Tag: linux

  • Debian (OS) คืออะไร ? Linux Distribution ต้นแบบความสำเร็จด้วยแนวคิด Open Source !

    Debian (OS) คืออะไร ? Linux Distribution ต้นแบบความสำเร็จด้วยแนวคิด Open Source !

    Debian (OS) หรือ Debian GNU/Linux เป็นระบบปฏิบัติการฟรีที่มี Kernel ของ Linux เป็นแกนหลักของระบบปฏิบัติการ ซึ่ง Kernel เป็นโปรแกรมพื้นฐาน มีหน้าที่ดูแลและเป็นสื่อกลางระหว่าง Hardware กับ Software ที่ช่วยจัดการทรัพยากรในคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ทั้งหมด เพื่อให้ผู้ใช้บริการเริ่ม.ใช้โปรแกรมอื่น ๆ ได้ และมีหน้าที่เป็นตัวควบคุมอุปกรณ์ Input / Output และอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ เช่น Mouse, Monitor, Keyboard และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อระบบผ่าน Driver Computer อื่น ๆ เป็นต้น

    ระบบ Debian เป็นเหมือนพีระมิดที่มีฐานเป็น Linux ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ฟรีโดย Linus Torvalds ที่ได้รับการสนับสนุนจากนักพัฒนาโปรแกรมทั่วโลก มีเครื่องมือพื้นฐานส่วนใหญ่จาก GNU ที่สามารถใช้งานได้ฟรีโดยไม่เสียค่าลิขสิทธิ์ และนักพัฒนา Debian มาจากอาสาสมัครที่ร่วมกันช่วยพัฒนาระบบจนกลายเป็นระบบปฏิบัติการที่มีความเสถียรและมีประสิทธิภาพการใช้งานที่สมบูรณ์แบบ ซึ่ง Debian มีชื่อเสียงในฐานะที่เป็น Linux Distribution แห่งแรกที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาด้วยแนวคิดแบบ Open Source โดยไม่มีเอกชนอยู่เบื้องหลัง เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบให้กับชุมชนนักพัฒนาโปรแกรมอื่น ๆ อีกมากมายที่นำ Debian ไปพัฒนาต่อ เช่น Ubuntu และ Knoppix เป็นต้น

    เนื่องจากการสนับสนุนชุมชนนักพัฒนาที่กว้างขวาง ทำให้ Debian มี Package ในโครงการให้เลือกใช้ฟรีมากกว่า 59,000 Packages ซึ่งอยู่ในรูปแบบ Binary Package หรือ .deb เป็นไฟล์เก็บถาวร และรองรับสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ (Architecture) หรือ โครงสร้างของคอมพิวเตอร์มากกว่า 11 ชนิด ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระบบฝังตัว ไปจนถึง Mainframe Computer เช่น 64-bit PC (amd64), 64-bit ARM (AArch64), EABI ARM (armel), Hard Float ABI ARM (armhf), 32-bit PC (i386), MIPS (little endian), 64-bit MIPS (little endian), POWER Processors และ IBM System z เป็นต้น ทำให้ระบบปฏิบัติการ Debian จึงมีความโดดเด่นกว่าโปรเจ็กต์ Linux อื่น ๆ ซึ่ง Debian Linux ยังมีคุณสมบัติที่มีประโยชน์มากมายเหมาะสำหรับผู้ใช้มือใหม่และผู้ใช้ที่ที่มีความเชี่ยวชาญแล้ว 


    ประวัติของ Debian (OS) เริ่มต้นอย่างไร ?

    Debian (OS) ถูกก่อตั้งโดย Lan Murdock อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1993 ซึ่งในตอนแรกเรียกระบบนี้ว่า “The Debian Linux Release” โดยคำว่า “Debian” ตั้งจากรวมชื่อของ Lan และชื่ออดีตภรรยา Debra Lynn ซึ่งเป็นแฟนสาวของเขาในเวลานั้น เป็นช่วงระหว่างที่ Lan ยังเป็นนักศึกษาปริญญาตรีที่ Purdue University ซึ่งในขณะนั้นแนวคิดของ Linux Distribution ยังเป็นเรื่องใหม่อยู่ โดยจุดมุ่งหมายของ Lan คือต้องการให้ Debian พัฒนาแบบเปิดเหมือนอย่าง GNU และ Linux โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิซอฟต์แวร์เสรี หรือ Free Software Foundation (FSF) เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1994 ถึงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1995


    Logo ของ Debian (OS) มีที่มาจากอะไร ?

    ภาพประกอบ Debian (OS) คืออะไร 1

    ใน ค.ศ. 1999 ภาพ Logo “Swirl” ของ Debian ถูกออกแบบโดย Raul Silva ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประกวดเพื่อแทนที่ภาพ Logo กึ่งทางการที่เคยใช้ โดยผู้ชนะการประกวดได้รับอีเมล @Debian.org และชุด CD ติดตั้ง Debian เป็นรางวัล โดยการออกแบบภาพ Logo “Swirl” มีลักษณะคล้ายการหมุนวนของควันสีดำจากตะเกียงวิเศษของยักษ์จินนี่ในเรื่อง Aladdin แต่ภายหลังเปลี่ยนเป็นควันสีแดงแทน โดยความหมายของ Logo ยังไม่มีการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจาก Debian แต่ในขณะที่มีการเลือกภาพ Logo นี้ มีข้อเสนอแนะว่าภาพ Logo เป็นตัวแทนของควันวิเศษที่ช่วยทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    และยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับที่มาภาพ Logo ของ Debian คือ Buzz Lightyear จากการ์ตูน Toy Story ซึ่งเป็นตัวละครที่ได้รับเลือกสำหรับการเปิดตัว Debian ในชื่อแรก เพราะตัวละคร Buzz Lightyear มีสัญลักษณ์หมุนวนเหมือน Logo “Swirl” ที่คาง 

    นอกจากนี้ Stefano Zacchiroli อดีตหัวหน้าผู้พัฒนา Debian มีความเห็นว่าสัญลักษณ์การหมุนวนที่คางของ Buzz Lightyear คือ Debian ซึ่ง Bruce Perens อดีตหัวหน้าของ Debian ยังเคยทำงานให้กับ Pixar อีกทั้งยังได้รับเครดิตในฐานะวิศวกรเครื่องมือของสตูดิโอใน Toy Story 2 (1999) อีกด้วย


    12 ไทม์ไลน์ของ Debian Version จากอดีตถึงปัจจุบันมีอะไรบ้าง ?

    Version ของ Debian ที่มีความเสถียรจะออกใหม่ประมาณทุก ๆ 2 ปี และในแต่ละ Version จะได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการเป็นเวลาประมาณ 3 ปี พร้อมอัปเดตการแก้ไขด้านความปลอดภัยหรือการใช้งานที่สำคัญ และมีการเปิดตัว Debian รุ่นย่อยสำหรับแก้ไขจุดบกพร่องหรือทำการล้างข้อมูลเล็กน้อย ซึ่งมีการอัปเดตเกือบทุกเดือนตามที่กำหนดโดย Stable Release Managers (SRM) โดยรายละเอียด Debian Version แต่ละรุ่นมีดังนี้

    • Debian 1.1 (Buzz) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1996 มี 474 Packages โดย Debian เปลี่ยนไปใช้รูปแบบ Binary ของ ELF อย่างสมบูรณ์และใช้ Linux Kernel 2.0

    • Debian 1.2 (Rex) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1996 มี 848 Packages ที่ดูแลโดยนักพัฒนา 120 คน

    • Debian 1.3 (Bo)

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1997 มี 974 Packages ที่ดูแลโดยนักพัฒนา 200 คน

    • Debian 2.0 (Hamm) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1998 มีมากกว่า 1,500 Packages ที่ดูแลโดยนักพัฒนากว่า 400 คน มีการเปลี่ยนแปลงไปยัง libc6 และ Debian ถูกย้ายไปยังสถาปัตยกรรม Motorola 68000 Series (m68k)

    • Debian 2.1 (Slink) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 1999 มีประมาณ 2,250 Packages และ Advanced Package Tool หรือ APT ส่วนหน้าถูกนำมาใช้สำหรับระบบการจัดการ Package และ Debian ถูกย้ายไปยังสถาปัตยกรรม Alpha และ SPARC

    • Debian 2.2 (Potato) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 14–15 สิงหาคม ค.ศ. 2000 มี 2,600 Packages ที่ดูแลโดยนักพัฒนามากกว่า 450 คน ซึ่ง Package ใหม่ประกอบด้วย Display Manager GDM หรือตัวจัดการการแสดงผล GDM, บริการ Directory Service OpenLDAP, ซอฟต์แวร์ความปลอดภัย OpenSSH และ Mail Transfer Agent Postfix นอกจากนี้ Debian ถูกย้ายไปยังสถาปัตยกรรม PowerPC และ ARM

    • Debian 3.0 (Woody) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 2002 มีประมาณ 8,500 Packages ที่ดูแลโดยนักพัฒนามากกว่า 900 คน ซึ่ง K Desktop Environments (KDE) หรือชุมชนซอฟต์แวร์ฟรีระดับสากลได้รับการแนะนำและ Debian ถูกย้ายไปยังสถาปัตยกรรม IA-64 , PA-RISC (hppa), mips และ mipselและIBM ESA/390 (s390)

    • Debian 3.1 (Sarge) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 2005 มีประมาณ 15,400 Packages และมีการเปิดตัว Debian-Installer เป็นตัวติดตั้งระบบที่ออกแบบสำหรับการแจกจ่าย Debian Linux และ OpenOffice.org หรือ OpenOffice เป็นชุดโปรแกรมสำนักงานแบบ Open Source ที่ยกเลิกไปแล้ว

    • Debian 4.0 (Etch) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2007 มีประมาณ 18,000 Packages ที่ดูแลโดยนักพัฒนามากกว่า 1,030 คน ซึ่ง Debian ถูกย้ายไปยัง x86-64 (amd64) และมีการรองรับสถาปัตยกรรม Motorola 68000 Series (m68k) แต่ในปัจจุบันถูกยกเลิกแล้ว ซึ่งเวอร์ชัน Etch แนะนำการจัดการอุปกรณ์ utf-8 และ udev เป็นค่าเริ่มต้น

