Tag: gate.openlandscape.cloud

  • วิธีการจดทะเบียน SSL Certificate บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการจดทะเบียน SSL Certificate บน gate.openlandscape.cloud

    ทำความรู้จักกับ SSL Certificate 

    SSL Certificate คือ ใบรับรองความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ในการรับรองมาตรฐาน SSL (Security Socket Layer) เทคโนโลยีความปลอดภัยพื้นฐานที่ช่วยให้การสื่อสาร หรือส่งข้อมูลระหว่างเครื่องเซิร์ฟเวอร์กับเว็บบราวน์เซอร์ แอปพลิเคชันบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายส่วนตัว

    สำหรับ SSL Certificates ของที่เราให้บริการ ออกให้โดย Sectigo หรือที่รู้จักในนามของ Comodo (ชื่อเก่า) ผู้ให้บริการชั้นนำในด้านการรักษาความปลอดภัยออนไลน์ และเป็นผู้ออกใบรับรอง SSL ของธุรกิจที่ผ่านการตรวจสอบระดับสากล

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    แพ็กเกจ SSL Certificate ที่เราให้บริการ

    วิธีการซื้อ SSL บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการ Activate SSL บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการ Confirm Activation บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการนำไฟล์ Validate ไปไว้ใน Server

    วิธีการติดตั้ง SSL Cert ลงบน Server

    วิธีการดูรายการ SSL บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการดูรายละเอียด SSL บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการต่ออายุ SSL บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการ Reissue SSL บน gate.openlandscape.cloud


    แพ็กเกจ SSL Certificate ที่เราให้บริการ

    Positive Single Domain

    ใบรับรองความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์โดเมนเดียว เหมาะสำหรับใช้งานทั่วไป อาทิ บล็อก เว็บไซต์ส่วนตัว หรือเว็บไซต์ทั่วไปที่ไม่ต้องทรานแซคชันในการโหลดข้อมูลจำนวนมาก

    – ใบรับรอง (Domain Validation)

    – ใช้สำหรับ 1 โดเมน

    – เข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ได้สูงสุด 256-bit


    Positive Multiple Domain

    ใบรับรองความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับหลายโดเมน เหมาะสำหรับใช้เพิ่มความปลอดภัยให้กับหลายเว็บไซต์ โดยรองรับได้สูงสุดถึง 8 โดเมน ภายในใบรับรองเดียว ยกตัวอย่างเช่น หากคุณมีโดเมน secure.mydomain.com, secure.mydomain.co.uk, และ secure.mydomain.net โดเมนเหล่านี้จะถูกจดภายใต้ใบรับรองเดียวกัน

    – ใบรับรอง (Domain Validation)

    – ใช้สำหรับ 3 โดเมน 

    – สามารถซื้อเพิ่มรวมกันได้สูงสุด 8 โดเมน

    – เข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ได้สูงสุด 256-bit


    Positive Wildcard Domain

    ใบรับรองความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับทุกโดเมนย่อย (Sub Domain) ของ 1 โดเมน ยกตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อ PositiveSSL Wildcard SSL Certificate สำหรับโดเมน .yourdomain.com คุณสามารถเพิ่มความปลอดภัยให้กับ www.yourdomain.com, secure.yourdomain.com, mail.yourdomain.com ได้ด้วย เป็นต้น 

    นอกจากนี้ยังมีบริการ PCI Scanning เพื่อให้สามารถมั่นใจว่าข้อมูลบัตรเครดิตจะไม่รั่วไหล และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการโจรกรรมอัตลักษณ์และข้อมูลทางการเงิน การชำระเงินโดยทุจริต และการทำรายการโดยไม่ได้รับอนุญาต

    – ใบรับรอง (Domain Validation)

    ใช้ได้สำหรับทุกโดเมนย่อยของ 1 โดเมน

    – เข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ได้สูงสุด 256-bit


    Essential Single Domain

    ใบรับรองความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกิจออนไลน์ขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้โดเมนของคุณให้มากยิ่งขึ้น ด้วยระดับการประกันที่สูงระดับ Essential SSL Certificate ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และโอกาสติดอักดับบนหน้า Search Engine

    – ใบรับรอง (Domain Validation)

    – ใช้สำหรับ 1 โดเมน

    – เข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ได้สูงสุด 256-bit


    Essential Wildcard Domain

    ใบรับรองความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกิจออนไลน์ขนาดเล็ก ถึงขนาดกลางที่ต้องการเพิ่มความปลอดภัยให้กับทุกโดเมนย่อยของ 1 โดเมน ด้วยระดับการประกันที่สูงระดับ EssentialSSL Certificate  ยกตัวอย่างเช่น หากคุณมีโดเมน.yourdomain.com โดเมนย่อยอย่าง www.yourdomain.com, secure.yourdomain.com, mail.yourdomain.com  โดเมนเหล่านี้จะถูกจดภายใต้ใบรับรองเดียวกัน

    – ใบรับรอง (Domain Validation)

    – ใช้ได้สำหรับทุกโดเมนย่อยของ 1 โดเมน

    – เข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ได้สูงสุด 256-bit


    วิธีการซื้อ SSL บน gate.openlandscape.cloud

    1. หลังจากเข้าสู่ระบบแล้ว ให้คุณไปที่แถบเมนูด้านข้างแล้วเลือก “SSL” ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้าดังกล่าว 

    SSL Certificate 1

    ** กรณีที่มี SSL ในระบบแล้วจะมีปุ่ม Create SSL อยู่มุมขวาบน

    SSL Certificate 2

    2. กดปุ่ม เพื่อทำการสร้าง SSL

    3. ระบบจะแสดงหน้าต่างโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

    3.1. ประเภทของ SSL 

    3.2. ราคาต่อปี

    3.3. รายละเอียดของ SSL แบบย่อ ซึ่งสามารถดูแบบเต็มได้โดยกด Show More

    ** สามารถกรองประเภทของ SSL และ Domain ที่ต้องการได้จากมุมขวาบน

    SSL Certificate 3

    4. ให้คุณทำการเลือกประเภท SSL ที่ต้องการ จากนั้นกดปุ่ม “Buy Now” เพื่อดำเนินการซื้อ

    5. เมื่อเข้ามาแล้วจะพบกับหน้าสรุปข้อมูลการซื้อ SSL ซึ่งประกอบไปด้วย

    5.1. Order Detail: รายละเอียดของ SSL

    • SSL: ประเภทของ SSL
    • Validation Type: ประเภทการตรวจสอบ
    • Domain Coverage: ประเภทของ Domain
    • Duration (Year): อายุการใช้งานของ SSL
    SSL Certificate 4

    ** หากประเภทของ SSL เป็น Positive Mutliple Domain จะมีรายละเอียดเพิ่มเข้ามาดังนี้ 

    • Default Domains: จำนวน Domain เริ่มต้นที่สามารถใช้กับ SSL
    • Additional Domain: จำนวน Domain ที่เพิ่มเข้ามา
    SSL Certificate 5

    5.2. Summary: รายละเอียดสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการซื้อ

    • Duration (Year): อายุการใช้งานของ SSL
    • Total (Baht): จำนวนเงินทั้งหมด
    SSL Certificate 6

    ** หากประเภทของ SSL เป็น Positive Mutliple Domain จะมีรายละเอียดเพิ่มเข้ามาดังนี้ 

    • Quantity Additional Domain: จำนวนของ Domain ที่เพิ่มเข้ามา
    • Additional Domain Price: ราคาของ Domain ที่เพิ่มเข้า
    SSL Certificate 7

    6. กด Confirm Order ระบบจะนำคุณเข้าสู่หน้า Detail


    วิธีการ Activate SSL บน gate.openlandscape.cloud

    Activate SSL คือ การเปิดการใช้งาน SSL ของคุณให้สามารถใช้งานได้ โดยจะต้องระบุบ CSR และวิธีการที่จะใช้ในการ Activate

    1.ไปที่แถบเมนูด้านข้างแล้วเลือก “SSL” ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้าดังกล่าว 

    SSL Certificate 8

    2.ในหน้านี้ระบบจะแสดงรายการที่คุณได้ดำเนินการซื้อ SSL ไว้ ให้คุณเลือก SSL ที่แสดงสถานะ “NEED ACTIVATION”

    SSL Certificate 9

    3.กดที่ปุ่ม Action Menu ()

    SSL Certificate 10

    แล้วเลือก “Activate SSL Certificate” 

    SSL Certificate 11

    หรือเลือก “Detail”

    SSL Certificate 12

    แล้วกดที่ปุ่ม “Activate SSL Certificate”

    SSL Certificate 13

    4.ระบบจะแสดงหน้าต่าง Activate SSL Certificate ซึ่งแบ่งเป็น 4 ส่วนดังนี้

    4.1. Details: จะแสดงรายละเอียดของ SSL ประกอบด้วย

    • SSL ID: แสดงเลขที่ใช้ในการอ้างอิง SSL
    • Status: แสดงสถานะของ SSL
    • SSL Type: แสดงประเภทของ SSL
    • Validation Type: แสดงประเภทการตรวจสอบของ SSL
    • Domain Coverage: แสดงประเภทของ Domain
    • Created Date: แสดงวันที่สร้าง SSL

    4.2. CSR & Contact: Certificate Signing Request ใช้ในการออกใบรับรอง SSL ใหม่

    4.3. Domain Name: ข้อมูลของ Domain ที่เกี่ยวข้องกับ SSL ที่ต้องการออกใบรับรอง SSL ใหม่

    4.4. Select your service type: เลือกรูปแบบของ Server

    SSL Certificate 14

    4.4.1.หากคุณมี CSR แล้วให้เลือก “Existing CSR” แล้ววาง CSR ในช่องด้านล่าง

    SSL Certificate 15

    แต่ถ้าไม่มี CSR ให้เลือก CSR แล้ว กด “Generate CSR”

    SSL Certificate 16

    4.4.2.เมื่อต้องการสร้าง CSR ใหม่ กดที่ “Generate CSR” จะมีหน้าต่าง Create CSR และมีรายละเอียด คุณสามารถตั้งค่าเพิ่มเติมได้ โดยการเลือก “Show advanced settings”

    SSL Certificate 17

    ***หากเป็น Wildcard Domain ต้องเติม *. หน้า Domain Name  ดังตัวอย่าง

    SSL Certificate 18

    ***หากเป็น Multiple Domain สามารถกรอก Domain เพิ่มได้ โดยการเลือก “Show advanced settings”

    SSL Certificate 19

    (1).หลังตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว ให้คุณกดปุ่ม “CREATE”

    SSL Certificate 20

    (2).ระบบจะทำแสดงหน้าต่างแสดง CSR, Private Key, Certificate และดาวน์โหลดไฟล์ .zip 

    SSL Certificate 21

    (3).ปิดหน้าต่างเพื่อดำเนินการกรอกรายละเอียดต่อไป โดยคลิกที่ปุ่ม “I have copied the private key close this window”

    SSL Certificate 22

    4.2.1.หลังจากกรอก CSR เสร็จ ระบบจะทำการเพิ่ม Domain Name ให้อัตโนมัติ

    SSL Certificate 23

    ***ถ้าเป็น Mutliple Domain จะต้องกรอก Domain เพิ่ม หากกรอก Domain ในขั้นตอน Create CSR ระบบจะเพิ่ม Domain Name ให้อัตโนมัติ

    SSL Certificate 24

    4.3.1.เลือกรูปแบบ Server ของคุณ

    SSL Certificate 25

    5.กดปุ่ม “NEXT” เพื่อดำเนินการต่อไป

    SSL Certificate 26

    6.หน้าต่างถัดมาจะรายละเอียด แบ่งเป็น 2 ส่วนดังนี้

    6.1.Admin Email For Receive SSL Certificate:  Admin Email สำหรับรับข้อมูล Certificate SSL

    6.2.Select DCV Method

    6.2.1.คุณต้องเลือก “DCV Method” โดยจะมี 2 Method คือ 

    • HTTP คือ การ Upload File ไปยัง Server เพื่อ Validate
    • Email คือ ส่ง Email Validate ไปยัง Email ที่เลือกไว้
    SSL Certificate 27
    SSL Certificate 28

    หากคุณเลือก Email คุณต้องเลือก “Approval Email”

    SSL Certificate 29

    7.กดปุ่ม “NEXT” เพื่อดำเนินการต่อไป

    SSL Certificate 30

    8.หน้าต่างนี้จะแสดงรายละเอียด ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วนดังนี้ 

    8.1.Summary Detail: จะแสดงรายละเอียดของ SSL ประกอบด้วย

    • SSL ID: แสดงเลขที่ใช้ในการอ้างอิง SSL
    • Status: แสดงสถานะของ SSL
    • SSL Type: แสดงประเภทของ SSL
    • Validation Type: แสดงประเภทการตรวจสอบของ SSL
    • Domain Coverage: แสดงประเภทของ Domain
    • Created Date: แสดงวันที่สร้าง SSL

    8.2.Email Receive SSL: อีเมลสำหรับรับข้อมูล Certificate SSL

    8.3.Domains Secured & DCV Method: จะแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ประกอบด้วย

