, Drupal, Joomla, LMS และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะผู้ใช้งาน WordPress และเว็บไซต์ออนไลน์เกือบทั้งหมดในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ LAMP ในการสร้างสรรค์เว็บไซต์ เพราะสะดวกและใช้งานง่ายนั่นเอง


    7 ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ LAMP

    ภาพประกอบ 2 LAMP คือ

    1. Pack รวม Technology ยอดนิยมมาให้แล้ว !

    Linux เป็น Operating System ที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับ Web Servers ส่วน Apache เป็น Web Server ที่ได้รับความนิยมสูงสุดก่อน NGINX สำหรับ MySQL ถูกใช้งานเกือบทั้งหมดของเว็บไซต์ทั่วโลก รวมถึงโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ PHP เป็นส่วนหนึ่งของ Back-End Programming Language ที่ถูกใช้งานมากที่สุดสำหรับ Website นั่นเอง เรียกได้ว่า LAMP รวมเทคโนโลยียอดนิยมที่ครบจบสำหรับการจัดทำเว็บไซต์มาให้คุณเรียบร้อยแล้ว

    2. เป็นเทคโนโลยี Open Source ที่มีการพัฒนาอยู่เสมอ 

    เนื่องจากเป็น Open Source Platform จึงมีการอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เป็นประจำ ทำให้ Platform มี Feature ขั้นสูงที่สามารถจัดการกับ Security Threats ล่าสุด ช่วยให้ง่ายในการรวม LAMP เข้ากับ Web Development Feature และ Design ที่ทันสมัยเสมอ

    3. มีความยืดหยุ่นและง่ายต่อการปรับแต่ง

    Programmer ส่วนใหญ่จำเป็นต้องเปลี่ยน Requirement เพื่อให้ตรงกับ Feature บางอย่างของ Development Platform ด้วย LAMP เพราะสามารถ Customize ได้ง่ายและช่วยให้มีความยืดหยุ่นสูง 

    คุณสามารถ Customize องค์ประกอบบางส่วนของ LAMP เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของ Programming ได้ โดยส่วนประกอบต่าง ๆ ของ LAMP สามารถแลกเปลี่ยนกับ Open Source Solutions อื่น ๆ ตามต้องการ เพราะมี Variants ที่แตกต่างกันสำหรับ LAMP รวมถึง AMP, WIMP, SAMP และ MAMP ซึ่ง Variants เหล่านี้ใช้ Operating Systems ที่แตกต่างกัน และบางส่วนก็มี Database Systems ที่แตกต่างกัน (MariaDB หรือ MongoDB) คุณยังสามารถใช้ Python, Pearl เป็น Programming Language ได้อีกด้วย

    4. มีความปลอดภัยในการใช้งาน

    มี Security Standards ขั้นสูง ซึ่ง Security Systems ของ LAMP ได้รับการอัปเดตเพื่อรับมือกับ Security Threats ล่าสุดอยู่เสมอ ทำให้คุณสามารถพัฒนา Web Application ได้โดยไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ช่วยให้คุณสามารถใช้เวลาไปที่องค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ ของ Application ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    5. สามารถปรับขนาดการใช้งานได้

    LAMP ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยขนาดของ Application ที่คุณกำลังสร้างเท่านั้น เพราะ Platform สามารถปรับเปลี่ยนขนาดให้เหมาะสมกับพื้นที่ของ Web Application ได้ทุกขนาด อีกทั้งยังสามารถลดและขยายพื้นที่ได้ตามขนาดและ Feature ของ Web Application ได้เช่นกัน

    6. เป็น Platform อิสระที่ไม่ผูกมัดกับระบบใด

    LAMP สามารถทำงานได้กับ Operating System หลัก ๆ ทั้งหมด เช่น Windows, Linux, Android และ iOS โดยคุณมีอิสระในการใช้ Platform ที่ต้องการได้

    7. รองรับการพัฒนา Software แบบ Agile

    การพัฒนา Software แบบ Agile คือ การปรับปรุงกระบวนการให้ทำงานได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย LAMP เป็น Platform ที่เหมาะมากสำหรับการ Develop ที่รวดเร็ว เนื่องจากมี Library มากมายที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ยังมี Frameworks รองรับอีกมากมายที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาของ Software Development Process 


    คุณพร้อมใช้งาน LAMP แล้วหรือยัง ?