    • Debian 5.0 (Lenny) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 มีมากกว่า 23,000 Packages ซึ่ง Debian ถูกย้ายไปยังสถาปัตยกรรม ARM EABI (Armel)

    • Debian 6.0 (Squeeze) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 มีมากกว่า 29,000 Packages ซึ่ง Linux Kernel ค่าเริ่มต้นถูกยกเลิกในเวอร์ชันนี้ และรองรับเว็บเบราว์เซอร์ Chromium ซึ่งเป็น Open Source Software จาก Google นอกจากนี้ Debian ถูกย้ายไปยังสถาปัตยกรรม kfreebsd-i386 และ kfreebsd-amd64 (ถูกยกเลิกในภายหลัง) และมีการรองรับสถาปัตยกรรม Intel 486 , Alpha และ PA-RISC (hppa) ซึ่งถูกยกเลิกในภายหลัง

    Debian เวอร์ชัน Squeeze เป็นรุ่นแรกที่ส่วนประกอบของ Firmware ไม่ใช่แบบฟรี หรือที่เรียกว่า “Binary Blobs” ถูกแยกออกจากที่เก็บ “หลัก” ตามนโยบายของ Debian

    • Debian 7 (Wheezy) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 มีมากกว่า 36,000 Packages เพิ่มการรองรับ Unified Extensible Firmware Interface (UEFI) และ Debian ถูกย้ายไปยังสถาปัตยกรรม armhf และ IBM ESA/390 (s390x)

    • Debian 8 (Jessie) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 2015 มีมากกว่า 43,000 Packages โดยติดตั้ง Systemd เป็นค่าเริ่มต้นแทน Init และ Debian ถูกย้ายไปยังสถาปัตยกรรม ARM64 และ ppc64le ในขณะที่รองรับ IA-64, kfreebsd-amd64 และ kfreebsd-i386, IBM ESA/390 (s390) เฉพาะรุ่น 31 และ สถาปัตยกรรม SPARC ถูกยกเลิก นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนระยะยาว สิ้นสุดในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2020

    • Debian 9 (Stretch) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 2017 มีมากกว่า 51,000 Packages และมีการอัปเดตย่อยขั้นสุดท้ายที่เรียกว่า “Point Release” คือเวอร์ชัน 9.13 เปิดตัวเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2020 ซึ่งมีการอัปเกรดที่สำคัญ ได้แก่ Linux Kernel เปลี่ยนจากเวอร์ชัน 3.16 เป็น 4.9, เวอร์ชัน GNOME Desktop เปลี่ยนจาก 3.14 เป็น 3.22, KDE Plasma 4 ได้รับการอัปเกรดเป็น Plasma 5, LibreOffice 4.3 อัปเกรดเป็น 5.2 และ Qt ซอฟต์แวร์ข้ามแพลตฟอร์มอัปเกรดจาก 4.8 เป็น 5.7 เพิ่ม LXQt ที่เป็น Desktop Environment แบบ Free and Open Source (FOSS)

    รองรับสถาปัตยกรรม Intel i586 (Pentium), i586/i686 Hybrid และ PowerPC ไม่รองรับอีกต่อไป

    • Debian 10 (Buster) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 2019 มี 57,703  Packages รองรับ UEFI Secure Boot เปิด ใช้งาน AppArmor หรือ Application Armor เป็น Module ความปลอดภัยของ Linux Kernel เป็นค่าเริ่มต้น ใช้ LUKS2 เป็น รูปแบบ Linux Unified Key Setup (LUKS) เริ่มต้น และใช้ Wayland เป็น Protocol การสื่อสารสำหรับ GNOME เป็นค่าเริ่มต้น 

    Debian 10 มาพร้อมกับ Linux Kernel เวอร์ชัน 4.19 ซึ่ง Desktop ที่มี ได้แก่ Cinnamon 3.8, GNOME 3.30, KDE Plasma 5.14, LXDE 0.99.2, LXQt 0.14, MATE 1.20, Xfce 4.12 และ Software Application หลัก ได้แก่ LibreOffice 6.1 สำหรับการทำงานในสำนักงาน, VLC 3.0 สำหรับการดูสื่อ และ Firefox ESR สำหรับการท่องเว็บไซต์

    • Debian 11 (Bullseye) 

    เปิดตัวเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 2021 ซึ่งใช้ Linux Kernel 5.10 LTS และถูกรองรับเป็นเวลา 5 ปี

    เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 2020 มีการประกาศว่า “Homeworld” โดย Juliette Taka เป็นธีมเริ่มต้นสำหรับ Debian 11 หลังจากชนะการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะที่มีตัวเลือก 18 ตัวเลือก

    Bullseye ทิ้งไลบรารี Qt4/KDE 4 ที่เหลือและ Python 2 และจัดส่งด้วย Qt 5.15 KDE Plasma 5.20 และ Desktop ที่มี ได้แก่ Gnome 3.38, KDE Plasma 5.20, LXDE 11, LXQt 0.16, MATE 1.24 และ Xfce 4.16 

    Bullseye ไม่รองรับสถาปัตยกรรม MIPS 32 bit แบบ big-endian ที่เก่ากว่า เพื่อไม่ให้สับสนกับสถาปัตยกรรม i386 32 bit ทั่วไปซึ่งยังคงรองรับอยู่

    • Debian 12 (Bookworm) 

    เป็นรุ่นทดสอบปัจจุบันของ Debian และเป็นตัวเต็งรุ่นถัดไปสำหรับ Debian คาดว่า Debian 12 จะเปิดใช้งาน Link-Time Optimization (LTO) เป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งเป็นชุดเทคนิค Compiler ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ และ Debian 12 อาจลดการรองรับ i386 แต่ยังไม่ได้กำหนดอย่างเป็นทางการ 

    นอกจากนี้ Debian ยังเปิดตัวโครงการ Long Term Support (LTS) ตั้งแต่ Debian 6 (Squeeze) ซึ่งจะได้รับการอัปเดตความปลอดภัยพิเศษเป็นเวลา 2 ปี โดยทีม LTS และหลังจากสิ้นสุดอายุการใช้งาน (EOL) จะไม่มีการอัปเดตเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบัน Debian แต่ละรุ่นสามารถรับการสนับสนุนด้านความปลอดภัยได้ทั้งหมด 5 ปี โดยสามารถดูช่วงเวลาการการสนับสนุนของ Debian ตั้งแต่รุ่น 6 ขึ้นไปตามภาพด้านล่างนี้

    ภาพประกอบ Debian (OS) คืออะไร 2


    10 เหตุผลที่ควรใช้ Debian (OS) มีอะไรบ้าง ?

    ภาพประกอบ Debian (OS) คืออะไร 3

    1. Debian เป็นซอฟต์แวร์ฟรี !

    Debian เป็น Free and Open Source Software ที่สามารถใช้งานได้ฟรี 100 % สำหรับทุกคน โดยสามารถนำมาใช้ แก้ไข และแจกจ่ายได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    2. ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานทั่วโลก 

    Debian มีผู้ใช้จำนวนมหาศาล และมีองค์กรมากมายที่เลือกใช้งาน เช่น สถาบันการศึกษา, องค์กรทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่, องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร และ องค์กรภาครัฐ เป็นต้น

    3. ระบบมีความเสถียรและปลอดภัย 

    Debian มีการกำหนดค่าเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับทุก Package และมีการอัปเดตความปลอดภัยเป็นประจำตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งเป็น 1 ในคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของ Debian โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านความปลอดภัยและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมากมาย คอยดูแลและพัฒนา Debian เวอร์ชันใหม่ ๆ ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นอยู่เสมอ จึงทำให้ Debian มีความเสถียรและใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้ใช้งานเริ่มต้นและนักพัฒนาทั่วไป 

    4. ให้การสนับสนุนระยะยาวฟรี

    Debian มีการสนับสนุนระยะยาว (LTS) ฟรี ช่วยยืดอายุการใช้งานของ Debian รุ่นเสถียรทั้งหมดเป็นอย่างน้อย 5 ปี นอกจากนี้ Debian แบบ Extended LTS ในเชิงพาณิชย์ ยังสนับสนุนชุด Package เป็นเวลามากกว่า 5 ปีอีกด้วย

    5. รองรับการใช้งานรูปแบบ Cloud Images 

    Debian สามารถใช้งานบน Cloud ได้อย่างเป็นทางการ พร้อมรองรับการให้บริการสำหรับ Cloud Platforms หลักทั้งหมด อีกทั้งยังมีเครื่องมือและการกำหนดค่าเพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถสร้าง Images บน Cloud ของตนเองได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ Debian ใน Virtual Machines บน Desktop หรือ Container ได้เช่นกัน 

    6. เพิ่มความยืดหยุ่นสำหรับการติดตั้ง

    Debian มี Live CD สำหรับผู้ใช้บริการที่ต้องการทดลองใช้ Debian ก่อนทำการติดตั้งจริง นอกจากนี้ยังมีตัวติดตั้ง Calamares ซึ่งทำให้ง่ายต่อการติดตั้ง Debian จากระบบที่ใช้งานอยู่แบบเรียลไทม์ ผู้ใช้ที่มีประสบการณ์สามารถใช้ตัวติดตั้ง Debian พร้อมตัวเลือกเพิ่มเติมสำหรับการปรับแต่ง รวมถึงเครื่องมือติดตั้งเครือข่ายอัตโนมัติได้ตามที่ต้องการ

    7. เลือกอัปเกรด Debian ได้ตามความเหมาะสม

    Debian มีการอัปเดตระบบปฏิบัติการให้ทันสมัยอยู่เสมอ และผู้ใช้บริการสามารถอัปเกรดระบบให้เป็นเวอร์ชันใหม่ทั้งหมดหรืออัปเดตเฉพาะเพียง Package เดียวตามต้องการได้โดยไม่มีปัญหาต่อการใช้งาน

    8. หนึ่งในต้นแบบสำหรับ Distributions อื่น ๆ มากมาย

    Debian เป็นต้นแบบให้กับ Linux Distributions ยอดนิยมอื่น ๆ เช่น Ubuntu, Knoppix, PureOS และ Tails เป็นต้น ซึ่ง Debian มีเครื่องมือหลากหลายที่พร้อมให้นักพัฒนาทุกท่านสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดต่าง ๆ หรือเพิ่ม Software Packages ของ Debian ด้วยตนเองได้เช่นกัน