    • Domain Name (DNS): กรณีที่เลือก Email จะแสดง Email ที่เลือกไว้
    • Upload The Validation File To: กรณีที่เลือก HTTP จะแสดง {domain name}/.well-known/pki-validation/

    9.เมื่อคุณตรวจรายละเอียดเสร็จ กดปุ่ม “ACTIVATE”

    SSL Certificate 31

    10.ในหน้าต่าง SSL  เมื่อ Activate สำเร็จแล้วจะแสดงสถานะ “NEED CONFIRMATION” 

    SSL Certificate 32

    วิธีการ Confirm Activation บน gate.openlandscape.cloud

    Confirm Activate คือ การยืนยันขั้นตอนการ Activate ว่าได้ทำตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบ

    1.ไปที่แถบเมนูด้านข้างแล้วเลือก “SSL” ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้าดังกล่าว 

    SSL Certificate 33

    2.ในหน้านี้ระบบจะแสดงรายการที่คุณได้ดำเนินการซื้อ SSL ไว้ ให้คุณเลือก SSL ที่แสดงสถานะ “NEED CONFIRMATION”

    SSL Certificate 34

    3.กดที่ปุ่ม Kebab Menu () แล้วเลือก “Detail”

    SSL Certificate 35
    SSL Certificate 36

    4.ระบบจะแสดงรายละเอียดของ SSL ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนดังนี้

    4.1. Domain: จะแสดงชื่อโดเมนที่ต้องการจดทะเบียน SSL

    4.2. Details: จะแสดงรายละเอียดของ SSL ประกอบด้วย

    • SSL ID: แสดงเลขที่ใช้ในการอ้างอิง SSL
    • Status: แสดงสถานะของ SSL
    • SSL Type: แสดงประเภทของ SSL
    • Validation Type: แสดงประเภทการตรวจสอบของ SSL
    • Domain Coverage: แสดงประเภทของ Domain
    • Date Created: แสดงวันที่สร้าง SSL
    • Email Receive SSL: อีเมลสำหรับรับข้อมูล Certificate SSL
    • CSR Code: CSR
    • ปุ่ม Edit Activation Type: ปุ่มสำหรับการแก้ไข DCV Method

    5. กดที่ปุ่ม ()

    SSL Certificate 37

    ***หากเลือก DCV Method เป็น HTTP ต้อง Download File ก่อนจึงจะ Confirm Activation ได้ โดยเลือก “Download File” แล้วกดปุ่ม “Download”

    SSL Certificate 38
    SSL Certificate 39

    เมื่อ Download เสร็จกดปุ่ม DONE

    SSL Certificate 40

    ***หากเลือก DCV Method เป็น Email ให้เลือก “Confirm Activation”

    SSL Certificate 41

    5. ระบบจะทำแสดงหน้าต่าง Confirm Activation กดปุ่ม “CONFIRM”

    ***การกด Confirm Activate ควรกดเมื่อทำการอัพโหลดไฟล์ หรือยืนยัน Email เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากการกด Confirm จะไม่สามารถเปลี่ยน วิธีการ Validate ได้อีกแล้ว

    SSL Certificate 42

    6.ในหน้าต่าง SSL เมื่อ Confirm Activation แล้วจะแสดงสถานะ “PENDING” 

    SSL Certificate 43

    วิธีการนำไฟล์ Validate ไปไว้ใน Server

    กรณีเลือก DCV Method เป็น HTTP ในขั้นตอน Activate SSL ต้องทำการ Download File ในขั้นตอน Confirm Activation แล้วค่อยกลับไปกด Confirm

    ในกรณีนี้ จะสาธิตวิธีการติดตั้งไฟล์เพื่อ Validate Domain ลงบน Nginx Server

    หลังจากที่ทำการ Download File สำเร็จแล้ว จะต้องนำไฟล์ไปไว้ ที่ ๆ สามารถเข้าถึงได้โดย

    {your_domain}/.well-known/pki-validation/{file_name}

    ยกตัวอย่างการนำไฟล์ไปวางไว้ บน Nginx Server ใน OS Ubuntu

    • ขั้นตอนแรก SSH เข้าสู่ Server ที่ต้องการทำ File ไปวางไว้ โดย Server ที่ใช้จะต้องเข้าถึงผ่าน Domain ของคุณได้ และทำการติดตั้ง Apache / Nginx สำหรับ Webserver (สามารถดูวิธีติดตั้ง Apache ได้ที่ วิธีติดตั้ง WordPress ด้วยเซอร์วิส LAMP บน Ubuntu 16.04 ขั้นตอนที่ 1)
    SSL Certificate 44
    • หลังจากทำการติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ใช้คำสั่ง 
    # cd /var/www/html
    • ทำการสร้าง Directory .well-known  และ Pki-validation ที่อยู่ใน .well-known โดย และ Change directory เข้าใน Directory ที่สร้าง ใช้คำสั่ง
    # mkdir .well-known
    # mkdir .well-known/pki-validation
    # cd .well-known/pki-validation
    • สร้างไฟล์ ตามชื่อไฟล์ที่ Download มา
    # touch FFB251EA02D60DFFE18478AE66EA0C0A.txt
    • ใส่เนื้อหาใน ไฟล์ที่ Download มาลงในไฟล์ที่พึ่งทำการสร้าง
    # echo “{เนื้อหาในไฟล์ที่ download มา}” > FFB251EA02D60DFFE18478AE66EA0C0A.txt
    • ตรวจสอบการเข้าถึงไฟล์ว่า สามารถทำได้โดยใช้ Web browser {your_domain}/.well-known/pki-validation/{file_name}
    SSL Certificate 45

    หลังจากตรวจสอบแล้วว่า สามารถเข้าถึงไฟล์ได้ ให้ทำการกด Confirm Activate ในหน้า Detail


    วิธีการติดตั้ง SSL Cert ลงบน Server

    ในกรณีนี้ จะสาธิตวิธีการติดตั้ง SSL Cert ลงบน Nginx Server 

    1. เข้าไปที่หน้า SSL และคลิก Action Detail ของ SSL ที่ต้องการ
    SSL Certificate 46
    SSL Certificate 47

    2.ดาวน์โหลด ไฟล์ SSL Cert จากหน้าเว็บ Gate โดยคลิกที่ปุ่ม

    SSL Certificate 48

    3.จะได้ SSL Cert ดังภาพ ซึ่งจะได้รับ 2 ไฟล์ด้วยกัน คือ Cert ของ Domain  และ ไฟล์ CA Bundle 

    SSL Certificate 49

    4.ดำเนินการรวมไฟล์ Cert และ ไฟล์ CA Bundle ให้เป็นไฟล์เดียว โดยใช้คำสั่ง

    # cat <file cert domain> <file CA bundle> > <new file>
    SSL Certificate 50

    5.ทำการคัดลอกไฟล์ Key ที่ได้จากการ Generate CSR และ ไฟล์ SSL Cert จากข้อที่ (4) มาไว้ใน Nginx Server โดยใช้คำสั่ง

    scp <file_to_copy> <username>@<ip_address>:<path>
    SSL Certificate 51

    6. สร้างโฟลเดอร์ SSL ใน path: /etc/nginx/

    SSL Certificate 52

    7.นำไฟล์ทั้งสองไปวางไว้ที่ path: /etc/nginx/ssl/

    SSL Certificate 53

    8.แก้ไขไฟล์คอนฟิคของ Nginx โดย ใช้คำสั่ง

    # vi /etc/nginx/sites-available/default
    SSL Certificate 54

    9.ดำเนินการ Comment Config ของ Port 80 ที่ไม่ได้ใช้ (1) และใส่ Config (2) สำหรับ SSL ดังนี้

    SSL Certificate55

    10.ดำเนินการ Save File และ Restart Service Nginx ด้วยคำสั่ง

    # service nginx restart
    SSL Certificate 56

    11.เว็บไซต์ที่ติดตั้ง SSL Cert เรียบร้อยแล้ว จะมีไอคอนรูป ที่ Domain Name หากคลิกที่ไอคอนดังกล่าวระบบจะแสดงรายการดังภาพ

    SSL Certificate 57

    วิธีการดูรายการ SSL บน gate.openlandscape.cloud

    หลังจากเข้าสู่ระบบแล้ว ให้คุณไปที่แถบเมนูด้านข้างแล้วเลือก “SSL” ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้าดังกล่าว 

    SSL Certificate 58

    ส่วนประกอบของหน้ารายการ SSL มีดังนี้

    1. ปุ่ม Create SSL คือ ปุ่มที่จะทำนำไปสู่หน้าการเลือกซื้อประเภท SSL
    2. ID แสดงหมายเลขอ้างอิงของ SSL
    3. Domain Name แสดงชื่อของ Domain ที่จดทะเบียนกับ SSL 
    4. SSL Type แสดงประเภทของ SSL 
    5. Purchase Date แสดงวันที่ทำการซื้อ SSL
    6. Expiraton Date แสดงวันหมดอายุของ SSL นั้น (จะแสดงเมื่อ SSL มีสถานะ Active แล้วเท่านั้น)
    7. Status แสดงสถานะ SSL โดยมีสถานะดังนี้ 
    • Active : SSL พร้อมใช้งาน
    • Needs Activation : SSL ทำการซื้อสำเร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำการ Activate 
    • Needs Confirmation : สถานะที่แสดงว่าคุณได้ทำการ Activate SSL แล้วแต่ยังไม่ได้ทำการ Confirm Active SSL 
    • Pending : สถานะที่แสดงว่าคุณได้ทำการ Confirm Active SSL แล้ว แต่ SSL ยังอยู่ระหว่างกระบวนการ Active SSL ตาม DCV method ที่คุณได้ทำการเลือกไว้
    • Expried : สถานะที่แสดงว่า SSL ของคุณนั้นหมดอายุแล้ว

    ** หากหมดอายุเกิน 180 วันแล้ว จะไม่แสดงในระบบ

    1. Action แสดงรายการที่สามารถกระทำได้กับ SSL ที่สถานะต่าง ๆ ดังนี้
    • สถานะ Active : 
      • Detail : Action แสดงรายละเอียดของ SSL
      • Renew : Action การต่ออายุ SSL (จะแสดงในกรณีอีก 90 วันก่อนที่ SSL จะหมดอายุ) 
      • Reissue : Action การสร้างใบรับรองของ SSL ใหม่
      • Download : Action การ Download SSL Certificate
    • สถานะ Needs Activation
      • Detail : Action แสดงรายละเอียดของ SSL
      • Activate SSL Certificate : Action การ Activate SSL
    • สถานะ Needs Confirmation
      • Detail : Action แสดงรายละเอียดของ SSL
    • สถานะ Pending
      • Detail : Action แสดงรายละเอียดของ SSL
    • สถานะ Expired
      • Detail : Action แสดงรายละเอียดของ SSL
      • Renew : Action การต่ออายุ SSL

    วิธีการดูรายละเอียด SSL บน gate.openlandscape.cloud

    1. หลังจากเข้าสู่ระบบแล้ว ให้คุณไปที่แถบเมนูด้านข้างแล้วเลือก “SSL” ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้าดังกล่าว 

    SSL Certificate 59

    2. กดปุ่ม Action Manu ( ) ที่อยู่ทางขวาสุดของ SSL ที่ต้องการดูรายละเอียด

    SSL Certificate 60

    เลือก Detail

    SSL Certificate 61

    3. ระบบจะแสดงรายละเอียดของ SSL ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนดังนี้

    3.1. Domain: จะแสดงชื่อโดเมนที่ต้องการจดทะเบียน SSL ประกอบด้วย

    • Domain Name: แสดงชื่อของโดเมน

    ** Domain Name จะแสดงรายละเอียดกรณีที่ทำการ Activate แล้วเท่านั้น

    ** ถ้ามี (Primary Domain) จะเป็น Domain หลัก 

    ** กรณีที่เป็น SSL ประเภท Positive Multiple Domain  ถ้าไม่มี  (Primary Domain) ตามหลังชื่อ Domain จะเป็นโดเมนรอง

    3.2. Details: จะแสดงรายละเอียดของ SSL ประกอบด้วย

    • SSL ID: แสดงเลขที่ใช้ในการอ้างอิง SSL
    • Status: แสดงสถานะของ SSL
    • SSL Type: แสดงประเภทของ SSL
    • Validation Type: แสดงประเภทการตรวจสอบของ SSL
    • Domain Coverage: แสดงประเภทของ Domain
    • Date Created: แสดงวันที่ทำการซื้อ SSL
    • ปุ่ม Activate SSL Certificate: สำหรับทำการ Activate SSL จะเเสดงในกรณีที่ Status เป็น Needs Activation เท่านั้น
    SSL Certificate 62

    ** หากทำการ Activate SSL แล้วจะแสดงรายละเอียดเพิ่มเติมคือ

    • Email Receive SSL: อีเมลสำหรับรับข้อมูล Certificate SSL
    • CSR Code: CSR
    • ปุ่ม Edit Activation Type: ปุ่มสำหรับการแก้ไข DCV Method

