Category: Tutorial

  • อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7.2 เป็น 7.x บน Ubuntu

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7.2 เป็น 7.x บน Ubuntu

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7.2 เป็นเวอร์ชันล่าสุดช่วยเพิ่มความปลอดภัย เนื่องจากทุกคนสามารถอัปเกรด PHP 7.2 เป็นเวอร์ชัน 7.3, 7.4, 7.5 หรือ 7.x และเวอร์ชันใหม่ล่าสุดได้ด้วยวิธีนี้บน Ubuntu เวอร์ชัน 14/16/18/20 โดยไม่ต้องลบอันเก่า ซึ่งยังสามารถเปลี่ยนกลับเป็นเวอร์ชันเก่าได้ หากมีบางอย่างที่ส่งผลให้ใช้งานไม่ได้หลังจากเปลี่ยนเวอร์ชัน โดยมีขั้นตอนดังนี้

    1. เข้าสู่ระบบเซิร์ฟเวอร์ผ่าน SSH as root.

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP

    2. ตรวจสอบเวอร์ชัน PHP ปัจจุบันของคุณ
    # php -v
    PHP 7.2.24

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 1

    3. ในการติดตั้ง PHP 7.3 เราต้องเพิ่มที่เก็บก่อน
    # add-apt-repository ppa:ondrej/php

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 2

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 3

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 4

    ใน path sources.list จะพบที่เก็บไฟล์ติดตั้งของ PHP 7.3  ที่ทำการเพิ่มเข้าไป

    4. เรียกใช้การอัปเดต
    # apt-get update

    5. หลังจากอัปเดตเสร็จแล้ว เราต้องติดตั้ง PHP 7.3
    # apt install php7.3

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 5

    6. จากนั้นติดตั้งแพ็คเกจ PHP ที่จำเป็นตามการติดตั้งปัจจุบันของคุณ

    # apt ติดตั้ง php7.3-common php7.3-cli php7.3-bz2 php7.3-curl php7.3-gd php7.3-intl php7.3-json php7.3-readline php7.3-xml php7 3-zip php7.3-fpm php7.3-bcmath php7.3-mbstring

    7. หลังจากติดตั้งสำเร็จ เราสามารถปิดการใช้งาน 7.2 เก่าแล้วเปิดใช้งาน 7.3
    #a2dismod php7.2

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 6

    #  a2enmod php7.3

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7

    8. จากนั้นรีสตาร์ท Apache
    # systemctl restart apache2

    9. เวอร์ชัน PHP ใหม่ควรเปิดใช้งาน คุณสามารถตรวจสอบได้จากบรรทัดคำสั่ง:
    # php -v
    PHP 7.3.33

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 8

    10. คำสั่งในการ List Package ปัจจุบันสำหรับ Ubuntu

    # dpkg –list | grep php

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 9

    11. คำสั่งในการ List Package ปัจจุบันสำหรับ Centos

              rpm -qa | grep php

    อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 10

    เมื่อดำเนินตามขั้นตอนครบทั้ง 11 ข้อเรียบร้อยแล้ว PHP บน Ubuntu ของคุณจะได้รับการอัปเกรดเป็นเวอร์ชันปัจจุบันที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และถ้าคุณอยากทำความรู้จัก PHP ให้มากขึ้น สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ PHP คืออะไร ? มาทำความรู้จักภาษาคอมพิวเตอร์ที่คุณควรรู้ และวิธีติดตั้งบน Ubuntu


    ข้อมูลอ้างอิง

    ผู้เขียนบทความ : Mr. Weerapong O.T.Chom

  • PHP คืออะไร ? มาทำความรู้จักภาษาคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมและวิธีติดตั้งบน Ubuntu

    PHP คืออะไร ? มาทำความรู้จักภาษาคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมและวิธีติดตั้งบน Ubuntu

    PHP คืออะไร ? PHP ย่อมาจากคำว่า PHP Hypertext Preprocessor แต่สมัยก่อนย่อมาจากคำว่า Personal Home Page Tools เป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูง ประเภท Scripting Language ซึ่งภาษาประเภทนี้เก็บคำสั่งต่าง ๆ ในไฟล์ที่เรียกว่า Script และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปรชุดคำสั่ง โดยมีรากฐานโครงสร้างคำสั่งมาจากภาษาซี (C Programming Language) ภาษาจาวาสคริปต์ (JavaScript) และ ภาษาเพิร์ล (Practical Extraction and Report Language)

    PHP สามารถใช้งานได้ผ่านอินเทอร์เน็ต มีความสามารถสูง และมีผู้นิยมใช้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี จากเว็บไซต์ http://php.net/

    ลักษณะของ PHP แตกต่างจากภาษาสคริปต์แบบอื่น ๆ เพราะ PHP ได้รับการพัฒนาและออกแบบมาเพื่อใช้งานในการสร้างเอกสารแบบ HTML สามารถสอดแทรกหรือแก้ไขเนื้อหาได้อัตโนมัติ ดังนั้น PHP จึงเป็นภาษาที่เรียกว่า Server-Side หรือ HTML-Embedded Scripting Language สามารถประมวลผลตามคำสั่งและแสดงผลลัพธ์เป็นเว็บเพจตามที่ต้องการ ถือได้ว่า PHP เป็นเครื่องมือที่สำคัญชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถสร้าง Dynamic Web Pages (เว็บเพจที่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีลูกเล่นมากขึ้น

    PHP เกิดขึ้นมาจากกลุ่มนักพัฒนาที่มีการเปิดเผยโค้ดต้นฉบับ ดังนั้น PHP จึงมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใช้ร่วมกับ Apache Web Server, ระบบปฏิบัติ เช่น Linux หรือ FreeBSD เป็นต้น ในปัจจุบัน PHP สามารถใช้ร่วมกับ Web Server หลาย ๆ ตัวบนระบบปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น Windows 95/98/NT เป็นต้น

    PHP เป็นภาษาสคริปต์ (Scripting Language) คำสั่งต่าง ๆ จะเก็บในรูปแบบของข้อความ (Text) อาจเขียนแทรกอยู่ภายในภาษา HTML หรือถูกเขียนอย่างอิสระ แต่ในการใช้งานจริงมักใช้งานร่วมกับภาษา HTML ดังนั้นการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา PHP ต้องมีความรู้ด้านภาษา HTML เป็นอย่างดีจึงสามารถเขียนโปรแกรมได้สมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตามเราสามารถใช้โปรแกรมประยุกต์มาช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างงานได้เช่นกัน เช่น Macromedia, Dreamweaver หรือโปรแกรมประเภท Editor ต่าง ๆ เช่น EditPlus เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้จะช่วยจำแนกคำต่าง ๆ ด้วยสีที่แตกต่างกันออกไป เช่น คำสั่ง คำทั่วไป ตัวแปร ฯลฯ เพื่อความสะดวกในการสังเกตและยังมีตัวเลขบอกบรรทัดทำให้สะดวกในการแก้ไขมากขึ้นอีกด้วย

    PHP จึงเหมาะสำหรับการจัดทำเว็บไซต์และสามารถประมวลผลออกมาในรูปแบบ HTML โดยเป้าหมายหลักของภาษา PHP คือให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถเขียนเว็บเพจ ที่มีความตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว


    รู้จัก PHP คืออะไร เรียบร้อยแล้ว มารู้จัก 10 ลักษณะเด่นของ PHP

    เมื่อรู้จักภาษา PHP แล้ว มาทราบถึงลักษณะเด่นของ PHP ทั้ง 10 ข้อ ดังนี้

         1. PHP เปิดให้ใช้บริการฟรี โดยสามารถใช้งานได้ที่ http://php.net/

         2. PHP เป็นโปรแกรม Server-Side Script มีความเร็วสูง รวมถึงมีประสิทธิภาพการใช้งานที่ดี ดังนั้นจึงมีขีดความสามารถไม่จำกัด

         3. PHP สามารถใช้งานบนระบบปฏิบัติการ (Operating Systems) ที่หลากหลาย เช่น UNIX, Linux, Windows

         4. สามารถเรียนรู้ภาษา PHP ได้ง่าย เนื่องจาก PHP มักถูกฝังเข้าไปใน HTML จึงมีโครงสร้างและไวยากรณ์ภาษาที่ไม่ยาก

         5. ภาษา PHP มีความเร็วและมีประสิทธิภาพที่ดี โดยเฉพาะเมื่อใช้กับ Apach Xerve เพราะไม่ต้องใช้โปรแกรมจากภายนอก

         6. ใช้ร่วมกับ XML (Extensible Markup Language) หรือภาษาที่ถูกใช้ในการสร้าง Format ได้ทันที

         7. ภาษา PHP สามารถใช้งานร่วมกับระบบแฟ้มข้อมูลได้

         8. สามารถใช้งาน PHP กับข้อมูลตัวอักษรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