    9. ตอบโจทย์ทุกการพัฒนาพร้อมรองรับระบบที่หลากหลาย 

    Debian รองรับ Hardware ส่วนใหญ่เช่นเดียวกับ Linux Kernel และ Drivers รวมถึงสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ (Architectures) มากมาย เช่น amd64, i386, ARM และ MIPS หลายเวอร์ชัน, POWER7, POWER8, IBM System z และ RISC-V เป็นต้น ซึ่ง Debian ยังพร้อมใช้งานสำหรับสถาปัตยกรรมเฉพาะด้วย

    นอกจากนี้ Debian ยังมี Software Packages จำนวนมหาศาลให้เลือกใช้งานกว่า 59,000 Packages และมี IoT และระบบฝังตัว หรือสมองกลฝังตัว (Embedded System) สามารถทำงานบนอุปกรณ์ได้หลากหลายประเภท เช่น Raspberry Pi, Variants of QNAP, Mobile Devices, Home Routers และ Single Board Computers (SBC) หรือคอมพิวเตอร์บอร์ดเดี่ยวจำนวนมาก เป็นต้น

    10. เป็นชุมชนนักพัฒนาที่แข็งแกร่งและกระจายอยู่ทั่วโลก

    ทุกท่านสามารถเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนักพัฒนาของ Debian ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักพัฒนาหรือผู้ดูแลระบบของ Debian เนื่องจากสมาชิกทุกท่านในโครงการ Debian มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน สามารถให้ความช่วยเหลือหรือแบ่งปันความรู้ได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งชุมชนนักพัฒนาของ Debian มีหลากหลายเชื้อชาติมากกว่า 60 ประเทศ และ Debian ได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 80 ภาษา 


    คุณพร้อมใช้งาน Debian (OS) แล้วหรือยัง ?

    Debian เป็น Linux Distribution หรือ Distro ที่พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นมากมาย เช่น ระบบจัดการ Package, ระบบติดตั้งจากคลัง และ Utility หรือโปรแกรมที่ช่วยจัดการระบบทางด้านต่าง ๆ รวมไปถึงดูแลรักษาและซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สำคัญต่าง ๆ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของตนเอง จนกลายเป็นรูปแบบการใช้งานที่เป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานที่มีคุณภาพของการใช้งาน Linux ที่มีความเสถียรและใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้ใช้งานเริ่มต้นทั่วไปตลอดจนถึงนักพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ

    สำหรับผู้ที่สนใจใช้บริการ Debian สามารถติดตั้งพร้อมใช้งานได้ฟรีบน OpenLandscape Cloud ที่ https://gate.openlandscape.cloud

    หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ OpenLandscape ได้ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://en.wikipedia.org/wiki/Debian

    https://en.wikipedia.org/wiki/Debian_version_history

    https://www.debian.org/intro/why_debian.en.html

    https://www.debian.org/releases/stable/installmanual.en.html

    https://www.debian.org/users/index.en.html

  • LEMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนา Web Application ยอดนิยม !

    LEMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนา Web Application ยอดนิยม !

    LEMP คือ อะไร ?

    LEMP Stack หรือ LEMP คือ อักษรย่อของชุดซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application ที่เป็น Open Source และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีลักษณะเป็นแบบ Modular ทำให้สามารถเลือกใช้หรือถอดเปลี่ยนส่วนประกอบต่าง ๆ ได้สะดวกตามที่ต้องการ โดย LEMP มีความคล้ายกับ LAMP แต่แตกต่างกันที่ Web Server ที่ใช้ไม่เหมือนกัน เนื่องจาก LEMP ใช้ Nginx หรือ Engine-X ส่วน LAMP ใช้ Apache


    LEMP ย่อมาจากอะไรบ้าง ?

    ภาพประกอบ 1 LEMP คือ อะไร ?

    ที่มาของตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้ง 4 ตัวของ LEMP ย่อมาจาก Linux, Nginx, MySQL และ PHP, Perl หรือ Python ซึ่งแต่ละ Software ทำหน้าที่อะไรบ้าง OpenLandscape Cloud ได้สรุปข้อมูลมาให้เรียบร้อยแล้ว

    ทำไมต้อง LEMP แทน LNMP ?

    สาเหตุที่เป็น LEMP เนื่องจากการออกเสียงของ Nginx หรือ Engine-X คือ En-Juhn-Ecks ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้เสียงของตัวอักษรคำอ่านตัวแรก คือ E มากกว่าการใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกที่เขียนด้วยตัว N นอกจากนี้ LEMP ยังออกเสียงได้เข้าใจง่ายมากกว่าและไม่เหมือนการอ่านออกเสียงแบบเรียงตัวอักษร

    L ย่อมาจาก Linux 

    Linux เป็นระบบปฏิบัติการ (OS) ที่มีบทบาทสำคัญเหมือนระบบปฏิบัติการ Unix ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบเปิด (Open System) ถูกพัฒนาใน Bell Laboratories ของบริษัท AT&T โดย Unix ถูกออกแบบให้เป็น Multiusers หรือ ผู้ใช้งานสามารถใช้งานร่วมกันได้หลายคนในเวลาเดียวกัน และ Multitasking หรือ สามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกันได้ 

    Linux ยังเป็น Open source ที่นักพัฒนาสามารถนำไปใช้งาน เผยแพร่ แก้ไขหรือดัดแปลงได้อย่างอิสระโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมหรือค่า License ทำให้ Linux ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังรองรับการใช้งานในระยะเวลานานได้ดี รวมถึงมีความปลอดภัยจากไวรัส  

    นอกจากนี้ Linux สามารถติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีทรัพยากรน้อย แต่ยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังทำงานได้หลากหลายและเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เนื่องจากถ้าไม่มีระบบปฏิบัติการก็ไม่สามารถดำเนินขั้นตอนต่อไปได้ โดย Linux นิยมนำมาทำ Server จำนวนมาก เช่น CentOS, RedHat, Ubuntu เป็นต้น 

    ทำไมต้องใช้ Linux ?

    • มีความปลอดภัยสูง
    • มีความเสถียรสูง
    • ใช้งานได้ฟรี และเป็น Open Source
    • ได้รับการสนับสนุนจาก Community ของนักพัฒนาที่แข็งแกร่ง
    • มีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งและใช้งาน

    E ย่อมาจาก Nginx หรือ Engine-X

    Nginx หรือ Engine-X เป็น Open Source สำหรับพัฒนา Web Server แบบ Reverse Proxy หรือการรอรับ Request จาก Internet แล้วทำการ Forward ข้อมูลเข้าสู่ Network เพื่อให้ระบบภายนอกไม่สามารถ Connect เข้ามายังระบบภายในโดยตรง จึงทำให้สามารถป้องกันการโจมตีจากภายนอกได้  

    Nginx ถูกพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 2004 โดย Igor Sysoev วิศวกร Software ชาวรัสเซีย ในช่วงเริ่มต้น Nginx ถูกใช้งานเฉพาะแค่ภายในประเทศรัสเซียเท่านั้น ต่อมาจึงมีการทำคู่มือภาษาอังกฤษและเริ่มแพร่หลายการใช้งานมากขึ้นไปทั่วโลก

    นอกจากนี้ Nginx ยังช่วยในการ Load Balance ของการอัปโหลด ดาวน์โหลด หรือใช้ในการ Streaming, การดูวิดีโอ, การฟังเพลง และสื่อต่าง ๆ ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยให้มีพื้นที่รองรับจำนวนผู้ใช้งานได้มากกว่าและสามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลายกว่า Apache อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงมีความเสถียรสูง ใช้งานทรัพยากร RAM และ CPU ในระบบน้อย ทำให้สามารถเรียกการทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรองรับทั้งระบบ Linux และ Windows 

    ทำไมต้องใช้ Nginx ?

    • การติดตั้งและการกำหนดค่าใช้งานง่าย
    • รองรับการปรับสมดุล Load Balancing
    • สามารถจัดการการเชื่อมต่อพร้อมกันได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับ Apache
    • ประมวลผล Static Files ได้รวดเร็วมากขึ้น
    • สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่ใช้กันทั่วไปได้โดยไม่มีปัญหา
    • รองรับมาตรฐานในด้านความปลอดภัย HTTP/2
    • รับรองการทำงาน HTTP
    • รองรับผู้ใช้งานได้มากขึ้นด้วยการทำงานแบบ Asynchronous สามารถทำงานให้เสร็จได้ทันที โดยไม่ต้องรอทำงานให้เสร็จตามลำดับ 

    M ย่อมาจาก MySQL

    MySQL เป็นระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ Database Management System (DBMS) แบบข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Management System) ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบตาราง แบ่งเป็นแถว และในแต่ละแถวแบ่งออกเป็นคอลัมน์ (Column) เพื่อเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลในตารางกับข้อมูลในคอลัมน์ที่กำหนด โดยใช้ RDBMS Tools สำหรับควบคุมและจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น ทำให้นำไปประยุกต์ใช้งานได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอีกด้วย 

    MySQL เป็น Open Source ถูกคิดค้นโดย MySQL AB ในประเทศสวีเดน สร้างขึ้นจากชาวสวีเดน 2 คน คือ David Axmark และ Allan Larsson ร่วมกับชาวฟินแลนด์ Michael Monty Widenius ต่อมาในปี ค.ศ. 2008 ถูก Takeover จากบริษัท Sun Microsystems รวมกับ Oracle Corporation ในปี ค.ศ. 2010

    MySQL นิยมใช้งานร่วมกับภาษาโปรแกรม PHP และภาษาอื่น ๆ อีกทั้งยังได้รับการออกแบบและปรับให้เหมาะสมสำหรับพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application ทำให้สามารถทำงานได้ทุกแพลตฟอร์ม พร้อมทั้งอนุญาตให้ผู้ใช้งานหลายคนจัดการและสร้างฐานข้อมูลจำนวนมาก จึงทำให้ MySQL เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Commerce (E-Commerce) เหมาะสำหรับการนำไปใช้งานสร้างเว็บไซต์ทั่วไป โดยมีโปรแกรมช่วยจัดฐานข้อมูลที่ใช้งานง่าย มีความแม่นยำ และครบครัน ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความน่าเชื่อถือสูง เช่น Mysql Admin, phpMyAdmin เป็นต้น

    ทำไมต้องใช้ MySQL ?