    ** หากทำการ Confirm Activation สำเร็จแล้ว SSL มีสถานะ Active จะแสดงรายละเอียดและสัญลักษณ์เพิ่มเติมคือ

    • Expiration Date: วันที่ SSL หมดอายุ
    • : สัญลักษณ์สำหรับ Reissue เป็นการสร้างใบรับรองของ SSL ที่ถูกใช้อยู่ใหม่
    • : สัญลักษณ์สำหรับ Download Certificate
    • : สัญลักษณ์สำหรับ Renew เป็นการต่อวันหมดอายุของ SSL (จะแสดงในกรณี SSL จะหมดอายุในอีก 90 วันและหลังจากหมดอายุ 180 วัน )
    SSL Certificate 63

    วิธีการต่ออายุ SSL บน gate.openlandscape.cloud

    การต่ออายุ SSL คือการขยายระยะเวลาหมดอายุของ SSL ที่ถูกใช้อยู่ออกไป

    เงื่อนไขในการต่ออายุของ SSL มีดังนี้

    • SSL ที่ต้องการต่ออายุจะต้องถูกเปิดใช้งานแล้ว โดยมีการแสดงผลสถานะเป็น Active
    • SSL ที่ต้องการต่ออายุสามารถทำการต่ออายุได้ในระยะเวลานับตั้งแต่ก่อน SSL หมดอายุ 90 วัน และ หลัง SSL หมดอายุไปแล้ว 180 วัน เท่านั้น
    • SSL ที่ต้องการต่ออายุได้หมดอายุไปแล้วมีสถานะเป็น Expired สามารถทำการต่ออายุได้ภายใน 180 วันนับจากวันหมดอายุ
    1. หลังจากเช้าสู่ระบบแล้ว ที่แถบเมนูด้านข้างเลือกตัวเลือก “SSL” ระบบจะเข้าสู่หน้าดังกล่าว
    SSL Certificate 64

    2. กดปุ่ม Action Menu () ของ SSL ที่ต้องการต่ออายุ

    SSL Certificate 65

    3. เลือก Renew จาก Action Menu

    SSL Certificate 66

    การเลือก Renew สามารถเลือกจากหน้า Detail ได้เช่นกัน

    SSL Certificate 67

    4. เมื่อเข้าสู่หน้า Renewal จะพบกับข้อมูล 3 ส่วนประกอบด้วย

    4.1.Domain: ข้อมูลของ Domain ที่เกี่ยวข้องกับ SSL ที่ต้องการต่ออายุ

    • Domain Name: แสดงชื่อของโดเมน

    ** Domain Name จะแสดงรายละเอียดกรณีที่ทำการ  Activate แล้วเท่านั้น

    SSL Certificate 68

    ** ถ้ามี Domain ที่มี  (Primary Domain) จะเป็น Domain หลัก 

    ** กรณีที่เป็น SSL ประเภท Positive Multiple Domain โดย Domain ที่ไม่มี  (Primary Domain) ตามหลังจะเป็นโดเมนรอง

    SSL Certificate 69

    4.2. Details: รายละเอียดข้อมูลของ SSL ที่ต้องการต่ออายุ

    • SSL ID: หมายเลขอ้างอิงของ SSL
    • Status: สถานะของ SSL
    • SSL Type: ประเภทของ SSL 
    • Validate Type: ประเภทของการรับรองความปลอดภัยของ SSL
    • Domain Coverage: ประเภทของ Domain ที่ SSL รับรองความปลอดภัย
    • Date Created: วันที่ทำการซื้อ SSL
    • Expiry Date: วันหมดอายุของ SSL
    SSL Certificate 70

    4.3. SSL Renewal: ส่วนการต่ออายุ SSL

    • Duration (Year): จำนวนปีที่ต้องการต่ออายุ
    SSL Certificate 71

    4.4. Summary: ส่วนสรุปข้อมูลการต่ออายุ

    • New Expiry Date: วันหมดอายุใหม่คำนวณจากจำนวนปีต่ออายุที่เลือก
    • SSL Package Price / Year: ราคาต่อปีของผลิตภัณฑ์
    • Duration (Year): จำนวนปีที่ต้องการต่ออายุ
    • Total (Baht): ยอดรวมของราคาที่จะทำการต่ออายุ SSL
    SSL Certificate 72

    * * กรณี SSL ประเภท Positive Multiple Domain จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้

    • Quantity Additional Domain: จำนวน ​Domain ที่ซื้อเพิ่ม
    • Additional Price / Domain: ราคาของ Domain ที่ซื้อเพิ่ม
    SSL Certificate 73

    5. เลือกจำนวนปีที่ต้องการต่ออายุที่หัวข้อ SSL Renewal

    6. หลังจากเลือกจำนวนปีที่ต้องการต่ออายุ สามารถตรวจสอบจำนวนปีที่ต้องการต่ออายุ วันหมดอายุใหม่ และยอดรวมของราคาที่ต้องการต่ออายุที่หัวข้อ Summary

    7. เมื่อต้องการยืนยันการต่ออายุ กด Submit เพื่อดำเนินการต่ออายุ SSL

    SSL Certificate 74

    วิธีการ Reissue SSL บน gate.openlandscape.cloud

    การ Reissue SSL คือการสร้างใบรับรองของ SSL ที่ถูกใช้อยู่ใหม่ เงื่อนไขในการสร้างใบรับรองใหม่ของ SSL คือ SSL ที่ต้องการสร้างใบรับรองใหม่จะต้องถูกเปิดใช้งานแล้ว โดยมีการแสดงผลสถานะเป็น Active

    1. หลังจากเช้าสู่ระบบแล้ว ที่แถบเมนูด้านข้างเลือกตัวเลือก “SSL” ระบบจะเข้าสู่หน้าดังกล่าว
    SSL Certificate 75

    2. กดที่ () ของ SSL ที่มีสถานะ Active

    SSL Certificate 76

    3. กด Reissue จาก Action Menu

    SSL Certificate 77

    การเข้าสู่หน้า Reissue สามารถเข้าผ่านหน้า Detail ได้เช่นกัน

    SSL Certificate 78

    4. เมื่อเข้าสู่หน้า Reissue จะพบกับข้อมูล 4 ส่วนประกอบด้วย

    4.1. Details: รายละเอียดข้อมูลของ SSL ที่ต้องการออกใบรับรอง SSL ใหม่

    • SSL ID: หมายเลข ID ของ SSL
    • Status: สถานะของ SSL
    • SSL Type: ชื่อผลิตภัณฑ์ของ SSL 
    • Validation Type: รูปแบบการรองรับของ SSL
    • Domain Coverage: รูปแบบการรองรับจำนวน Domain
    • Created Date: วันที่ถูกซื้อ SSL
    • Expiration Date: วันหมดอายุ SSL

    4.2. CSR & Contact: ส่วนของข้อมูล Certificate Signing Request เพื่อใช้ในการออกใบรับรอง SSL ใหม่

    • CSR: ตัวเลือกใช้งานการสร้าง CSR ด้วยการกรอกข้อมูลด้วยตนเอง
    • Existing CSR: ตัวเลือกใช้งานโดยการคัดลอก CSR ที่ถูกสร้างจากผู้ให้บริการอื่นมาวาง

    4.3. Domain Name: ข้อมูลของ Domain ที่เกี่ยวข้องกับ SSL ที่ต้องการออกใบรับรอง SSL ใหม่

    • Primary Domain: ชื่อ Domain ที่ต้องการใช้ SSL Certificate นี้ ในกรณีที่เป็น Multi-Domain กล่องข้อความสำหรับกรอก Domain เพิ่มเติมจะปรากฏ หาก Domain เพิ่มเติมถูกใส่ไว้ใน CSR ข้อมูล Domain จะถูกเติมเข้ากล่องข้อความอัตโนมัติ

    4.4. Select Your Server Type: เลือกรูปแบบของ Server

    • Windows IIS or Java Tomcat:
    • Other Types of Servers ( Such as cPanel, Apache, NGINX, etc.)
    SSL Certificate 79

    5. ที่หัวข้อ CSR & Contact ผู่ใช่สามารถเลือกสร้าง CSR ด้วยตัวเองหรือคัดลอกจากผู้ให้บริการอื่นได้

    กรณีที่ 1 ผู้ใช้เลือกสร้าง CSR ด้วยตนเอง

    1. ผู้ใช้กด Generate CSR เพื่อเริ่มสร้าง CSR ด้วยตัวเอง
    SSL Certificate 80

    2. หน้าต่างสร้าง CSR จะปรากฏขึ้นมาเพื่อกรอกข้อมูลโดยแต่ละหัวข้อจะถูกแบ่งดังนี้

    • Basic Information: ข้อมูลทั่วไป
    SSL Certificate 81

    และกรณีกด จะมีหัวข้อเพิ่มดังนี้

    • กรณีที่เป็น Multi-Domain หัวข้อ Subject Alternative Names จะปรากฏขึ้นเพื่อรองรับการกรอก Domain เพิ่มเติม
    SSL Certificate 82
    • Security: รูปแบบการเข้ารหัส CSR ที่ถูกสร้าง
    SSL Certificate 83
    • Extensions: ส่วนเสริมการเข้ารหัส CSR
    SSL Certificate 84
    • Key Usage: ข้อกำหนดการใช้ CSR
    SSL Certificate 85
    • Extended Key Usage: ข้อกำหนดการใช้ CSR เพิ่มเติม
    SSL Certificate 86

    3. เมื่อกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้วกด CREATE

    SSL Certificate 87

    4. หน้าต่าง Collect CSR จะปรากฏขึ้น และดาวน์โหลดไฟล์ csr-generate.zip โดยอัตโนมัติ บนหน้าต่างข้อมูล CSR จะมีหัวข้อทั้งหมด 3 หัวข้อ

    • CSR: CSR เพื่อใช้ในการออกใบรับรอง SSL ใหม่
    SSL Certificate 88
    • Private Key: คีย์ที่ใช้ในการยืนยันตัวตนในกรณีจำเป็น **คัดลอกเก็บไว้เอง**
    SSL Certificate 89
    • Certificate: ข้อมูลใบรับรองของ SSL
    SSL Certificate 90

    5. กด I have copied the private key close this window เพื่อปิดหน้าต่าง Collect CSR

    SSL Certificate 91

    6. ข้อมูล CSR จะปรากฏแทนที่ปุ่ม Generate CSR และ Primary Domain จะปรากฏ Domain ที่ต้องการใช้งาน SSL นี้

    SSL Certificate 92

    กรณีที่ 2 ผู้ใช้เลือกคัดลอกจากผู้ให้บริการอื่น

    SSL Certificate 93
    1. ผู้ใช้คัดลอก CSR จากที่มีอยู่แล้ววางในกล่องข้อความ
    SSL Certificate 94

    2. เมื่อผู้ใช้วาง CSR แล้ว Primary Domain ในหัวข้อ Domain Name จะปรากฏ

    SSL Certificate 95

    6. เมื่อผู้ใช้ให้ข้อมูล CSR แล้วสามารถเลือก Server Type โดยมีตัวเลือกดังนี้

    6.1. Windows IIS or Java Tomcat

    6.2. Other Type of Server ( Such as cPanel, Apache, NGINX, etc.)

    และมีค่าเริ่มต้นเป็น Other Type of Server

    SSL Certificate 96

    7. เมื่อผู้ใช้ให้ข้อมูลในหน้าเรียบร้อยแล้วสามารถกด Next เพื่อไปยังขั้นตอนต่อไปได้

    SSL Certificate 97

    8. กรอก Admin Email สำหรับรับ SSL Certificate และเลือกวิธีการ Activate รูปแบบ DCV โดย DCV เป็นขั้นตอนที่ใช้ในการยีนยันว่าผู้ใช้เป็นผู้ถือครอง Domain ที่ถูกนำขอใช้ SSL จริงหรือไม่ โดยวิธีในการยืนยันมี 2 วิธีคือ

    8.1. Email: จำเป็นต้องมีการเลือก Approver Email เพื่อทำการยืนยันตัวตน วิธีการนี้จะเป็นการส่งอีเมลยืนยันตัวตนไปยัง Approver Email ที่ได้เลือกไว้

    SSL Certificate 98

    8.2. HTTP: เมื่อเลือกตัวเลือกนี้ผู้ใช้จำเป็นต้องนำไฟล์ยีนยันตัวตนอัปโหลดไว้บนเว็บไซต์

    SSL Certificate 99

    9. หลังจากเลือก DCV Method แล้วผู้ใช้สามารถกด Next เพื่อไปยังขั้นตอนถัดไปได้

    SSL Certificate 100

    10. ผู้ใช้จะเข้าสู่หน้าสรุปข้อมูลการขอใบรับรอง SSL ใหม่ มีหัวข้อ 3 หัวข้อ ดังนี้

    10.1. Summary Detail:

    • SSL ID: หมายเลข ID ของ SSL
    • Status: สถานะของ SSL
    • SSL Type: ชื่อผลิตภัณฑ์ของ SSL 
    • Validation Type: รูปแบบการรองรับของ SSL
    • Domain Coverage: รูปแบบการรองรับจำนวน Domain
    • Created Date: วันที่ถูกซื้อ SSL
    • Expiration Date: วันหมดอายุ SSL

    10.2. Email Receive SSL:

    • อีเมลสำหรับรับข้อมูล Certificate SSL

    10.3. Domains Secured & DCV Method:

    • Domain Name (DNS):
    • วิธีการ DCV มีดังนี้
    1. กรณี Email: Send a Validation Email To {approver email ที่เลือก}
    2. กรณี HTTP: Upload The Validation File To {domain name}/.well-known/pki-validation/
    SSL Certificate 101

    11. เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยผู้ใช้สามารถกด Reissue เพื่อยืนยันการ Reissue ได้

    SSL Certificate 102

    หลังการ Reissue สำเร็จ SSL จะมีสถานะเป็น Reissued 

    SSL Certificate 103

    สนใจสมัครใช้บริการได้ที่ คลิก หรือหากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง  

  • วิธีการจดทะเบียน Domain Name บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการจดทะเบียน Domain Name บน gate.openlandscape.cloud

     

    ทำความรู้จักกับ Domain Name

    Domain Name คือ ชื่อเว็บไซต์ ชื่อบล็อก ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำ และนำไปใช้งานได้ง่าย โดยนำมาใช้แทนหมายเลขอินเทอร์เน็ต (IP Address) ที่มีถึง 12 – 16 หลัก ใช้ในการอ้างอิงเพื่อไปยังหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่อยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยส่วนมากแล้วจะใช้เป็นชื่อที่สื่อความหมายถึงหน่วยงาน ชื่อทางการค้า หรือชื่อเจ้าของเว็บไซต์นั้น ๆ 


    ประเภทของ Domain Name มีอะไรบ้าง ?