         9. ใช้ PHP กับโครงสร้างข้อมูล แบบ Scalar, Array หรือ Associative Array ได้

         10. ใช้ PHP กับการประมวลผลภาพได้

    เมื่อทราบถึงลักษณะเด่นทั้ง 10 ข้อของ PHP แล้ว มาทราบขั้นตอนการติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ บน Ubuntu เพื่อเริ่มใช้งานจริงในหัวข้อลำดับถัดไป


    วิธีการติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ (5.6, 7.0 และ 7.x) บน Ubuntu

         ปัจจุบันมี PHP 3 รุ่นที่รองรับบน Ubuntu คือ PHP 5.6, 7.0 และ 7.x บน Ubuntu ส่วน PHP 5.3, 5.4 และ 5.5 ได้สิ้นสุดการรองรับแล้ว จึงไม่มีการอัปเดตความปลอดภัยอีกต่อไป ดังนั้นเพื่อให้ Service ของคุณมีความปลอดภัย จึงควรติดตั้งเวอร์ชันที่ได้รับการรองรับ โดยวิธีการติดตั้ง PHP ที่ได้รับการสนับสนุนใน Ubuntu และนิยมมากที่สุด ได้แก่ Apache และ Nginx เว็บเซิร์ฟเวอร์ ที่ใช้ OndrejSury PPA ดังนั้นวิธีการตั้งค่าเวอร์ชันเริ่มต้นของ PHP ที่ใช้ในระบบ Ubuntu มีดังนี้

    PHP 7.x เป็นเวอร์ชันที่เสถียร และรองรับในที่เก็บซอฟต์แวร์ Ubuntu คุณสามารถยืนยันได้โดยเรียกใช้คำสั่ง apt ด้านล่างตามคำสั่งต่อไปนี้

    # apt show php OR  # apt show php -a

    ระบบจะแสดงข้อมูลเวอร์ชัน PHP

    PHP คืออะไร

    ในการติดตั้ง PHP เวอร์ชันเริ่มต้นจากคลังซอฟต์แวร์ Ubuntu ให้ใช้คำสั่งด้านล่าง

    # apt install php

    PHP คืออะไร 1

    หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใช้คำสั่งด้านล่างในการดูเวอร์ชันปัจจุบันที่ใช้งาน

    # php -v


    ติดตั้ง PHP (5.6, 7.0, 7.x) บน Ubuntu โดยใช้ PPA

    1. เริ่มต้นด้วยการเพิ่ม OndřejSurý PPA เพื่อติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ – PHP 5.6, PHP 7.0 และ PHP 7.1 บนระบบ Ubuntu

    # apt install python-software-properties

    # add-apt-repository ppa:ondrej/php

    PHP คืออะไร 2

    2. จากนั้นอัปเดตระบบดังนี้

    # apt-get update

    3. ติดตั้ง PHP เวอร์ชันต่าง ๆ ที่สนับสนุนดังนี้

    # apt install php5.6   [PHP 5.6]

    # apt install php7.0   [PHP 7.0]

    # apt install php7.1   [PHP 7.1]

    # apt install php7.2   [PHP 7.2]

    # apt install php7.3   [PHP 7.3]

    # apt install php5.6-fpm   [PHP 5.6]

    # apt install php7.0-fpm   [PHP 7.0]

    # apt install php7.1-fpm   [PHP 7.1]

    # apt install php7.2-fpm   [PHP 7.2]

    # apt install php7.3-fpm   [PHP 7.3]

    4. ในการติดตั้งโมดูล PHP เพียงระบุเวอร์ชัน PHP และใช้ฟังก์ชันการเติมข้อความอัตโนมัติเพื่อดูโมดูลทั้งหมดดังต่อไปนี้

    ———— press Tab key for auto-completion ————

    # apt install php5.6   [PHP 5.6]

    # apt install php7.0   [PHP 7.0]

    # apt install php7.1   [PHP 7.1]

    # apt install php7.2   [PHP 7.2]

    # apt install php7.3   [PHP 7.3]

    PHP คืออะไร 3

    5. ตอนนี้คุณสามารถติดตั้งโมดูล PHP ที่ต้องการได้มากที่สุดจากรายการ

              ———— Install PHP Modules ————

    # apt install php5.6-cli php5.6-xml php5.6-mysql

    # apt install php7.0-cli php7.0-xml php7.0-mysql

    # apt install php7.1-cli php7.1-xml php7.1-mysql

    # apt install php7.2-cli php7.2-xml php7.2-mysql

    # apt install php7.3-cli php7.3-xml php7.3-mysql 

    6. ตรวจสอบเวอร์ชันเริ่มต้นของ PHP ที่ใช้ในระบบของคุณด้วยคำสั่ง

    # php -v

    PHP คืออะไร 4

    ตั้งค่าเวอร์ชัน PHP เริ่มต้นใน Ubuntu

    7. คุณสามารถตั้งค่าเวอร์ชัน PHP เริ่มต้นที่จะใช้ในระบบด้วยคำสั่ง ทางเลือกการอัปเดต หลังจากตั้งค่าแล้วให้ตรวจสอบเวอร์ชัน PHP เพื่อยืนยันดังต่อไปนี้

    ———— Set Default PHP Version 5.6 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php5.6

    PHP คืออะไร 5

    PHP คืออะไร 6

    ———— Set Default PHP Version 7.0 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.0

    PHP คืออะไร 7

    ———— Set Default PHP Version 7.1 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.1

    PHP คืออะไร 8

    ———— Set Default PHP Version 7.2 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.2

    PHP คืออะไร 9

    ———— Set Default PHP Version 7.3 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.3

    PHP คืออะไร 10

    ———— Set Default PHP Version 7.4 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.4

    PHP คืออะไร 11

    8. ในการตั้งค่าเวอร์ชัน PHP ที่จะใช้งานกับเว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache ให้ใช้คำสั่งด้านล่าง โดยอันดับแรกให้ปิดใช้งานเวอร์ชันปัจจุบันด้วยคำสั่ง a2dismod จากนั้นเปิดใช้งานเวอร์ชันที่คุณต้องการด้วยคำสั่ง a2enmod

    # a2dismod php7.0

    # a2enmod php7.1

    # systemctl restart apache2

    PHP คืออะไร 12

    9. หลังจากเปลี่ยนจากเวอร์ชันหนึ่งเป็นรุ่นอื่นคุณสามารถค้นหาไฟล์กำหนดค่า PHP ได้โดยใช้คำสั่งด้านล่าง

    ———— For PHP 5.6 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php5.6

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 13

    PHP คืออะไร 14

    ———— For PHP 7.0 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.0

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 15

    ———— For PHP 7.1 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.1

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 16

    ———— For PHP 7.2 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.2

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 17

    ———— For PHP 7.3 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.3

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 18

    ———— For PHP 7.4 ————

    # update-alternatives –set php /usr/bin/php7.4

    # php -i | grep “Loaded Configuration File”

    PHP คืออะไร 19

    # update-alternatives –config php

    PHP คืออะไร 20

    ป้อนหมายเลขตัวเลือกที่กล่าวถึงนอกเหนือจากเวอร์ชัน PHP ที่ต้องการ

    10. คำสั่งในการ List Package ปัจจุบันสำหรับ Ubuntu

    # dpkg –list | grep php

    PHP คืออะไร 21

         11. คำสั่งในการ List Package ปัจจุบันสำหรับ Centos

              rpm -qa | grep php

    PHP คืออะไร 22

    เมื่อดำเนินตามขั้นตอนทั้งหมด คุณสามารถใช้งาน PHP เวอร์ชันที่ปลอดภัย และสำหรับผู้ใช้ PHP เวอร์ชัน 7.2 ที่สนใจอัปเกรด PHP เป็นเวอร์ชันที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อัปเกรดเวอร์ชัน PHP 7.2 เป็น 7.x บน Ubuntu


    ข้อมูลอ้างอิง

    ผู้เขียนบทความ : Mr. Weerapong O.T.Chom

    https://th.linux-console.net/?p=602

  • วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud to New Volumes

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud to New Volumes

    สำหรับผู้ใช้บริการที่ต้องการย้ายที่เก็บข้อมูลไปเก็บไว้ที่ Path หรือ Disk อื่น ๆ บน gate.openlandscape.cloud สามารถใช้ วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud ได้โดยดำเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้


    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud to New Volumes

    1. ทำการเพิ่มพื้นที่ INSTANCES ด้วยการ MOUNT VOLUMES บน LINUX

              1.1) สร้าง Volume และ Attach ไปที่ Instances ที่ต้องการให้เรียบร้อย

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud

    1.2) กลับไปที่เครื่อง Linux ดังตัวอย่างนี้จะใช้ Ubuntu 18.04.3 LTS โดย *Instances ที่สร้างขึ้นห้าม Apt Update เพราะจะทำให้ Mysql ของ Owncloud หายไปด้วย และห้ามแก้ไข Config file Conf.php ของ Owncloud โดยเด็ดขาด

    ใช้คำสั่ง : lsblk เพื่อตรวจสอบ Volumes

    Output : เมื่อดำเนินตามขั้นตอนในรูปเรียบร้อยแล้ว จะได้ Volumes ที่ยังไม่ถูกนำไปใช้ ชื่อ vdb ขนาดไฟล์ 20GB ดังรูป