    • เป็น Open Source ที่มีความปลอดภัย
    • มีการปกป้องข้อมูลที่แข็งแกร่ง
    • สามารถขยายพื้นที่การใช้งานได้มากขึ้น
    • มีประสิทธิภาพสูง
    • มีความสามารถในการปรับขนาดและความยืดหยุ่นสูง

    P ย่อมาจาก PHP, Perl หรือ Python

    PHP (PHP Hypertext Preprocessor) เป็น 1 ใน 3 ภาษาหลักที่ใช้ใน LEMP โดยภาษาอื่นในลำดับถัดมา ได้แก่ Perl และ Python โดย PHP เป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ โดย Rasmus Lerdorf สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1994 ประเภท Scripting Language ซึ่งภาษาประเภทนี้เก็บคำสั่งต่าง ๆ ในไฟล์ที่เรียกว่า Script และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปรชุดคำสั่ง โดยมีรากฐานโครงสร้างคำสั่งมาจากภาษาซี (C Programming Language) ภาษาจาวาสคริปต์ (JavaScript) และ ภาษาเพิร์ล (Practical Extraction and Report Language) ซึ่ง PHP เป็นภาษา Script ที่ออกแบบมาสำหรับพัฒนาเว็บไซต์ได้ดี และสามารถประมวลผลออกมาในรูปแบบ HTML โดยเป้าหมายหลักของภาษา PHP คือให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถเขียนเว็บเพจ ที่มีความตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วจึงได้รับความนิยมมากในหมู่ Developer

    ทำไมต้องใช้ PHP ?

    • ได้รับการสนับสนุนจาก Community นักพัฒนาขนาดใหญ่
    • มีตัวเลือกเพิ่มเติมสำหรับการเชื่อมต่อฐานข้อมูล
    • เป็น Open Source ใช้งานได้ฟรี 
    • สามารถใช้ PHP ในการพัฒนาเว็บไซต์ด้วย WordPress ซึ่งเป็น Content Management System ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก

    4 ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ LEMP

    ภาพประกอบ 2 LEMP คือ อะไร ?

    1. เป็นแหล่งรวม Community Support : LEMP ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนนักพัฒนาอย่างกว้างขวาง ทำให้ได้รับคำแนะนำดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงความช่วยเหลือต่าง ๆ ทำให้การพัฒนามีประสิทธิภาพสูงและสมบูรณ์แบบ

    2. เป็นเทคโนโลยี Open Source : LEMP เป็น Open Source ที่ใช้งานได้ฟรีและมีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการใช้งานเทคโนโลยี อีกทั้งยังมีการอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เป็นประจำและมีการพัฒนาคุณภาพให้ทันสมัยและปลอดภัยอยู่เสมอ

    3. รวม Technology คุณภาพมาให้ใช้งาน : LEMP ได้รับการสนับสนุนที่ดีและมีการใช้งานทั่วโลกใน Web Application ที่มีมาตรฐานสูงมากมาย นอกจากนี้ยังมี Linux ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่อมัลแวร์และไวรัสน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ Windows หรือ MacOS และ Nginx ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วได้มากขึ้น สามารถจัดการเรื่อง Load Balancing ได้ดี รวมถึง PHP และ MySQL ที่เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานส่วน Back End เมื่อทำงานร่วมกันจึงยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากชุมชนนักพัฒนาขนาดใหญ่และผู้ให้บริการ Hosting หลายรายรองรับ

    4. รองรับการทำงานแบบ Asynchronous : เป็นการทำงานแบบ Non-Block I/O ที่สามารถทำงานให้เสร็จทันทีได้เลย โดยคำสั่งก่อนหน้าสามารถ Callback กลับมาทำงานต่อภายหลังได้ ทำให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วมากขึ้น


    คุณพร้อมใช้งาน LEMP แล้วหรือยัง ?

    เมื่อคุณได้ทำความรู้จัก LEMP คือ อะไร และทราบถึงประโยชน์ที่ได้จากการใช้งาน LEMP แล้วอยากเริ่มต้นการใช้งาน อันดับแรกต้องมีระบบปฏิบัติการ Linux และทำการติดตั้ง Nginx, MySQL และ PHP, Perl หรือ Python ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเลือกระบบปฏิบัติการที่ตัวเองคุ้นเคย เพื่อใช้งานได้ตามความสะดวก โดยวิธีการติดตั้งเป็นการติดตั้งแยก ของ Open Source แต่ละตัว และนำมารวมกันจึงกลายเป็น LEMP ให้ได้ใช้งานกัน 

    แต่คุณสามารถติดตั้งและใช้งาน LEMP ได้ง่าย ๆ ในไม่กี่คลิกบน OpenLandscape Cloud ได้เลยที่ https://gate.openlandscape.cloud


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://lemp.io

    https://www.vcowo.com

    https://www.mindphp.com

    https://6131305039.medium.com

    https://blog.metrabyte.cloud/nginx

    https://www.geeksforgeeks.org/what-is-lemp-stack

    https://medium.com/devbake

  • CentOS คือ อะไร ? ระบบปฏิบัติการ Linux สำหรับจัดทำ Server ยอดนิยม

    CentOS คือ อะไร ? ระบบปฏิบัติการ Linux สำหรับจัดทำ Server ยอดนิยม

    CentOS คือ อะไร ?

    CentOS คือ ระบบปฏิบัติการ Community Enterprise Operating System หรือ ระบบปฏิบัติการ Linux สำหรับองค์กรที่เน้นเรื่องความเสถียรและมีการอัปเดตความปลอดภัยระดับสูง โดย CentOS มีเวอร์ชันใหม่ประมาณทุก 2 ปี โดยแต่ละเวอร์ชันมีอายุการใช้งานสูงสุด 10 ปี หรือตามข้อกำหนดระยะเวลาการสนับสนุนของ Red Hat Enterprise Linux (RHEL) และในแต่ละเวอร์ชันได้รับการอัปเดตประมาณทุก 6 เดือน ทำให้ระบบ Linux มีความปลอดภัยและมีความน่าเชื่อถือ  

    CentOS เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี ค.ศ. 2004 โดย Gregory Kurtze เป็นผู้ก่อตั้ง ซึ่ง CentOS เป็น Open Source ที่พัฒนามาจากโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ของ RedHat Enterprise Linux (RHEL) ระบบปฏิบัติการที่มีความเสถียร รองรับ Workload ที่หลากหลาย สามารถนำไปพัฒนาซอฟต์แวร์ Open Source อื่น ๆ ได้ ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์แบบ GNU General Public License (GNU-GPL) หมายถึง สัญญาอนุญาตให้นักพัฒนาสามารถใช้ซอฟต์แวร์ หรือ License รวมถึงสามารถทำซ้ำ เผยแพร่ และดัดแปลงซอฟต์แวร์นั้นได้ เพื่อทำให้นักพัฒนาทุกคนสามารถใช้งานซอฟต์แวร์ดังกล่าวได้อย่างอิสรเสรีและถูกต้องตามกฎหมาย

    ในปัจจุบัน CentOS นิยมนำมาใช้ในการทำ Web Hosting หรือพื้นที่รับฝากเว็บไซต์ เพื่อใช้ออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต รวมถึงการทำ Server สำหรับการวางระบบในองค์กรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้ต้นแบบจาก Red Hat สามารถทำการติดตั้งแพ็กเกจย่อยภายในได้ทั้ง RPM (RPM Package Manager), TAR (Tape Archive), APT (Advanced Packaging Tool) หรือใช้คำสั่ง YUM (Yellow Dog Updater Modified) ในการอัปเดตซอฟต์แวร์ได้แบบอัตโนมัติ


    CentOS Stream คืออะไร ?

    CentOS เป็นการนำโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ของ Red Hat Enterprise Linux (RHEL) มาเผยแพร่ให้ใช้ฟรีโดยไม่ต้องซื้อ Subscription จาก Red Hat โดยเวอร์ชันของ CentOS เท่ากับ RHEL หรือล่าช้ากว่า RHEL เพียงเล็กน้อย

    แต่ CentOS Stream คือ Upstream ของ RHEL โดยอยู่ตรงกลางระหว่าง Fedora ที่เป็น Linux Distribution จาก Red Hat Enterprise Linux สำหรับเชิงธุรกิจที่ออกเวอร์ชันใหม่ในทุก 6 เดือน กับ RHEL ที่ออกเวอร์ชันล่าช้ากว่า โดยทีมพัฒนาของ Red Hat นำ CentOS Stream 9 ไปพัฒนาเป็น RHEL 9.x ซึ่งในปัจจุบันสถานะคือ RHEL 9.0 Beta โดย CentOS Stream 9 มีอายุการอัปเดตและการบำรุงรักษาไปจนถึงประมาณปี ค.ศ. 2027 หรือเทียบเท่ากับระยะการดูแลรักษาของ RHEL 9

    ภาพประกอบ 1 CentOS คือ

    เครดิตภาพ : blog.centos.org


    CentOS Version มีอะไรบ้าง ?

    ปัจจุบัน CentOS มีระบบปฏิบัติการทั้งหมด 4 เวอร์ชัน ทั้ง CentOS เวอร์ชันเดิม และ CentOS Stream เวอร์ชันใหม่ โดยคุณยังสามารถเลือกใช้งาน CentOS เวอร์ชันเก่าได้ แต่อาจมีข้อจำกัดบางอย่างเมื่อเทียบกับ CentOS เวอร์ชันรุ่นที่ใหม่กว่า เนื่องจากมีการปรับปรุงข้อบกพร่องที่พบในเวอร์ชันเก่าให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการอัปเดตและการบำรุงรักษาให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยแต่ละเวอร์ชันมีระยะ End of Life ดังนี้

    ภาพประกอบ 2 CentOS คือ

    • CentOS Linux 7 EOL : 2024-06-30 (ระยะเวลาการอัปเดตและการบำรุงรักษาเท่าเดิม)
    • CentOS Linux 8 EOL : 2021-12-31 (ระยะเวลาการอัปเดตและการบำรุงรักษาถูกตัดให้สั้นลงกว่าเวอร์ชันอื่น)
    • CentOS Stream 8 EOL : 2024-05-31 (ระยะเวลาการอัปเดตและการบำรุงรักษาเท่าเดิม)
    • CentOS Stream 9 EOL : 2027 (ระยะเวลาการอัปเดตและการบำรุงรักษาเทียบเท่าของ RHEL 9)


    6 ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ CentOS

    ภาพประกอบ 3 CentOS คือ

    1. ใช้งานได้ Free !

    ช่วยประหยัดงบประมาณโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เพราะ CentOS เป็นซอฟต์แวร์ Open Source ที่มีประสิทธิภาพสูงและสามารถใช้งานได้ฟรี ! 

    2. มี Package ให้ใช้งานมากมาย 

    CentOS มีแพ็กเกจย่อยที่สามารถนำมาใช้ทำ Server สำหรับใช้งานในองค์กรได้เป็นจำนวนมาก เช่น

    • Antivirus Server (ClamAV)
    • Control Panel (ISPConfig)
    • Database Server (MySQL / PostgreSQL)
    • DHCP Server (DHCPd)
    • DNS Server (BIND)
    • File and Printer Server (Samba)
    • FTP Server (ProFTPd / VSFTPd)
    • Mail Server (Sendmail / Postfix / Dovecot)
    • Proxy Server (Squid)
    • RADIUS Server (FreeRADIUS)
    • Web Server (Apache)

    3. พร้อม Support เมื่อเจอข้อบกพร่อง

    หากพบข้อบกพร่องในการใช้งาน CentOS สามารถส่งเรื่องไปยัง bugs.centos.org เพื่อรับการแก้ไขปัญหาได้โดยตรง

    4. รวม Technology ที่ทันสมัยมาให้ใช้งาน

    เวอร์ชันล่าสุดของ CentOS รวมเทคโนโลยี Virtual Machine และ Hypervisor เช่น Xen, oVirt และ Docker เป็นต้น

    5. จัดทำ Private IP Address ไว้ใช้ในองค์กรได้

    CentOS สามารถนำมาทำเป็นระบบ Server สำหรับ Private IP Address ใช้ในองค์กร รวมทั้งจัดตั้งเป็นระบบเก็บ Log Files สำหรับผู้ใช้งาน เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560

    6. มีการ Update ความปลอดภัยในการใช้งานอยู่เสมอ

    CentOS มีการอัปเดตและแก้ไขข้อบกพร่องในแต่ละเวอร์ชันประมาณทุก 6 เดือน ทำให้ระบบ Linux มีความปลอดภัยและมีความน่าเชื่อถือ จึงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง 


    คุณพร้อมใช้งาน CentOS แล้วหรือยัง ?

    หากคุณต้องการระบบที่มีความมั่นคงและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ CentOS เป็นตัวเลือกที่ดี อีกทั้งยังได้รับความนิยมสำหรับการนำมาใช้สร้าง Server สำหรับองค์กร นอกจากนี้แอปพลิเคชันและคุณสมบัติด้านความปลอดภัยทั้งหมดเป็น Open Source ซึ่งมีความปลอดภัยและสามารถใช้งานฟรีได้ทั้งหมด ! 

    โดยคุณสามารถติดตั้งและใช้งานบน OpenLandscape Cloud ได้เลยที่ https://gate.openlandscape.cloud


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.mindphp.com/

    https://hmong.in.th/wiki/CentOS

    https://secure.jvh.co.th

    https://blog.centos.org/

  • LAMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนาเว็บไซต์ยอดนิยม !

    LAMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนาเว็บไซต์ยอดนิยม !

    LAMP คือ อะไร ?

    LAMP คือ อักษรย่อของชุดซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักพัฒนาเป็นอย่างมากในปัจจุบัน มีผู้คิดค้นคือ Michael Kunze ซึ่งเขียนลงในนิตยสารคอมพิวเตอร์เยอรมัน ในปี ค.ศ. 1998 ซึ่งบทความได้เขียนเกี่ยวกับการใช้งานซอฟต์แวร์เสรีร่วมกัน เพื่อทดแทนการใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีราคาสูง 


    LAMP ย่อมาจากอะไรบ้าง ?

    ภาพประกอบ 1 LAMP คือ

    ที่มาของตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้ง 4 ตัวของ LAMP ย่อมาจากอะไรบ้าง OpenLandscape Cloud ได้สรุปข้อมูลมาให้เรียบร้อยแล้ว 

    L ย่อมาจาก Linux 

    Linux เป็นระบบปฏิบัติการ (OS) ที่เลือกใช้สำหรับ Apache และ MySQL โดย Linux มีบทบาทสำคัญในระบบปฏิบัติการที่เหมือน Unix ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการประเภทหนึ่ง ที่เป็นเทคโนโลยีแบบเปิด (Open System) มีแนวคิดให้ผู้ใช้งานไม่ต้องผูกติดกับระบบใดระบบหนึ่งหรืออุปกรณ์ยี่ห้อเดียวกัน ถูกพัฒนาใน Bell Laboratories ของ AT&T นอกจากนี้ Unix ยังถูกออกแบบมาให้หลายผู้ใช้งานได้ใช้ในเวลาเดียวกัน (Multiusers) และสามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multitasking) 

    Linux เป็น Open source ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้งานหรือแก้ไขได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือจ่ายค่า License ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ทำให้ Linux ได้รับความนิยม อีกทั้งยังรองรับการใช้งานเป็นเวลานานได้ดีและมีความปลอดภัยจากการโจมตีของไวรัส นอกจากนี้ Linux สามารถติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีทรัพยากรน้อย แต่ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดย Linux เป็นที่นิยมนำมาทำเป็น Server จำนวนมาก เช่น Ubuntu, CentOS, RedHat เป็นต้น อีกทั้งยังทำงานได้หลากหลาย และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะหากไม่มีระบบปฏิบัติการก็ไม่สามารถดำเนินขั้นตอนต่อไปได้

    A ย่อมาจาก Apache 

    Apache เป็น Web Server พัฒนามาจาก HTTPD Web Server สำหรับจัดเก็บ Webpage และรองรับ Request ที่เข้ามา โดย Apache จะส่งข้อมูลผ่านไปยังส่วนประกอบ LAMP อื่น ๆ เพื่อทำการประมวลผล และเมื่อพร้อมดำเนินการ Apache จะส่งหน้าที่ร้องขอไปยัง Web Browser 

    โดยที่มาของชื่อ Apache มาจากกลุ่มที่ช่วยสร้างไฟล์ Patch โปรแกรมที่ใช้ซ่อมแซมจุดบกพร่องของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือปรับปรุงข้อมูลสำหรับโปรแกรมให้ทันสมัย ช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้งานหรือประสิทธิภาพให้ดีมากขึ้น สำหรับโครงการ NCSA httpd 1.3 ซึ่งกลายมาเป็นที่มาของชื่อ A PAtCHy server และในอีกความหมายหนึ่งยังกล่าวถึงเผ่าอะแพชีหรืออาปาเช่ ซึ่งเป็นเผ่าอินเดียนแดงที่มีความสามารถในการรบสูงอีกด้วย

    Apache จัดเป็น Service ที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีจุดเด่นในเรื่องความทนทาน รองรับภาระงานหนักได้ สามารถนำไปใช้งานได้ในหลายระบบปฏิบัติการ อีกทั้งยังใช้ทรัพยากรจำนวนน้อยบน Server มีลักษณะที่ยืดหยุ่นต่อการใช้งานทำให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับบริษัท Web Hosting หลายแห่ง โดย Apache ยังเป็นซอฟต์แวร์ Open Source เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมพัฒนาส่วนต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดเป็น Module ที่เกิดประโยชน์มากมาย เช่น mod_perl, mod_python หรือ mod_php ซึ่งทำงานร่วมกับภาษาอื่นได้ดี และไม่ได้เป็นเพียง Server ที่ให้บริการแค่ HTML (HyperText Markup Language) อย่างเดียวเท่านั้น รวมถึงยังมีความปลอดภัยในการสื่อสารผ่าน Protocol HTTPS (mod_ssl) โดยยังมี Module อื่น ๆ ที่นิยมนำใช้ เช่น mod_vhost ช่วยสร้างโฮสต์เสมือน (Virtual Hosting) ภายในเครื่องเดียวกันได้ หรือ mod_rewrite ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ URL ของเว็บไซต์นั้นอ่านง่ายขึ้น

    นอกจากนี้ Apache ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อรองรับการทำงานอยู่เสมอ โดยเฉพาะด้าน Web Services ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์บนโลก Internet ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ระหว่าง Human-to-Machine ผ่าน HTTP และถูกพัฒนามาใช้ระหว่าง Machine-to-Machine ในรูปแบบ XML (Extensible Markup Language) เป็น Format ที่บอกแหล่งที่มาและรายละเอียดข้อมูลได้ รวมถึง JSON Format (JavaScript Object Notation) เป็น Standard Format อย่างหนึ่งที่เป็น Text สามารถอ่านออกได้ด้วยตาเปล่า ใช้ในการสร้าง Object ขึ้นมาเพื่อส่งข้อมูลระหว่างแอปพลิเคชัน หรือ API (Applications Program Interface) โดย Format จะมีรูปแบบเป็น คู่ Key-Value หรือเป็นแบบ Array และสามารถนำมาใช้แทน XML Format ได้ โดย JSON เดิมเป็น Format จาก JavaScript แต่ในปัจจุบันมีภาษา Programming หลายชนิดที่เริ่มใช้งาน JSON ที่สามารถสร้างและแปลง Format กลับไปมาได้สะดวกยิ่งขึ้น

    M ย่อมาจาก MySQL

    MySQL เป็นระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS (Database Management System) แบบข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Management System) ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบตาราง (Table) แบ่งออกเป็นแถว และในแต่ละแถวทำการแบ่งเป็นคอลัมน์ (Column) สำหรับเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลในตารางต่าง ๆ กับข้อมูลในคอลัมน์ที่กำหนดไว้ โดยใช้ RDBMS Tools ในการควบคุมสำหรับจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น ทำให้นำไปประยุกต์ใช้งานได้ง่าย ทำให้ระบบฐานข้อมูลนี้ได้รับความนิยมมากที่สุด 

