2.1 ให้เข้าที่ Account > Authentication หากเป็นบัญชี OPENLANDSCAPE ให้ดำเนินการกดปุ่ม “LINK ACCOUNT” ของ ONE ID ก่อนทำการ eKYC ดังรูป
หลังจากกด “LINK ACCOUNT” ONE ID เรียบร้อยแล้ว ระบบจะขึ้นอีเมล ONE ID และสถานะ “LINKED” ดังรูป สามารถทำขั้นตอนต่อไปได้เลย
รูปแบบที่ 2 Login ด้วยบัญชี ONE ID
2.2 ให้เข้าที่เมนู Account > Authentication หากใช้บัญชี ONE ID จะมีการ “LINK ACCOUNT” ONE ID ดังรูป เมื่อมีสถานะ“LINKED” อยู่แล้วสามารถทำขั้นตอนต่อไปได้เลย
เลือก Networks คือ วง Internet โดยปกติจะเลือก Default เป็นค่ามาตรฐาน แต่จะไม่สามารถออก Internet ได้ หากจะใช้งาน Internet ให้ทำการ Enable Private Networks เพื่อ Instance หรือ VM จะได้รับ Public IP และสามารถใช้งาน Internet ได้
เลือก External IP คือ IP ที่ในการออก Internet กรณีไม่กดเลือก Enable Public IP จะทำการออก Internet ไปข้างนอกไม่ได้ และไม่ได้ Public IP
เลือก Select from existing หากผู้ใช้บริการมีการจอง Public IP ภายใน Account ของผู้ใช้บริการสามารถเลือก Public IP นั้นมาสร้างได้
Attach Volume จะมีทั้ง 2 แบบ คือ
เลือก Server Package แบบ Pay Per use สามารถสร้าง Volume เพิ่มได้จากส่วนนี้และคิดค่า Volume แบบ Pay Per Use ใช้เท่าไหร่จ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริงเท่านั้น โดยสามารถดูค่าบริการจาก Summary
เลือก Server Package แบบ Annual Plan สามารถสร้าง Volume เพิ่มได้จากส่วนนี้และคิดค่า Volume แบบค่าบริการรายปี (Annual Plan) โดยสามารถดูค่าบริการจาก Summary
ผู้ใช้บริการเลือกสร้าง Instance แบบ Annual Plan ระบบจะมีเเจ้งข้อกำหนดและเงื่อนไขการชำระค่าบริการแบบ Annual Plan โดยผู้ใช้บริการสามารถอ่านรายละเอียดเงื่อนไขฉบับย่อและฉบับเต็มเพิ่มเติมได้ที่ “Link”
และสามารถอ่านรายละเอียด Price Summary per Year โดยจะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับสรุปราคารายปี จาก Package, License Windows และ Volume ที่ผู้ใช้บริการได้เลือก
หากผู้ใช้บริการไม่ต้องการใช้แบบมี Volume และ License Windows จะไม่มีรายละเอียดดังกล่าวแจ้งให้ทราบ เมื่อตรวจสอบรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว กดเลือกช่องเครื่องหมายถูกเพื่อยืนยันยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขการชำระเงินแบบรายปี (Annual Plan) และกด Confirm เพื่อสร้าง Instance แบบ Annual Plan ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง
ผู้ใช้บริการสามารถเลือกคลิกในหัวข้อของ Security Group หน้าจอจะแสดงขึ้นมาให้ผู้ใช้ทำการเลือก Manage Security Group ที่จะทำการใช้เลือกจากทางด้านขวา โดยการกดที่เครื่องหมาย + หลังจากทำการเลือกเสร็จแล้วให้ทำการกด Save เป็นการเสร็จในขั้นตอนนี้