    1. Domain Name 2 ระดับ คือ ชื่อโดเมน และ ชื่อย่อขององค์กร  

    ประเภทขององค์กรที่นิยมใช้

    • .com หมายถึง Commercial ใช้สำหรับกลุ่มองค์กรการค้า รวมทั้งเว็บไซต์ส่วนตัว 
    • .org หมายถึง Organization ใช้สำหรับของส่วนราชการ หรือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
    • .net หมายถึง Network ใช้สำหรับให้กับกลุ่มการบริการเครือข่าย มักใช้กับเว็บไซต์บริการอินเตอร์เน็ต แต่บางครั้งก็นำไปใช้ด้านอื่นด้วย
    • .edu หมายถึง Education ใช้สำหรับกลุ่มการศึกษา
    • .gov หมายถึง Government ใช้สำหรับกลุ่มองค์กรรัฐบาล
    • .mil หมายถึง Military Organizations ใช้สำหรับกลุ่มองค์กรการทหาร
    1. Domain Name 3 ระดับ คือ ชื่อโดเมน ชื่อย่อขององค์กร และ ประเทศ

    ประเภทขององค์กรที่นิยมใช้

    • .co.th หมายถึง Company Thailand ใช้สำหรับองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเดียวกับชื่อของบริษัท หรือชื่อย่อของบริษัท ซึ่งจดทะเบียนไว้กับกระทรวงพาณิชย์ในประเทศไทย
    • .ac.th หมายถึง Academic Thailand ใช้สำหรับสถาบันการศึกษา
    • .go.th หมายถึง Government Thailand ใช้สำหรับหน่วยงานรัฐบาล 
    • .or.th หมายถึง organization Thailand ใช้สำหรับองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
    • .in.th หมายถึง Individual/Incorporation Thailand ใช้สำหรับองค์กรและบุคคลทั่วไป ทำเรื่องขอก่อนได้ก่อน

    ตัวย่อของประเทศที่ตั้งขององค์กร

    • .th คือ ประเทศไทย
    • .cn คือ ประเทศจีน
    • .uk คือ ประเทศอังกฤษ
    • .jp คือ ประเทศญี่ปุ่น
    • .au คือ ประเทศออสเตรเลีย
    • .in คือ ประเทศอินเดีย
    • .ca คือ ประเทศแคนนาดา
    • .us คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา
    • .ru คือ ประเทศรัสเซีย
    • .es คือ ประเทศสเปน
    • .it คือ ประเทศอิตาลี
    • .se คือ ประเทศสวีเดน
    • .nl คือ ประเทศเนเธอร์แลนด์
    • .fr คือ ประเทศฝรั่งเศษ
    • .sz คือ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
    • .pt คือ ประเทศโปรตุเกส
    • .gr คือ ประเทศกรีซ
    • .eg คือ ประเทศอียิปต์
    • .br คือ ประเทศบราซิล
    • .sg คือ ประเทศสิงคโปร์
    • .bn คือ ประเทศบรูไน
    • .kr คือ ประเทศเกาหลีใต้ เป็นต้น

    โดยสามารถดูรายละเอียดเอกสารที่ต้องใช้ในการอ้างอิงสำหรับการจดโดเมน .th ได้ที่ คลิก


    หลักในการตั้ง Domain Name ควรมีอะไรบ้าง ?

    เพื่อให้การสร้างแบรนด์ หรือ ธุรกิจง่ายต่อการจดจำ การเลือก Domain Name จึงนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญต่อภาพลักษณ์เว็บไซต์ของคุณ เพราะเปรียบเหมือนความประทับใจครั้งแรกต่อผู้พบเห็นและการมี Domain Name ที่ดียังช่วยเพิ่มโอกาสจำนวนยอดผู้ติดตาม หรือ เข้าใกล้ความสำเร็จได้ง่ายยิ่งขึ้น

    OpenLandscape จึงได้รวบรวมหลักการตั้งชื่อ Domain Name ที่จะช่วยส่งเสริมถึงแบรนด์ หรือ ธุรกิจของคุณให้ตรงตามลักษณะของ Domain Name ที่ดี ดังนี้

    1.เลือกคำที่โดดเด่น ง่ายต่อการจดจำ 

    • คำสั้น การตั้งชื่อโดเมนควรจำกัดคำให้สั้น กระชับ ไม่เกิน 2 – 3 คำเพื่อช่วยให้ผู้พบเห็นสะดวกในการจดจำและสื่อถึงเเบรนด์ หรือธุรกิจของคุณ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสน และเมื่อค้นหาผ่านทางเว็บไซต์ Search Engine ชื่อที่มีจำนวนคำสั้น ๆ มักมีแนวโน้มที่จะโดดเด่นกว่า และค้นพบได้รวดเร็วกมากกว่าชื่อที่มียาวนั่นเอง
    • คำยาว การตั้งชื่อโดเมนแบบยาวไม่ถือว่าผิด เพราะ หากเป็นประโยคที่มีความยาวแต่มีความหมายตรงตัว อ่านแล้วเข้าใจง่าย สามารถจดจำได้ทันที รวมถึงสามารถสื่อสารให้เข้าถึงเว็บไซต์ได้อย่างถูกต้อง ก็เหมาะสมในการเลือกนำไปใช้ตั้งชื่อได้เช่นเดียวกัน

    2.ไร้อุปสรรคในการเข้าเว็บไซต์ เพื่อง่ายต่อการค้นหา ควรเลือกคำที่สะกดคำง่าย เพื่อป้องกันการสะกดคำผิด ยิ่งเลือกคำที่ไม่มีความซับซ้อนก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการพิมพ์ค้นหาเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้น เหมือนได้ยินเพียงครั้งเดียวก็สามารถพิมพ์ชื่อได้ถูกต้องทันที และเพื่อป้องกันความสับสนให้กับผู้ใช้งาน สำหรับชื่อโดเมนภาษาอังกฤษนั้นอาจเติม S หรือไม่เติม S ก็ได้ตามความพึงพอใจของแต่ละบุคคล แต่เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด หรือ การถูกบุคคลอื่นนำชื่อไปใช้โดยมีการเพิ่ม S ไว้ท้ายชื่อของโดเมน ควรจดทะเบียนไว้ทั้งสองแบบ เพื่อป้องกันการถูกสวมรอยจากผู้ไม่ประสงค์ดี

    3.เพิ่ม Keyword ให้ง่ายต่อการเข้าใจ การเพิ่มคำที่มีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์ หรือ ธุรกิจของคุณลงไปในการตั้งชื่อโดเมน จะยิ่งช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่คุณทำ หรือนำเสนอเกี่ยวกับสิ่งที่คุณมี รวมถึงการใส่สถานที่ตั้งเพื่อช่วยกำหนดกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ให้ง่ายต่อการค้นหา รวมถึงการจดจำได้อย่างทันที

    4.ตั้งชื่อเดียวกับแบรนด์ หรือใกล้เคียงกันที่สุดเพื่อง่ายต่อการเข้าถึง การตั้งชื่อโดเมนสามารถตั้งชื่อเดียวกับชื่อแบรนด์ หรือ ธุรกิจของคุณได้เลย เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้และเพิ่มเอกลักษณ์ที่จดจำได้ง่าย โดยต้องผ่านการตรวจสอบให้แน่ใจแล้วว่าคุณไม่ได้นำชื่อแบรนด์ หรือ เครื่องหมายการค้าที่มีอยู่แล้วมาใช้ซ้ำ เช่นเดียวกับชื่อเว็บไซต์ด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนจากการพิมพ์ชื่อโดเมนหนึ่งแต่ระบบกลับนำคุณไปยังเว็บไซต์ที่มีชื่อโดเมนอื่น ซึ่งอาจสร้างผลกระทบและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์แบรนด์ หรือ ธุรกิจของคุณได้อีกด้วย


    ข้อควรระวังในการตั้ง Domain Name 

    นอกจากลักษณะของ Domain Name ที่ดีที่ควรนำมาเป็นหลักในการตั้งชื่อโดเมนแล้ว ยังมีเรื่องขององค์ประกอบบางอย่างที่ควรหลีกเลี่ยง หรือ ระมัดระวังในการตั้ง Domain Name เพราะอาจส่งผลเสียมากกว่าประโยชน์ต่อแนวทางที่ผู้คนรับรู้ถึงชื่อโดเมนของคุณ ดังนี้

    • หลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลข หรือ เครื่องหมายยัติภังค์ (Hyphens) เพราะ การเข้าเว็บไซต์โดยใช้ขีดกลาง (-) ไม่นิยมนำมาใช้ในการตั้งชื่อ เนื่องจากพิมพ์ยาก อาจทำให้เกิดความสับสน และลดความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์รวมถึงธุรกิจของคุณได้นั่นเอง
    • หลีกเลี่ยงการสะกดคำแปลก ๆ หรือตั้งใจสะกดคำให้แตกต่างเพื่อสร้างความโดดเด่น เพราะ การสะกดคำในลักษณะนี้อาจส่งผลให้การค้นพบเว็บไซต์ของคุณนั้นทำได้ยาก
    • หลีกเลี่ยงการสะกดคำผิด เพราะ ส่งผลถึงความน่าเชื่อถือโดยตรงต่อแบรนด์ หรือธุรกิจของคุณ นอกจากนี้ยังทำให้เว็บไซต์ของคุณดูน่าสงสัย และอาจสร้างความกังวลใจต่อผู้เข้ามาใช้บริการ รวมถึงอาจถูกจัดรวมอยู่ในประเภทเว็บไซต์ฟิชชิง หรือ เว็บไซต์ที่มีมัลแวร์อีกด้วย
    • หลีกเลี่ยงการใช้ชื่อแบรนด์ และ เครื่องหมายการค้าที่บริษัทอื่นใช้อยู่แล้วโดยเด็ดขาด เพราะอาจนำไปสู่การดำเนินการตามกฎหมายและถูกระงับโดเมนทันที

    ข้อกำหนดในการตั้ง  Domain Name 

    • การจดโดเมนจะต้องจดทะเบียนเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 1 – 10 ปี
    • ชื่อโดเมนต้องเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษเท่านั้น จำนวนตัวอักษร รวมเครื่องหมายยัติภังค์ หรือ ขีดกลาง (-) และนามสกุลสูงสุดไม่เกิน 67 ตัวอักษร สำหรับโดเมน .th จะต้องมีตัวอักษรอย่างน้อย 2 ตัว แต่ไม่เกิน 24 ตัว
    • ตัวอักษรพิเศษที่ไม่สามารถใช้ในการจดทะเบียน ได้แก่ ! @ # $ % ^ & ฿ * ( ) + | / < > , ‘ ? \” [ ] { } _
    • ตัวเลข 0 – 9 สามารถนำมาใช้ในชื่อโดเมนได้ ซึ่งสามารถขึ้นต้นระหว่างชื่อโดเมน หรือลงท้ายได้
    • สามารถใช้เครื่องหมายยัติภังค์ (-) เพื่อคั่นระหว่างตัวอักษรได้ แต่ไม่สามารถนำมาขึ้นต้น หรือลงท้ายได้
    • ชื่อโดเมนไม่สามารถประกอบด้วยช่องว่าง เว้นวรรค ในตำแหน่งใด ๆ ได้

    หลังจากได้ชื่อ Domain Name ที่ดีกับแบรนด์หรือธุรกิจของคุณแล้ว อย่าลืมใส่ใจในเรื่องของคุณภาพในการบริการที่ดีของเว็บไซต์คุณด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อสร้างแบรนด์ที่ดี ง่ายต่อการพูดถึงและควรค่าแก่การบอกต่อ โดยใช้ชื่อโดเมนที่เหมาะสมให้เข้ากันได้อย่างลงตัว 

    และคุณสามารถดูนโยบายการขอจดทะเบียนชื่อโดเมน .th และ .ไทย ฉบับปรับปรุงปี 2563 ได้ ที่นี่