    MySQL จัดเป็น Open Source ที่ถูกคิดค้นโดย MySQL AB ในประเทศสวีเดน สร้างขึ้นจากชาวสวีเดน 2 คน คือ David Axmark และ Allan Larsson ร่วมกับชาวฟินแลนด์ Michael “Monty” Widenius โดยในปี ค.ศ. 2008 ถูก Takeover จาก Sun Microsystems, Inc. รวมกับ Oracle Corporation ในปี ค.ศ. 2010

    MySQL ได้รับการออกแบบและปรับให้เหมาะสมสำหรับพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application สามารถทำงานได้ทุกแพลตฟอร์ม นิยมใช้งานร่วมกับภาษาโปรแกรม PHP และภาษาอื่น ๆ พร้อมทั้งอนุญาตให้ผู้ใช้งานหลายคนจัดการและสร้างฐานข้อมูลจำนวนมาก จึงทำให้ MySQL เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce (Electronic Commerce) เหมาะสำหรับการใช้งานสร้างเว็บไซต์ทั่วไป โดยมีโปรแกรมช่วยในการจัดฐานข้อมูลที่แม่นยำ ครบครัน ใช้งานง่าย และยังช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความน่าเชื่อถือระดับสูง เช่น phpMyAdmin, Mysql Admin เป็นต้น

    P ย่อมาจาก PHP, Perl หรือ Python

    PHP (PHP Hypertext Preprocessor) เป็น 1 ใน 3 ภาษาหลักที่ใช้ใน LAMP โดยภาษาอื่นในลำดับถัดมา ได้แก่ Perl และ Python โดย PHP เป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ โดย Rasmus Lerdorf สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1994 ประเภท Scripting Language ซึ่งภาษาประเภทนี้เก็บคำสั่งต่าง ๆ ในไฟล์ที่เรียกว่า Script และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปรชุดคำสั่ง โดยมีรากฐานโครงสร้างคำสั่งมาจากภาษาซี (C Programming Language) ภาษาจาวาสคริปต์ (JavaScript) และ ภาษาเพิร์ล (Practical Extraction and Report Language) ได้รับความนิยมมากในหมู่ Developer

    PHP สามารถใช้เป็นภาษา Script สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ได้ดี ตัวอย่างเช่น PHP ทำงานร่วมกับ HTML (HyperText Markup Language) เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ในรูปแบบหนึ่งที่ใช้สำหรับสร้าง Web Page เพื่อเก็บข่าวสารข้อมูลที่ต้องการในรูปของเอกสาร Hypertext ที่มีคุณสมบัติสามารถเชื่อมโยงหน้าเว็บหนึ่งไปยังหน้าเว็บอื่น ๆ ได้ โดยโครงสร้างของ HTML มีตัวกำกับหรือ Tag สำหรับใช้ในการควบคุมการแสดงผลลัพธ์ของข้อความ รูปภาพ ตาราง และวัตถุอื่น ๆ ผ่านทาง Web Browser และ CSS (Cascading Style Sheets) ภาษาที่ใช้สำหรับตกแต่งเอกสาร HTML/XHTML ให้มีหน้าตา สีสัน ระยะห่าง พื้นหลัง เส้นขอบและอื่น ๆ ตามที่ต้องการ เพื่อสร้างเนื้อหาแบบ Dynamic สำหรับเว็บไซต์ เว็บแอปพลิเคชัน และบริการออนไลน์อื่น ๆ เป็นต้น โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถเขียน Webpage ที่มีความตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง


    LAMP ทำงานอย่างไร ?

    แอปพลิเคชันแต่ละรายการใน LAMP เป็นชุดบริการเฉพาะที่มีฟังก์ชันระดับสูง ใช้สร้าง Web Server ที่สามารถรองรับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ดี โดยเขียนเว็บไซต์ด้วยโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ PHP จากนั้นเก็บข้อมูลใน MySQL แล้ว Run เว็บไซต์ด้วย Apache บน Linux ที่ได้รับคำขอจาก Web Browser และส่งคำขอไปยัง Web Application ซึ่ง Web Application ทำการค้นหาฐานข้อมูลและส่งคืนข้อมูลที่ร้องขอกลับไปที่ Apache ซึ่งจะส่งไปยัง Web Browser ที่ส่งคำขอ

    โดยส่วนประกอบของ LAMP แต่ละประเภทสื่อสารกันผ่าน Interface ที่ออกแบบมาให้มีลักษณะทั่วไป ในชื่อ Application Programming Interfaces (API) คือ ส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ หรือตัวกลาง ที่ให้เว็บไซต์, ซอฟต์แวร์ รวมถึงแอปพลิเคชัน สามารถสื่อสาร และทำงานร่วมกันได้ พร้อมเชื่อมถึงข้อมูลกับฐานข้อมูล (Database) ในรูปแบบโค้ดที่เป็นคำสั่งเรียกใช้ API โดยการออกแบบ API ที่ดี ควรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับการใช้งานที่หลากหลายและใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    ใครเหมาะกับการใช้งาน LAMP ?

    LAMP เป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย คุณสามารถใช้ LAMP เพื่อเรียกใช้งาน Web Application ได้เกือบทุกชนิด เช่น WordPress, Drupal, Joomla, LMS และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะผู้ใช้งาน WordPress และเว็บไซต์ออนไลน์เกือบทั้งหมดในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ LAMP ในการสร้างสรรค์เว็บไซต์ เพราะสะดวกและใช้งานง่ายนั่นเอง


    7 ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ LAMP

    ภาพประกอบ 2 LAMP คือ

    1. Pack รวม Technology ยอดนิยมมาให้แล้ว !

    Linux เป็น Operating System ที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับ Web Servers ส่วน Apache เป็น Web Server ที่ได้รับความนิยมสูงสุดก่อน NGINX สำหรับ MySQL ถูกใช้งานเกือบทั้งหมดของเว็บไซต์ทั่วโลก รวมถึงโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ PHP เป็นส่วนหนึ่งของ Back-End Programming Language ที่ถูกใช้งานมากที่สุดสำหรับ Website นั่นเอง เรียกได้ว่า LAMP รวมเทคโนโลยียอดนิยมที่ครบจบสำหรับการจัดทำเว็บไซต์มาให้คุณเรียบร้อยแล้ว

    2. เป็นเทคโนโลยี Open Source ที่มีการพัฒนาอยู่เสมอ 

    เนื่องจากเป็น Open Source Platform จึงมีการอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เป็นประจำ ทำให้ Platform มี Feature ขั้นสูงที่สามารถจัดการกับ Security Threats ล่าสุด ช่วยให้ง่ายในการรวม LAMP เข้ากับ Web Development Feature และ Design ที่ทันสมัยเสมอ

    3. มีความยืดหยุ่นและง่ายต่อการปรับแต่ง

    Programmer ส่วนใหญ่จำเป็นต้องเปลี่ยน Requirement เพื่อให้ตรงกับ Feature บางอย่างของ Development Platform ด้วย LAMP เพราะสามารถ Customize ได้ง่ายและช่วยให้มีความยืดหยุ่นสูง 

    คุณสามารถ Customize องค์ประกอบบางส่วนของ LAMP เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของ Programming ได้ โดยส่วนประกอบต่าง ๆ ของ LAMP สามารถแลกเปลี่ยนกับ Open Source Solutions อื่น ๆ ตามต้องการ เพราะมี Variants ที่แตกต่างกันสำหรับ LAMP รวมถึง AMP, WIMP, SAMP และ MAMP ซึ่ง Variants เหล่านี้ใช้ Operating Systems ที่แตกต่างกัน และบางส่วนก็มี Database Systems ที่แตกต่างกัน (MariaDB หรือ MongoDB) คุณยังสามารถใช้ Python, Pearl เป็น Programming Language ได้อีกด้วย

    4. มีความปลอดภัยในการใช้งาน

    มี Security Standards ขั้นสูง ซึ่ง Security Systems ของ LAMP ได้รับการอัปเดตเพื่อรับมือกับ Security Threats ล่าสุดอยู่เสมอ ทำให้คุณสามารถพัฒนา Web Application ได้โดยไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ช่วยให้คุณสามารถใช้เวลาไปที่องค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ ของ Application ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    5. สามารถปรับขนาดการใช้งานได้

    LAMP ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยขนาดของ Application ที่คุณกำลังสร้างเท่านั้น เพราะ Platform สามารถปรับเปลี่ยนขนาดให้เหมาะสมกับพื้นที่ของ Web Application ได้ทุกขนาด อีกทั้งยังสามารถลดและขยายพื้นที่ได้ตามขนาดและ Feature ของ Web Application ได้เช่นกัน

    6. เป็น Platform อิสระที่ไม่ผูกมัดกับระบบใด

    LAMP สามารถทำงานได้กับ Operating System หลัก ๆ ทั้งหมด เช่น Windows, Linux, Android และ iOS โดยคุณมีอิสระในการใช้ Platform ที่ต้องการได้

    7. รองรับการพัฒนา Software แบบ Agile

    การพัฒนา Software แบบ Agile คือ การปรับปรุงกระบวนการให้ทำงานได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย LAMP เป็น Platform ที่เหมาะมากสำหรับการ Develop ที่รวดเร็ว เนื่องจากมี Library มากมายที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ยังมี Frameworks รองรับอีกมากมายที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาของ Software Development Process 


    คุณพร้อมใช้งาน LAMP แล้วหรือยัง ?