Volume คือ Virtual Hard Disk ทำหน้าที่เป็นที่เก็บข้อมูลของ VM โดยใน VM จะมีที่เก็บข้อมูลอยู่เรียกว่า Root Disk หาก Root Disk เก็บข้อมูลจนเต็มหรือเกือบเต็ม การสร้าง Volume เป็นทางเลือกที่ดี เพื่อช่วยลดข้อมูลที่อยู่ใน Root Disk โดยการย้ายข้อมูลจาก Root Disk ไปยัง Volume ที่ Add เข้ามาตอนที่ผู้ใช้บริการทำการสร้าง Volume โดยวิธีการสร้างมีดังนี้
จะแสดงหน้าต่าง Entend Volume ขึ้นมา จากนั้นผู้ใช้บริการสามารถใส่ New Size ของ Volume โดยระบบจะมีแจ้งค่าบริการที่ต้องชำระ ซึ่งการคิดราคาจะเป็นแบบ Pay Per Use เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วกด Save
ลบ Instance แบบ Pay Per Use ต้องการลบ Instance ออกจาก Account ของผู้ใช้บริการ ทำได้โดยเข้าที่ปุ่ม Action > Destroy Instance
จากนั้นระบบจะแสดงหน้าต่าง “Do you want to destroy your instance?” ซึ่งผู้ใช้บริการต้อง Copy Name Instance ใส่ในช่องว่าง จะมีข้อความ หมายเหตุ: สามารถเลือกที่จะเก็บ Public IP ไว้ได้ โดยระบบจะคิดค่าบริการของ Public IP เพิ่มเติม (125 THB/Month)
ถ้าผู้ใช้บริการไม่ต้องการเก็บ Public IP ไว้ให้กดเลือกช่องเครื่องหมายถูก และกด “DESTROY”
ระบบจะแสดงหน้าต่าง “Do you want to destroy your instance?” ซึ่งผู้ใช้บริการต้อง Copy Name Instance ใส่ในช่องว่าง จะมีข้อความ หมายเหตุ: สามารถเลือกที่จะเก็บ Public IP ไว้ได้ โดยระบบจะคิดค่าบริการของ Public IP เพิ่มเติม (125 THB/Month) – ถ้าผู้ใช้บริการไม่ต้องการเก็บ Public IP ไว้ให้กดเลือกช่องเครื่องหมายถูก และกด “DESTROY”
การเคลียร์แคชในบราวเซอร์ หรือ วิธีลบแคชใน Windows Server และ วิธีลบแคช DNS เป็นการแก้ไขเบื้องต้นสำหรับปัญหาเครื่องช้าหรือเพิ่มพื้นที่ใน SSD ในกลับมาเหมือนเดิม
วิธีเคลียร์แคชในบราวเซอร์
1. ไปที่ด้านขวาบนของ Chrome ให้คลิก “เพิ่มเติม”
2. คลิกเครื่องมือเพิ่มเติม จากนั้นเลือก History > Clear browsing data เลือกช่วงเวลาที่ต้องการ หากต้องการลบทุกอย่าง ให้เลือกที่ All time
3. เลือกข้อมูลที่ต้องการลบ “คุกกี้และข้อมูลเว็บไซต์อื่น ๆ ” และ “รูปภาพและไฟล์ที่แคชไว้” หากเรียบร้อยเเล้วคลิก Clear date
วิธีเคลียร์แคชใน Windows Server
1. ไปที่ปุ่ม Start พิมพ์คำว่า Disk Cleanup กด Enter
2. จากนั้นเลือกว่าต้องการเคลียร์แคชจากไหนบ้าง เมื่อเลือกเรียบร้อยเเล้วแล้ว กด OK
วิธีเคลียร์แคช DNS
DNS Table หรือ DNS Cache ใช้ในการเก็บข้อมูล Domain Name และ IP Address ที่เคยค้นหามาแล้ว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องสอบถามกับ DNS Server เมื่อต้องการเรียกใช้งาน Domain Name นี้อีกในครั้งถัดไป แต่เมื่อใช้งานไปนาน ๆ ก็อาจเก็บข้อมูลไว้เยอะเกินไปได้เช่นกัน โดยวิธีการเคลียร์แคช DNS สามารถดำเนินขั้นตอนได้ ดังนี้