    ข้อดีของการจด Domain Name  ที่ OpenLandscape ให้กับเว็บไซต์ของคุณ

    ✅ จดโดเมน และเปิดใช้งานโดเมนด้วยตนเองได้ง่าย ๆ ผ่านระบบ Domain name registration

    ✅ มีโดเมนเนมหลากหลาย จดได้ทั้งนามสกุลไทย (.th) และสากล 

    ✅ สะดวก ปลอดภัย ด้วยระบบการชำระค่าบริการที่รองรับหลายหลายช่องทาง

    ✅ รับรองการทำธุรกรรมการเงินด้วยระบบตัดบัตรเครดิตหน้าเว็บไซต์ได้

    ✅ สามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax) ได้เลย


    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    รายละเอียดหน้า Domains

    วิธีการจดทะเบียน Domain Name บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการเพิ่มเอกสารเอกสารอ้างอิงสำหรับการจด Domain Name

    วิธีการเพิ่ม SUBDOMAIN บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการ Edit Name Server บน gate.openlandscape.cloud


    รายละเอียดหน้า Domains

    Domains Name 1

    ในหน้า Domain จะมี 2 ส่วนประกอบที่สำคัญ คือ 

    1.ปุ่ม CREATE DOMAIN ใช้เพื่อการสร้าง Domain ใหม่

    2.ตารางแสดงรายละเอียด Domain ซึ่งจะประกอบไปด้วย 5 Column คือ 

    • Name เป็นการแสดงชื่อ Domain
    • Status คือ Column แสดงสถานะปัจจุบันของ Domain 
    • Expire Date คือ Column แสดงวันหมดอายุของ Domain 
    • Action คือ Column ที่แสดง Submenu การ ​Manage หรือ Renew และ Edit Name Server
    • ปุ่ม Expand กดเพื่อแสดงรายละเอียดของ Domain นั้น ๆ

    Status ทั้งหมดของ Domain

    • Active คือ Domain ดังกล่าวสามารถใช้งานได้
    • Waiting for Document คือ Domain ดังกล่าวยังไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากรอเอกสาร เพื่อยืนยัน Domain ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นเฉพาะ Domain .th
    • In Progress คือ ระบบกำลังดำเนินการตรวจสอบ Domain ดังกล่าว ซึ่งระยะเวลาการตรวจสอบไม่เกิน 5 นาที
    • Invalid Document คือ เอกสารของ Domain .th ที่ส่งมายืนยัน มีข้อผิดพลาด ต้องดำเนินการส่งเอกสารใหม่อีกครั้ง
    • Cancel คือ Domain ดังกล่าวถูกยกเลิก
    • Expire คือ Doman ดังกล่าวหมดอายุ

    วิธีการจดทะเบียน Domain Name บน gate.openlandscape.cloud

    1.หลังจากเข้าสู่ระบบแล้ว ให้คุณไปที่แถบเมนูด้านข้างแล้วเลือก “Domains” ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้าดังกล่าว 

    Domain Name 2

    2.กรอกชื่อ Domain ที่ต้องการซื้อลงในช่อง “Search for a domain name” แล้วกดที่ปุ่ม

    *หมายเหตุ* หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม ให้กดที่ LEARN MORE

    Domain Name 3

    3.ระบบจะแสดงหน้าต่างโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

    3.1.ชื่อ Domain 

    3.2.นามสกุล 

    3.3.สถานะ Domain ที่สามารถใช้ได้ ประกอบไปด้วย

    • สถานะ : Not Available คือ Domain นี้มีการจองใช้งานอยู่ ไม่สามารถซื้อได้ 
    • สถานะ : Available คือ Domain นี้ไม่มีการจอง สามารถซื้อได้ 

    3.4.ราคาต่อปี 

    Domain Name 4

    4.ให้คุณทำการเลือก Domain และ .นามสกุล ที่มีสถานะ Available จากนั้นกดที่ปุ่ม BUY เพื่อดำการเนินการซื้อ

    ***การซื้อ Domain นามสกุล .AC.TH , .CO.TH , .GO.TH , .IN.TH , .MI.TH , .NET.TH , .OR.TH ต้องมีการส่งเอกสารอ้างอิงในการจด Domain ด้วย ซึ่งรายละเอียดเอกสารสามารถดูได้ที่นี่

    Domain Name 5

    5.เมื่อเข้ามาแล้วจะพบกับหน้า “Order Summary” ซึ่งมีข้อมูลประกอบด้วยกัน 3 ส่วนดังนี้

    5.1.Detail : รายละเอียดชื่อ Domain และจำนวนปีที่ต้องการซื้อ ประกอบไปด้วย

    • Domain Name : ชื่อ Domain ที่ต้องการจด
    • Duration : จำนวนปีที่ต้องการซื้อ (สามารถเลือกได้สูงสุด 4 ปี)

    Domain Name 6

    5.2.Pricing Detail : รายละเอียดสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการซื้อ Domain

    Domain Name 7

    5.3.Domain Contact : ข้อมูลติดต่อเจ้าของหรือผู้เกี่ยวข้องกับ Domain ในกรณีที่ยังไม่มี Domain Contact ต้องทำการเพิ่มข้อมูลดังกล่าวโดยมี 2 วิธีการดังนี้

    ***หมายเหตุ*** ให้กรอกข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น

    วิธีการที่ 1 : คลิกที่ช่อง “Add Domain Contact” ในหน้า  “Order Summary”

    Domain Name 8

    วิธีการที่ 2 : เพิ่ม Domain Contact ที่หน้า Account

    Domain Name 9

    เมื่อเข้ามาที่หน้า  Add Domain Contact จะมีรายละเอียดให้กรอกด้วยกัน 3 ส่วนดังนี้

    • Registrant คือข้อมูลของผู้จดทะเบียนหรือเจ้าของ Domain โดยข้อมูลนี้จะเป็นข้อมูลที่ใช้ในการติดต่อเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เกิดจาก Domain

    Domain Name 10

    • Admin Contact คือ ข้อมูลของผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการจัดการ Domain (กรณีที่เป็นข้อมูลเดียวกันกับ Registrant สามารถกดที่ Copy Registrant)

    Domain Name 11

    • Technical Contact คือ ข้อมูลสำหรับการติดต่อทางผู้ที่รับผิดชอบทางด้านเทคนิค โดยทั่วไปคือผู้มีอำนาจในการแก้ไข DNS ของ Domain (กรณีที่เป็นข้อมูลเดียวกันกับ Registrant สามารถกดที่ Copy Registrant)

    Domain Name 12

    6.หลังจากที่กรอกข้อมูลครบแล้วกดที่ “SUBMIT” จะดำเนินการบันทึกข้อมูลการติดต่อของคุณ

    Domain Name 13

    7.เลือก Domain Contact ที่ทำการ Add ไว้ แล้วกด “CONFIRM” 

    Domain Name 14

    8.ระบบจะแสดงรายการ Domain ที่คุณซื้อ พร้อมสถานะต่าง ๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    • IN PROGRESS คือ สถานะที่แสดงว่าระบบดำเนินการจด Domain เรียบร้อยแล้ว โดยจะใช้ระยะเวลา 10 นาที และในกรณีของ .th เป็นสถานะตรวจสอบเอกสารและดำเนินการจด Domain โดยจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1 วันทำการ
    • ACTIVE คือ สถานะที่แสดงว่าโดเมนของคุณพร้อมใช้งานแล้ว
    • WAITING FOR DOCUMENT คือ สถานะที่คุณจะต้องทำการส่งเอกสารอ้างอิงสำหรับจด Domain เพิ่มเติมในกรณีที่เลือก นามสกุล .AC.TH , .CO.TH , .GO.TH , .IN.TH , .MI.TH , .NET.TH , .OR.TH 
    • CANCEL คือ สถานะแสดงว่ารายการถูกยกเลิก เนื่องจากไม่ได้ส่งเอกสารภายในระยะเวลาที่กำหนด
    • INVALID DOCUMENT คือ สถานะที่แสดงว่าเอกสารอ้างอิงที่คุณส่งนั้นไม่ถูกต้อง ต้องดำเนินการส่งใหม่อีกครั้ง
    • EXPIRE คือ สถานะที่แสดงว่า Domain ของคุณนั้นหมดอายุ

    Domain Name 15


    วิธีการเพิ่มเอกสารเอกสารอ้างอิงสำหรับการจด Domain Name

    สำหรับนามสกุลที่ต้องใช้เอกสารอ้างอิงในการจด Domain มีได้แก่ นามสกุล .AC.TH , .CO.TH , .GO.TH , .IN.TH , .MI.TH , .NET.TH , .OR.TH  คุณสามารถดูรายละเอียดและตัวอย่างเอกสารได้ที่นี่

    1.ไปที่แถบเมนูด้านข้างแล้วเลือก “Domains” ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้าดังกล่าว

    Domain Name 16

    2.ในหน้านี้ระบบจะแสดงรายการที่คุณได้ดำเนินการซื้อ Domain ไว้ ให้คุณเลือก Domain ที่แสดงสถานะ “WAITING FOR DOCUMENT” 

    Domain Name 17

    3.กดที่ปุ่ม Kebab Menu  แล้วเลือก “Send Document” 

    Domain Name 17

    Domain Name 18

    4.ระบบจะแสดงหน้าต่างให้อัปโหลดเอกสารที่สามารถใช้อ้างอิงการการจดทะเบียน Domain Name ภายใต้นามสกุลที่คุณเลือก โดยระบบจะแสดงรายการเอกสารทางด้านล่าง ให้คุณกดที่ปุ่ม “Upload”

    *หมายเหตุ* คุณสามารถดูจตัวอย่างเอกสารได้ที่ปุ่ม “ตัวอย่างเอกสาร” หรือคลิกที่นี่

    Domain Name 19

    5.หลังจากดำเนินการอัปโหลดเอกสารทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ให้คุณกดปุ่ม “Send”

    Domain Name 20

    6.ระบบจะแสดงสถานะ “INPROGRESS” โดยเจ้าหน้าที่จะให้เวลาในการตรวจสอบเอกสารภายใน  1 วันทำการ ซึ่งหลังจากตรวจสอบจะแสดงสถานะแบ่งได้เป็น 2 กรณีดังนี้

    • INVALID DOCUMENT คือ สถานะที่แสดงว่าเอกสารอ้างอิงที่คุณส่งนั้นไม่ถูกต้อง ต้องดำเนินการส่งใหม่อีกครั้ง
    • ACTIVE คือ สถานะที่แสดงว่าโดเมนของคุณพร้อมใช้งานแล้ว

    Domain Name 21


    วิธีการเพิ่ม SUBDOMAIN บน gate.openlandscape.cloud

    1.ไปที่แถบเมนูด้านข้างแล้วเลือก “Domains” ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้าดังกล่าว 

    Domain Name 22

    2.ในหน้านี้ระบบจะแสดงรายการที่คุณได้ดำเนินการซื้อ Domain ไว้ ให้คุณเลือก Domain ที่แสดงสถานะ “ACTIVE” กดที่ปุ่มขยาย () ระบบจะแสดงหน้า Subdomain ตามรูปในภาพ

    Domain Name 23

    3.คุณสามารถหา Subdomain ที่มีอยู่แล้วในช่อง “Search” หรือ สร้างใหม่โดยคลิกที่ปุ่ม  

    Domain Name 24

    Domain Name 25

    4.หลังจากนั้นระบบจะแสดงหน้าต่าง “Manage Subdomain” โดยมีรายละเอียดดังนี้

    • Select Type :  ให้คุณเลือกเลือกประเภทของ DNS 
    • Check box : ทำเครืองหมายถูก กรณีที่ต้องการเลือก Subdomain เป็น “www.”
    • Subdomain Name : พิมพ์ชื่อ Subdomain ที่ต้องการ
    • Select IP : เลือก IP Address ที่ต้องการอ้างอิง

    Domain Name 26

    6.เมื่อกรอกข้อมูลครบถ้วนแล้ว กดที่ปุ่ม “CONFIRM”

    Domain Name 27

    7.ระบบจะแสดงรายการน Subdomain ที่คุณได้ทำการเพิ่ม คุณสามารถทำการแก้ไขได้โดยคลิกที่ปุ่ม “EDIT” และ ทำการลบได้ที่ปุ่ม “DELETE”

    Domain Name 28

    วิธีการ Edit Name Server บน gate.openlandscape.cloud

    1.ไปที่แถบเมนูด้านข้างแล้วเลือก “Domains” ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้าดังกล่าว
    สำหรับการแก้ไข Name server ของ Domain จะสามารถทำได้กับ Domain ที่มีสถานะ active เท่านั้น

    Domain Name 29

    2. ใน Domain ที่มีสถานะเป็น ​Active ให้กดที่ Action และเลือกเมนูที่มีชื่อว่า Edit Name Server

    Domain Name 30

    2.1. กรณีที่ต้องการ เพิ่ม Domain Name Server

    1.ให้กดที่ปุ่ม “ADD NAME SERVER”

    Domain Name 31

    2. เลือกประเภทของ Domain Name Server

    Domain Name 32

    3.ใส่ข้อมูลตามประเภทที่เลือก และกดปุ่ม “CONFIRM”