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  1

    1.3) สร้าง Path Directory เพื่อใช้สำหรับการ Mount Volumes โดย *แนะนำให้สร้าง Path ใหม่ เนื่องจาก User Owncloud ไม่สามารถทำงานบน Root ได้

    ใช้คำสั่ง : mkdir /mnt/volumB/

              1.4) แบ่ง Partitions ใหม่ให้กับ Volumes

    ใช้คำสั่ง : fdisk /dev/vdb

    Output : ให้กด n, p, 1, Enter, Enter และ W เพื่อสั่งให้เขียน Disk ดังรูป

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  2

    1.5) สร้าง Filesystems ของ /dev/vdb1

    ใช้คำสั่ง : mkfs.ext4 /dev/vdb1

    Output : ทำการ Mount ไปยัง Path Directory ที่เราได้สร้างไว้ตามข้อ 1.3)

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  3

    ใช้คำสั่ง : mount -t ext4 /dev/vdb1 /mnt/volumB/

    ตรวจสอบการ Mount ด้วยคำสั่ง : lsblk

    Output : หน้าจอแสดง Disk vdb1 อยู่ที่ path /mnt/volumB/

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  4

    2. การเปลี่ยน Directory Owncloud มาเก็บใน /mnt/volumB ที่ทำการ Mount กับ Volumes

              2.1) ใช้คำสั่ง : sudo service apache2 stop

              2.2) ใช้คำสั่ง : sudo rsync -av /var/www/owncloud/data/ /mnt/volumeB/

              2.3) ใช้คำสั่ง : mv /var/www/owncloud/data /var/www/owncloud/data.bak

    และทำการ Backup Database เดิมของ Owncloud โดยใช้คำสั่งข้อ 2.4)

              2.4) ใช้คำสั่ง : ln -s /mnt/volumeB /var/www/owncloud/data

    และ Link Path Directory File ของ Owncloud เข้ามาที่ Volumes ที่สร้างขึ้นโดยใช้คำสั่งข้อ 2.5)

              2.5) ใช้คำสั่ง : sudo service apache2 start

    เมื่อใช้คำสั่งข้อ 2.5) เรียบร้อยแล้วสามารถเปิดการใช้งาน apache2 เพื่อเก็บข้อมูลของ Owncloud ไว้บน Volumes ได้ โดยรายละเอียด Password ต่าง ๆ ของ Owncloud สามารถดูได้โดยใช้คำสั่งด้านล่างนี้

    โดยใช้คำสั่ง : cat .mysql_password เพื่อดู User / Password ที่เกี่ยวข้องกับ Owncloud

    ผู้ใช้บริการสามารถเข้าหน้า Dashboard Owncloud >> http://Your_IP_instances

    Username : admin

    Password : อยู่ในไฟล์ .mysql_password

    วิธีการเปลี่ยน Path Directory Owncloud  5


    ข้อมูลอ้างอิง

    ผู้เขียนบทความ Mr. Suppachai Sripanna

  • วิธีการใช้งาน gate.openlandscape.cloud รูปแบบใหม่ บน OpenLandscape Cloud

    วิธีการใช้งาน gate.openlandscape.cloud รูปแบบใหม่ บน OpenLandscape Cloud

    บทความวิธีการใช้งาน gate.openlandscape.cloud รูปแบบใหม่นี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    วิธีการสร้าง Instance

    วิธีการใส่ Security Group ใน Instance

    วิธีการสร้าง Volume, การ Extend Volume และการลบ Volume

    วิธีการลบ Instance

    วิธีการ Resize Instance


    วิธีการใช้งาน gate.openlandscape.cloud

    เมื่อผู้ใช้บริการเข้ามาบนหน้าเว็บ gate.openlandscape.cloud จะพบหน้าให้บริการรูปแบบใหม่ โดยมีวิธีการใช้งานดังต่อไปนี้

    gate

    1. วิธีการสร้าง Instance 

    1.1 กด CREATE INSTANCE

    ผู้ใช้บริการสามารถกดสร้าง Instance ได้จากปุ่ม “CREATE INSTANCE” จากเมนูที่อยู่ขวามือบน หรือ ปุ่ม “สร้าง INSTANCE” ตรงกลางด้านล่าง

    CREATE INSTANCE

    1.2 กดสร้าง Instance

    เมื่อกด สร้าง Instance จะพบตัวเลือกต่าง ๆ ในการสร้าง Instance ที่มีหัวข้อ ดังต่อไปนี้

    • เลือก OS คือ ระบบปฏิบัติการ Linux และ Windows ที่ผู้ใช้บริการต้องการสร้าง 
    เลือก OS
    • เลือก Applications คือ ระบบโปรแกรมที่ผู้ใช้บริการต้องการใช้งาน โดยไม่ต้องลงโปรแกรมนั้น สามารถใช้งานได้เลย 
    เลือก Applications
    • เลือก Server Package จะมีทั้งหมด 2 แบบ คือ

    แบบ Pay Per Use
    จ่ายตามที่ใช้งานจริง, สร้างและลบได้ตามต้องการ, จำกัดโควต้าการสร้าง
    และยืดหยุ่นในการใช้งาน

    Pay Per Use

    แบบ Annual Plan
    จ่ายครั้งเดียวใช้ได้ตลอดปี, ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง, ไม่จำกัดโควต้าการสร้าง,
    ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น และพิเศษรับสิทธิ์ใช้งานเพิ่ม ฟรี 1 เดือน ( 12+1 เดือน ) โดยจะมีแจ้งเตือน 

    *หากคุณเลือกสร้างแพ็กเกจแบบรายปี (Annual Plan) ระบบจะทำการเรียกหักค่าบริการในรูปแบบเงินสดที่เติมเข้ามาในระบบ (Money Credit) เท่านั้น

    Annual Plan
    • เลือก Spec ของ Instance ที่ผู้ใช้บริการต้องการสร้าง โดยมี CPU RAM DISK ให้เลือกตามแถบดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

    แบบ Starter

    เหมาะสำหรับการพัฒนาระดับเริ่มต้น ใช้ทดสอบระบบ การสร้างเว็บไซต์ หรือ แอปพลิเคชันระดับเริ่มต้น

    Starter

    แบบ CPU-Optimized

    เหมาะสำหรับการพัฒนาโปรเจกต์ หรือแอปพลิเคชันที่เน้นการประมวลผลข้อมูลระดับสูง รวมถึงการสร้างเว็บที่ต้องการรองรับผู้เข้าใช้งานจำนวนมาก และการทำ Machine Leaning

     CPU-Optimized

    แบบ Memory-Optimized

    เหมาะสำหรับการพัฒนาที่ต้องเน้นใช้งาน Cache ของหน่วยความจำสูงเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น Database หรือ การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ได้แบบไหลลื่นและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

    Memory-Optimized
    • เลือก Authentication โดยสามารถเลือกได้ 2 วิธี คือ

    วิธีที่ 1 เลือกแบบ Password คือ รหัสผ่านสำหรับเข้า SSH Instance จะจัดส่งผ่านทางอีเมลและระบบแจ้งเตือน Notifications สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    > Link : https://blog.openlandscape.cloud/notification-feature

    Authentication

    วิธีที่ 2 เลือก Keypairs คือ Key ที่ใช้ SSH เข้าเครื่อง Linux (ถ้าเลือกระบบ Windows ไม่ต้องเลือกใช้ Keypairs) หรือต้องการใช้โปรแกรม Putty หรือ Mobaxterm  สามารถดูขั้นตอนการใช้งานได้ที่

    > Link : https://blog.openlandscape.cloud/ssh-key

    Keypairs
    • วิธีใส่ Keypair 

    กด Select/Create ในหัวข้อ Key Pairs หน้าจอจะแสดง Pop-Up ขึ้นมา ให้ผู้ใช้บริการทำการเลือก Key Pair ที่มีอยู่แล้ว หรือทำการสร้างใหม่ แล้วทำการกด Save เป็นการเสร็จสิ้นในขั้นตอนนี้

    Select/Create

    กรณีที่ผู้ใช้บริการต้องการสร้างใหม่ให้กดที่ Add New Key Pair

    Add New Key Pair

    ถ้าต้องการ Import ให้กดที่ Import Existing Key Pair

    Import Existing Key Pair

    *หมายเหตุ สามารถดูรายละเอียดและวิธีการสร้าง Key Pairs เพิ่มเติมได้ที่
    > Link : https://blog.openlandscape.cloud/create-import-keypair

    • เลือก Networks คือ วง Internet โดยปกติจะเลือก Default เป็นค่ามาตรฐาน
      แต่จะไม่สามารถออก Internet ได้ หากจะใช้งาน Internet ให้ทำการ Enable Private Networks เพื่อ Instance หรือ VM จะได้รับ Public IP และสามารถใช้งาน Internet ได้
    เลือก Networks
    • เลือก External IP คือ IP ที่ในการออก Internet
      กรณีไม่กดเลือก Enable Public IP จะทำการออก Internet ไปข้างนอกไม่ได้ และไม่ได้ Public IP
    เลือก External IP
    • เลือก Select from existing หากผู้ใช้บริการมีการจอง Public IP ภายใน Account ของผู้ใช้บริการสามารถเลือก Public IP นั้นมาสร้างได้
    เลือก Select from existing
    • Attach Volume จะมีทั้ง 2 แบบ คือ
      • เลือก Server Package แบบ Pay Per use สามารถสร้าง Volume เพิ่มได้จากส่วนนี้และคิดค่า Volume แบบ Pay Per Use ใช้เท่าไหร่จ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริงเท่านั้น โดยสามารถดูค่าบริการจาก Summary 
      • เลือก Server Package แบบ Annual Plan สามารถสร้าง Volume เพิ่มได้จากส่วนนี้และคิดค่า Volume แบบค่าบริการรายปี (Annual Plan) โดยสามารถดูค่าบริการจาก Summary 
    Attach Volume

    กรณีไม่ต้องการสร้าง Volume เพิ่ม ไม่ต้องกดเลือกช่องเครื่องหมายถูก Enable Attach Volume

    ไม่ต้องการสร้าง Volume
    • ตั้ง Hostname คือ ตั้งชื่อของ Instance หรือ VM
    ตั้ง Hostname

    1.3 ตรวจสอบข้อมูลที่ช่อง Summary

    หลังจากที่ผู้ใช้บริการเลือกและกรอกข้อมูลครบถ้วนแล้ว ให้ทำการตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งที่ช่อง Summary ระบบจะแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ที่ได้มีการสร้าง Instance ไว้ทั้งหมด รวมทั้งราคา เมื่อตรวจสอบเสร็จเรียบร้อยแล้วให้กด ปุ่ม Create Instance เพื่อทำการสร้าง Instance

     Summary
    • ผู้ใช้บริการเลือกสร้าง Instance แบบ Annual Plan
      ระบบจะมีเเจ้งข้อกำหนดและเงื่อนไขการชำระค่าบริการแบบ Annual Plan โดยผู้ใช้บริการสามารถอ่านรายละเอียดเงื่อนไขฉบับย่อและฉบับเต็มเพิ่มเติมได้ที่ “Link” 

    และสามารถอ่านรายละเอียด Price Summary per Year โดยจะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับสรุปราคารายปี จาก Package, License Windows และ Volume ที่ผู้ใช้บริการได้เลือก 


    หากผู้ใช้บริการไม่ต้องการใช้แบบมี Volume และ License Windows จะไม่มีรายละเอียดดังกล่าวแจ้งให้ทราบ เมื่อตรวจสอบรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว กดเลือกช่องเครื่องหมายถูกเพื่อยืนยันยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขการชำระเงินแบบรายปี (Annual Plan) และกด Confirm เพื่อสร้าง Instance แบบ Annual Plan ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง 

    ตัวอย่าง Instance แบบ Annual Plan

    1.4 เข้าสู่หน้า Instances

    หลังจากทำการสร้างสำเร็จแล้วจะกลับเข้าสู่หน้า Instances แสดงข้อมูล Instances ทั้งหมดที่ทำการสร้างไว้

    • ถ้าต้องการสร้าง Instance แบบ Pay Per Use จะอยู่ในแถบ “Pay Per Use” 
    สร้าง Instance แบบ Pay Per Use
    • สร้าง Instance แบบ Annual Plan ระบบจะแจ้งรายละเอียดอยู่ในแถบ “Annual Plan”
      มีวันสร้าง Instance และวันสิ้นสุดในการใช้งาน Instance 
    สร้าง Instance แบบ Annual Plan

    1.5  รายละเอียด Instance ที่ได้ทำการสร้าง

    เมื่อทำการกด Instance เข้ามาจะพบรายละเอียดต่าง ๆ ภายใน Instance ที่ผู้ใช้ทำการสร้างไว้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    • สร้าง Instance แบบ Annual Plan จะมีแถบสีฟ้าแสดง Annual Plan
    • ชื่อ Instance จะแสดงรายละเอียดที่ผู้ใช้ได้ทำการสร้างไว้ตั้งแต่ตอนต้น
    • ปุ่ม Action จะประกอบไปด้วย Edit name, Shut off, Soft reboot, Hard reboot และ Delete ตามลำดับ
    • แถบแสดงข้อมูลต่าง ๆ ของ Instance จะประกอบไปด้วย Overview, Resize, Security Group, Volume, History Log, Action Log และ Console
    รายละเอียด Instance

    1.6 ระบบแจ้งเตือน Notifications

    หลังจากสร้าง Instance เสร็จเรียบร้อยแล้ว ระบบแจ้งเตือน Notifications จะแจ้งเตือนว่า Instance สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยตอนสร้าง Instance ผู้ใช้บริการสามารถดู User และ Password ได้ผ่านทางอีเมลและระบบแจ้งเตือน โดยรายละเอียดดังภาพด้านล่าง

    Notifications

    ในส่วนของระบบแจ้งเตือน Notifications หรือ ภาพสัญลักษณ์กระดิ่งจะแจ้งเตือนให้ผู้ใช้บริการทราบว่า ผู้ใช้บริการสร้าง Instance เสร็จเรียบร้อยแล้ว
    ผู้ใช้บริการสามารถดูวิธีการใช้งานระบบแจ้งเตือนได้ที่
    > Link: https://blog.openlandscape.cloud/notification-feature

    แจ้งเตือน Notifications

    1.7 รายละเอียดในส่วนของ Network ฝั่ง Public IP

    แบบ Annual Plan
    ไม่สามารถทำการ Action ได้ เนื่องจากเป็นการ Fix Public IP กับ Instance เรียบร้อยแล้ว

    Network ฝั่ง Public IP แบบ Annual Plan

    แบบ Pay Per Use

    สามารถ Action กับ Public IP ได้ หากผู้ใช้บริการไม่ใช้งานกับ Instance ดังกล่าวแล้ว สามารถ Detach Public IP ไปใช้กับ Instance อื่นได้

    Network ฝั่ง Public IP แบบ Pay Per Use

    ผู้ใช้บริการสามารถดูวิธีการสร้าง Network, IP บน OpenLandscape Cloudได้ที่
    > Link: https://blog.openlandscape.cloud/network-ip


    2. วิธีการใส่ Security Group ใน Instance


    ผู้ใช้บริการสามารถเลือกคลิกในหัวข้อของ Security Group หน้าจอจะแสดงขึ้นมาให้ผู้ใช้ทำการเลือก Manage Security Group ที่จะทำการใช้เลือกจากทางด้านขวา โดยการกดที่เครื่องหมาย + หลังจากทำการเลือกเสร็จแล้วให้ทำการกด Save เป็นการเสร็จในขั้นตอนนี้

    Security Group

    หากผู้ใช้บริการไม่มี Security Group ผู้ใช้บริการสามารถดูวิธีการสร้างได้ที่
    > Link: https://blog.openlandscape.cloud/create-security-group

    และหากต้องการเพิ่ม Port อื่น ๆ ใน Security Group ผู้ใช้บริการสามารถดูวิธีการเพิ่ม Port ได้ที่ 

     > Link: https://blog.openlandscape.cloud/add-port


    3. วิธีการสร้าง Volume, การ Extend Volume และการลบ Volume  

    Volume คือ Virtual Hard Disk ทำหน้าที่เป็นที่เก็บข้อมูลของ VM โดยใน VM จะมีที่เก็บข้อมูลอยู่เรียกว่า Root Disk หาก Root Disk เก็บข้อมูลจนเต็มหรือเกือบเต็ม การสร้าง Volume เป็นทางเลือกที่ดี เพื่อช่วยลดข้อมูลที่อยู่ใน Root Disk โดยการย้ายข้อมูลจาก Root Disk ไปยัง Volume ที่ Add เข้ามาตอนที่ผู้ใช้บริการทำการสร้าง Volume โดยวิธีการสร้างมีดังนี้

    • ระบบจะแสดงรายละเอียด Volume ที่ทำการ Attach ใน Instance ก่อนหน้านี้ เนื่องจากสร้าง Volume สามารถเลือกได้ตั้งแต่หน้า Create Instance 
    รายละเอียด Volume

    3.1 วิธีการสร้าง Volume

    • ให้กดเลือก Volume จากเมนูทางขวา หลังจากนั้นให้ทำการกดไปที่ Create Volume
    เลือก Volume
    • กดที่ Create Volume จะได้ Pop-Up ที่แสดงรายละเอียดในการสร้าง Volume ขึ้นมา เมื่อทำการกรอกข้อมูลครบตามที่ผู้ใช้ต้องการสร้าง หรือหากมีการสร้าง Snapshot ไว้แล้ว ให้ทำการเพิ่มที่ช่อง “Create From Snapshot” แล้วทำการกรอกข้อมูลให้ครบ จากนั้นกดที่ Create เป็นการสร้างเสร็จสิ้น
    กดที่ Create Volume
    • เมื่อสร้าง Volume เสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้อมูล Volume ที่ผู้ใช้บริการทำการสร้างจะแสดงดังภาพด้านล่าง
    สร้าง Volume เสร็จเรียบร้อย