1.ไปที่ปุ่ม Start พิมพ์ Command Prompt
2. จากนั้นคลิกขวาที่ Command Prompt แล้วกดที่ Run as administrator
3.ในหน้าคำสั่ง Command Prompt พิมพ์ว่า ipconfig/flushDNS เเล้วกด Enter จากนั้นเราจะได้รับแจ้งว่า Windows ได้ทำการลบแคชให้เรียบร้อยแล้ว
วิธีตรวจสอบการใช้งาน Utilize ของ Server สำหรับ Linux Server
การตรวจสอบการทำงานของ Linux Server สามารถใช้ Linux Base Command เช็ค ระบบแบบ Real Time ดังนี้
1.สำหรับ CPU (ต้อง Install htop ก่อนถึงจะใช้ได้)
top หรือ htop
2. สำหรับ RAM
free -h
3. สำหรับ DISK
df -hT
หากทำการตรวจสอบการใช้งาน Utilize เบื้องต้นเเล้วพบว่ามีการใช้งานสูง อาจส่งผลให้ Server มีอาการช้า ๆ หรือ เกิดหน่วงขึ้น ซึ่งสาเหตุสำคัญอีกหนึ่งสาเหตุ ที่มักจะพบกันบ่อย ๆ เมื่อเกิดปัญหา Server ช้า คือ Cached บนระบบของ linux นั่นเอง Openlandscape จึงขอเเนะนำการเเก้ปัญหาเบื้องต้นตามรายละเอียดลิงก์นี้ https://blog.openlandscape.cloud/cached
4. จากนั้นให้เลือก Base เป็น Decimal แล้วทำการกำหนด Port ตามที่ต้องการ โดยต้องมี 4 หน่วยและต้องไม่ซ้ำกับ Port อื่นที่มีการใช้งานอยู่ หากเรียบร้อยเเล้วกด OK
5. เมื่อเสร็จขั้นตอนการเปลี่ยน Port เรียบร้อยเเล้ว ต้องทำการเปิด Port ที่ส่วนของ Firewall ของเครื่อง เพื่ออนุญาตให้สามารถเชื่อมต่อผ่าน Port ตามที่กำหนดได้
ไปที่ Start > ค้นหา Windows Firewall with Advanced Security > คลิกที่ Windows Firewall with Advanced Security
6. เลือกที่ Inbound Rules > New Rule…
7. เมื่อเข้ามายังหน้าต่าง New Inbound Rule Wizard เเละเลือกที่ Port จากนั้นกด Next
8. จากนั้นเลือกที่ TCP เเละเลือก Specific local ports โดยให้ใส่ Port ที่ทำการเปลี่ยนใหม่เเล้วกด Next
5. เลือกที่แท็บ General ให้ทำการตั้งชื่อและใส่รายละเอียดในช่อง Name และ Description ตามที่ต้องการ
เลือกเป็น Run with highest privileges
เลือก Configure For : เป็นเครื่อง Windows Server ที่ใช้งาน
6. เลือกที่เเท็บ Triggers > New จะมีหน้าต่าง New Trigger ขึ้นมา ให้เลือกตั้งค่าตามช่วงเวลาที่ต้องการให้ทำงาน Drop down ที่ Begin the task เเละเลือก At log on จากนั้นกดปุ่ม OK จะแสดง Trigger ที่ทำการสร้างไว้ขึ้นมา
7. เลือกที่เเท็บ Actions > New จะเเสดงหน้าต่าง New Action ขึ้นมา ในส่วนของ Action จะเลือกเป็น “Start a program” และในส่วนของ Setting > Program/script คลิกที่ Browse ให้ทำการเลือกไฟล์ Notepad ที่ทำการเขียน Script ไว้ หากเรียบร้อยแล้วให้กดปุ่ม OK
8. ผลลัพธ์ Action ที่ได้ทำการสร้างไว้จะแสดงขึ้นมา หากเรียบร้อยแล้วให้กดปุ่ม OK