    LAMP เป็นเทคโนโลยีที่มอบพื้นฐานที่แข็งแกร่งและใช้งานได้หลากหลาย สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ หากคุณสนใจบริการ LAMP สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือแม้แต่สร้างสภาพแวดล้อมแบบกำหนดเองที่เหมาะกับความต้องการของคุณบน OpenLandscape Cloud ได้เลยที่ คลิก


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.mindphp.com

    https://www.technotification.com

    https://www.webhostingsecretrevealed.net/blog/web-hosting-guides/lamp-stack-explained/

  • Open Source คือ อะไร ? มาทำความรู้จักซอร์ฟแวร์ยอดนิยมที่สามารถนำไปพัฒนาต่อให้ดีกว่าเดิมได้ !

    Open Source คือ อะไร ? มาทำความรู้จักซอร์ฟแวร์ยอดนิยมที่สามารถนำไปพัฒนาต่อให้ดีกว่าเดิมได้ !

    Open Source คือ อะไร ?

    Open Source คือ การพัฒนาซอฟต์แวร์ตามแนวคิดที่อาศัยความร่วมมือของนักพัฒนาทั่วโลก เพื่อสร้างซอฟต์แวร์ที่ดีกว่าเดิม โดยซอฟต์แวร์ดังกล่าวสามารถเปิดเผยโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ซึ่งถูกเขียนขึ้นโดยภาษาคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโปรแกรมสำหรับควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์หรือการใช้งานทั่วไป ตลอดจนงานเฉพาะด้าน ซึ่งนักพัฒนาโปรแกรมจะเป็นผู้เขียนชุดคำสั่งขึ้นมา ก่อนทำการแปลงเป็นภาษาเครื่องที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ และสามารถทำตามคำสั่งด้วยการใช้ตัวแปล (Compiler) ช่วยแปลโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ทั้งโปรแกรมให้เป็นลำดับของคำสั่งหรือคำสั่งในภาษาคอมพิวเตอร์ (Object Code) นอกจากนี้โปรแกรมดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ผู้อื่นสามารถดาวน์โหลด แก้ไข ดัดแปลง และเผยแพร่ได้อย่างอิสระ เพื่อให้นักพัฒนาได้นำไปใช้พัฒนาซอฟต์แวร์ต่อได้หรือร่วมกันพัฒนาจนเกิดเป็นสังคมนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำงานด้วยกันอย่างไร้พรมแดน ภายใต้เงื่อนไขที่มีข้อตกลงร่วมกัน 


    ทำไม Open Source ถึงได้รับความนิยม ?

    Open Source ที่ร่วมแชร์โค้ดต้นฉบับ (Source Code) แบบสมบูรณ์สู่สาธารณะ โดยทั่วไปจะทำการแชร์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับแชร์โค้ด เช่น GitHub ที่อนุญาตให้ทุกคนตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงโค้ดได้ ทำให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงข้อมูล พร้อมได้รับคำแนะนำ รวมถึงความช่วยเหลือต่าง ๆ และการทำงานร่วมกันจากกลุ่มนักพัฒนาที่กว้างมากขึ้น ทั้งจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน หรือบุคคลที่มีประสบการณ์ที่หลากหลาย ทำให้ได้รับผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในเวลาอันสั้น รวมถึงดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่พบ ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะยิ่งมีการตรวจสอบและทำงานกับโค้ดมากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสพบข้อผิดพลาดหรือช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นได้มากขึ้นเท่านั้น ทำให้ Open Source ได้รับการพัฒนาต่อจนสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น


    ประวัติความเป็นมาของ Open Source

    Open Source เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในยุคเริ่มต้นของการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยมีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและนักวิชาการ รวมไปถึงนักพัฒนาที่ได้ร่วมทำงานด้วยกัน บนพื้นที่ของการแบ่งปันความรู้และข้อมูลแบบอิสรเสรีอย่างเปิดเผย โดยนักพัฒนามีวิธีแบ่งปันโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ผ่านทางหนังสือและนิตยสารคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการทำสำเนาโค้ดต้นฉบับ (Source Code) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถคัดลอกและนำไปใช้งานได้ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นพิเศษส่งผลให้คอมพิวเตอร์ยุคแรก อย่างเช่น Commodore 64 ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเครื่องแรก ๆ ของโลกและ ZX Spectrum คอมพิวเตอร์แบบ 8 bit ซึ่งสามารถใช้สร้างเกมพื้นฐานมีจำนวนการใช้งานเพิ่มมากขึ้น