    LAMP เป็นเทคโนโลยีที่มอบพื้นฐานที่แข็งแกร่งและใช้งานได้หลากหลาย สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ หากคุณสนใจบริการ LAMP สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือแม้แต่สร้างสภาพแวดล้อมแบบกำหนดเองที่เหมาะกับความต้องการของคุณบน OpenLandscape Cloud ได้เลยที่ คลิก


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.mindphp.com

    https://www.technotification.com

    https://www.webhostingsecretrevealed.net/blog/web-hosting-guides/lamp-stack-explained/

  • วิธีตรวจสอบการใช้งาน Utilize ของ Server สำหรับ Windows Server และ Linux

    วิธีตรวจสอบการใช้งาน Utilize ของ Server สำหรับ Windows Server

    สำหรับ Windows Server สามารถตรวจสอบการทำงานบนระบบปฏิบัติการได้ โดยการใช้ Task Manager ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับแสดงข้อมูลการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน ณ ปัจจุบัน โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

    1. ค้นหาโปรเเกรม Task Manager

    2. จากนั้นจะเห็นรายการโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ ณ ตอนนั้น ซึ่งจะเห็นว่ามีการใช้ทรัพยากรของเครื่องไปเท่าไรเเล้วบ้างในปัจจุบัน

    สำหรับโปรแกรม Task Manager จะประกอบไปด้วย Processes, Performance, App History, Startup, User, Details, Services โดยในแต่ละส่วนจะแสดงข้อมูลการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน ณ ปัจจุบันทำให้เราเห็นการทำงานต่าง ๆ ได้

    3. เลือกแถบ Processes เพื่อตรวจสอบโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ในปัจจุบัน โดยสถานะการแสดงของ Processes จะคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    Name : ชื่อโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่

    Status : สถานะของโปรแกรมที่กำลังทำงาน

    CPU : การใช้ทรัพยากรประมวลผลด้วย CPU โดยคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์

    Memory : การใช้หน่วยความจำสำรองของโปรแกรมนั้น ๆ เช่น RAM คำนวณเป็นหน่วย MB และคำนวณรวมเป็นเปอร์เซ็นต์

    Disk : แสดงหน่วยความจำหลักบนไดรฟ์ของโปรแกรมที่ติดตั้ง โดยคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์

    Network : แสดงการใช้งานโปรแกรมในการใช้อินเทอร์เน็ต

    4. จากนั้นเลือกที่เเถบ Performance เพื่อดูภาพรวมการใช้งานโปรแกรมทั้งหมดและเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพของอุปกรณ์ของเครื่องโดยแสดงเป็นกราฟให้เห็น ดังตัวอย่างภาพด้างล่าง

    หากทำการตรวจสอบการใช้งาน Utilize เบื้องต้นเเล้วพบว่ามีการใช้งานสูง หลายคนอาจไม่รู้ว่าเมื่อคอมพิวเตอร์ใช้งานไปนานวันเข้า Cache หรือ แคชจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว 

    แคช คือ ส่วนของข้อมูลที่ถูกเก็บซ้ำไว้ในคอมพิวเตอร์  แต่ข้อมูลบางอย่างก็ถูกเก็บไว้เป็นระยะเวลาที่นานเกินไป ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ส่งผลให้ Server มีอาการช้า ๆ หรือ เกิดหน่วงขึ้น Openlandscape จึงขอเเนะนำการเเก้ปัญหาเบื้องต้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    วิธีการเคลียร์แคชสำหรับ Windows Server 

              การเคลียร์แคชในบราวเซอร์ หรือ วิธีลบแคชใน Windows Server  และ วิธีลบแคช DNS เป็นการแก้ไขเบื้องต้นสำหรับปัญหาเครื่องช้าหรือเพิ่มพื้นที่ใน SSD ในกลับมาเหมือนเดิม

    • วิธีเคลียร์แคชในบราวเซอร์

    1. ไปที่ด้านขวาบนของ Chrome ให้คลิก “เพิ่มเติม” 

    2. คลิกเครื่องมือเพิ่มเติม จากนั้นเลือก History > Clear browsing data เลือกช่วงเวลาที่ต้องการ หากต้องการลบทุกอย่าง ให้เลือกที่ All time

    3. เลือกข้อมูลที่ต้องการลบ “คุกกี้และข้อมูลเว็บไซต์อื่น ๆ ” และ “รูปภาพและไฟล์ที่แคชไว้” หากเรียบร้อยเเล้วคลิก Clear date

    • วิธีเคลียร์แคชใน Windows Server

    1. ไปที่ปุ่ม Start พิมพ์คำว่า Disk Cleanup กด Enter

    2. จากนั้นเลือกว่าต้องการเคลียร์แคชจากไหนบ้าง เมื่อเลือกเรียบร้อยเเล้วแล้ว กด OK 

    • วิธีเคลียร์แคช DNS

    DNS Table หรือ DNS Cache ใช้ในการเก็บข้อมูล Domain Name และ IP Address ที่เคยค้นหามาแล้ว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องสอบถามกับ DNS Server เมื่อต้องการเรียกใช้งาน Domain Name นี้อีกในครั้งถัดไป แต่เมื่อใช้งานไปนาน ๆ ก็อาจเก็บข้อมูลไว้เยอะเกินไปได้เช่นกัน โดยวิธีการเคลียร์แคช DNS สามารถดำเนินขั้นตอนได้ ดังนี้

    1.ไปที่ปุ่ม Start พิมพ์ Command Prompt 

    2. จากนั้นคลิกขวาที่ Command Prompt แล้วกดที่ Run as administrator

    3.ในหน้าคำสั่ง Command Prompt พิมพ์ว่า ipconfig/flushDNS เเล้วกด Enter จากนั้นเราจะได้รับแจ้งว่า Windows ได้ทำการลบแคชให้เรียบร้อยแล้ว 

    วิธีตรวจสอบการใช้งาน Utilize ของ Server สำหรับ Linux Server

    การตรวจสอบการทำงานของ Linux  Server สามารถใช้ Linux Base Command เช็ค ระบบแบบ Real Time ดังนี้

    1.สำหรับ CPU (ต้อง Install htop ก่อนถึงจะใช้ได้)

    top หรือ htop

    2.  สำหรับ RAM

    free -h

    3.  สำหรับ DISK

    df -hT

    หากทำการตรวจสอบการใช้งาน Utilize เบื้องต้นเเล้วพบว่ามีการใช้งานสูง อาจส่งผลให้ Server มีอาการช้า ๆ หรือ เกิดหน่วงขึ้น ซึ่งสาเหตุสำคัญอีกหนึ่งสาเหตุ ที่มักจะพบกันบ่อย ๆ เมื่อเกิดปัญหา Server ช้า คือ Cached บนระบบของ linux นั่นเอง Openlandscape จึงขอเเนะนำการเเก้ปัญหาเบื้องต้นตามรายละเอียดลิงก์นี้ https://blog.openlandscape.cloud/cached

    *** ทั้งนี้ถ้าหากดำเนินการเคลียร์ Cached เเละทำตามทุกขั้นตอนนี้แล้ว ยังพบการใช้านสูงอยู่ เเละ Server ยังช้าอยู่ ขอแนะนำให้พิจารณาปรับสเปคเพิ่ม เพราะการใช้วิธีนี้จะตอบโจทย์ปัญหาที่เจอมากที่สุดและง่ายที่สุดด้วย โดยขอเเนะนำวิธีการ Resize Instance ซึ่งมีรายละเอียดตามลิงก์นี้ https://blog.openlandscape.cloud/resize-instance

  • เข้า ใช้งาน Server ไม่ได้ทั้งระบบปฎิบัติการ Linux และ Windows Server ทำอย่างไรดี ?

    เข้า ใช้งาน Server ไม่ได้ทั้งระบบปฎิบัติการ Linux และ Windows Server ทำอย่างไรดี ?

    เมื่อผู้ใช้บริการดำเนินการสร้าง Server แล้ว ไม่สามารถเข้า ใช้งาน Server ได้ Openlandscape Cloud ขอแนะนำวิธีการแก้ไข โดยมีวิธีการเช็คการใช้งานเบื้องต้น ทั้งระบบปฎิบัติการ Linux และ Windows Server ดังต่อไปนี้

    วิธีการเช็คเบื้องต้นสำหรับการเข้า ใช้งาน Server ทั้งระบบปฎิบัติการ Linux และ Windows Server 

    1. ผู้ใช้บริการตรวจสอบรหัสผ่านที่ระบบส่งมาให้ว่ามีความถูกต้องหรือไม่ และสามารถตรวจสอบการส่งรหัสผ่านได้จากช่องทางไหน ?

    ตัวอย่างอีเมล

    • กรอบตัวอย่างสีแดงคือ User & Password ที่ระบบส่งมาให้ผู้ใช้บริการ
    ใช้งาน Server 1

    ตัวอย่างระบบแจ้งเตือน Notifications 

    • กรอบตัวอย่างสีแดงคือ User & Password ที่ระบบส่งมาให้ผู้ใช้บริการ
    ใช้งาน Server 2

    หากรหัสผ่านถูกต้องแล้วมาดำเนินขั้นตอนในข้อ 2 ดังนี้

    2. ผู้ใช้บริการตรวจสอบ Instance ที่ได้ดำเนินการสร้างว่ามีการเปิด Port ในการใช้งานหรือไม่ แล้วสามารถดูได้จากไหน ?

    ทั้งระบบปฎิบัติการ Linux และ Windows Server 

    • สามารถคลิกที่ Instance ดูได้จาก Overview  หากยังไม่ได้เปิด Port ที่ต้องใช้งาน สามารถเปิด Port ได้ที่ Security Group Link :  https://blog.openlandscape.cloud/add-port

    ตัวอย่างหน้า Overview

    • กรอบตัวอย่างสีแดง คือ เปิด Port บน Security Group ที่ต้องการใช้งาน
    ใช้งาน Server 3

    หากรหัสผ่านถูกต้องและเปิด Port บน Security Group เรียบร้อยแล้วมาดำเนินขั้นตอนในข้อ 3 ดังนี้

    3. ทั้งระบบปฎิบัติการ Linux และ Windows Server ก่อน SSH หรือ Remote Desktop ต้องมีการเปลี่ยนรหัสผ่านครั้งแรกก่อน โดยเข้าที่ Console ของเครื่อง Instance 

    ตัวอย่างเปลี่ยนรหัสผ่านครั้งแรกของ ระบบปฎิบัติการ Linux

    ใช้งาน Server 4
    • (current) UNIX password:  ใส่ Password ที่ระบบให้มา 
    • Enter new UNIX password: ตั้งรหัสใหม่ 
    • Retype new UNIX password: ยืนยันรหัสใหม่อีกครั้ง 

    ตัวอย่างเปลี่ยนรหัสผ่านครั้งแรกของ ระบบปฎิบัติการ Windows Server 

    ใช้งาน Server 5

    โดยผู้ใช้บริการสามารถดูวิธีขั้นตอนเปลี่ยน Password Windows Server สำหรับการใช้งานครั้งแรกได้ที่

    4. หากพบปัญหาการเข้าใช้งานผ่าน SSH หรือ Remote Desktop ไม่สามารถเข้าใช้งานได้ ให้ตรวจเช็ค Firewall ดังนี้ 

    4.1 ตรวจสอบเครื่อง Firewall มีการเปิดทำงานหรือไม่  

    • หาก Firewall เปิดอยู่ให้ผู้ใช้บริการดำเนินการปิด Firewall 

     ระบบปฎิบัติการ Linux มีขั้นตอนดังนี้ 

    4.1.1 โดยใช้ Command : sudo ufw status เป็นคำสั่งเช็คสถานะ Firewall ภายในเครื่อง 

    ใช้งาน Server 6

    4.1.2 หากขึ้นเป็น active ให้ใช้ Command : systemctl stop ufw

    4.1.3 ตั้งค่า ufw ให้ไม่ auto start โดยให้ใช้ Command : sudo ufw disable 

    4.1.4 ตรวจสอบสถานะใหม่อีกครั้ง ใช้ Command : sudo ufw status

    ระบบปฎิบัติการ Windows Server มีขั้นตอนดังนี้

    4.2.1 เข้าที่ Control Panel > System and Security > Windows Firewall  

    แล้วดูว่า Firewall ขึ้นสีเขียวเปิดอยู่หรือไม่ 

    ใช้งาน Server 7

    4.2.2 หากเปิด Firewall อยู่ให้เข้าที่ Turn Windows Firewall on or off > เลือก Turn off > กด OK 

    ใช้งาน Server 8

    4.2.3 เข้าแบบข้อ 1 เหมือนเดิม แล้วเข้าที่ Check firewall status 

    หากเป็นสีแดงก็คือปิด Firewall เรียบร้อยแล้ว

    ใช้งาน Server 9

    5. ถ้าใช้งานไปสักพักแล้ว ลืม Password ทำอย่างไรดี ?

    ทั้งระบบปฎิบัติการ Linux และ Windows Server

    5.1 สามารถดำเนินการทำ Snapshot จาก Instance และนำ Snapshot ที่ได้ไปสร้าง Instance ใหม่ โดยมีขั้นตอนวิธีทำ ดังนี้ Link: https://blog.openlandscape.cloud/take-snapshot/  

    แล้วรหัสผ่านจะส่งไปที่ไหน ถ้าสร้าง Instance ใหม่ ?

    5.2 ในส่วนของ Password ของ Instance จะถูกส่งไปยัง Email และระบบแจ้งเตือน Notifications ดังนี้ Link: https://blog.openlandscape.cloud/notification-feature

  • 4 วิธีการเปลี่ยน SSH Port บน Linux ด้วยตนเองได้ง่าย ๆ

    ค่าเริ่มต้นปกติของ SSH Port คือ 22 ซึ่งการเปลี่ยน SSH  Port เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันการสุ่ม Hack จากผู้ไม่ประสงค์ดีได้ในระดับหนึ่ง

    โดยจะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง OpenLandscape Cloud ได้เรียบเรียงข้อมูลการเปลี่ยน SSH Port บน Linux มาให้คุณได้ทำเองง่าย ๆ ใน 4 ขั้นตอน ดังนี้


    ขั้นตอนการเปลี่ยน SSH Port บน Linux

    1. คุณสามารถเข้าไปเเก้ไขที่ไฟล์ sshd_config โดยพิมพ์คำสั่ง vi /etc/ssh/sshd_config

    SSH Port ภาพประกอบ 1

     2. เมื่อเข้ามายังไฟล์ Config ให้ทำการกำหนด Port ที่ต้องการ (นำเครื่องหมาย # ข้างหน้าออก) เเละทำการ Save ไฟล์

    SSH Port ภาพประกอบ 2
    SSH Port ภาพประกอบ 3

    3. จากนั้นทำการ Restart service sshd โดยพิมพ์คำสั่ง systemctl restart sshd

    SSH Port ภาพประกอบ 4

    4.  หากดำเนินการเรียบร้อยเเล้ว ทำการทดสอบ SSH โดยเปลี่ยน Port ตามที่กำหนดไว้ได้เลย (โดยต้องทำการเปิด Port ที่ต้องการใช้งานบนเครื่อง Instance ก่อน)

    SSH Port ภาพประกอบ 5
    SSH Port ภาพประกอบ 6
  • Microsoft ประกาศปล่อย exFAT สู่ Open-sourced เพื่อนำไปใช้ใน Linux Kernel ได้

    Microsoft ประกาศปล่อย exFAT สู่ Open-sourced เพื่อนำไปใช้ใน Linux Kernel ได้

    Microsoft ประกาศปล่อย exFAT สู่ Open-sourced เพื่อนำไปใช้ใน Linux Kernel ได้

    Microsoft ได้ออกมาประกาศว่าจะยกสิทธิบัตรของ exFAT ให้แก่ ‘Open Invention Network’s Linux System Definition (OIN)’ หรือปล่อยให้เป็น Open-sourced เพื่อที่สมาชิกสามารถนำ exFAT ไปใช้ใน Linux Kernel ได้ โดยคาดการว่าน่าจะพร้อมใช้งานได้ในช่วงต้นปี 2020 ที่จะถึงนี้

    exFAT ถูกปล่อยออกมาครั้งแรกในปี 2006 โดยถือเป็นลิขสิทธิ์ File System ของบริษัท Microsoft เพื่อนำมาใช้งานกับ Flash drive หรือ SD Card ซึ่งถ้าผู้ใช้งานต้องการจะใช้งานบน Linux Kernel หรือ Mount อุปกรณ์ดังกล่าวจะต้องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ก่อนถึงจะนำมาใช้งานได้

    ที่มา:
    https://techcrunch.com/2019/08/28/microsoft-wants-to-bring-exfat-to-the-linux-kernel/
    ⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌⚌
    .
    สมัครใช้บริการ OpenLandscape Cloud ได้ที่
    ➡️ https://gate.openlandscape.cloud/
    .
    ☁️ Contact Us ☁️
    ✉ e-mail : contact@openlandscape.cloud
    💻 เว็บไซต์ : https://openlandscape.cloud/

  • วิธีการใช้งาน Remote Desktop Connection บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการใช้งาน Remote Desktop Connection บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการใช้งาน Remote Desktop Connection

    การใช้งาน Remote Desktop Connection ที่อยู่บน Windows 10 นั้น ผู้ใช้บริการต้องทำการเปิด Port 3389 (RDP) ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้สามารถ Remote เข้าเครื่องได้ โดยผู้ใช้บริการสามารถ Add Port ได้ตอนที่ทำการสร้าง Instance

    Remote Desktop Connection ภาพประกอบ 1

    Port ในการใช้งาน OS Linux & Windows

    สำหรับการใช้งาน Port ที่จำเป็นต่อการใช้งานของ OS Linux ต่าง ๆ มีดังนี้

    – Ping เป็น Port ที่สามารถใช้งานตามคำสั่ง Ping <Public IP> เพื่อให้สามารถเจอ IP นั้นว่ามีการใช้งานอยู่หรือไม่มี

    – SSH เป็น Port ที่สามารถใช้งาน Linux Server ผ่านโปรแกรม MobaxTerm หรือ Putty และโปรแกรมอื่น ๆ ได้

    – RDP เป็น Port ที่สามารถใช้งาน Windows Server ผ่านโปรแกรม Remote Desktop Connection ได้

    Remote Desktop Connection ภาพประกอบ 2

    ส่วน Port : HTTP, HTTPS, MySQL นั้น สามารถเปิดเฉพาะตอนที่มีการใช้งาน Web หรือ Database

    Port ด้านบนเป็น Port ที่ใช้งานกันทั่วไป ซึ่งผู้ใช้บริการไม่ควรทำการเปิดทุก Port แต่ควรเปิดเฉพาะ Port ที่ทำการใช้งานเท่านั้น โดยในการเปิดใช้งาน Port ควรตรวจสอบดูก่อนว่า Instance ที่ใช้งานนั้นเป็น OS อะไร ?

    ยกตัวอย่าง : ถ้าระบบปฏิบัติการของคุณเป็น Linux ให้เปิด SSH และ ICMP หรือ ถ้าระบบปฎิบัติการของคุณเป็น Windows ให้เปิด RDP และ ICMP แทน แต่ถ้ามีการใช้งานหน้าเว็บไซต์ให้เปิด Port : HTTP กับ HTTPS และถ้ามีการใช้งานในส่วนของ Database หรือ DB ให้คุณเปิด Port : MYSQL เป็นต้น

    Remote Desktop Connection ภาพประกอบ 3


    Program : Remote Desktop Connection

    1. ให้ผู้ใช้บริการใส่ Public IP ของเครื่องที่ทำการสร้าง และ User Name ที่มีการส่งให้ทางอีเมลหรือใน Notification และเมื่อดำเนินการใส่ข้อมูลบนโปรแกรม Remote Desktop Connection เรียบร้อย ให้กด Connect เพื่อเชื่อมต่อกับเครื่อง

    Remote Desktop Connection ภาพประกอบ 4

    2. เมื่อผู้ใช้บริการใส่ข้อมูลและกด Connect เพื่อเชื่อมต่อกับเครื่องเรียบร้อย จะเข้าสู้หน้าให้บริการนี้ ให้ใส่รหัสผ่านที่ได้ทำการตั้งค่าไว้ในตอนสร้างเครื่องให้ถูกต้อง และกด OK เพื่อยืนยันในการเริ่มใช้งาน

    Remote Desktop Connection ภาพประกอบ 5

    หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ OpenLandscape ได้ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

      Remote Desktop Connection ภาพประกอบ 6

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

    Remote Desktop Connection ภาพประกอบ 6  OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
    Remote Desktop Connection ภาพประกอบ 7  OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
    Remote Desktop Connection ภาพประกอบ 8  OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

    Remote Desktop Connection ภาพประกอบ 9