    Domain Name 33

    2.2. กรณีที่ต้องการแก้ไข Domain Name Server

    1. แก้ไขข้อมูลเป็นข้อมูลที่ต้องการ และกด “CONFIRM”

    Domain Name 34

    2.3. กรณีที่ต้องการลบ Domain Name Server

    1.ให้กดที่ปุ่มถังขยะด้านข้างของ Domain ที่เลือก และกด “CONFIRM”

    Domain Name 35

  • ทำความรู้จัก File Storage บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ สะดวก ครบ จบในที่เดียว

    ทำความรู้จัก File Storage บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ สะดวก ครบ จบในที่เดียว

    บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape ที่สะดวก ครบ จบในที่เดียว บน Gate.openlandscape.cloud

    File Storage คืออะไร

    File Storage คือ บริการที่ช่วยเก็บรักษารวมถึง รับ – ส่ง มีเดีย (Media) และไฟล์รูปแบบต่าง ๆ ในราคาที่เข้าถึงได้และปลอดภัย พร้อมให้นักพัฒนาระบบสามารถสร้างแอปพลิเคชันที่เข้าถึงพื้นที่เก็บบนคลาวด์ได้แบบไม่มีขีดจำกัด 


    File Storage

    ทำไมถึงต้องใช้บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape

    เพื่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในระบบ ให้รองรับการเติบโตของธุรกิจ

    ยิ่งธุรกิจเติบโตเร็วเท่าไหร่ ยิ่งต้องการพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจน (Unstructured Data) อาทิ ข้อความ ภาพ เสียง หรือ วีดีโอ มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในการจัดการพื้นที่สำหรับข้อมูลเหล่านี้ ธุรกิจหรือองค์กรจำเป็นต้องจัดหาแนวทางสำหรับการรักษาข้อมูล เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายหรือเกิดความเสียหาย และสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ให้เกิดความคุ้มค่าและเพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด

    เก็บข้อมูลมหาศาลบนคลาวด์ได้แบบไม่มีขีดจำกัด 

    บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ ให้คุณจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลระดับเพตะไบต์ (Petabyte) ได้แบบง่าย ๆ บนคลาวด์ ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา อีกทั้งยังมีความปลอดภัย และง่ายต่อการจัดการข้อมูลทางธุรกิจที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังง่ายต่อนักพัฒนาในการเข้าถึง Cloud Storage ไม่ว่าจะเป็นการจัดการแอดมินหรือการจัดการพื้นที่จัดเก็บ ซึ่งนั้นหมายความว่าหากคุณใช้บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ คุณจะไม่ต้องห่วงกับการจัดการ Hard Drives หรือ RAID อีกต่อไป

    จัดการและเข้าถึงพื้นที่การเก็บไฟล์บนคลาวด์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

    บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ ช่วยให้คุณเปลี่ยนจากการจัดเก็บข้อมูลแบบเดิม ๆ มาเป็นการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบง่าย ๆ บนคลาวด์แทน โดยบริการนี้พร้อมให้คุณเพิ่มขนาดได้ในทันที ผ่านหน้าเว็บ Gate.openlandscape.cloud และสามารถอัปโหลด ดาวน์โหลด จัดเรียงข้อมูล และ ลบข้อมูลได้ง่าย ๆ เพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้มากยิ่งขึ้น

    เพิ่ม – ลดขนาดพื้นที่จัดเก็บได้ในทันที

    ให้การพัฒนาของคุณไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยการจัดเก็บไฟล์และข้อมูลของคุณบนคลาวด์ ที่พร้อมให้คุณทำการเพิ่มหรือลดขนาดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลได้แบบไม่ขีดจำกัด 

    รับ – ส่งข้อมูลฟรี ไม่เสียค่าธรรมเนียม

    ช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากยิ่งขึ้น ด้วยบริการ รับ – ส่งข้อมูลฟรี ไม่เสียค่าธรรมเนียม (Free Data Transfer) ให้ทุกการพัฒนาของคุณเป็นไปอย่างคุ้มค่า 


    สำหรับใครที่สนใจบริการดี ๆ แบบนี้ สามารถเข้าไปาดูรายละเอียดวิธีการใช้งานบริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape ได้ที่บทความ : วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud

    วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud

    วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบให้คุณแล้ว แต่สำหรับใครที่อยากทำความรู้จัก File Storage บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ : ทำความรู้จัก OpenLandscape File Storage บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ สะดวก ครบ จบในที่เดียว


    วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud

    หัวข้อในคู่มือการใช้งาน

    ขั้นตอนที่ 1 : การสร้าง Bucket

    ขั้นตอนที่ 2 : วิธีแสดงรายละเอียดของ Bucket

    ขั้นตอนที่ 3. การสร้าง Folder

    ขั้นตอนที่ 4 : การ Upload File

    ขั้นตอนที่ 5 : กรณีที่ต้องการยกเลิกระหว่าง Upload File  

    ขั้นตอนที่ 6 : การ Share File

    ขั้นตอนที่ 7 : การ Edit Access Bucket

    ขั้นตอนที่ 8 : การ Download File

    ขั้นตอนที่ 9 : การ Delete File

    ขั้นตอนที่ 10 : การ Delete Folder

    ขั้นตอนที่ 11 : การ Delete Bucket


    วิธีการใช้งาน File Storage มี 11 ขั้นตอน ดังนี้

    ขั้นตอนที่ 1 : การสร้าง Bucket

    1.1 เข้าไปที่แถบเมนู “File Storage” กดที่ปุ่ม “CREATE BUCKET”

    วิธีการใช้งาน File Storage

    1.2 ตั้งชื่อ Bucket (โดยชื่อที่ตั้งต้องตรงตามเงื่อนไขภายในระบบ) หลังจากทำการตั้งชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะพบว่า ตรง “Public Access” มีช่องสี่เหลี่ยมให้ทำเครื่องหมายถูก 

    กรณีที่ทำเครื่องหมายถูกเพื่อเลือก Public Access หมายถึง อนุญาตให้ทุกคนสามารถเข้าถึง Bucket นี้ได้ แต่ในกรณีที่ไม่ได้ทำเครื่องหมายถูกที่  Public Access ไว้ การเข้าถึงข้อมูลจะเป็นแบบ Private Access ซึ่งหมายความว่าผู้ที่เข้าใช้งานได้จะมีเฉพาะผู้ที่ได้รับลิ้งก์จากการแชร์เท่านั้น  โดยตัวอย่างการแชร์ลิ้งก์ จะอยู่ในขั้นตอนที่ 6 เรื่องการ Share File 

    ระบบจะแสดงราคา Usage เป็นหน่วย GB ละ 3 บาท เป็นรายเดือนและรายชั่วโมง หลังตรวจสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้น กดปุ่ม “CONFIRM”

    วิธีการใช้งาน File Storage 1

    1.3 เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ระบบจะแสดงสถานะ “สร้าง Bucket สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 2

    พร้อมแสดงรายการ Bucket ที่เราสร้างไว้ โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ของ Bucket 

    โดยในตัวอย่างนี้ สร้าง Bucket แบบ “Private Access”

    ***หมายเหตุ*** แนะนำให้สร้างแบบ “Private Access”  เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

    วิธีการใช้งาน File Storage 3

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 2 : วิธีแสดงรายละเอียดของ Bucket

    2.1 การเข้าไปใน Bucket ให้คลิกที่ชื่อ Bucket ที่ได้ทำการตั้งไว้ หรือ เลือก “Kebab Menu <>”  และกดที่ “Bucket Detail”

    วิธีการใช้งาน File Storage 4

    2.2 เมื่อเข้ามาแล้วระบบจะแสดงรายละเอียดดังภาพนี้

    วิธีการใช้งาน File Storage 5

    รายละเอียดภายใน Bucket

    • Name คือ ชื่อของ Bucket
    • Access คือ การแสดงสถานะการเข้าถึงไฟล์ว่าเป็นแบบ  Private Access หรือ Public Access
    • Usage คือ ปริมาณพื้นที่ Bucket ที่ถูกใช้งาน
    • Item คือ จำนวน Folder หรือ File ที่อยู่ใน Bucket นี้
    • Name คือ ชื่อ Folder หรือ File
    • Size คือ ขนาดของ Folder หรือ File
    • Last update คือ การบอกวัน , เวลา ที่อัปเดตข้อมูล
    • Action คือ การแสดง Kebab Menu <> ให้เลือกสำหรับข้อมูลนี้

    สัญลักษณ์ในหน้าต่าง Bucket

    วิธีการใช้งาน File Storage 6  คือ การลบ Bucket (รายละเอียดจะอยู่ในหัวข้อที่ 11.3.2)

    วิธีการใช้งาน File Storage 7  คือ การสร้าง Folder (รายละเอียดจะอยู่ในหัวข้อที่ 3)

    วิธีการใช้งาน File Storage 8  คือ การ Upload File (รายละเอียดจะอยู่ในหัวข้อที่ 4)

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 3. การสร้าง Folder

    3.1 เมื่อเข้ามาที่หน้ารายการ Bucket แล้ว ให้เลือกเครื่องหมาย “ วิธีการใช้งาน File Storage 9 ”  เพื่อสร้าง Folder

    วิธีการใช้งาน File Storage 10

    3.2 ตั้งชื่อ Folder (โดยชื่อที่ตั้งต้องตรงตามเงื่อนไขภายในระบบ) หลังจากทำการตั้งชื่อ Folder เสร็จแล้ว กดปุ่ม “CREATE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 11

    3.3 เมื่อทำการกดปุ่ม CREATE แล้ว ระบบจะแสดง Folder ที่สร้างไว้ วิธีการเข้าไปใน Folder ให้คลิกที่ ชื่อ Folder

    วิธีการใช้งาน File Storage 12

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 4 : การ Upload File

    4.1 กดที่เครื่องหมาย “  วิธีการใช้งาน File Storage 13 ” เพื่อ Upload File

    วิธีการใช้งาน File Storage 14

    4.2 นำ File ที่ต้องการ Upload มาวาง หรือ คลิกแล้วเลือก File ที่ต้องการ Upload 

    วิธีการใช้งาน File Storage 15

    4.3 หากชื่อไฟล์ไม่ตรงตามเงื่อนไข หรือ ขนาดไฟล์ใหญ่เกินไป ระบบจะแสดงกรอบสีแดงที่ Name หรือที่วางไฟล์ ให้คลิกที่กรอบสีแดง

    วิธีการใช้งาน File Storage 16

    4.4 เมื่อคลิกแล้ว ระบบจะแสดงคำแจ้งเตือนทางด้านข้าง ให้แก้ไขให้ถูกต้องตามเงื่อนไข

    วิธีการใช้งาน File Storage 17

    4.5 การแสดงราคาของไฟล์ที่ถูกอัปโหลด ซึ่งหากราคาน้อยกว่า 0.01 บาท / เดือน ระบบจะแสดงราคาเป็นราคาประมาณ 0.00 บาท

    วิธีการใช้งาน File Storage18

    4.6 เมื่อ UPLOAD เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีสถานะขึ้นว่า “อัปโหลด File สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 19

    โดย File ที่ UPLOAD เรียบร้อยแล้ว จากในตัวอย่างนี้ ไฟล์ที่ได้นำมา UPLOAD ซึ่งเป็นไฟล์ .jpg จะแสดงเป็นชื่อสกุลไฟล์เป็น .jpg และเปลี่ยนรูป ICON ตามนามสกุลของไฟล์

    วิธีการใช้งาน File Storage 20

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 5 : กรณีที่ต้องการยกเลิกระหว่าง Upload File  

    5.1 กรณีต้องการยกเลิก ให้กดไอคอน “UPLOADING” 
    วิธีการใช้งาน File Storage 21

    5.2 ระบบจะแสดง Upload Progress ให้ทำการกดปุ่ม “CANCEL ALL FILE UPLOADS” ระบบจะยกเลิกการอัพโหลดไฟล์ทั้งหมด 

    วิธีการใช้งาน File Storage 22

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 6 : การ Share File

    ในกรณีที่เราสร้าง Bucket เป็นแบบ Private Access แล้วต้องการ Share File ให้ผู้อื่น

    6.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <>” และเลือก “Share”

    วิธีการใช้งาน File Storage 23

    ในการ Share File ผู้ใช้งานสามารถเลือกระยะเวลาในการเข้าถึงไฟล์ได้ หากใช้เวลาเกินกว่าเวลาที่กำหนดไว้ URL Link ที่ต้องการแชร์จะหมดอายุ ทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ได้ 

    นอกจากนี้ระบบยังสามารถสร้าง URL Link  สำหรับแชร์ให้ผู้อื่นแบบจำกัดการเข้าถึง โดย URL Link นี้มีความปลอดภัยสูง 

    6.2 หากต้องการเลือกระยะเวลาหมดอายุในการเข้าถึงไฟล์ ให้กด “Drop down list <  >”

    วิธีการใช้งาน File Storage 24

    6.2 สามารถเลือกระยะเวลาในการแชร์ไฟล์ได้ดังภาพ

    วิธีการใช้งาน File Storage 25

    6.3 หลังจากนั้น กดปุ่ม “Copy Link” และส่ง URL Link  นี้ ให้ผู้ใช้ที่เราต้องการให้เข้าถึง File 