    3.2 วิธีการ Extend Volume 

    วิธีนี้สามารถทำได้ถ้า Volume เป็นแบบ Pay Per Use หากผู้ใช้บริการสร้าง Volume แบบรายปี (Annual Plan) จะไม่สามารถทำการ Extend Volume ได้ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถดูรายละเอียดประเภทของ Volume ได้ที่ Description ดังตัวอย่างภาพด้านล่างจะมีบอกว่าเป็น Volume แบบ Annual Plan 

    วิธีการ Extend Volume
    • เลือก Volume ที่ต้องการ Extend Volume และกดเลือก Kebab Menu Icon ที่หัวข้อ  Action 
    หัวข้อ  Action
    • หาก Status ของ Volume เป็น IN-USE ให้ดำเนินการ Detach เป็นการถอดออกจาก Instance ก่อน ถึงจะ Extend Volume ได้
    Extend Volume

    กรณีไม่ดำเนินการ Detach Volume ออกจะขึ้นแจ้งเตือน ตามดังภาพด้านล่าง

    Detach Volume
    • กดที่ Attach/Detach จะแสดงหน้าต่างดังภาพด้านล่าง แล้วกดที่ DETACH
    DETACH
    • Status จะเปลี่ยนจาก IN-USE เป็น AVAILABLE  
    AVAILABLE
    • เลือกที่ Action แล้วกดที่ Extend Size 
    Extend Size
    • จะแสดงหน้าต่าง Entend Volume ขึ้นมา จากนั้นผู้ใช้บริการสามารถใส่ New Size ของ Volume โดยระบบจะมีแจ้งค่าบริการที่ต้องชำระ ซึ่งการคิดราคาจะเป็นแบบ Pay Per Use เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วกด Save 
    Entend Volume
    • หน้าต่างจะแสดง Size ใหม่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เข้าที่ Action > กดที่ Attach/Detach เพื่อนำเข้าสู่ Instance
    กดที่ Attach/Detach เพื่อนำเข้าสู่ Instance
    • ระบบจะแสดงหน้าต่างให้ผู้ใช้บริการเลือก Volume เข้า Instance นั้น เมื่อเลือกเสร็จแล้วกด ATTACH 
    กด ATTACH

    หลังจากกด ATTACH แล้วจะขึ้นแจ้งเตือน ดังภาพด้านล่าง

    กด ATTACH แล้วจะขึ้นแจ้งเตือน
    • โดยวิธีการสร้าง Volume และวิธี Extend Volume หากทำการ Add Volume เข้า Instance อย่าลืมทำการ Mount Volume
      แบบ OS Linux  ผู้ใช้บริการสามารถดูวิธีการสร้างได้ที่
      > Link: https://blog.openlandscape.cloud/mount-volume

    แบบ OS Windows Server ผู้ใช้บริการสามารถดูวิธีการสร้างได้ที่
    > Link: https://blog.openlandscape.cloud/mount-new-volume

    3.3 วิธีการลบ Volume 

    วิธีลบ Volume Instance หากผู้ใช้บริการไม่ต้องการใช้งาน Volume Instance มีวิธีดังนี้

    • เข้าที่แถบเครื่องมือ Volume เลือก Volume ที่ต้องการลบ ถ้า Status เป็น IN-USE ผู้ใช้บริการต้องดำเนินการ Detach Volume ตัวนั้นออกก่อน โดยเข้าที่ Action > กด Attach/Detach 
    วิธีการลบ Volume
    • ระบบจะแสดงหน้าต่าง Do you want to detach? กดที่ DETACH  
     Do you want to detach?

    เมื่อ Detach เสร็จแล้วจะแสดงข้อความ “Detach Volume สำเร็จ”

    Detach Volume สำเร็จ
    • เมื่อ Satus ของ Volume เป็น AVAILABLE แล้วให้เลือกที่ Action > Delete Volume 
    Action > Delete Volume
    • ระบบจะแสดงหน้าต่าง Do you want to delete? ดังภาพด้านล่าง หากผู้ใช้บริการต้องการลบให้กดคำว่า “DELETE”
    กดคำว่า “DELETE”
    • แบบ Annual Plan ระบบจะแสดงหน้าต่างข้อความ
      “คุณต้องการลบ Volume แบบรายปี (Annual Plan) ใช่ หรือ ไม่ ?” ซึ่งจะมีรายละเอียดให้ผู้ใช้บริการได้อ่าน ดังภาพด้านล่าง
    คุณต้องการลบ Volume แบบรายปี (Annual Plan) ใช่ หรือ ไม่ ?

    เมื่อกด Delete เสร็จแล้วระบบจะแสดงข้อความ “ลบ Volume สำเร็จ”

    ลบ Volume สำเร็จ

    4. วิธีการลบ Instance 

    วิธีลบ Instance กรณีผู้ใช้บริการไม่ต้องการใช้งาน Instance ทั้ง 2 แบบ มีวิธีดังนี้

    • ลบ Instance แบบ Pay Per Use
      ต้องการลบ Instance ออกจาก Account ของผู้ใช้บริการ ทำได้โดยเข้าที่ปุ่ม Action > Destroy Instance
    ลบ Instance แบบ Pay Per Use

    จากนั้นระบบจะแสดงหน้าต่าง “Do you want to destroy your instance?”
    ซึ่งผู้ใช้บริการต้อง Copy Name Instance ใส่ในช่องว่าง จะมีข้อความ
    หมายเหตุ: สามารถเลือกที่จะเก็บ Public IP ไว้ได้ โดยระบบจะคิดค่าบริการของ Public IP เพิ่มเติม (125 THB/Month)  

    • ถ้าผู้ใช้บริการไม่ต้องการเก็บ Public IP ไว้ให้กดเลือกช่องเครื่องหมายถูก และกด “DESTROY” 
    กดเลือกช่องเครื่องหมายถูก และกด “DESTROY”

    ระบบจะทำการลบ Instance และแสดงข้อความ “ระบบทำการลบเครื่องของคุณสำเร็จ”

    • ลบ Instance แบบ Annual Plan
      ต้องการลบ Instance ออกจาก Account ของผู้ใช้บริการ สามารถทำได้โดยคลิกที่สัญลักษณ์ > Destroy Instance 
    Destroy Instance

    จากนั้นระบบจะแสดงหน้าต่าง “คุณแน่ใจหรือไม่ว่าต้องการลบ Instance แบบรายปี (Annual Plan) นี้ ? ”

    โดยมีรายละเอียดเเจ้งผู้ใช้บริการ ตามตัวอย่างภาพด้านล่างและสามารถอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขฉบับเต็มได้ที่ “Link”  ผู้ใช้บริการสามารถกดยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไข > CONFIRM 

    CONFIRM

    ระบบจะแสดงหน้าต่าง “Do you want to destroy your instance?”
    ซึ่งผู้ใช้บริการต้อง Copy Name Instance ใส่ในช่องว่าง จะมีข้อความ
    หมายเหตุ: สามารถเลือกที่จะเก็บ Public IP ไว้ได้ โดยระบบจะคิดค่าบริการของ Public IP เพิ่มเติม (125 THB/Month) 
    – ถ้าผู้ใช้บริการไม่ต้องการเก็บ Public IP ไว้ให้กดเลือกช่องเครื่องหมายถูก และกด “DESTROY”

    Do you want to destroy your instance?

    ระบบจะทำการลบ Instance และขึ้นแจ้งเตือนว่า “ระบบทำการลบเครื่องของคุณสำเร็จ”


    5. วิธีการ Resize Instance 

    Resize Instance เป็นการปรับขนาดของ CPU, RAM, Disk ในการใช้งานของ Instance 

    โดย *Resize Instance สามารถปรับเพิ่มได้ แต่ไม่สามารถปรับให้ลดลงได้*

    ถ้าผู้ใช้บริการพบว่า Instance ที่กำลังใช้งานอยู่ มีการทำงานที่ช้าลง สามารถทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

    5.1 กด Shutoff Instance

    ผู้ใช้บริการต้องดำเนินการ Shutoff Instance เป็นอันดับแรกก่อนเสมอ
    ทั้งแบบ Pay Per Use 

    Shutoff Instance Pay Per Use

    และแบบ Annual Plan 

    Shutoff Instance Annual Plan

    5.2 ตรวจสอบ Detail ของ Instance

    เมื่อผู้ใช้บริการดำเนินการ Shutoff Instance เรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการไปส่วนหน้า Detail ของ Instance ที่ผู้ใช้บริการได้ดำเนินการ Shutoff Instance ไว้

    ทั้งแบบ Pay Per Use 

    Detail ของ Instance  Pay Per Use

    และแบบ Annual Plan 

    Detail ของ Instance Annual Plan

    5.3 ทำการ Resize  

    จากนั้นให้เลือกไปที่แถบ Resize  

    แถบ Resize

    เมื่อผู้ใช้บริการเข้ามาที่แถบ Resize เรียบร้อยแล้ว จะพบตัวเลือก 2 ฝั่ง ให้เลือก คือ 

    (1) ผู้ใช้บริการสามารถเลือก Package ที่ผู้ใช้บริการต้องการปรับจาก Spec เดิม

    (2) ผู้ใช้บริการกด Comfirm เพื่อยืนยัน Spec ที่ผู้ใช้บริการต้องการให้เรียบร้อย

    • แบบ Annual Plan จะมีรายละเอียดให้ผู้ใช้บริการตรวจสอบข้อกำหนดการใช้งานก่อนกดยืนยันการสร้าง 
    ยืนยันการสร้าง Annual Plan

    5.4 กด Comfirm

    เมื่อผู้ใช้บริการกด Comfirm เรียบร้อยแล้ว กรุณารอ 5-10 นาที เมื่อระบบประมวลผล และดำเนินการตามที่ผู้ใช้บริการเลือกเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการจะได้ Instance ที่มี Spec ตามที่ผู้ใช้บริการเลือกและสามารถใช้งานได้ทันที

    • แบบ Pay Per Use
    รายละเอียดแบบ Pay Per Use
    • แบบ Annual Plan 
    รายละเอียดแบบ Annual Plan

  • วิธีตรวจสอบการใช้งาน Utilize ของ Server สำหรับ Windows Server และ Linux

    วิธีตรวจสอบการใช้งาน Utilize ของ Server สำหรับ Windows Server

    สำหรับ Windows Server สามารถตรวจสอบการทำงานบนระบบปฏิบัติการได้ โดยการใช้ Task Manager ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับแสดงข้อมูลการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน ณ ปัจจุบัน โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

    1. ค้นหาโปรเเกรม Task Manager

    2. จากนั้นจะเห็นรายการโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ ณ ตอนนั้น ซึ่งจะเห็นว่ามีการใช้ทรัพยากรของเครื่องไปเท่าไรเเล้วบ้างในปัจจุบัน

    สำหรับโปรแกรม Task Manager จะประกอบไปด้วย Processes, Performance, App History, Startup, User, Details, Services โดยในแต่ละส่วนจะแสดงข้อมูลการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน ณ ปัจจุบันทำให้เราเห็นการทำงานต่าง ๆ ได้

    3. เลือกแถบ Processes เพื่อตรวจสอบโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ในปัจจุบัน โดยสถานะการแสดงของ Processes จะคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    Name : ชื่อโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่

    Status : สถานะของโปรแกรมที่กำลังทำงาน

    CPU : การใช้ทรัพยากรประมวลผลด้วย CPU โดยคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์

    Memory : การใช้หน่วยความจำสำรองของโปรแกรมนั้น ๆ เช่น RAM คำนวณเป็นหน่วย MB และคำนวณรวมเป็นเปอร์เซ็นต์

    Disk : แสดงหน่วยความจำหลักบนไดรฟ์ของโปรแกรมที่ติดตั้ง โดยคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์

    Network : แสดงการใช้งานโปรแกรมในการใช้อินเทอร์เน็ต

    4. จากนั้นเลือกที่เเถบ Performance เพื่อดูภาพรวมการใช้งานโปรแกรมทั้งหมดและเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพของอุปกรณ์ของเครื่องโดยแสดงเป็นกราฟให้เห็น ดังตัวอย่างภาพด้างล่าง

    หากทำการตรวจสอบการใช้งาน Utilize เบื้องต้นเเล้วพบว่ามีการใช้งานสูง หลายคนอาจไม่รู้ว่าเมื่อคอมพิวเตอร์ใช้งานไปนานวันเข้า Cache หรือ แคชจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว 

    แคช คือ ส่วนของข้อมูลที่ถูกเก็บซ้ำไว้ในคอมพิวเตอร์  แต่ข้อมูลบางอย่างก็ถูกเก็บไว้เป็นระยะเวลาที่นานเกินไป ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ส่งผลให้ Server มีอาการช้า ๆ หรือ เกิดหน่วงขึ้น Openlandscape จึงขอเเนะนำการเเก้ปัญหาเบื้องต้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    วิธีการเคลียร์แคชสำหรับ Windows Server 

              การเคลียร์แคชในบราวเซอร์ หรือ วิธีลบแคชใน Windows Server  และ วิธีลบแคช DNS เป็นการแก้ไขเบื้องต้นสำหรับปัญหาเครื่องช้าหรือเพิ่มพื้นที่ใน SSD ในกลับมาเหมือนเดิม

    • วิธีเคลียร์แคชในบราวเซอร์

    1. ไปที่ด้านขวาบนของ Chrome ให้คลิก “เพิ่มเติม” 

    2. คลิกเครื่องมือเพิ่มเติม จากนั้นเลือก History > Clear browsing data เลือกช่วงเวลาที่ต้องการ หากต้องการลบทุกอย่าง ให้เลือกที่ All time

    3. เลือกข้อมูลที่ต้องการลบ “คุกกี้และข้อมูลเว็บไซต์อื่น ๆ ” และ “รูปภาพและไฟล์ที่แคชไว้” หากเรียบร้อยเเล้วคลิก Clear date

    • วิธีเคลียร์แคชใน Windows Server

    1. ไปที่ปุ่ม Start พิมพ์คำว่า Disk Cleanup กด Enter

    2. จากนั้นเลือกว่าต้องการเคลียร์แคชจากไหนบ้าง เมื่อเลือกเรียบร้อยเเล้วแล้ว กด OK 

    • วิธีเคลียร์แคช DNS

    DNS Table หรือ DNS Cache ใช้ในการเก็บข้อมูล Domain Name และ IP Address ที่เคยค้นหามาแล้ว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องสอบถามกับ DNS Server เมื่อต้องการเรียกใช้งาน Domain Name นี้อีกในครั้งถัดไป แต่เมื่อใช้งานไปนาน ๆ ก็อาจเก็บข้อมูลไว้เยอะเกินไปได้เช่นกัน โดยวิธีการเคลียร์แคช DNS สามารถดำเนินขั้นตอนได้ ดังนี้

    1.ไปที่ปุ่ม Start พิมพ์ Command Prompt 

    2. จากนั้นคลิกขวาที่ Command Prompt แล้วกดที่ Run as administrator

    3.ในหน้าคำสั่ง Command Prompt พิมพ์ว่า ipconfig/flushDNS เเล้วกด Enter จากนั้นเราจะได้รับแจ้งว่า Windows ได้ทำการลบแคชให้เรียบร้อยแล้ว 

    วิธีตรวจสอบการใช้งาน Utilize ของ Server สำหรับ Linux Server

    การตรวจสอบการทำงานของ Linux  Server สามารถใช้ Linux Base Command เช็ค ระบบแบบ Real Time ดังนี้

    1.สำหรับ CPU (ต้อง Install htop ก่อนถึงจะใช้ได้)

    top หรือ htop

    2.  สำหรับ RAM

    free -h

    3.  สำหรับ DISK

    df -hT

    หากทำการตรวจสอบการใช้งาน Utilize เบื้องต้นเเล้วพบว่ามีการใช้งานสูง อาจส่งผลให้ Server มีอาการช้า ๆ หรือ เกิดหน่วงขึ้น ซึ่งสาเหตุสำคัญอีกหนึ่งสาเหตุ ที่มักจะพบกันบ่อย ๆ เมื่อเกิดปัญหา Server ช้า คือ Cached บนระบบของ linux นั่นเอง Openlandscape จึงขอเเนะนำการเเก้ปัญหาเบื้องต้นตามรายละเอียดลิงก์นี้ https://blog.openlandscape.cloud/cached

    *** ทั้งนี้ถ้าหากดำเนินการเคลียร์ Cached เเละทำตามทุกขั้นตอนนี้แล้ว ยังพบการใช้านสูงอยู่ เเละ Server ยังช้าอยู่ ขอแนะนำให้พิจารณาปรับสเปคเพิ่ม เพราะการใช้วิธีนี้จะตอบโจทย์ปัญหาที่เจอมากที่สุดและง่ายที่สุดด้วย โดยขอเเนะนำวิธีการ Resize Instance ซึ่งมีรายละเอียดตามลิงก์นี้ https://blog.openlandscape.cloud/resize-instance

  • 4 วิธีการเปลี่ยน SSH Port บน Linux ด้วยตนเองได้ง่าย ๆ

    ค่าเริ่มต้นปกติของ SSH Port คือ 22 ซึ่งการเปลี่ยน SSH  Port เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันการสุ่ม Hack จากผู้ไม่ประสงค์ดีได้ในระดับหนึ่ง

    โดยจะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง OpenLandscape Cloud ได้เรียบเรียงข้อมูลการเปลี่ยน SSH Port บน Linux มาให้คุณได้ทำเองง่าย ๆ ใน 4 ขั้นตอน ดังนี้


    ขั้นตอนการเปลี่ยน SSH Port บน Linux

    1. คุณสามารถเข้าไปเเก้ไขที่ไฟล์ sshd_config โดยพิมพ์คำสั่ง vi /etc/ssh/sshd_config

    SSH Port ภาพประกอบ 1

     2. เมื่อเข้ามายังไฟล์ Config ให้ทำการกำหนด Port ที่ต้องการ (นำเครื่องหมาย # ข้างหน้าออก) เเละทำการ Save ไฟล์

    SSH Port ภาพประกอบ 2
    SSH Port ภาพประกอบ 3

    3. จากนั้นทำการ Restart service sshd โดยพิมพ์คำสั่ง systemctl restart sshd

    SSH Port ภาพประกอบ 4

    4.  หากดำเนินการเรียบร้อยเเล้ว ทำการทดสอบ SSH โดยเปลี่ยน Port ตามที่กำหนดไว้ได้เลย (โดยต้องทำการเปิด Port ที่ต้องการใช้งานบนเครื่อง Instance ก่อน)

    SSH Port ภาพประกอบ 5
    SSH Port ภาพประกอบ 6
  • วิธีเปลี่ยน Port สำหรับใช้งาน Remote Desktop Connection

    การใช้งาน Remote Desktop Connection ที่อยู่บน Windows Server นั้น ซึ่งตามปกติจะต้องทำการเปิด Port ไว้ที่หมายเลข 3389 (RDP) เพื่อให้สามารถ Remote เข้าเครื่องได้

    ดังนั้นการใช้ Port ที่เป็นค่าเริ่มต้นนี้ อาจทำให้เซิร์ฟเวอร์มีโอกาสถูกโจมตีด้วยวิธีการสุ่ม Password (Brute-Force Attack) และนำไปสู่การถูกเจาะระบบได้ Openlandscape Cloud จึงอยากแนะนำการเปลี่ยน Port สำหรับใช้งาน Remote Desktop ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

    ขั้นตอนการเปลี่ยน Port สำหรับใช้งาน Remote Desktop

    1. ทำการเปิด Run โดยกดปุ่ม Windows + R  ที่คีย์บอร์ด แล้วพิมพ์คำสั่ง regedit จากนั้นกด OK

    2. เมื่อเข้ามายังหน้า Registry Editor ให้เลือกที่ HKEY_LOCAL_MACHINE > System > CurrentControlSet > Control > Terminal Server > WinStations > RDP-Tcp

    3. ที่ช่องทางด้านขวา ให้คลิกขวาที่ PortNumber แล้วเลือก Modify

    4. จากนั้นให้เลือก Base เป็น Decimal แล้วทำการกำหนด Port ตามที่ต้องการ โดยต้องมี 4 หน่วยและต้องไม่ซ้ำกับ Port อื่นที่มีการใช้งานอยู่ หากเรียบร้อยเเล้วกด OK

    5. เมื่อเสร็จขั้นตอนการเปลี่ยน Port เรียบร้อยเเล้ว ต้องทำการเปิด Port ที่ส่วนของ Firewall ของเครื่อง เพื่ออนุญาตให้สามารถเชื่อมต่อผ่าน Port ตามที่กำหนดได้ 

    ไปที่ Start > ค้นหา Windows Firewall with Advanced Security > คลิกที่ Windows Firewall with Advanced Security

    6. เลือกที่ Inbound Rules > New Rule…

    7. เมื่อเข้ามายังหน้าต่าง New Inbound Rule Wizard เเละเลือกที่ Port จากนั้นกด  Next

    8. จากนั้นเลือกที่ TCP เเละเลือก Specific local ports โดยให้ใส่ Port ที่ทำการเปลี่ยนใหม่เเล้วกด Next

    9. เลือก Allow the connection เเละกด Next

    กด Next

    ทำการตั้งชื่อตามที่ต้องการ หากเรียบร้อยเเล้วกด Finish

    10. จากตัวอย่างภาพด้านล่าง จะเห็นรายการที่ทำการ Allow Port ไว้เรียบร้อยเเล้ว

    11. เมื่อทำการ Allow Port เรียบร้อยเเล้ว ให้ดำเนินการปิดหน้าต่างทั้งหมดแล้วทำการ Restart เครื่อง 1 รอบ

    12. จากนั้นให้ดำเนินการเปิด Port ที่ต้องการใช้งานบนเครื่อง Instance ก่อน เมื่อเรียบร้อยแล้วสามารถ Remote เข้าใช้งาน โดยใช้  IP Address:port ได้เลย

  • วิธีตั้งค่า Scheduler สำหรับเรียกใช้งาน FlushDNS

    สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีตั้งค่า Schedule สำหรับเรียกใช้งาน FlushDNS ทาง OpenLandscape Cloud ได้รวบรวมขั้นตอนการใช้งานมาให้คุณแล้วที่บทความนี้ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันได้เลย

    1. ค้นหาโปรเเกรม Notepad จากนั้นคลิกขวา เลือก Ran as Administrator

    2. ใส่คำสั่ง ipconfig /flushdns ลงในไฟล์ Notepad

    3. ทำการบันทึกไฟล์ เลือก File > Save As เเละตั้งชื่อไฟล์ FlushDNS.bat (สำหรับนามสกุลต้องใช้เป็น .bat ) หลังจากนั้นกดปุ่ม Save

    4. เลือกเข้าไปตั้งค่าที่ Task Scheduler เพื่อสั่งให้โปรแกรมทำงานตามเวลาที่ต้องการ โดยคลิกขวาที่ Task Scheduler Library เลือก Create Task

    5. เลือกที่แท็บ General ให้ทำการตั้งชื่อและใส่รายละเอียดในช่อง Name และ Description ตามที่ต้องการ

        เลือกเป็น Run with highest privileges

        เลือก Configure For : เป็นเครื่อง Windows Server ที่ใช้งาน

    6. เลือกที่เเท็บ Triggers > New จะมีหน้าต่าง New Trigger ขึ้นมา ให้เลือกตั้งค่าตามช่วงเวลาที่ต้องการให้ทำงาน Drop down ที่ Begin the task เเละเลือก At log on จากนั้นกดปุ่ม OK จะแสดง Trigger ที่ทำการสร้างไว้ขึ้นมา

    7. เลือกที่เเท็บ Actions > New จะเเสดงหน้าต่าง New Action ขึ้นมา ในส่วนของ Action จะเลือกเป็น “Start a program” และในส่วนของ Setting > Program/script  คลิกที่ Browse ให้ทำการเลือกไฟล์ Notepad ที่ทำการเขียน Script ไว้ หากเรียบร้อยแล้วให้กดปุ่ม OK

    8. ผลลัพธ์ Action ที่ได้ทำการสร้างไว้จะแสดงขึ้นมา หากเรียบร้อยแล้วให้กดปุ่ม OK

    9. เมื่อทำการตั้งค่าเรียบร้อยเเล้ว Task ที่สร้างขึ้นใหม่จะแสดงในรายการ Task Schedule ซึ่งแสดงว่าได้ทำการสร้าง Task ไว้แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ตั้งค่าไว้ ก็จะทำงานตามคำสั่งที่ทำการเขียนไว้

  • วิธีใช้งาน Schedule Top-up บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีใช้งาน Schedule Top-up บน gate.openlandscape.cloud

    Openlandscape Cloud เปิดตัว Feature ใหม่ ! ที่จะมาช่วยตอบโจทย์เรื่องการใช้จ่ายของคุณให้ง่ายขึ้น ด้วย Schedule Top-up ที่สามารถกำหนดวันเติมเงินล่วงหน้าได้แบบอัตโนมัติ ช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณได้แบบไม่ต้องห่วงเรื่องลืมจ่ายอีกต่อไป 

    สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีใช้งาน Schedule Top-up บน gate.openlandscape.cloud ทาง OpenLandscape Cloud ได้รวบรวมขั้นตอนการใช้งานมาให้คุณแล้วที่บทความนี้ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันได้เลย

    1. การ Add Credit or Debit Card ครั้งแรกสำหรับใช้งาน Schedule Top-up

    1.1 วิธีที่ 1 เลือกแถบเมนูด้านข้าง “Schedule” เมื่อเข้ามาหน้าต่างดังภาพ

    Schedule Top-up

    เลือก “Create Schedule”

    Create Schedule

    ระบบจะมีแจ้งเตือน “ให้สร้างเครดิตการ์ด” คุณสามารถเลือก “Add Credit or Debit Card” เพื่อทำการสร้างเครดิตการ์ด 

    Add Credit or Debit Card

    1.2 วิธีที่ 2 เลือกแถบเมนูด้านข้าง “Payment” และเลือก “Schedule”

    วิธีที่ 2 เลือก Payment และเลือก Schedule

    1.3 วิธีที่ 3 เลือกแถบเมนูด้านข้าง “Credit Card” และเลือก “Add Credit or Debit Card” 

    วิธีที่ 3 Add Credit or Debit Card

    1.4 หากยังไม่ได้ดำเนินการ Verify Profile จะขึ้นรูปตามด้านล่างดังกล่าว

    Verify Profile

    ให้กดตรง Account จากนั้นจะเข้าสู่หน้า Account จากนั้นกดตรง Personal Information แล้วกรอกประวัติผู้ใช้บริการ

    Personal Information

    หากดำเนินการกรอกเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะขึ้นคำว่า “Update account success” และเลือก “Add Credit or Debit Card” อีกครั้ง 

    Update account success

    1.5 เมื่อเข้าด้วยวิธีใด วิธีหนึ่ง ดัง 3 วิธีที่กล่าวมาข้างต้น

    จะเข้าสู่หน้าต่างดังภาพ

    กรอกข้อมูลบัตร Credit / Debit Card

    กรอกข้อมูลรายละเอียดดังนี้

    • Card Number : เลขบัตร
    • Card Holder Name : ชื่อบนบัตร
    • CVC/CVV Code : CVC หรือ CVV ของบัตร
    • Expiry Date : วันหมดอายุบัตร

    โดยการสร้างเครดิตการ์ดครั้งแรกจะเป็น Primary Card อัตโนมัติ

    Primary Card

    เมื่อกรอกข้อมูลครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว จะสามารถกด CONFIRM ได้ ให้กดที่  “CONFIRM”

    CONFIRM

    แล้วจะพบกับหน้าต่างนี้ เมื่อรอจนครบเวลา หรือ กดที่ “คลิก” จะกลับสู่หน้าหลัก

    กลับสู่หน้าหลัก

    1.6 เมื่อพบหน้าต่างนี้ จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับ Credit Card ที่กรอกข้อมูลไว้ 

    Credit Card ที่กรอกข้อมูลไว้

    1.7 กรณีหากใส่ Credit Card ผิด แล้วกด CONFIRM จะมีข้อความแจ้งเตือน “โปรดตรวจสอบข้อมูลบัตรของท่านอีกครั้ง” ให้ดำเนินการใส่ใหม่ให้ถูกต้อง

    โปรดตรวจสอบข้อมูลบัตรของท่านอีกครั้ง

    2. การลบ Credit Card

    2.1 กด  ตรงช่อง Credit Card ที่ต้องการลบ

    การลบ Credit Card

    2.2 เลือก Delete

    Delete

    2.3 หน้าต่างจะแสดงข้อมูล Credit Card หากต้องการลบ ให้กด “DELETE”

    กด DELETE

    2.4 เมื่อลบ Credit Card เรียบร้อยแล้ว จะมีข้อความแจ้งเตือน “ลบ Credit Card สำเร็จ”

    ลบ Credit Card สำเร็จ

    3. การเพิ่ม Credit Card

    3.1 เข้าที่แถบเมนู “Credit Card” และกดที่ “Add Credit / Debit Card”

    การเพิ่ม Credit Card

    3.1.1 ให้กรอกข้อมูล Credit Card ให้ครบถ้วน หากไม่ต้องการให้ Credit Card นี้เป็น Primary Card ไม่ต้องกดเลือกเครื่องหมายถูก (✓) ในช่อง หลังจากนั้นกด “CONFIRM”

    กด CONFIRM

    3.1.2 หน้าต่างจะแสดงผลดังภาพ และเมื่อรอจนครบเวลา หรือ กดที่ “คลิก” จะกลับสู่หน้าหลัก

    กดที่ “คลิก”

    3.1.3 หลังจากนั้นจะเข้าสู่หน้าต่าง Manage Cards แสดงรายละเอียด Credit Card

    Manage Cards

    3.2.1 หากต้องการ Credit Card และตั้งให้เป็น Primary แทน Credit Card เดิม ให้กด แล้วกดที่ “Set as Primary”

    Set as Primary

    3.2.2 จะขึ้นให้กด Confirm เพื่อยืนยันการเปลี่ยนแปลงค่า Default Card
    (ค่าเดิมของบัตรเครดิต)

    Default Card

    3.2.3 หากกด Confirm เรียบร้อยแล้ว จะขึ้น Primary ที่บัตรเครดิตอันใหม่

    บัตรเครดิตอันใหม่

    4. วิธีการ Create Schedule 

    4.1 สามารถเข้าไปสร้างได้ 2 วิธี ดังนี้

    4.1.1 เข้าที่แถบเมนู Payment กดที่ Schedule Top-Up

    วิธีการ Create Schedule

    4.1.2 เข้าที่แถบเมนู Schedule กดที่ Create Schedule

    เข้าที่แถบเมนู Schedule กดที่ Create Schedule

    4.2 เมื่อเข้า 2 วิธี ไม่ว่าจากวิธีใดวิธีหนึ่ง ที่กล่าวมาด้านบนแล้ว จะเข้าสู่หน้าต่างดังรูป ให้ใส่ยอดชำระที่ต้องการแล้วกด “NEXT”

    ใส่ยอดชำระที่ต้องการแล้วกด “NEXT”

    4.3 หน้าต่างจะแสดงผล Schedule ดังภาพ

    Schedule

    4.4 หากต้องการเปลี่ยน Credit Card ให้กดที่   ในส่วนของ Payment Method และเลือก Credit Card ที่ต้องการ

    เลือก Credit Card ที่ต้องการ

    4.5 เลือก Credit Card ในระบบที่ต้องการ

    เลือก Credit Card ในระบบที่ต้องการ

    4.6 กด เลือก Period

    เลือก Period

    4.6.1 เลือก Period ที่ต้องการจะมี Monthly, Weekly, Daily

    Monthly, Weekly, Daily

    4.6.2 เลือก Due Date ที่ต้องการโดยจะมีวันที่ให้กำหนดเป็นตัวเลข

    เลือก Due Date

    4.6.3 หากเลือกเป็น Weekly จะมีวันให้กำหนด

    Weekly

    4.6.4 หากเลือกเป็น Daily จะแสดงดังภาพ

    Daily

    4.7 ให้เลือกกดที่ ตรง Start Date เพื่อเลือกวันที่ต้องการเริ่ม

    Start Date

    4.8 ให้เลือกกดที่ ตรง End Date เพื่อเลือกวันที่สิ้นสุด

    End Date

    4.9 เมื่อใส่ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว กด “NEXT”

    เมื่อใส่ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว กด “NEXT”

    4.10 จะพบหน้าต่างดังภาพ ในหน้านี้จะแสดงรายละเอียด Summary

    รายละเอียด Summary

    4.11 ตรวจสอบข้อมูลถูกต้องเรียบร้อย กด “CONFIRM”

    ตรวจสอบข้อมูลถูกต้องเรียบร้อย กด “CONFIRM”

    4.12 จะมีข้อความแจ้งเตือนว่า “ระบบดำเนินการสำเร็จ”

    ระบบดำเนินการสำเร็จ

    5. วิธีการ Download Quotation

    5.1 จากขั้นตอนที่ 4.10 เมื่อเข้ามาหน้าต่างดังภาพแล้ว ให้คลิก “Quotation”

    วิธีการ Download Quotation

    5.2 จะได้ไฟล์ Quotation เป็น PDF แล้ว Download ลงเครื่องอัตโนมัติ

    Download ลงเครื่องอัตโนมัติ

    6. วิธีตรวจสอบ Schedule ที่สร้างขึ้น

    6.1 หากต้องการตรวจสอบ Schedule ที่สร้างขึ้น เลือกที่แถบเมนู Schedule จะพบรายละเอียดที่สร้างไว้ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 

    • Schedule ID : เลข Schedule ID   
    • Credit Number : เลข Credit Card
    • Amount : ยอดที่ต้องการชำระ
    • Next Billing Date : วันที่ตัดชำระยอดอัตโนมัติครั้งต่อไป
    • Period : งวดที่เลือก (ในตัวอย่างนี้เลือกเป็น Monthly)
    • Quantity : จำนวนครั้ง
    วิธีตรวจสอบ Schedule ที่สร้างขึ้น

    7. วิธีสร้าง Schedule เพิ่ม

    7.1 ถ้าต้องการสร้าง Schedule เพิ่มอีก สามารถกดได้ที่ “CREATE SCHEDULE” และดำเนินขั้นตอนตามข้อ 4.2 เป็นต้นไป

    วิธีสร้าง Schedule เพิ่ม

    8. การลบ Schedule ที่สร้าง

    8.1 ถ้าต้องการลบ Schedule ที่สร้าง ให้กดที่   ในส่วนที่ต้องการลบออก และเลือก DELETE

    การลบ Schedule ที่สร้าง

    8.2 จะขึ้นหน้าต่างดังรูป ให้กด “DELETE” เพื่อลบ Schedule 

    กด “DELETE” เพื่อลบ Schedule

    8.3 จะมีข้อความแจ้งเตือนว่า “ลบ Schedule สำเร็จ”

    ลบ Schedule สำเร็จ

    เพียงเท่านี้คุณก็สามารถใช้งาน Schedule Top-up บน gate.openlandscape.cloud ได้แล้วค่ะ