    เมื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์กลายเป็นเชิงพาณิชย์และมีการแข่งขันระหว่างนักพัฒนาเพิ่มมากขึ้น การแบ่งปันโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ของ Open Source จึงลดลง แต่สำหรับนักพัฒนาบางกลุ่มยังมีการเขียนซอฟต์แวร์ Open Source และแบ่งปันอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่จะถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญา และเป็นโอกาสทำเงินทางธุรกิจ

    แต่เมื่อถึงยุคที่คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นักพัฒนาจึงเริ่มแบ่งปันโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ Open Source เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นจำนวนมาก และในที่สุดก็นำไปสู่การสร้าง Linux Kernel โดย ลินุส โตร์วัลดส์ (Linus Torvalds) ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นโปรแกรมพื้นฐานภายใต้ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (OS) ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ และช่วยจัดการทรัพยากรในคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เช่น การใช้พื้นที่หน่วยความจำ (RAM), การใช้หน่วยประมวลผลกลาง (CPU), การจัดการไฟล์ และระบบอื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหน้าที่เป็นตัวควบคุมอุปกรณ์ Input / Output และอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ อย่าง เมาส์ (Mouse), จอมอนิเตอร์ (Monitor), แป้นพิมพ์ (Keyboard) เป็นต้น

    คำว่า ‘โอเพนซอร์ส’ (Open Source) ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 1998 และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าซอฟต์แวร์ Open Source เป็นที่รู้จักในเฉพาะกลุ่มผู้ชื่นชอบการประมวลผล (Data Processing) และผู้ที่ให้ความสนใจในการเขียนโปรแกรมมาก่อน แต่ในปัจจุบัน Open Source ได้รับการยอมรับในระดับวงกว้าง ทั้งในสายตาของสาธารณชนทั่วไปและภายในระดับองค์กร


    บริษัทสามารถทำเงินจาก Open Source ได้อย่างไร ?

    เนื่องจาก Open Source เปิดให้ใช้งานได้ฟรี หลายคนอาจสงสัยว่าบริษัทต่าง ๆ เช่น Red Hat และ Canonical สามารถสร้างรายได้อย่างไร ?

    บริษัทที่เชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ Open Source จะไม่สามารถสร้างรายได้จากการขายซอฟต์แวร์ Open Source ได้โดยตรง เพราะมีการเปิดให้ดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรี แต่หลาย ๆ บริษัทจะนำเสนอผลิตภัณฑ์เวอร์ชันที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเพิ่มเติมเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ซอฟต์แวร์เหล่านี้มีความยืดหยุ่น มีคุณสมบัติครบถ้วนตามความต้องการในการใช้งาน รวมถึงการจัดการและการบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังสามารถทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นกับแพลตฟอร์มและบริการอื่น ๆ ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น


    ทำไมต้องนักพัฒนาถึงควรใช้ Open Source ?

    นักพัฒนาส่วนใหญ่มีเหตุผลหลากหลายที่เลือกใช้ Open Source แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ การแบ่งปันข้อมูลความรู้ระหว่างกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด นักพัฒนาหลายคนเพียงต้องการช่วยสร้างสิ่งที่ดีขึ้นและสนับสนุนโครงการที่มีประโยชน์และคุ้มค่าสำหรับการพัฒนา เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอยู่เสมอ 


    Open Source คือ รูปประกอบ

    Open Source ปลอดภัยหรือไม่ ?

    ในทางทฤษฎี ยิ่งมีการตรวจสอบโค้ดมากขึ้นเท่าไหร่ นักพัฒนาจะพบช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยและข้อผิดพลาดต่าง ๆ ทำให้สามารถแก้ไขให้มีประสิทธิภาพที่ดีได้มากขึ้น แต่ถึงจะได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คนแล้ว ความผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นจึงไม่ควรละเลยเรื่องของความปลอดภัยและควรตรวจสอบความถูกต้องอยู่เป็นประจำ

    ข้อควรระวังจากการใช้โค้ดฟรีและการแบ่งปันกันอย่างกว้างขวาง คือ ช่องโหว่ที่พบจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ตามค่าเริ่มต้น และ Open Source Library ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ยังถูกฝังอยู่ภายในแอปพลิเคชันจำนวนมาก และหากโค้ดหนึ่งบรรทัดภายในไลบรารีมีช่องโหว่ เพียงแค่จุดเดียวสามารถกลายเป็นข้อบกพร่องของระบบที่ทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาใช้ระบบ เพื่อทำให้เกิดความเสียหายหรือเอาข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางที่ไม่ดีได้ 

    ดังนั้นนักพัฒนาควรทำการตรวจสอบแหล่งที่มาของโค้ดที่นำมาใช้และอย่าเพิ่งไว้วางใจ ถึงแม้โค้ดจะนำมาจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ และควรตรวจสอบหาข้อผิดพลาดและอันตรายอื่น ๆ ที่อาจถูกมองข้ามด้วยความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยอยู่เสมอ

    นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมี Tooling ต่าง ๆ เข้ามาช่วยสร้างความปลอดภัย และตรวจสอบช่องโหว่ เพื่อป้องกันภัยคุกคามได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงยังได้รับความช่วยเหลือจากนักพัฒนาในการช่วยสร้างความปลอดภัย ส่งผลให้เทคโนโลยีในปัจจุบันก้าวหน้าขึ้นไปอีกมาก ทำให้นักพัฒนาสามารถมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยได้มากขึ้น

    ส่งผลให้ Open Source ได้รับความนิยมใช้กันทั่วโลก จากการสำรวจกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้าน Open Source Software (OSS) จำนวน 2,660 ราย โดย OpenLogic ของ Perforce และ Open Source Initiative ในปี 2022 พบว่า 77% ขององค์กร นิยมใช้งาน OSS มากกว่าเมื่อปีที่ผ่านมา โดย 36% พบว่ามีจำนวนการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นจากเดิม และยังมีบริษัทใหญ่ ๆ ที่ให้การสนับสนุนและผลิตโปรเจกต์ Open Source มากมาย ยกตัวอย่าง Open Source จาก Facebook คือ React, Flux, Flow, Jest, React Native, GraphQL & Relay, HHVM, Nuclide และ Open Source จาก Google คือ Android, Angular, Dart, Polymer, Golang. Kubernetes (K8S), TensorFlow เป็นต้น


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.itpro.co.uk/software/28109/what-is-open-source

    www.techtalkthai.com/open-source-software-oss/

    https://www.devahoy.com/blog/2018/01/open-source-project-in-tech-company

  • วิธีการติดตั้ง Service FTP บน Ubuntu Server 16.04

    วิธีการติดตั้ง Service FTP บน Ubuntu Server 16.04

    วิธีการติดตั้ง Service FTP บน Ubuntu Server 16.04

    FTP (File Transfer Protocol) คือ Protocol สำหรับโอนไฟล์รับ-ส่งไฟล์ระหว่าง Client และ Server โดยจะมีพอร์ตที่ใช้งานอยู่ 2 พอร์ต คือ พอร์ต 20 ใช้ในการรับ-ส่งไฟล์ ส่วนอีกพอร์ตคือ พอร์ต 21 ใช้ในการควบคุมหรือส่งคำสั่ง FTP


    Step 1: ทำการ update service และติดตั้ง ftp (โดยเปิด port 21 สำหรับ Service ftp)

    $ sudo apt-get update

    $ sudo apt-get install vsftpd


    Step 2: สร้าง user สำหรับ รับ-ส่ง ไฟล์ และตั้งรหัสผ่าน

    # adduser <user ที่ต้องการสร้าง>


    Step 3: ทำการแก้ไข config ในไฟล์ etc/vsftpd.conf

    # vi /etc/vsftpd.conf

    และเพิ่ม Config ลงไปในไฟล์ vsftpd.conf


    Step 4: เพิ่มชื่อ user ของ FTP ที่สร้างลงใน ไฟล์  /etc/vsftpd.chroot_list

    # vi /etc/vsftpd.chroot_list


    Step 5: ทำการ restart service ftp

    # systemctl restart vsftpd.service

    # systemctl status vsftpd.service


    Step 6: ทำการทดสอบ FTP จากโปรแกรม FileZilla

    1) File > Site Manager

    2) ใส่ข้อมูลตามรายละเอียด

    • Host: หมายเลข IP Address ของเครื่อง FTP Server
    • Port: 21
    • Username: Account User ที่กำหนดใน Ubuntu Server
    • Password: Password User ที่กำหนดใน Ubuntu Server

    3) ตั้งค่า Transfer Settings เป็น Active

    เมื่อ Connect เรียบร้อยแล้วจะสามารถรับส่งไฟล์ จาก server ไป client หรือ client ไป server ได้