    วิธีการใช้งาน File Storage 26

    6.4 เมื่อผู้ใช้งานได้รับ URL Link แล้ว นำไปวางตรงช่อง Address bar ซึ่งก็คือ ช่องที่ไว้ใช้ป้อนที่อยู่ของไฟล์ข้อมูล หรือป้อน URL ของ Website จากนั้นไฟล์ที่ต้องการแชร์จะถูก Download ลงเครื่องอัตโนมัติ

    วิธีการใช้งาน File Storage 27

    *หมายเหตุ : เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน ควรตรวจสอบ URL Link และไฟล์ทุกครั้งก่อนทำการ Download

    • วิธีการตรวจสอบ : ให้เรานำไฟล์หรือลิงก์ที่ได้รับมาไปตรวจสอบได้ที่เว็บ https://www.virustotal.com/gui/ (สามารถดูลิงก์ได้ด้วยการคลิกขวา แล้ว Copy Link และควรทำการตรวจสอบผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์)

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 7 : การ Edit Access Bucket

    7.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 28>” และเลือก “Edit Access”

    วิธีการใช้งาน File Storage 29

    7.2 หากต้องการเปลี่ยนจาก Private Access เป็น Public Access ให้ทำเครื่องหมายถูกที่ช่องสี่เหลี่ยม แล้วกดปุ่ม “CONFIRM”

    วิธีการใช้งาน File Storage 30

    7.3 หากต้องการเปลี่ยนจาก Public Access เป็น Private Access ให้นำเครื่องหมายถูกออก แล้วกดปุ่ม “CONFIRM”

    วิธีการใช้งาน File Storage 31

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 8 : การ Download File

    8.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 32>” และเลือก “Download”

    วิธีการใช้งาน File Storage 33

    8.2 เมื่อกด Download แล้ว ไฟล์ที่ต้องการจะถูก Download ลงเครื่อง

    วิธีการใช้งาน File Storage 34

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 9 : การ Delete File

    9.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 35>” และเลือก “Delete”

    วิธีการใช้งาน File Storage 36

    9.2 ระบบจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือน ให้กดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 37

    9.3 หลังจากนั้นระบบจะแสดงสถานะแจ้งเตือน “ลบ File สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 38

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 10 : การ Delete Folder

    10.1) กรณีที่ต้องการ Delete Folder ที่มีข้อมูลอยู่ภายใน

    10.1.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 39>” และเลือก “Delete” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 40

    10.1.2 ระบบจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือนว่ามีข้อมูลอยู่ภายใน Folder

    วิธีการใช้งาน File Storage 41

    10.1.3 หากต้องการลบ ให้ทำเครื่องหมายถูกในช่องสี่เหลี่ยม แล้วกดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 42

    10.1.4 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งว่า “ลบ Folder สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 43

    10.2) กรณีที่ต้องการ Delete Folder ที่ไม่มีข้อมูลอยู่ภายใน

    10.2.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 44>” และเลือก “Delete” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 45

    10.2.2 ระบบจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือน ให้กดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 46

    10.1.3 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งว่า “ลบ Folder สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 47

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 11 : การ Delete Bucket

    11.1) กรณีที่ Bucket มีข้อมูลอยู่ภายใน 

    11.1.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 48>” และเลือก “Delete Bucket”

    วิธีการใช้งาน File Storage 49

    11.1.2 ระบบจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือน หากต้องการลบ ให้ใส่ชื่อ Bucket ให้ถูกต้อง หากใส่ชื่อ Bucket ผิด จะไม่สามารถกดปุ่ม DELETE ได้ และทำเครื่องหมายถูกในช่องสี่เหลี่ยม เพื่อ Confirm หลังจากนั้นกดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 50

    11.1.5 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งว่า “ลบ Bucket สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 51

    วิธีการใช้งาน File Storage 52

    11.2) กรณีที่ Bucket ไม่มีข้อมูลอยู่ภายใน 

    11.2.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 53>” และเลือก “Delete Bucket” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 54

    11.2.2 ใส่ชื่อ Bucket ที่จะลบ และกดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 55

    11.2.3 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งเตือนว่า “ลบ Bucket สำเร็จ” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 56

    วิธีการใช้งาน File Storage 57

    11.3) สามารถใช้วิธีการลบ Bucket อีกวิธีได้ดังนี้

    11.3.1 เข้าไปที่ Bucket ที่ต้องการลบ

    วิธีการใช้งาน File Storage 58

    11.3.2 เมื่อเข้ามาใน Bucket แล้ว ให้กดที่ปุ่ม วิธีการใช้งาน File Storage 59 เพื่อลบ Bucket

    วิธีการใช้งาน File Storage 60

    11.3.3 ใส่ชื่อ Bucket และกดปุ่ม “DELETE” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 61

    11.3.4 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งเตือนว่า “ ลบ Bucket สำเร็จ” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 62

    วิธีการใช้งาน File Storage 63

    กลับด้านบน

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการใช้งาน File Storage สามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • วิธีการใช้งาน Gift Code บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการใช้งาน Gift Code บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการใช้งาน Gift Code บน gate.openlandscape.cloud มีทั้งหมด 2 วิธีซึ่งมีความแตกต่างกันออกไปดังนี้

    วิธีที่ 1 แบบมี Gift Code โดยผู้ใช้บริการต้องนำ Code กรอกเข้าระบบเพื่อเปิดการใช้งาน

    1.ผู้ใช้บริการเลือกเมนู Billing > Payment กดที่ปุ่ม Redeem Code ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

    Redeem Code

    2.ใส่ Gift Code ลงไปในช่องว่างเพื่อเปิดการใช้งาน และกดปุ่ม “OK” ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

    Gift Code

    3.ระบบจะทำการเติมเครดิต หากดำเนินการสำเร็จแล้ว จะมีข้อความด้านล่างมุมขวามือ ปรากฎข้อความ “ใช้ Gift Code สำเร็จ” ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

    “ใช้ Gift Code สำเร็จ”

    4.ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบประวัติของ Gift Code ได้ที่แถบ Gift Credit Earning หาก Status ขึ้นเป็น “ACTIVATED” สีเขียวแปลว่า การเติม Gift Credit เข้าระบบเครดิตของผู้ใช้บริการสำเร็จเรียบร้อย และสามารถตรวจสอบ Expiry Date ของวันหมดอายุในการใช้ Gift Credit ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

     

    Gift Credit Earning

    และผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบ Gift Credit ที่ใกล้หมดอายุการใช้งานที่ Gift Credit Balance 

    Gift Credit Balance 

    วิธีที่ 2 แบบมีอีเมลแจ้งเตือนการเปิดใช้งาน Auto Gift Code 

    1.ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบการแจ้งเตือนได้จากรูปกระดิ่งของระบบแจ้งเตือน Notifications ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

    Notifications

    หรือ ตรวจสอบในส่วนของแถบเมนู Notification > System ซึ่งสามารถเห็นการแจ้งเตือนได้เช่นกัน ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

    Notification > System

    และผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบทางอีเมลที่จะได้รับจาก Openlandscape 

    ตัวอย่างอีเมล

    2.ผู้ใช้บริการสามารถเข้าที่แถบเมนู Billing > Payment เลือกกดที่แถบ Gift Credit Earning 

    เพื่อดูประวัติของ Gift Credit และผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบ Gift Credit ที่ผู้ใช้บริการได้รับที่ Status “ACTIVATE NOW” หากผู้ใช้บริการยังไม่ได้กดยืนยันรับ Gift Credit สามารถตรวจสอบวันหมดอายุในการกดยืนยันรับ Gift Credit ตามวันที่ปรากฏของ Last Activate Date ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

    Last Activate Date

    3.ผู้ใช้บริการสามารถเลือกกดปุ่ม Status “Activate Now” โดยจะมีข้อความแจ้ง “ระบบดำเนินการสำเร็จ” หาก Status ขึ้นเป็น “ACTIVATED” สีเขียวแปลว่า การเติม Gift Credit เข้าระบบเครดิตของผู้ใช้บริการสำเร็จเรียบร้อยแล้ว และสามารถตรวจสอบ Expiry Date ของวันที่หมดอายุในการใช้ Gift Credit ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง 

    Expiry Date

    และผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบ Gift Credit ที่ใกล้หมดอายุการใช้งานที่ Gift Credit Balance 

    ตรวจสอบ Gift Credit ที่ใกล้หมดอายุการใช้งานที่ Gift Credit Balance

    นอกจากนี้หากต้องการเติมเครดิตเพื่อใช้งานบน Openlandscape Cloud สามารถดูรายละเอียดเพื่มเติมได้ที่ คลิก

    หากผู้ใช้บริการต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อผ่านทางอีเมล contact@ols.co.th หรือศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าหมายเลข 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • วิธีใช้งานระบบแจ้งเตือน (Notification Feature) บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีใช้งานระบบแจ้งเตือน (Notification Feature) บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีใช้งานระบบแจ้งเตือน (Notification Feature) บน gate.openlandscape.cloud

    ในส่วนของการใช้งานระบบแจ้งเตือน หรือ Notification Feature จะเป็นช่องทางการแจ้งเตือนข่าวสารหรือโปรโมชันต่าง และการแจ้งเตือนของระบบ ในส่วนที่ผู้ใช้บริการได้ดำเนินการต่าง บน Gate.openlandscape.cloud โดยสามารถเข้าไปดูได้ที่หน้าต่าง “Notification” ซึ่งจะมีให้เลือกเข้าใช้งาน 2 ที่ด้วยกัน ดังนี้

    1. ในแถบเมนูทางด้านซ้ายมือ ด้านล่างสุด

    Notification feature 1

    2. แถบของ “Notification” เป็นรูปปุ่มกระดิ่งแจ้งเตือน “🛎” ใกล้บริเวณแถบ “CREATE INSTANCE”

    Notification feature 2

    3 ประเภทของ Notification มีอะไรบ้าง ?

    OpenLandscape แบ่งประเภทของ “Notification” เป็น 3 ประเภท ดังนี้

    1. System  

    ในส่วนของ System คือ การแจ้งเตือนประวัติการใช้งานบนระบบของผู้ใช้บริการ เช่น

    • การสร้าง Instance แบบ Password ในระบบ ซึ่ง User และ Password จะถูกส่งผ่านทางอีเมลของผู้ใช้บริการ และผู้ใช้บริการสามารถดู Password ทางระบบแจ้งเตือน “Notification” แบบ Realtime ได้
    • การเติมเครดิตเข้าระบบ เป็นการแจ้งเตือนการเติมเครดิตเข้าระบบแบบ Realtime บน Notification เช่นเดียวกัน เป็นต้น

    ตัวอย่าง การสร้าง Instance แบบ Password

    Notification feature 3

    สำหรับการสร้าง Instance แบบ Password สามารถดู User และ Password ได้ที่บริเวณกรอบสีแดงตามดังภาพตัวอย่างด้านล่าง

    Notification feature 4

    นอกจากนี้ หากผู้ใช้บริการกดไปที่แจ้งเตือนของ System ในส่วนของการสร้าง Instance เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดของ Instance ระบบจะเข้าสู่หน้าต่างของ Instance ดังภาพตัวอย่างด้านล่าง

    Notification feature 5


    2. Updates 

    ในส่วนของ Updates คือ การแจ้งเตือนการอัปเดต และปรับปรุงระบบ เช่น เมื่อมีฟีเจอร์ใหม่บน Gate หรือมีการ Maintenance Gate จะได้รับแจ้งเตือนผ่านช่องทางนี้

    Notification feature 6

    นอกจากนี้ หากกดไปที่ปุ่มแจ้งเตือนของ Update ในส่วนของฟีเจอร์ใหม่จะมีหน้าต่างรายละเอียดขึ้นมา ผู้ใช้บริการสามารถกดปุ่ม Go To Page เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดของฟีเจอร์ใหม่ในหน้าเพจ Blog.Openlandscape.Cloud ได้อีกด้วย

    ตัวอย่างหน้าต่างรายละเอียดของฟีเจอร์ใหม่

    Notification feature 7

    ตัวอย่างหน้าเพจ ใน blog.openlandscape.cloud

    Notification feature 8


    3. Announcement

    ในส่วนของ Announcement คือ การแจ้งเตือนข่าวสาร และ โปรโมชัน ของ OpenLandscape เช่น หากมีโปรโมชันบน Facebook ของ Openlandscape Cloud จะมีการขึ้นแจ้งเตือนบน “Notification” และสามารถดูรายละเอียดที่ Facebook ได้เช่นกัน

    Notification feature 9

    นอกจากนี้หากกดไปที่แจ้งเตือนของ Annoucement ในส่วนของโปรโมชัน จะมีหน้าต่างรายละเอียดขึ้นมา ผู้ใช้บริการสามารถกดปุ่ม Go To Promotion เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดของโปรโมชันในหน้า Facebook หรือ Blog ของ Openlandscape Cloud 

    ตัวอย่างหน้าต่างรายละเอียดโปรโมชัน

    Notification feature 10

    ตัวอย่างหน้าโปรโมชัน ในเฟสบุ๊ค

    Notification feature 11

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • Resize Instance ที่คุณสามารถทำเองได้ไม่ยาก บน OpenLandscape Cloud

    Resize Instance ที่คุณสามารถทำเองได้ไม่ยาก บน OpenLandscape Cloud

    Resize Instance ที่คุณสามารถทำเองได้ไม่ยาก บน OpenLandscape Cloud

    Resize Instance เป็นการปรับขนาดของ CPU, RAM, Disk ในการใช้งานของ Instance 

    โดย *Resize Instance สามารถปรับเพิ่มได้ แต่ไม่สามารถปรับให้ลดลงได้*

    หากคุณคิดว่า Instance ที่กำลังใช้งานอยู่ มีการทำงานที่ช้าลง คุณสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้


    1.ผู้ใช้บริการต้องดำเนินการ Shutoff Instance เป็นอันดับแรกก่อนเสมอ
    ทั้งแบบ Pay Per Use 

    Resize Instance 1

    และแบบ Annual Plan 

    Resize Instance 2

    2.เมื่อผู้ใช้บริการดำเนินการ Shutoff Instance เรียบร้อยแล้ว สามารถกดที่ชื่อ Instance เพื่อไปในส่วนของหน้า Overview ที่แสดง Detail ของ Instance ที่ได้ดำเนินการ Shutoff Instance ไว้

    ทั้งแบบ Pay Per Use 

    Resize Instance 3

    และแบบ Annual Plan 

    Resize Instance 4

    5.3 จากนั้นให้เลือกไปที่แถบ Resize  

    Resize Instance 5

    เมื่อผู้ใช้บริการเข้ามาที่แถบ Resize เรียบร้อยแล้ว จะพบตัวเลือก 2 ฝั่ง ให้เลือก คือ 

    (1) ผู้ใช้บริการสามารถเลือก Package ที่ต้องการปรับจาก Spec เดิม

    (2) ผู้ใช้บริการกด Comfirm เพื่อยืนยัน Spec ที่ต้องการให้เรียบร้อย

    • แบบ Annual Plan จะมีรายละเอียดให้ผู้ใช้บริการตรวจสอบข้อกำหนดการใช้งาน ก่อนกดยืนยันการสร้าง 

    Resize Instance 6

    5.4 เมื่อผู้ใช้บริการกด Comfirm เรียบร้อยแล้ว กรุณารอ 5-10 นาที เมื่อระบบประมวลผล และดำเนินการตามที่เลือกเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการจะได้ Instance ที่มี Spec ตามที่เลือกและสามารถ Start Instance ใช้งานได้ทันที

    • แบบ Pay Per Use

    Resize Instance 7

    • แบบ Annual Plan 

    Resize Instance 8

    หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ OpenLandscape ได้ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • วิธีการขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax) บน OpenLandscape Cloud

    วิธีการขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax) บน OpenLandscape Cloud

    วิธีการขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax) บน OpenLandscape Cloud

    ผู้ใช้บริการสามารถขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax) บน OpenLandscape Cloud ได้ตอนดำเนินการเติมเครดิตโดยมีวิธีการ ดังนี้


    1.คลิกที่เมนู Payment ที่แถบเมนูด้านซ้าย ระบบจะพาคุณเข้าสู่หน้า Payment ดังรูปและกดปุ่ม Top-Up ในส่วน Money Credit Balance เพื่อดำเนินการเติมเครดิต

    ภาพประกอบ 1 E-Tax


    2.ระบบจะปรากฏหน้าต่าง Top up ให้ใส่จำนวนเงินที่ต้องการเติมเครดิตลงในช่อง Please fill amount due ผู้ใช้บริการสามารถกดเลือก Check box ในช่อง “ต้องการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบตัวเต็ม (E-Tax)” และหากนิติบุคคลที่เติมเครดิตตั้งแต่ 1,000 บาท สามารถแจ้งการนำส่งใบยืนยันการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ โดยเลือก Check box ในช่อง “ต้องการนำส่งใบยืนยันการภาษี ณ ที่จ่าย”

    ภาพประกอบ 2 E-Tax


    3.สำหรับผู้ใช้บริการที่ยังไม่เคยบันทึกข้อมูลการออก Tax invoice / receipt ระบบจะแสดงหน้าต่างให้กรอกข้อมูลครั้งแรกตามหัวข้อ ดังนี้

    • ชื่อบริษัท / ชื่อ – นามสกุล
    • เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
    • ที่อยู่
    • จังหวัด
    • เขต / อำเภอ
    • แขวง / ตำบล
    • รหัสไปรษณีย์

    เมื่อกรอกข้อมูลทั้งหมดเรียบร้อยแล้วกดปุ่ม OK เพื่อยืนยันข้อมูล

    ภาพประกอบ 3 E-Tax

    เมื่อบันทึกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการสามารถเลือกช่องทางการชำระเงินในช่อง Choose your payment methhod และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในการกรอก Tax invoice / receipt ในช่อง Summary ทางด้านขวา ดังนี้

    • ประเภทเอกสารที่ต้องการ Receipt หรือ E-Tax
    • ที่อยู่ในการออก Receipt หรือ E-Tax
    • เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
    • ค่าบริการที่ต้องชำระ

    หากต้องการแก้ไขข้อมูล สามารถกดที่ Change เลือกแก้ไขข้อมูล

    ภาพประกอบ 4 E-tax


    4.ในกรณีที่ผู้ใช้บริการเป็นนิติบุคคล สามารถหักภาษี ณ ที่ จ่าย และนำส่งเอกสารใบหักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อมีการเติมเครดิตตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป โดยกดเลือกที่ปุ่ม E-Tax และเลือก Check box ในช่อง  “ต้องการนำส่งใบหักภาษี ณ ที่จ่าย” ซึ่งมีเงื่อนไข ดังนี้

    • กรุณานำส่งเอกสารใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (ตัวจริง) มาทางที่อยู่ บริษัท โอเพ่นแลนด์สเคป จำกัด 1768 อาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ ชั้น 14 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310 ทางบริษัทจะดำเนินการโอนเงินคืนภายใน 15 วันทำการ หลังจากได้รับใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (ตัวจริง) เท่านั้น
    • ผู้ใช้บริการกรอกข้อมูลตามรูปด้านล่างให้เรียบร้อย ซึ่งประกอบไปด้วย เลขที่บัญชีธนาคาร สำหรับโอนเงินคืน และ ธนาคาร
    • กดปุ่ม OK เพื่อบันทึกข้อมูล

    ภาพประกอบ 5 E-Tax


    5.เมื่อดำเนินการเรียบร้อย ระบบจะกลับมาที่หน้า Choose your payment method อีกครั้ง เพื่อให้ดำเนินการชำระค่าบริการ 

    ภาพประกอบ 6 E-Tax

    ซึ่งหลังจากที่ผู้ใช้บริการชำระค่าบริการเรียบร้อยแล้ว จะได้รับใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีผ่านทางอีเมลของผู้ใช้บริการตามที่ได้แจ้งไว้ ตามตัวอย่างเอกสาร ดังนี้

    ภาพประกอบ 7 E-Tax

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ติดตามข่าวสารใหม่ ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

        OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

    Cloud Computing คือ

  • Credit Top-Up วิธีการเติมเครดิตเพื่อใช้งานบน gate.openlandscape.cloud

    Credit Top-Up วิธีการเติมเครดิตเพื่อใช้งานบน gate.openlandscape.cloud

    Credit Top-Up วิธีการเติมเครดิตเพื่อใช้งานบน gate.openlandscape.cloud

    อันดับแรกของการ Top-Up เติมเครดิตเข้าระบบ  gate.openlandscape.cloud ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่ในหน้า Payment ว่ามีส่วนใดบ้าง และในแต่ละส่วนมีไว้ใช้ทำอะไร โดยในขั้นตอนแรกให้กดไปที่ Payment จากเมนูด้านขวา จะพบหน้าดังรูป

     Payment

    ในหน้านี้จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน หลัก ๆ คือ

    • ส่วนที่ 1 คือ Total Credit Balance : เป็นส่วนที่แสดงยอดเงินที่มีอยู่ในระบบ

    Total Credit Balance

    • ส่วนที่ 2 คือ Money Credit balance : เป็นส่วนที่มีไว้สำหรับการเติมเงินเข้าระบบเพื่อใช้งาน โดยจะมีอยู่ 2 ปุ่ม คือ Schedule : กำหนดวันเติมเงินล่วงหน้าได้แบบอัตโนมัติ สามารถอ่านเพิ่มเติม > วิธีใช้งาน Schedule Top-up บน gate.openlandscape.cloud

      และปุ่ม Top-up : เติมเงิน 

    Money Credit balance

    Gift credit balance :

    • ส่วนที่ 4 จะเป็นส่วนที่แสดง History ต่าง ๆ ของการใช้งาน โดยจะมี Billing History : ประวัติการเติมเงิน, Gift Credit Earnings : ประวัติการเติม Gift Code และ Usage History : ประวัติการใช้งานเครื่อง Instance กับ Service ในระบบ

     History

    ขั้นตอนวิธีการเติมเงินแลกเครดิตเพื่อใช้งานบน gate.openlandscape.cloud

    ในส่วนของวิธีการเติมเงินเพื่อแลกเครดิตเข้าระบบ ผู้ใช้งานจะต้องมียอดเงินขั้นต่ำในการชำระเงิน เริ่มต้นที่ 150 บาท (ราคายังไม่รวม VAT 7%) ในแต่ละครั้ง ซึ่งหากโอนเงินไม่ครบจำนวน ทางระบบจะไม่สามารถเติมเครดิตเข้าบัญชี และไม่สามารถขอคืนเงินที่ชำระได้สำหรับมีวิธีการเติมเงินเข้าระบบนั้นมีวิธีการดังนี้

    กดปุ่ม Top-Up ที่อยู่ในส่วนของ Payment option และจะมี Pop Up ขึ้นมา ตามรูป

    Top-Up

    เมื่อมี Pop up ขึ้นมา ให้ผู้ใช้บริการใส่จำนวนเงินที่ต้องการเติม ในตัวอย่างนี้ จะใส่จำนวน 150 บาท จากนั้นกดปุ่ม OK เพื่อให้ระบบนำไปในหน้าถัดไป

    เมื่อมาถึงหน้านี้แล้ว จะมีช่องทางการชำระเงิน 4 ช่องทางดังนี้

    • การเติมเงินผ่าน QR Payment : เลือกวิธีการเติมเครดิตแบบ QR Payment โดยยอดเติมเงินขั้นต่ำ 150 บาท หากโอนไม่ครบจำนวน ระบบจะไม่ทำการเติมเครดิตและขอเงินคืนได้ * การชำระเงินผ่านช่องทางนี้อาจมีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 15 – 30 นาที
      QR Paymentกดที่ Pay Now จะขึ้นหน้าของ QR Payment ซึ่งผู้ใช้บริการมีเวลาในการ Scan QR Payment หรือกด Save QR CODE และทำการชำระเงินภายใน 30 นาที

     Save QR CODE

    • การเติมเงินผ่านบัตรเครดิต / เดบิต (Credit Card / Debit Card) : กด Create Card จากนั้นจะเข้าสู่หน้า Manage Cards

    Manage Cards

    กรอกข้อมูลบัตรของท่านให้ครบถ้วนกด Confirm จากนั้นแล้วกด Pay Now

    Pay Now

    • การเติมเงินผ่านอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้ง (Internet Banking) : เลือก Bank ที่เป็น Drop Down เมื่อเลือกเสร็จให้กด Pay Now 

    Internet Banking

    • การโอนเงินผ่านทางธนาคาร (Bank Transfer) : เมื่อทำการโอนเงินตามจำนวน Grand Total สำเร็จ

     * หากโอนไม่ครบระบบจะไม่ทำการเติมเครดิตและไม่สามารถขอเงินคืนได้
    หลังจากชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ให้ยืนยันการโอนเงินด้วยการ ส่งหลักฐานการโอนเงิน หลังจากทางบริษัทได้รับหลักฐานการโอนเงิน เครดิตจะถูกเติมเข้าในบัญชีภายใน 24 ชั่วโมง

    * หากท่านต้องการชำระค่าบริการผ่าน Bank Transfer ทางเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบยอดชำระ ค่าบริการและยืนยันยอดเติมเงินภายในระยะเวลาทำการเท่านั้น  (เฉพาะ จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.30 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

    * หากต้องการเติมเงินเข้าระบบทันที ไม่ต้องรอตรวจสอบยอดชำระ ผู้ใช้บริการสามารถเลือกชำระค่าบริการผ่านช่องทาง Credit Card, Debit Card หรือ QR Payment แทนได้

    Internet Banking

    ส่งหลักฐานการโอนเงินมาเป็นไฟล์รูปในส่วนที่มีปุ่ม Upload  (รูปภาพหลักฐานการโอนเงินจะต้องเป็นไฟล์ .png .jpg .jpeg ขนาดต่อไฟล์สูงสุดที่สามารถอัปโหลดได้คือ 2 MB สามารถอัปโหลดได้สูงสุด 5 ไฟล์) จากนั้นให้กด Pay Now เมื่อกดแล้วให้รอสักครู่ 

    Upload

    โดยสามารถดูสถานะการทำรายการได้ที่ Billing History 

    Upload

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง