Tag: cloud

  • 15 สถิติน่ารู้เกี่ยวกับ ธุรกิจ Cloud Computing

    15 สถิติน่ารู้เกี่ยวกับ ธุรกิจ Cloud Computing

    ธุรกิจ Cloud หรือการให้บริการ Cloud Computing จัดเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจเติบโตสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีสถิติที่น่าสนใจในแต่ละปี ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคตมีอะไรบ้าง ? OpenLandscape ได้รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ ค.ศ. 2016 – 2028 มาให้คุณแล้วถึง 15 เรื่อง 

    Netflix เติบโตด้วยการหันมาใช้ Cloud Computing

    • ผู้ให้บริการ Streaming อย่าง Netflix เปลี่ยนมาใช้บริการ Cloud อย่างเต็มรูปแบบในเดือนมกราคม ค.ศ. 2016 เพื่อประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการจำนวนมาก สามารถเข้าใช้งานในช่วงเวลาเดียวกันได้อย่างราบรื่นและมีความเสถียร รวมถึงการเก็บข้อมูลและขยายพื้นที่ได้อย่างมหาศาล 
    • ค.ศ. 2016 Netflix สร้างรายได้รวมมูลค่า 8,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีรายได้เพิ่มขึ้นมาที่มูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน ค.ศ. 2020 และยังสร้างรายได้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน ค.ศ. 2022 ข้อมูลจาก Money Buffalo เว็บไซต์การเงินและการลงทุน

    มีผู้ใช้งาน Cloud ทั่วโลกมากกว่า 3,600 ล้านคน ตั้งแต่ปี 2018

    • ค.ศ. 2018 มีผู้ใช้งานในระบบ Cloud Computing ทั่วโลกมากกว่า 3,600 ล้านคน จากผลสำรวจโดย Statista ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลการตลาดและผู้บริโภค

    94% ของธุรกิจทั่วโลกยอมรับระบบ Cloud

    • ค.ศ. 2019 ระบบ Cloud เป็นที่ยอมรับในกลุ่มธุรกิจทั่วโลกสูงถึง 94% จากผลสำรวจโดย Flexera บริษัทซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์

    50% ของ Marketing และ Sales ยอมรับประโยชน์ Cloud BI

    • ค.ศ. 2019 Cloud Business Intelligence หรือ Cloud BI เป็นเครื่องมือสำคัญที่ได้รับการยอมรับจากฝ่าย Marketing และ Sales มากถึง 50% ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจที่สามารถนำมาต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากผลสำรวจโดย Forbes นิตยสารธุรกิจและเศรษฐกิจ

    45% ขององค์กรใช้ Cloud 2 Platform ขึ้นไป

    • จำนวนมากกว่า 400 รายทั่วโลก จาก 51 ประเทศ มีกลยุทธ์ในการใช้ Hybrid Cloud สูงถึง 30% และอีก 45% ได้มีการนำ Cloud Platform ตั้งแต่ 2 Platform หรือมากกว่านั้น นำมาใช้งานในองค์กรเรียบร้อยแล้ว

    10 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจ Cloud เติบโตถึง 635% 

    • ตั้งแต่ ค.ศ. 2010 – 2020 ธุรกิจ Cloud Computing ทั่วโลกเติบโตสูงถึง 635% นับเป็นการเติบโตที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ยังคงเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    Hybrid Cloud ทั่วโลกเติบโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 20.6%

    • ค.ศ. 2021 ธุรกิจ Hybrid Cloud ทั่วโลกมีมูลค่า 85.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 262.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 20.6% ภายใน ค.ศ. 2027 จากผลสำรวจโดย Suyati บริษัทเทคโนโลยี

    Cloud ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 40%

    • ค.ศ. 2022 หลายองค์กรทั่วโลกสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 40% จากการย้ายไปใช้บริการ Cloud Computing แทนการใช้ IT Solutions ในรูปแบบเดิม ซึ่งช่วยในการลดงบประมาณด้าน IT ทั้งด้าน Hardware และการดูแลรักษา

    Cloud ช่วยลด Carbon Dioxide สูงถึง 64%

    • ค.ศ. 2022 บริษัทที่ใช้บริการ Cloud Computing สามารถประหยัดต้นทุนการใช้พลังงานได้ถึง 64% และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 64% เมื่อเทียบกับการใช้ IT Solutions แบบเดิมที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้า, ระบบทำความเย็นระบายความร้อน และอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น จากผลสำรวจโดย Accenture บริษัทผู้ให้บริการและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี

    บุคลากรด้าน Cloud Computing เป็นที่ต้องการในตลาด

    • ค.ศ. 2022 องค์กรที่หันมาใช้ Cloud Computing ได้ทำการเพิ่มตำแหน่งใหม่ในแผนก IT เช่น นักพัฒนา, วิศวกร และผู้ดูแลระบบ Cloud เป็นต้น ทำให้บุคลากรด้าน Cloud Computing ยังคงมีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ จากผลสำรวจโดย International Data Group บริษัทด้านการตลาดและการสร้างอุปสงค์ซึ่งมุ่งเน้นที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี

    Public Cloud ในประเทศไทยมีมูลค่า 41.3 พันล้านบาท

    • ค.ศ. 2022 ประเทศไทยมีการใช้จ่ายด้าน Public Cloud มูลค่า 41.3 พันล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้น 31.8% เป็นมูลค่า 54.4 พันล้านบาท ใน ค.ศ. 2023 จากผลสำรวจโดย Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี

    Public Cloud ทั่วโลกมีมูลค่า 490.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • ค.ศ. 2022 การใช้จ่ายด้าน Public Cloud ทั่วโลกมีมูลค่า 490.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้น 20.7% เป็นมูลค่า 591.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน ค.ศ. 2023 จากผลสำรวจโดย Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี

    Cloud Computing จะเติบโตขึ้นปีละ 17.5%

    • ค.ศ. 2025 มีคาดการณ์ว่าธุรกิจ Cloud Computing จะเติบโตขึ้นปีละ 17.5% และอาจมีมูลค่าสูงถึง 832,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากผลสำรวจโดย Markets and Markets บริษัทการวิจัยตลาด

    Public Cloud ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    • ค.ศ. 2025 องค์กรทั่วโลกจะใช้จ่ายด้าน Public Cloud มากกว่า IT Solutions แบบเดิมเพราะมีความคุ้มค่ามากกว่า และให้ประสิทธิภาพสูงในการช่วยพัฒนาธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมั่งคง จากผลสำรวจโดย Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี

    ปี 2028 Cloud อาจมีมูลค่า 1,000,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • ค.ศ. 2028 คาดการณ์ว่าธุรกิจ Cloud Computing อาจมีมูลค่าสูงถึง 1,000,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


    ภาพประกอบ 15 สถิติน่ารู้เกี่ยวกับ ธุรกิจ Cloud Computing

    คุณพร้อมนำ Cloud Computing มาปรับใช้กับธุรกิจของคุณแล้วหรือยัง ?

    จากสถิติที่โดดเด่นในแต่ละปีของ Cloud Computing เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีความสำคัญในการช่วยพัฒนาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จและสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ OpenLandscape ได้รวบรวมข้อมูล 5 เทรนด์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Cloud Computing ใน ค.ศ. 2023 มาให้ทุกท่านที่สนใจ ได้นำไปพัฒนาธุรกิจและประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร

    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.forbes.com/sites/louiscolumbus/2019/04/07/the-state-of-cloud-business-intelligence-2019/?sh=3c8b5f0e287a

    https://blog.jittawealth.com/post/thematic-cloud-computing-recap-2021-ep-01

    https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2022/10/17/the-top-5-cloud-computing-trends-in-2023/?sh=6b6e5cd74648

    https://www.moneybuffalo.in.th/stock/summary-of-11-interesting-cloud-computing-stocks-and-funds

    https://www.brandbuffet.in.th/2023/01/netflix-earnings-q4-2022/

    https://www.bangkokpost.com/tech/2480602/amazon-unveils-cloud-trends-for-2023

    https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2022-02-09-gartner-says-more-than-half-of-enterprise-it-spending

    https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2022-10-31-gartner-forecasts-worldwide-public-cloud-end-user-spending-to-reach-nearly-600-billion-in-2023

    https://www.redhat.com/en/blog/red-hat-global-customer-tech-outlook-2019-automation-cloud-security-lead-funding-priorities?source=bloglisting.

    https://www.turing.com/blog

  • 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง ที่น่าสนใจในปี 2023

    5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง ที่น่าสนใจในปี 2023

    คลาวด์คอมพิวติ้ง หรือ Cloud Computing เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดในอุตสาหกรรมไอที ถึงแม้คลาวด์คอมพิวติ้งจะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่จำนวนการใช้งานยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปีนี้ OpenLandscape จึงได้รวบรวมข้อมูล 5 เทรนด์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ คลาวด์คอมพิวติ้ง ในปี ค.ศ. 2023 มาให้คุณแล้วที่บทความนี้

    ภาพประกอบ 1 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    1. ขยับจาก Private Cloud สู่ Hybrid Cloud รองรับการเติบโตของธุรกิจ

    มีการคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2570 Hybrid Cloud อาจมีมูลค่าสูงถึง 260 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 70 % ขององค์กรทั่วโลกจะประสบความสำเร็จจากการใช้ Hybrid Cloud และจากผลสำรวจโดย Red Hat Global Customer Tech Outlook ระบุว่า 30% ขององค์กรที่สำรวจมีกลยุทธ์ในการใช้ Hybrid Cloud และ 45% ได้มีการนำคลาวด์แพลตฟอร์มตั้งแต่ 2 แพลตฟอร์มหรือมากกว่านั้นมาใช้งานร่วมกันตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019

    Hybrid Cloud คืออะไร? 

    Hybrid Cloud คือ การใช้งานร่วมกันระหว่าง Public Cloud และ Private Cloud ซึ่งเป็นการนำข้อดีของทั้ง 2 รูปแบบมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เช่น การนำ Private Cloud เก็บเฉพาะข้อมูลภายในองค์กร และใช้ Public Cloud เพื่อการ Scale Out ให้ระบบรองรับผู้ใช้งานได้มากขึ้น สำหรับการประมวลผลในช่วงที่เกิด Workload Peak Time เป็นต้น

    โดย Hybrid Cloud สามารถเชื่อมต่อ Public Cloud และ Private Cloud ด้วย VPN หรือ Private Link ที่สามารถจัดการได้ง่าย ซึ่งต่างจาก Multi Cloud ที่ผู้ดูแลระบบต้องจัดการเรื่องการใช้งานด้วย Console ควบคุมที่ต่างกัน

    Hybrid Cloud เหมาะสำหรับธุรกิจที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้วยการนำ Digital Transformation หรือเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางดิจิทัลเข้ามาใช้ในการวางรากฐานและดำเนินงานในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยบางองค์กรอาจใช้เพียง Private Cloud มาก่อนและขยายสู่ Public Cloud เพื่อนำมาปรับใช้กับทุกส่วนของธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ แต่รายละเอียดของ Cloud ทั้ง 2 แบบนั้นมีความต่างกันมาก ควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยปรับระบบให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น รวมถึงควรมีการทดสอบระบบบ่อย ๆ เพื่อให้เกิดความเสถียรในการใช้งาน 

    นอกจากนี้ Hybrid Cloud ยังรักษาความสามารถในการควบคุมระบบภายใน (Internal Control) โดย On-Premises หรือ Private Cloud ซึ่งเป็นระบบ IT Infrastructure ที่มีการติดตั้งใช้งานเองภายในองค์กร อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากการใช้ Public Cloud สำหรับการลดต้นทุน รองรับการเติบโตของธุรกิจได้ดีกว่า พร้อมทั้งยังเป็นลดความเสี่ยงในการดูแลรักษาความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงความยืดหยุ่นสูงในการจัดการและปรับขนาดได้ตามต้องการ 

    Public Cloud คืออะไร ?

    Public Cloud คือ คลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยมีผู้ให้บริการระบบคลาวด์เป็นผู้ตั้งระบบ Hardware และ Software เพื่อให้แต่ละองค์กรสามารถเช่าใช้บริการคลาวด์ โดยไม่ต้องลงทุนติดตั้ง Cloud Data Center ด้วยตนเอง ช่วยให้องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการดูแลและค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ทางเทคนิคอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงใช้งานง่ายและมีเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือตลอดการใช้บริการ 

    4 ประโยชน์ของการใช้ Public Cloud

    • ลดต้นทุนเรื่องค่าใช้จ่ายและช่วยประหยัดเงินได้มากขึ้น
    • ปรับเพิ่มหรือลดทรัพยากรได้ตามสะดวกตามแนวโน้มของธุรกิจ
    • ดูแลและจัดการระบบคลาวด์ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ
    • มีระบบ Backup เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

    4 เหตุผลที่คุณควรหันมาใช้ Hybrid Cloud จากการใช้ Private Cloud

    • รวมข้อดีของ Private Cloud และ Public Cloud มาพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
    • ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูง
    • รองรับการปรับเพิ่มขนาดทรัพยากรได้ตามที่ต้องการ
    • มีความยืดหยุ่นสูง

    ภาพประกอบ 2 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    2. เพิ่มโอกาสสู่ความสำเร็จด้วยการนำ Kubernetes และ Docker บน คลาวด์คอมพิวติ้ง

    การนำ Kubernetes และ Docker มาปรับใช้บนคลาวด์จะช่วยในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรข้อมูลขนาดใหญ่ให้เป็นเรื่องง่าย เพราะ Kubernetes และ Docker มีแพลตฟอร์มสำหรับย้ายซอฟต์แวร์ในรูปแบบของแพ็กเกจ (Package) ที่เรียกว่าคอนเทนเนอร์ (Containers) ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการทำงานได้มากยิ่งขึ้น !

    Kubernetes คืออะไร ? 

    Kubernetes หรือ K8s เป็น Open Source ที่ช่วยจัดการคอนเทนเนอร์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง สามารถจัดสรรทรัพยากรได้แบบอัตโนมัติ อีกทั้งยังช่วยให้แอปพลิเคชัน (Application) ที่ทำงานบนคอนเทนเนอร์สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องด้วยระบบ Auto Self-Healing

    Docker คืออะไร ?

    Docker คือ Software Container ที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมเฉพาะ เพื่อทำให้ซอฟต์แวร์สามารถทำงานได้ โดยไม่ไปรบกวนซอฟต์แวร์อื่น ๆ ในระบบปฏิบัติการเดียวกัน และยังสามารถจัดการและติดตั้งคอนเทนเนอร์บนคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์เครื่องอื่น ๆ และบนคลาวด์ได้เลยทันที โดยที่โปรแกรมยังทำงานได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาอะไรมารบกวน 

    5 ประโยชน์การนำ Kubernetes และ Docker มาปรับใช้บนคลาวด์มีอะไรบ้าง ?

    • มีประสิทธิภาพสูง
    • รองรับการเพิ่มทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่นสูง
    • การปรับใช้ระบบอัตโนมัติบนคลาวด์
    • การแบ่งปันทรัพยากรที่ยืดหยุ่น
    • การปรับใช้ที่รวดเร็วและมีต้นทุนต่ำ

    Docker เวอร์ชันล่าสุดมาพร้อมกับ Kubernetes ในตัว ทำให้สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติและจัดการแอปพลิเคชันทั้งหมดในคอนเทนเนอร์ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์ม Docker ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยให้ธุรกิจของคุณทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น ดังนี้

    • Docker เพิ่มความสะดวกในการปรับขนาดและใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ส่วน Kubernetes ให้ความยืดหยุ่นและควบคุมการใช้งานทั้งหมดได้ง่ายมากขึ้น
    • Docker ทำงานบน Single Server และ Kubernetes ถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการ Server Clusters หรือ การนำคอมพิวเตอร์ Server หลาย ๆ เครื่องมาเชื่อมโยงกันและให้ทำงานพร้อมกันโดยไม่มีปัญหา ซึ่งวิธีนี้ช่วยปรับปรุง Server ได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงาน  
    • Docker สามารถใช้งานในรูปแบบ Client-Server และรองรับรูปแบบ Image ของตนเอง ส่วน Kubernetes ใช้ประโยชน์จากรูปแบบ Master-Slave และรองรับ Image หลายรูปแบบ 
    • Docker สามารถดำเนินการอินสแตนซ์เดียว (Single Instance) ของโปรแกรมสำเร็จ (Application Package) ส่วน Kubernetes สามารถทำงานได้หลายอินสแตนซ์ (Multiple Instances) ของโปรแกรมสำเร็จ
    • Docker สามารถทำงานร่วมกับการปรับใช้อัตโนมัติ (Auto-Deploy) และเรียกใช้แอปพลิเคชันภายในคอนเทนเนอร์ได้ ส่วน Kubernetes จะปรับใช้อัตโนมัติขณะที่จัดการแอปพลิเคชันคอนเทนเนอร์ทั้งหมดที่ข้าม Nodes
    • Docker สามารถบรรจุโปรแกรมสำเร็จทั้งหมดเป็นคอนเทนเนอร์ได้ง่ายและสะดวกต่อการเคลื่อนย้าย รวมถึงได้รับการช่วยเหลือจาก Kubernetes ในการปรับใช้แบบอัตโนมัติและการปรับขนาดได้ตามต้องการ
    • Docker มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ (Operating System) ในการควบคุมการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ส่วน Kubernetes เป็นระบบการปรับใช้รูปแบบ Parallel Deployment System ที่มีความสามารถในการจัดการคอนเทนเนอร์หลายตัวในเครื่องจำนวนมาก ให้ทำงานพร้อมกันได้อย่างต่อเนื่องและเต็มประสิทธิภาพ 

    ภาพประกอบ 3 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    3. ก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยการประมวลผล AI และ ML บน คลาวด์คอมพิวติ้ง

    เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) และ ML (Machine Learning) เป็นอีกเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงที่สุดในยุคนี้ รวมถึงเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งที่มีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นในปี ค.ศ. 2023 เทรนด์ที่น่าจับตามองมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการรวมเทคโนโลยี AI และ ML มาใช้บน Cloud Computing 

    ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยกย่อง AI และ ML เป็นเทคโนโลยีสําคัญ ในการช่วยพัฒนาให้องค์กรก้าวหน้าไปสู่ความสำเร็จในอนาคต แต่ทั้งนี้การรับส่งข้อมูลของ AI ในรูปแบบเดิม ๆ อาจใช้ Bandwidth ค่อนข้างสูง ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่มีทรัพยากรที่พร้อมรองรับ AI และ ML ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้คลาวด์คอมพิวติ้งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาการประมวลผลข้อมูล เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) การเรียนรู้ข้อมูลของ Machine ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้การรวม AI และ ML เข้ากับคลาวด์คอมพิวติ้งจึงมีความสำคัญมาก อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประโยชน์ที่สำคัญของการรวม AI และ ML มาทํางานบนแพลตฟอร์มคลาวด์นั่นเอง 

    AI คืออะไร ? 

    AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เป็นเครื่องจักร (Machine) ที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจและเรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ เช่น การรับรู้, การเรียนรู้, การให้เหตุผล และการแก้ปัญหาต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งการเติบโตของธุรกิจ AI ต้องอาศัยความก้าวหน้าของ Chip, CPU (Central Processing Unit) และการพัฒนาอัลกอริทึม (Algorithm) รวมถึงกระบวนการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่พบเจอระหว่างการพัฒนา AI

    นอกจากนี้เทคโนโลยี AI เช่น Deep Learning, Natural Language Processing และอื่น ๆ ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมมากมาย เช่น ด้านการแพทย์ ที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยและการดูแลสุขภาพ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษาที่มากขึ้น หรือทางด้านธุรกิจ ที่ใช้ในการวางแผนเรื่องการขายสินค้า เพื่อเพิ่มรายได้และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ เป็นต้น นอกจากนี้การใช้ AI และ Data Analytics ร่วมกันจะยิ่งช่วยเพิ่มระดับการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics) และการวิเคราะห์เชิงให้คำแนะนำ (Prescriptive Analytics) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

    ML คืออะไร ?

    ML (Machine Learning) เป็นการสอนให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยใช้ข้อมูลหรือการสอนอัลกอริทึม (Algorithm) ให้เรียนรู้, ทำความเข้าใจ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเองจากข้อมูลที่ป้อนให้

    โดยการเรียนรู้ของ Machine มี 3 รูปแบบ คือ 

    • Supervised Learning หรือ การเรียนรู้โดยมี Data สอน ซึ่งสามารถเรียนรู้และทำนายผลลัพธ์จากการสอนของผู้ให้ข้อมูล (Data Scientist) 
    • Unsupervised Learning หรือ การเรียนรู้โดยไม่มี Data สอน เป็นการเรียนรู้และทำนายผลลัพธ์ ผ่านการจำแนกและสร้างรูปแบบจากข้อมูลที่เคยได้รับและนำมาเรียนรู้เอง ซึ่งหาก Machine สามารถทำนายผลลัพธ์จากชุดข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก จะยิ่งเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ได้มากยิ่งขึ้น
    • Reinforcement Learning หรือ เรียนรู้ตามสภาพแวดล้อม เป็นแนวทางการเรียนรู้ของ AI ซึ่งมีลักษณะที่เหมือนการเรียนรู้ของมนุษย์ หรือการเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก เพื่อค้นหาแนวทางการรับมือปัญหาให้ดีที่สุด ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ธุรกิจ AI & Cloud Computing จะมีมูลค่าสูงถึง 13.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2026 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 20.3% ระหว่างปี ค.ศ. 2021 – 2026 ซึ่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างสูงจาก 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 2020 โดยองค์กรสามารถใช้ AI และ ML ร่วมกับคลาวด์คอมพิวติ้งในแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น การจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Management), การให้บริการงานธุรการทั่วไปหรืองานด้านเทคนิค รวมไปถึงงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ แบบมืออาชีพให้แก่ลูกค้า (Virtual Assistants), บริการ Reality-as-a-service และ ความปลอดภัยของแอปพลิเคชันบนคลาวด์ (Cloud-based Security for Applications) เป็นต้น


    ภาพประกอบ 4 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    4. ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลบนคลาวด์

    การย้ายข้อมูลไปยังระบบคลาวด์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความสะดวกในการใช้งาน และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล แต่บริษัทและองค์กรอาจต้องเผชิญกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ ๆ อยู่เสมอ ส่งผลให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นองค์กรต่างๆ จำเป็นต้องสร้างความปลอดภัยของข้อมูลบนคลาวด์คอมพิวติ้งให้ถูกต้องและมีความปลอดภัยมากที่สุด

    ดังนั้น การเพิ่มวิธีการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจจึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น แต่เนื่องจากหลายองค์กรอาจต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย จึงหันมามองหาการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ประหยัดต้นทุนมากที่สุด แต่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด เช่น การใช้ AI และเทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับภัยคุกคามได้ก่อนเกิดปัญหา รวมไปถึงการใช้บริการ Security as a Service (SECaaS) หรือ บริการสำหรับการจัดการความปลอดภัยที่มีเพิ่มมากขึ้น ในปี ค.ศ. 2023 เช่น

    • Web Application Firewall (WAF) คือ บริการเพิ่มเกราะป้องกันให้ธุรกิจอย่างที่เหนือกว่าการใช้ Firewall โดยสามารถตรวจจับทุกกิจกรรมการใช้งานและป้องกันภัยคุกคามและไม่ทำให้การใช้งานระบบช้าลง
    • Log คือ บริการจัดเก็บ Log ตามการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ช่วยให้องค์กรสามารถจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในระบบเครือข่าย โดยไม่ต้องลงทุนจัดซื้อระบบเพื่อจัดเก็บ Log File
    • Vulnerability Assesement (VA) คือ บริการตรวจสอบและค้นหาช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยของระบบ เพื่อทำการแก้ไขก่อนเกิดความเสียหายร้ายแรงจากผู้ไม่ประสงค์ดี
    • Security Operations Center (SOC) คือ บริการเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยขององค์กร ตรวจสอบการเข้าถึงเครือข่ายและระบบสารสนเทศต่าง ๆ ได้ตลอด 24*7
    • Penetration Test Black-Box/Grey-Box คือ บริการทดสอบการเจาะระบบ เพื่อค้นหาจุดอ่อนและประเมินความเสี่ยงในการเข้าถึงระบบต่าง ๆ ภายในองค์กรได้อย่างตรงจุด เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยให้มากขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ

    ภาพประกอบ 5 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    5. Cloud Gaming คลาวด์สำหรับสายเกมที่กำลังมาแรง  !

    Cloud Gaming เป็นการเล่นเกมผ่าน Remote Server บน Cloud Server ซึ่งผู้เล่นสามารถสตรีม (Streams) เกมบนอุปกรณ์ของตนเอง ผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องดาวน์โหลดเกมลงในอุปกรณ์ให้เปลืองพื้นที่ ต่างจากในรูปแบบเดิมที่เป็นการเล่นเกมบนอุปกรณ์สำหรับเกมนั้นโดยเฉพาะ เช่น PC, Console และ Mobile เป็นต้น 

    โดยผลสำรวจจาก Exploding Topics เว็บไซต์รวมผลสรุปการค้นหาระบุว่า “Cloud Gaming” มีการค้นหาเพิ่มขึ้นถึง 1800% ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018 – 2023 และผลสำรวจ Global Cloud Gaming จากเว็บไซต์ NEWZOO ผู้ให้ข้อมูลและการวิจัยผู้เล่นและการคาดการณ์ธุรกิจเกม ระบุว่าในปี ค.ศ. 2021 มีจำนวนผู้ใช้ประมาณ 21.7 ล้านคนที่ชำระเงินสำหรับการเล่นเกมบนคลาวด์ รวมเป็นมูลค่าประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี ค.ศ. 2024 รายได้ต่อปีของ Cloud Gaming คาดการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า รวมเป็นมูลค่าถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจำนวนผู้ใช้ที่ชำระเงินคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 58.6 ล้านคน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของธุรกิจ Cloud Gaming โดยเหตุผลสำคัญมาจากการขาดแคลน Chip ที่มีประสิทธิภาพรองรับกับคุณภาพเกมที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิต Console สำหรับการเล่นเกมรูปแบบเดิมเป็นอย่างมาก ทำให้การเล่นเกมโดยไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์เฉพาะ (Hardware) จึงเกิดขึ้นมาในรูปแบบการเล่นเกมบนคลาวด์ ที่สามารถเล่นบนอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น สมาร์ตทีวี (Smart TVs), กล่องรับสัญญาณทีวี (TV Set-Top Boxes) และแท็บเล็ต (Tablets) เป็นต้น 

    เมื่อความต้องการจากผู้ใช้ Cloud Gaming มีมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการช่วยเร่งให้ใช้เทคโนโลยีนี้มากขึ้นไปอีกในอนาคต และในงาน Consumer Electronics Show (CES) ในปี ค.ศ. 2022 หรืองานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภค ซึ่งรวมบริษัทชื่อดังเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกมากมายมาแสดงนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยภายในงานมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการที่รองรับการเล่นเกมบนคลาวด์ เช่น Samsung และ LG ประกาศรองรับ Google Stadia แพลตฟอร์มเกมบนคลาวด์ของ Google ที่สามารถเล่นบนสมาร์ตทีวีได้ เป็นต้น


    คุณพร้อมนำ 5 เทรนด์คลาวด์คอมพิวติ้งในปี 2023 ไปใช้กับธุรกิจของคุณแล้วหรือยัง ?

    การให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งมีหลายรูปแบบ รวมถึงมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาธุรกิจขององค์กร ควรเลือกรูปแบบคลาวด์ที่ตรงตามต้องการและมีความเหมาะสมกับธุรกิจ เพื่อการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและมีความมั่นคงในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://explodingtopics.com/blog/cloud-computing-trends

    https://explodingtopics.com/topic/cloud-gaming-1

    https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2022/10/17/the-top-5-cloud-computing-trends-in-2023

    https://www.itpro.co.uk/hybrid-cloud/29668/what-is-hybrid-cloud

    https://medium.com

    https://www.mindphp.com/

    https://www.salika.co/2019

    https://suyati.com/blog/watch-out-for-these-5-cloud-computing-trends-in-2023/

    https://techsauce.co/tech-and-biz/ai-machine-learning-deep-learning-differences

    https://www.thaiprogrammer.org/2018

    https://www.turing.com

  • Vps กับ Cloud Computing เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

    Vps กับ Cloud Computing เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

    Vps กับ Cloud Computing เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

    vps cloud หลาย ๆ คนคงจะคุ้นเคยกันดีกับ VPS แต่ก็อาจจะมีหลาย ๆ คน พอได้ยินคำว่า Cloud Computing แล้วก็อาจจะมีอาการงง ๆ ได้ว่าแท้จริงแล้วมันต่างกันหรือไม่ ซึ่งอันที่จริงแล้วด้านการใช้บริการนั้นแทบไม่มีความต่างกันเลยค่ะ แต่ส่วนที่แตกต่างกันจริง ๆ อย่างเห็นได้ชัดก็คือในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure ซึ่งบทความนี้เราเลยอยากจะมาอธิบายให้เห็นกันชัด ๆ ว่า vps กับ cloud ต่างกันอย่างไรค่ะ


    ความแตกต่างของ Vps และ Cloud Computing

    ด้านกระบวนการทำงาน

    Vps: กระบวนการทำงานแบบ Vps นั้นจะทำงานบน เซิฟเวอร์ (Physical Server) แค่เครื่องเดียว โดยจะแบ่งทรัพยากรต่าง ๆ ตามที่ผู้บริการกำหนด โดยจะทำงานแยกออกจากกัน 

    Cloud Computing: กระบวนการทำงานแบบ Cloud Computing จะเป็นการทำงานรวมกันของ เซิฟเวอร์ (Physical Server) จำนวนมาก โดยจะแบ่งการประมวลผลออกเป็นสองส่วนด้วยกันดังนี้ ชั้นแรกคือชั้นประมวลผล (Computing Layer) ในชั้นนี้เราจะแบ่งทรัพยากรอย่าง CPU และ Memory ตามจำนวนการใช้งานของผู้ใช้งาน โดยจะมีเซิฟเวอร์ทำงานร่วมกันจำนวนมาก หากมีเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียหาย ระบบจะทำการย้ายไปทำงานบน เซิฟเวอร์เครื่องอื่นแทน ส่วนในชั้นที่สองคือ 

    ชั้นเก็บข้อมูล (Storage Layer) โดยจะใช้การเก็บข้อมูลแบบ SAN ซึ่งโดยส่วนมากจะใช้ SAN อย่างน้อย 2 ตัวขึ้นไป ทั้ง 2 ตัวนี้จะทำหน้าที่เก็บข้อมูล (Replicate) และอัพเดตข้อมูลตลอดเวลาเหมือนกัน ทำให้เมื่อมีเครื่องหนึ่งพังอีกเครื่องก็จะยังคงทำงานอยู่ ดังนั้นข้อมูลภายในเครื่องจะได้ไม่หาย


    ด้านความสามารถในการขยาย 

    Vps: มีความสามารถในการขยายตัวค่อนข้างจำกัด เพราะขึ้นอยู่กับ Spec ของ เซิฟเวอร์ (Physical Server) คุณสามารถทำการเพิ่ม Memory และ CPU บน Vps ของคุณ แต่คุณไม่สามารถเพิ่ม Spec ของเซิฟเวอร์หลักที่ใช้อยู่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ 

    Cloud Computing: มีความสามารถในการขยายตัวมาก โดยสามารถทำการเพิ่มหรือลดได้ทุกที่ทุกเวลาแบบอัตโนมัติ ทำให้ไม่มีข้อจำกัดในด้านการเก็บข้อมูล ทั้งยังสามารถทำระบบ Load Balance กระจายการทำงานไปยังเครื่องทั้งหมดใน Cloud เท่าๆ กัน ทำให้การทำงานโดยเฉลี่ยเร็วขึ้น


    ด้านความปลอดภัยของข้อมูล 

    Vps: เนื่องจาก Vps นั้นทำงานบน เซิฟเวอร์ (Physical Server) เพียงแค่เครื่องเดียว ทำให้มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ฮาร์ดแวร์เกิดความเสียหายหรือชำรุด ซึ่งหากเกิดขึ้นก็ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหายาวนาน ทั้งยังมีโอกาสที่จะทำข้อมูลของเราสูญหายได้

    Cloud Computing: มีความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูง เพราะมีการออกแบบให้มีความสามารถแบบ High Availability (HA) ที่ช่วยในการเพิ่ม SLA ของระบบ เช่น ในกรณีที่ ฮาร์ดแวร์เสียไม่สามารถใช้การได้ ระบบจะย้ายไปทำงานบนเครื่องอื่นโดยอัตโนมัติภายในไม่กี่วินาที 


    ด้านราคาและค่าใช้จ่าย

    Vps: มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าแบบระบบ Cloud Computing จึงเป็นทางเลือกที่สะดวกและสบายกระเป๋ากว่า ซึ่งปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ในราคาเดือนละไม่กี่ร้อยไปจนถึงพัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของเรา 

    Cloud Computing: มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า เพราะมีต้นทุนของระบบที่สูงกว่าแบบอื่นมากเช่นมีค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพยากร และระบบต่าง  ๆ ที่ซับซ้อนมากกว่า 


    แล้วเราควรจะเลือกใช้อะไรดีระหว่าง Vps กับ Cloud Computing

    Vps: เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการลงทุนสร้างทรัพยากรขึ้นมาเอง และต้องการประหยัดเงิน มีสเกลงานในขนาดที่ไม่ใหญ่มาก ไม่ได้ต้องการใช้ทรัพยากรมากนัก และไม่มีแพลนที่จะขยายทรัพยากรอย่างรวดเร็วในอนาคต 

    Cloud Computing: เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการลงทุนสร้างทรัพยากรขึ้นมาเอง ต้องการความปลอดภัยสูง มีโอกาสที่จะต้องใช้ทรัพยากรมาก และมีโอกาสที่จะขยายทรัพยากรอย่างรวดเร็วในอนาคต 


    พอจะเห็นความแตกต่างของ vps กับ cloud กันไปแล้วใช่มั้ยคะ อย่างไรก็ตามระบบทั้งสองแบบนี้ก็มีคุณสมบัติ ข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป และขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ต้องการนำไปใช้ ซึ่งก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนขึ้นและตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้นค่ะ

  • รวมคำศัพท์ Cloud Computing และ ศัพท์ IT ที่คนใช้ Cloud ห้ามพลาด !

    รวมคำศัพท์ Cloud Computing และ ศัพท์ IT ที่คนใช้ Cloud ห้ามพลาด !

    รวมคำศัพท์ Cloud Computing และ ศัพท์ IT ที่คนใช้ Cloud ห้ามพลาด !

    สำหรับหลาย ๆ คนที่เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่อง Cloud และ ศัพท์ IT รวมถึงเริ่มใช้คลาวด์ได้ไม่นาน อาจจะเกิดความสับสนกันบ้างใช่มั้ยเวลาที่ต้องรีเสิร์ชหรือค้นหาบทความที่เกี่ยวกับ Cloud Computing แล้วเจอกับคำศัพท์ยาก ๆ ที่ดูยังไงก็ไม่คุ้นเคย ทำให้อ่านบทความแล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร

    วันนี้ OpenLandscape เลยอยากจะมาแนะนำคำศัพท์ในแวดวง Cloud Computing และคำ ศัพท์ IT ที่ทุกคนควรรู้และสามารถพบเจอได้บ่อย ๆ มาฝากกัน เพื่อที่เวลาไปเจอคำศัพท์เหล่านี้แล้วจะได้ความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง ถ้าทุกคนพร้อมแล้วลองไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีคำศัพท์อะไรน่าสนใจบ้าง


    A

    Algorithm : ขั้นตอนหรือแนวคิดอย่างมีเหตุผล ที่ผู้เขียนโปรแกรมใช้ในการอธิบายวิธีการอย่างเป็นขั้นตอนตามลำดับ ในการพัฒนาโปรแกรม เพื่อตรวจสอบขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำงานและความถูกต้องในแต่ละขั้นตอน

    Amazon Web Service (AWS) : Amazon Web Service หรือ AWS คือหนึ่งในผู้ให้บริการด้าน Cloud Computing โดยเว็บไซต์ Amazon โดย AWS มีบริการรองรับสามกลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกันคือบริการด้าน IaaS, PaaS และ SaaS ตัวอย่างโปรดักต์ที่เป็นที่รู้กันดีของ AWS เช่น Amazon EC2, Amazon Elastic Beanstalk และ Amazon S3 เป็นต้น

    Application : แอปพลิเคชัน หรือ โปรแกรมประยุกต์ คือ คำเรียกของโปรแกรมประเภทหนึ่ง ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำงานเฉพาะด้าน เช่น โปรแกรมแต่งรูปภาพ, โปรแกรมคำนวณ และโปรแกรมทำบัญชี เป็นต้น ในอดีตนั้นโปรแกรมเหล่านี้มักใช้ทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันถูกพัฒนาให้สามารถใช้ได้บนอุปกรณ์แท็บเล็ต หรือ โทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ใช้งานสะดวกมากขึ้น จนเป็นที่นิยมและเรียกให้สั้น ๆ ว่า แอป (App) ในปัจจุบัน

    Application Programming Interface (API) : เปรียบได้เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างอิสระ เพื่อใช้เป็นช่องทางการเชื่อมต่อระหว่างเว็บไซต์หนึ่งไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่ง หรือเป็นการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับ Server หรือจาก Server เชื่อมต่อไปหา Server

    Artificial Intelligence (AI) : ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เป็นสาขาหนึ่งของวิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งเน้นเรื่องการทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ใกล้เคียงมนุษย์ โดยแบ่งย่อยออกเป็นสาขาต่าง ๆ เช่น การแปลภาษาด้วยระบบผู้เชี่ยวชาญ วิทยาการหุ่นยนต์ การเรียนรู้จดจำแบบ การรับรู้เหมือนมนุษย์ (Human Perception) ฯลฯ

    Artificial Neural Network (ANN) : เครือข่ายประสาทประดิษฐ์ เป็นกลุ่มของฟังก์ชันคณิตศาสตร์ที่เชื่อมโยงกัน เพื่อเลียนแบบการทำงานของเครือข่ายเซลล์ประสาท โดยเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์จะแทนด้วยฟังก์ชันคณิตศาสตร์ 1 ฟังก์ชัน เครือข่ายประสาทประดิษฐ์มักประยุกต์ใช้ในการจับกลุ่ม การประมาณฟังก์ชัน หรือการรู้จำแบบ มีความหมายเหมือนกับ Neural Network หนึ่งใน Algorithms ที่ทรงพลังที่สุดของ Machine Learning ซึ่งปัจจุบันอยู่ในชื่อ Deep Learning

    Augmented Reality (AR) : ความเป็นจริงเสริม (เออาร์) เป็นสภาวะจริงที่แต่งเติมขึ้นด้วยเทคโนโลยี เช่น ผู้ใช้กำลังดูรถยนต์อยู่และต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์เพิ่มเติม อาจใช้แว่นตาชนิดพิเศษที่เป็นอุปกรณ์เสริม ซึ่งสามารถแสดงข้อมูลรถยนต์ซ้อนลงบนภาพรถยนต์ที่กำลังมองอยู่ได้ เป็นต้น

    Avatar : ตัวละครหรือรูปแทนตัวผู้ใช้ในโลกเสมือนหรือเกม ซึ่งอาจเป็นสองมิติหรือสามมิติ


    B

    Backend as a Service (BaaS) : การให้บริการเครื่องมือแก่นักพัฒนาแอปพลิเคชันมือถือและ Web Application ด้วยการเชื่อมโยงแอปพลิเคชันของนักพัฒนากับที่เก็บข้อมูลบน Cloud Backend และเชื่อมต่อกันด้วย API เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพ

    Backend Database : ฐานข้อมูลที่อยู่บน Server

    Back-end Developer : ผู้พัฒนาโปรแกรมในส่วนของหลังบ้าน เช่น ฐานข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

    Big Data : ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะถูกจัดเก็บในซอฟต์แวร์ หรือฮาร์ดแวร์แบบธรรมดาทั่วไปได้ 

    Bitcoin : บิตคอยน์ ชื่อสกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่งซึ่งใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน

    Blockchain : บล็อกเชน วิธีการเก็บข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลงตามหลักการทางบัญชี โดยการเข้ารหัสและจัดเรียงข้อมูลต่อกันตามลำดับเวลาที่ข้อมูลเข้ามา กลุ่มข้อมูลดังกล่าวจะเผยแพร่ไปให้ผู้ใช้ในเครือข่ายที่กำหนดได้ทราบทั่วกัน ซึ่งผู้ใช้ทุกคนจะทราบการแก้ไขเพิ่มเติมรายการเปลี่ยนแปลงในบล็อกเชนทุกรายการตลอดเวลา


    C

    Cloud Application : คำเรียกสำหรับแอปพลิเคชันที่ออกมาเพื่อให้ใช้งานบน Cloud ได้

    Cloud Backup : กระบวนการสำรองข้อมูลบน Cloud

    Cloud Conference : การประชุมผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งใช้งานบน Cloud Computing สามารถรองรับภาพหรือวิดีโอที่มีความละเอียดสูง (HD) รวมถึงการแชร์เอกสารและข้อมูลร่วมกันได้ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายแบบไร้สาย

    Cloud Computing : เทคโนโลยีที่ให้ผู้ใช้บริการได้ใช้หรือเช่าใช้ระบบคอมพิวเตอร์ และทรัพยากรด้านคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ โดยครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต

    Cloud Foundry : โครงการ Open Source ที่เป็นแพลตฟอร์มการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ PaaS บนคลาวด์ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเป็นมิดเดิลแวร์ให้พัฒนาแอปพลิเคชันบนคลาวด์ข้ามค่ายได้ โดยรองรับภาษาโปรแกรมมิ่งที่หลากหลาย และมีเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาหลายตัว

    Cloud Gaming : การเล่นเกมผ่าน Remote Server บน Cloud Server ซึ่งผู้เล่นสามารถสตรีม (Streams) เกมบนอุปกรณ์ของตนเอง ผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องดาวน์โหลดเกมลงในอุปกรณ์ให้เปลืองพื้นที่ ต่างจากในรูปแบบเดิมที่เป็นการเล่นเกมบนอุปกรณ์สำหรับเกมนั้นโดยเฉพาะ เช่น PC, Console และ Mobile เป็นต้น

    Cloud Management Platform (CMP) : เทคโนโลยีที่ช่วยบริหารจัดการทรัพยากรใน Cloud ทั้งใน Public, Private และ Hybrid cloud เพื่อให้การจัดการเป็นไปได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น

    Cloud Marketplace : ร้านค้าออนไลน์สำหรับคลาวด์ ที่ให้บริการโดยผู้ให้บริการคลาวด์เซอร์วิส ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเข้ามาค้นหาและสมัครใช้บริการต่าง ๆ ของผู้ให้บริการได้

    Cloud Migration : กระบวนการการย้ายข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Data, Applications และ Services จาก ระบบ On-Premise แบบเดิมขึ้นสู่ Cloud

    Cloud Native : รูปแบบการพัฒนาแอปพลิเคชันขึ้นมา เพื่อให้ใช้บน Cloud ได้

    Cloud Provider : องค์กรหรือธุรกิจที่ให้บริการเช่าใช้ Cloud Computing แก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสำหรับการให้บริการ เช่น AWS, Azure, Google Cloud และ OpenLandscape เป็นต้น

    Cloud Washing : เทคนิคทางการตลาดที่ใช้สำหรับการนำโปรดักต์เก่า ๆ ที่ไม่ได้ใช้งานบนคลาวด์ มารีแบรนด์เพื่อให้ใช้บนคลาวด์ได้

    Cloud Service Provider (CSP) : บริษัทผู้ให้บริการ Cloud computing ทั้งในส่วนของ PaaS, IaaS และ SaaS

    Cloud Storage : หนึ่งในบริการ Cloud ที่มีไว้ใช้จัดเก็บข้อมูล ที่สามารถเข้าถึงและจัดการได้ผ่านอินเทอร์เน็ต

    Container : เทคโนโลยีที่เปรียบเสมือนหีบห่อซึ่งสามารถบรรจุ พวก Software, Program และ Application ต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้งานบน Server ที่ไหนก็ได้ โดยจะช่วยลดขั้นตอนในการลง Program หรือ Tools ต่าง ๆ มีจุดเด่นเรื่องการใช้ทรัพยากรที่น้อยกว่า Virtualization รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ราบรื่น อีกทั้งยังสามารถ Update Patch ได้ง่าย โดยไม่กระทบการทำงานส่วนอื่น และ Scale ได้ง่าย หาก Resource ไม่เพียงพอ

    Content Delivery Network (CDN) : ระบบเครือข่ายของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลกผ่านทางอินเทอร์เน็ต ทำหน้าส่งข้อมูลให้ไปถึงผู้รับปลายทางให้เร็วที่สุด มีประสิทธิภาพและพร้อมให้ผู้ชมเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา

    Cryptocurrency : คริปโทเคอร์เรนซี หรือเงินตราเข้ารหัสลับ เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นสื่อกลางในการทำธุรกรรม ซึ่งใช้การเข้ารหัสลับสำหรับรับประกันความถูกต้องของธุรกรรมนั้น เพื่อควบคุมการสร้างหน่วยเงินดิจิทัลเพิ่ม และเพื่อยืนยันความถูกต้องของการโอนสินทรัพย์ เป็นเงินดิจิทัลรูปแบบหนึ่งที่ควบคุมโดยกระจายศูนย์กลางผ่านบล็อกเชน

    Customer Relationship Management (CRM) : แอปพลิเคชันที่ช่วยจัดการบริหารจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า เพื่อที่จะเปลี่ยนจากผู้บริโภคไปสู่การเป็นลูกค้าตลอดไป โดยจะให้บริการในรูปแบบของเครื่องมือ การจัดการการขาย การบริการลูกค้า และการเก็บข้อมูลพฤติกรรมในการใช้จ่ายและความต้องการของลูกค้า เป็นต้น ตัวอย่างแอปพลิเคชันที่โด่งดังและเป็นที่นิยมอาทิเช่น www.salesforce.com เป็นต้น

    Cyber Security : ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นการจัดการเครือข่าย ระบบคอมพิวเตอร์ โปรแกรม และข้อมูลให้พ้นจากภัยคุกคาม มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ คงความลับ คงความถูกต้องครบถ้วน และคงความพร้อมใช้งาน ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยบุคลากร กระบวนการทำงาน และเครื่องมือที่เหมาะสม

    Cybercrime (Computer Crime) : อาชญากรรมไซเบอร์, อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ มี 2 รูปแบบ คือ การกระทำผิดกฎหมายโดยใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือ เช่น ทำลาย เปลี่ยนแปลง และขโมยข้อมูล เป็นต้น และการทำให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่าย ถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง และรบกวนจนไม่สามารถทํางานตามปกติได้


    D

    Data Analytics : การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการนำข้อมูลมาประมวลผลด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การจำแนกกลุ่ม การดำเนินการทางสถิติ การวิเคราะห์แนวโน้ม และการค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะประจำของข้อมูล เป็นต้น

    Database : ฐานข้อมูล หรือกลุ่มของข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ด้วยกันอย่างมีระบบ

    Data Migration : กระบวนการย้ายข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลหนึ่งไปยังฐานข้อมูลหนึ่ง

    Data Science : วิทยาการข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ สถิติ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งใช้ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

    Deep Learning : การเรียนรู้เชิงลึก เป็นการทำให้เครื่อง (Machine) เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ โดยใช้ขั้นตอนวิธีต่าง ๆ เช่น เครือข่ายประสาทประดิษฐ์ (ANN) และอาจใช้วิธีการทั้งที่เป็นการเทรนนิ่ง กึ่งเทรนนิ่ง หรือไม่ต้องเทรนนิ่ง ให้เครื่อง (Machine) ได้เรียนรู้จากข้อมูลต่าง ๆ ที่มีให้ เป็นต้น โดยการเรียนรู้นี้ใช้วิธีการสร้างความเข้าใจให้แก่เครื่อง (Machine) เป็นลำดับชั้นจำนวนมาก ตั้งแต่แบบไม่ละเอียดไปจนถึงแบบละเอียด

    DevOps : เกิดจากการผสมผสานวิธีการปฏิบัติงาน และกระบวนการต่าง ๆ ระหว่าง Development และ Operations โดยในทีม DevOps จะทำหน้าที่ทั้งสองส่วน คือ ด้านการพัฒนา (Development) และด้านการปฏิบัติการ (Operation) เพื่อให้เกิดความราบรื่นในการทำงาน

    Digital Disruption : การเปลี่ยนฉับพลันทางดิจิทัลหรือการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะที่ก้าวหน้าขึ้น จนอาจถึงขั้นไม่ต้องใช้แรงงานคน มักเป็นการเปลี่ยนอย่างทันทีทันใดจนทำให้รูปแบบการทำงานแบบเดิมต้องยุติลง เช่น การใช้หุ่นยนต์ทำงานซ้ำซากแทนแรงงานคน, การถ่ายภาพที่ใช้กล้องดิจิทัลซึ่งสามารถบันทึกภาพเป็นข้อมูลได้ทันทีแทนการถ่ายภาพที่ใช้ฟิลม์ และการทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ มีความสามารถในการตัดสินใจเอง โดยใช้หลักการปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น

    Digital Literacy : ความรู้ดิจิทัล, ความฉลาดรู้เรื่องดิจิทัล เป็นความรู้ความสามารถในการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี เพื่อนำไปปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ

    Digital Transformation : การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล เป็นการเปลี่ยนวิธีปฏิบัติงานจากระบบที่ใช้แรงงานคน สู่การใช้ระบบดิจิทัลหรือระบบอัตโนมัติ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและต้นทุน

    Docker : Software Container ที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมเฉพาะ เพื่อทำให้ซอฟต์แวร์สามารถทำงานได้ โดยไม่ไปรบกวนซอฟต์แวร์อื่น ๆ ในระบบปฏิบัติการเดียวกัน และยังสามารถจัดการและติดตั้งคอนเทนเนอร์บนคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์เครื่องอื่น ๆ และบนคลาวด์ได้เลยทันที โดยที่โปรแกรมยังทำงานได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาอะไรมารบกวน

    Domain Name : ชื่อเว็บไซต์หรือชื่อบล็อก ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำ และนำไปใช้งานได้ง่าย โดยนำมาใช้แทนหมายเลขอินเทอร์เน็ต (IP Address) ที่มีถึง 12 – 16 หลัก ใช้ในการอ้างอิงเพื่อไปยังหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่อยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต


    E

    Elasticity : ในความหมายของ Cloud Computing คือ ระบบที่มีความยืดหยุ่นสูงสามารถรองรับการปรับเปลี่ยนขนาดได้ตลอดความต้องการตาม Workload Demand ที่เราต้องการ

    Enterprise Application : แอปพลิเคชันหรือ Software ที่ใช้รองรับสเกลงานขนาดใหญ่ สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ (Enterprise)

    Enterprise Resource Planning (ERP) : คือ Software หรือแอปพลิเคชันสำหรับการจัดการ บริหารองค์กร และธุรกิจขนาดใหญ่ให้มีการทำงานร่วมกัน ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ และลดความซ้ำซ้อน

    Extended Realities (XR) : การสร้างโลกเสมือนแบบไร้ขีดจำกัด เป็นการรวมประสบการณ์ทางเทคโนโลยีโลกเสมือน เช่น Augmented Reality (AR) ซึ่งหมายถึงการรวมสภาพแวดล้อมจริงกับภาพจำลองเสมือนจริงให้อยู่ในภาพเดียวกัน หรือ Virtual Reality (VR) ซึ่งหมายถึงการจำลองภาพให้อยู่ในโลกเสมือนจริง โดยตัดขาดจากบริบทสภาพแวดล้อมจริง

    External Cloud : ระบบ Cloud Computing ที่ตั้งอยู่นอกองค์กรและมีค่าใช้จ่ายให้กับผู้ให้บริการ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้ง Prive Cloud และ Public Cloud ตามโซลูชันที่องค์กรต้องการ


    F

    Fifth Generation (5G) : ยุคที่ห้า หรือ ห้าจี ยุคที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เพื่อให้สื่อสารข้อมูลได้รวดเร็วกว่าและรองรับผู้ใช้งานได้มากกว่ายุคที่สี่ (สี่จี) โดยความเร็วสูงสุดของการสื่อสารข้อมูลเท่ากับ 35.46 กิกะบิตต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่ายุคที่สี่ (สี่จี) ถึง 35 เท่า

    Fourth Generation (4G) : ยุคที่สี่ หรือ สี่จี เป็นยุคที่พัฒนาเทคโนโลยีขึ้นใหม่ซึ่งแตกต่างไปจากยุคที่สาม (สามจี) อย่างมาก โดยมีวัตถุประสงค์ คือ การให้บริการด้วยความเร็วสูง ให้บริการผู้ใช้หลายคนในเวลาเดียวกันได้เป็นจำนวนมาก มีคุณภาพ มีความปลอดภัยสูง มีต้นทุนต่ำกว่าการให้บริการข้อมูลและเสียง และมีความเร็วสูงสุดของการสื่อสารข้อมูลในขณะเคลื่อนที่อยู่ที่ 100 เมกะบิตต่อวินาที และความเร็วสูงสุดของการสื่อสารข้อมูลในขณะที่เคลื่อนที่ช้าหรือเดินอยู่ที่ 1,000 เมกะบิตต่อวินาที

    Free Open Source Software (FOSS) : F ย่อมาจาก “Free” หมายถึง Software ฟรีที่ไม่มีข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์ และ OSS ย่อมาจาก “Open Source Software” หมายถึง Software ที่อยู่ในรูปแบบของ Project ที่ช่วยให้นักพัฒนาและผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก สามารถพัฒนา Software ร่วมกันได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูง

    FOSS จึงเป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่ม Software ซึ่งประกอบด้วย Free Software และ Open Source Software เพื่อที่ผู้ใช้งานและนักพัฒนาโปรแกรมสามารถแก้ไข ปรับเปลี่ยน หรือนำ Source Code ของ Software กลับมาใช้ต่อยอดใหม่ได้ ช่วยเปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถปรับปรุงการทำงานของโปรแกรมให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

    Freeware : ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ที่สามารถใช้งานได้ฟรีอย่างเต็มรูปแบบ มีให้เลือกใช้ทั้ง Free Version และ Full Version ที่มีการเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานมากขึ้น

    Front-end Developer : ผู้พัฒนาโปรแกรมในส่วนของหน้าบ้าน (ส่วนที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน)

    Full Stack Developer : ผู้พัฒนาอย่างเต็มรูปแบบทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ถือเป็นความเชี่ยวชาญที่ลงตัวของทั้ง 2 ตำแหน่ง โดยสามารถนำไปใช้กับ Web Stack, Mobile Stack หรือ Native Application Stack แอปพลิเคชันดั้งเดิม เช่น โปรแกรมซอฟต์แวร์สำหรับอุปกรณ์เฉพาะ เป็นต้น

    Full Stack Engineer : วิศวกร Full Stack เป็นบทบาทระดับสูง สำหรับคนที่มีทักษะของนักพัฒนา Full Stack แต่มีประสบการณ์การจัดการโครงการในสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชำนาญ เช่น การบริหารระบบ, การกำหนดค่า, การจัดการ, การดูแลรักษาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นต้น


    G

    Guest Machine : คำเรียกคอมพิวเตอร์เครื่องเสมือน (Virtual Machine หรือ Virtual Computer) ที่สร้างในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์จริง ๆ (Physical Server) หรือ Host Machine โดย Guest Machine สามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการอื่นที่แตกต่างจากระบบปฏิบัติการหลักของเครื่อง Host ได้


    H

    Host Machine : Server ที่เป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์จริง ๆ (Physical Server) ใช้สำหรับสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องเสมือน (Virtual Machine หรือ Virtual Computer)

    Hybrid Cloud : เป็นการเอาข้อดีของระบบระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud มาใช้ร่วมกัน เช่น การนำ Private Cloud มาใช้สำหรับเก็บข้อมูลภายในองค์กร และใช้ Public Cloud มาใช้เพื่อการ Scale out ในการประมวลผลในช่วงที่เกิด Workload Peak time เป็นต้น

    Hypervisor : ผลิตภัณฑ์ VMware ที่ประกอบด้วย Windows Hypervisor, Windows Server, Driver และ Virtualization Components ใช้ในการจำลอง Server เสมือนจริง เพื่อสามารถเรียกใช้ระบบปฏิบัติการ (OS) และแอปพลิเคชันบนเครื่องเสมือน (Virtualization) ได้หลายเครื่องในเวลาเดียวกัน รวมไปถึงสร้างและลบได้


    I

    Infrastructure : โครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ยกตัวอย่างเช่น Hardware, Software และ Network เป็นต้น

    Infrastructure as a Service (IaaS) : บริการที่ครอบคลุมเฉพาะในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน IT ได้แก่ ระบบเครือข่าย (Network), ระบบจัดเก็บข้อมูล (Database), ระบบประมวลผล (CPU) ไปจนถึงอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น Servers และ ระบบปฏิบัติการ (OS) ในรูปแบบระบบเสมือน (Virtualization)  โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อ Hardware ที่มีราคาแพง

    Integrated Development Environment (IDE) : เครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาโปรแกรมโดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น Code Editor และ ปุ่มสร้างโปรแกรมแบบอัตโนมัติ เป็นต้น

    International Electrotechnical Commission (IEC) : องค์กรระหว่างประเทศสาขาอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจัดทำมาตรฐานทางด้านไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำระบบการตรวจประเมิน เพื่อรับรองคุณภาพด้าน IT ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

    International Organization for Standardization (ISO) : มาตรฐานการวัดคุณภาพขององค์กรต่าง ๆ เพื่อรับรองการบริหารและการดำเนินงานขององค์กรในแต่ละประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ช่วยทำให้ผู้ใช้บริการมีความมั่นใจต่อสินค้าและบริการว่าได้รับการคุ้มครองในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย เช่น มาตรฐาน ISO/IEC 20000 เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการบริหารการบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และมาตรฐาน ISO/IEC 27001 เป็นมาตรฐานระดับสากลในการจัดการด้านระบบการรักษาความปลอดภัยข้อมูลองค์กร เป็นต้น

    Internet of Things (IoT) : เทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกในการสื่อสารกันระหว่างอุปกรณ์ที่มีการเชื่อมต่อกันด้วยเครือข่าย (Internet) หรือเชื่อมต่อระบบ Cloud เพื่อแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูล ช่วยลดจำนวนแรงงานคน อีกทั้งยังช่วยรับ – ส่งข้อมูลดิจิทัลได้สะดวกและรวดเร็วแบบ Real-Time

    Internal Cloud : บริการคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) ที่สร้างหรือนำเสนอโดยแผนก IT ภายใน สำหรับการใช้งานภายในองค์กร


    J

    JavaScript : เป็นภาษาโปรแกรมที่นักพัฒนาใช้ในการสร้างหน้าเว็บแบบการสื่อสารระหว่างกัน (Interactive) ซึ่ง JavaScript สามารถปรับปรุงประสบการณ์ที่ผู้ใช้จะได้รับจากการใช้งานเว็บไซต์ และในฐานะที่เป็นภาษาในการเขียนสคริปต์ฝั่ง Client จึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักของ World Wide Web


    K

    Kubernetes : Kubernetes หรือ K8s เป็น Open Source ที่ช่วยจัดการคอนเทนเนอร์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง สามารถจัดสรรทรัพยากรได้แบบอัตโนมัติ อีกทั้งยังช่วยให้แอปพลิเคชัน (Application) ที่ทำงานบนคอนเทนเนอร์สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องด้วยระบบ Auto Self-Healing


    L

    Linux : ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่าง Hardware และ Application เพื่อบริหารจัดการ Resource ที่มีอยู่ให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังเปิดให้ใช้งานฟรี (Open Source) ผู้ใช้สามารถนำไปใช้งาน พัฒนา ปรับปรุง และปรับแต่งระหว่างใช้งานได้ตามความเหมาะสม

    Load Balancing : คือการกระจายจำนวนรวมของงานที่คอมพิวเตอร์ต้องทำไปให้แก่เครื่อง (Server) อื่น ๆ ส่งผลให้ทำงานได้มาก และเร็วกว่าในเวลาเท่ากัน

    Local Area Network (LAN) : ระบบเครือข่าย สำหรับเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันในระยะจำกัด เช่น ในอาคารเดียวกัน และบริเวณเดียวกันที่สามารถลากสายเชื่อมถึงกันได้โดยตรง เป็นต้น

    Log File : ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ แสดงถึงแหล่งกำเนิด, ต้นทาง, ปลายทาง, เส้นทาง, เวลา, วันที่, ปริมาณ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่า 90 วัน นับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์


    M

    Machine Learning : การพัฒนาอัลกอริทึม (Algorithm) และรูปแบบเชิงสถิติที่ระบบคอมพิวเตอร์ใช้เพื่อทำงานต่าง ๆ ซึ่งปราศจากคำสั่งที่ชัดเจน โดยอาศัยรูปแบบและการอนุมาน เพื่อประมวลผลข้อมูลในอดีตที่มีปริมาณมากและระบุรูปแบบข้อมูล ซึ่งช่วยให้คาดการณ์ผลลัพธ์ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

    Managed Service Provider (MSP) : บริการ Outsource ในรูปแบบหนึ่งที่เป็นบริการแบบสำเร็จรูปที่รวมเอาทั้งผลิตภัณฑ์, การบริหารจัดการ, การดูแลรักษา และกระบวนการทำงานทั้งหมดเอาไว้ด้วยกัน

    Metaverse : เป็นการผสมผสานของโลกจริงกับโลกเสมือนออนไลน์ โดยในโลกเสมือนสามารถสร้าง Avatar ที่ต่างจากตัวจริงได้ตามต้องการ และสามารถใช้ชีวิตในโลกเสมือนได้เหมือนในโลกจริง เช่น การทำกิจกรรมต่างๆ, การดำเนินธุรกิจ, การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและชุมชน เป็นต้น

    Microservices : รูปแบบใหม่ในการออกแบบ Software Architecture ให้มีลักษณะการพัฒนาที่แบ่ง Application ออกเป็น Services ย่อย ๆ และทำงานแยกออกจากกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจน ส่งผลให้การจัดการนั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น ต่างจากวิธีการออกแบบเดิม ๆ ที่รวมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน

    Microsoft Azure : หนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์แพลตฟอร์ม (Cloud Platform) ที่พัฒนาโดย บริษัท Microsoft รองรับการให้บริการทั้งในรูปแบบ Iaas (Infrastructure as a Service) และ Pass (Platform as a Service) โดยเปิดให้ผู้ใช้บริการองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่สามารถเช่าใช้บริการ

    Middleware : Software ที่เป็นตัวเชื่อมระหว่าง Application และ ระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ผู้พัฒนาระบบสามารถเชื่อมต่อสื่อสารกับภายนอกได้ง่ายขึ้น

    Mixed Reality (MR) : เรียกว่าความจริงผสม เป็นการผสมผสานระหว่าง AR กับ VR เข้าด้วยกัน แสดงออกเป็นการจำลองภาพ 3 มิติ คล้ายโฮโลแกรม แต่สามารถโต้ตอบหรือตอบสนองวัตถุเสมือนได้แบบเรียลไทม์ (Real Time)

    Multi-Cloud : การใช้ Services จากผู้ให้บริการ Cloud จากหลาย ๆ แห่งมาใช้รวมกัน เพื่อปรับให้เกิดความเหมาะสมกับประเภทของธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่

    Multi-Tenancy : โครงสร้างซอฟต์แวร์ชุดหนึ่งที่สามารถบริการผู้ใช้ได้หลาย ๆได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่องค์กรเดียวกันใช้ซอฟต์แวร์ที่เหมือนกัน นอกจากนี้ผู้ใช้มีสิทธิที่จะปรับแก้คุณสมบัติของระบบซอฟต์แวร์บางอย่างได้


    N

    Natural Language Processing (NLP) : การประมวลผลภาษาธรรมชาติ เป็นเทคโนโลยี Machine Learning ที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถตีความ จัดการ และทำความเข้าใจภาษามนุษย์ได้แบบเรียลไทม์ (Real Time)

    Network : เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ถูกนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยการสื่อสารโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันและกันได้

    Network Adapter : เครื่องมือสำหรับต่อเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ เข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อาจมีลักษณะเป็นการ์ด (Card) หรือลักษณะอื่น

    Network Control Program : เครือข่ายการสื่อสารใน Mainframe Computer หมายถึงโปรแกรมชนิดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการสื่อสารของเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ เช่น การควบคุมสายการสื่อสาร เพื่อควบคุมข้อผิดพลาดหรือความบกพร่องในการสื่อสาร และการตรวจสอบการถ่ายทอดสัญญาณ เป็นต้น

    Network Database : ฐานข้อมูลชนิดหนึ่งในการจัดการสารสนเทศ ซึ่งระเบียน (Record) ของข้อมูลสามารถต่อเชื่อมโยงกันได้

    Network Operating System : ระบบควบคุมการปฏิบัติงาน ซึ่งบรรจุ (Install) เข้าไว้ใน Server ใน LAN สำหรับการให้บริการต่าง ๆ แก่เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ ในเครือข่าย

    Node : เครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือการโทรคมนาคม โดยมีหน้าที่เป็นตัวกลางสำหรับการสร้าง รับ และส่งข้อมูล

    สำหรับบล็อกเชน Node คือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายบล็อกเชน โดยสามารถอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลที่เพิ่มเข้าไปในบล็อกเชนเป็นข้อมูลล่าสุด อีกทั้ง Node ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานของบล็อกเชนที่ช่วยดูแลรักษาระบบ ให้สิทธิเฉพาะบุคคลที่ได้รับอนุญาต เพื่อสามารถตรวจสอบข้อมูลในเครือข่ายได้อย่างโปร่งใส รวมถึงตรวจสอบความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลให้บล็อกเชน


    O

    On-Demand Self Service : การที่ผู้ใช้สามารถระบุความต้องการ และขอใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้ด้วยตนเองทุกเวลา โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ให้บริการ

    On-Premise : ระบบ Server ที่ตั้งอยู่ที่ Site ที่ต้องใช้งบประมาณสูงในการลงทุนทั้งในด้านทรัพยากร การดูแลรักษา และพัฒนาอยู่อยู่เสมอ

    Open Source : กลุ่ม Software ที่เปิดเผย Source Code ของโปรแกรม ทำให้สามารถแก้ไข ดัดแปลง Source Code ได้ ทั้งยังให้สิทธิในการนำไปใช้เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ร่วมกัน

    Open Stack : ชุดระบบ Software ที่เรียกว่า Open Source Software (OSS) ใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์ในรูปแบบ Infrastructure as a Service (IaaS) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการให้บริการของ Cloud Computing


    P

    Penetration test Black-Box/Grey-Box : บริการทดสอบการเจาะระบบ เพื่อค้นหาจุดอ่อนและประเมินความเสี่ยงในการเข้าถึงระบบต่าง ๆ ภายในองค์กรได้อย่างตรงจุด เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยให้มากขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ

    Personal Cloud : อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย (NAS) หรือหมายถึงคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายเพื่อการจัดเก็บข้อมูลเฉพาะ โดย Personal Cloud เป็นตัวอย่างที่ดีของการล้างระบบคลาวด์ (Cloud Washing) ซึ่งหมายถึง การรีแบรนด์เทคโนโลยีเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วมารีแบรนด์ใหม่เพื่อให้ใช้บนคลาวด์ได้

    Phishing : ฟิชชิง เป็นอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่หลอกลวงผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลหรือสั่งให้โปรแกรมที่ผู้หลอกลวงซ่อนไว้เริ่มทำงาน เช่น การหลอกลวงให้เข้าเว็บไซต์ปลอมที่ทำเลียนแบบเว็บไซต์จริง โดยหลอกให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลสำคัญส่วนบุคคล

    Platform as a Service (PaaS) : การให้บริการด้าน Platform สำหรับผู้ใช้งานเช่น นักพัฒนาระบบ หรือ Developer ที่ทำงานด้าน Software และ Applicationโดยผู้ให้บริการ Cloud จะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการพัฒนา Software และ Application เอาไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็น Hardware, Software และชุดคำสั่ง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถต่อยอดได้เลย

    Private Cloud : การตั้งคลาวด์ส่วนตัว โดยแต่ละบริษัทหรือองค์กรจะลงทุนจัดตั้ง Hardware และ Software ที่ใช้เป็นพื้นฐานในการทำ Cloud Datacenter ขึ้นมาเป็นของตัวเอง เพื่อให้พนักงานในองค์กรใช้เท่านั้น

    Public Cloud : คลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ โดยจะมีผู้ให้บริการระบบคลาวด์เป็นคนตั้งระบบ Hardware และ Software ขึ้นมา แล้วให้แต่ละบริษัทหรือองค์กรเข้าไปเช่าใช้บริการ อาจจะจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี


    Q

    Query : กระบวนการกรองข้อมูลออกจากฐานข้อมูลและนำมาใช้ประโยชน์ อาจหมายถึงชุดของคำสั่งที่ใช้ในการคัดเลือกเฉพาะข้อมูลที่ต้องการ


    R

    Resource : ปัจจัยหรือทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ที่จำกัดตามการประมวลผลหรือเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาตามโจทย์ที่ความต้องการของผู้ใช้ได้ระบุไว้


    S

    Scalability : ความสามารถของกระบวนการ หรือระบบปฏิบัติการที่สามารถรองรับการขยายตัว เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานได้

    Security Operations Center (SOC) : บริการเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยขององค์กร ตรวจสอบการเข้าถึงเครือข่ายและระบบสารสนเทศต่าง ๆ ได้ตลอด 24/7

    Service Level Agreement (SLA) : มาตรฐานการให้บริการ หรือข้อตกลงในการให้บริการ ว่าจะทำการรักษาระดับคุณภาพการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการตามข้อตกลงที่ให้ไว้

    Shared Resources : การใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกัน ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ผ่านระบบเน็ตเวิร์ก

    Shareware : ซอฟต์แวร์ที่เป็นโปรแกรมประเภททดลองใช้งานเบื้องต้น มีข้อกำหนดและเงื่อนไขในการใช้งานตามประเภทของการใช้งาน ซึ่งอาจมีคุณสมบัติเหมือนกับเวอร์ชันเต็มทุกประการแต่อาจถูกจำกัดสิทธิ์ในการใช้งาน หรือมีคุณสมบัติบางอย่างที่จำกัดไว้สำหรับผู้ที่ซื้อเวอร์ชันสมบูรณ์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบถ้วนเหมือนกับ Freeware

    Software as a Service (SaaS) : บริการที่ให้ใช้หรือเช่าใช้บริการ Software และ Application ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยประมวลผลบนระบบของผู้ให้บริการโดยที่ผู้ใช้บริการไม่ต้องกังวลหาใครมาดูแล Infrastructure หรือใครมาสร้าง Application ให้ตนเอง เพราะทุกอย่างได้ถูกจัดเตรียมมาโดยผู้ให้บริการเรียบร้อยแล้ว

    Software Development Kit (SDK) : เป็นชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการทำงานของ Developer เพื่อพัฒนาโปรแกรม หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งตามปกติผู้พัฒนา SDK จะเตรียมมาให้ทั้งระบบหลักและระบบอินเตอร์เฟส หรือ API

    Software Stack : กลุ่มของแอปพลิเคชัน ที่ทำงานเฉพาะด้าน หรือ มีคำสั่งในการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน

    SSL Certificate : ใบรับรองความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ในการรับรองมาตรฐาน SSL (Security Socket Layer) เทคโนโลยีความปลอดภัยพื้นฐานที่ช่วยให้การสื่อสาร เช่น ส่งข้อมูลระหว่างเครื่องเซิร์ฟเวอร์กับเว็บเบราว์เซอร์, แอปพลิเคชันบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และเครือข่ายส่วนตัว เป็นต้นอยู่

    Subscriber : ผู้เช่า หรือผู้ชำระเงินเพื่อใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ใช้คู่สายโทรศัพท์ ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต, ผู้รับบริการ หรือผู้ใช้บริการต่าง ๆ เช่น ซอฟต์แวร์ ซึ่งอาจจะมีค่าบริการหรือไม่ก็ได้ และสมาชิก หรือผู้ลงทะเบียนเพื่อบอกรับสื่อชนิดต่าง ๆ เช่น นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ฐานข้อมูล เนื้อหาในเว็บไซต์ยูทูบ (YouTube) เป็นต้น


    T

    Technology : เทคโนโลยี เป็นการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์มาพัฒนาเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงวิธีการที่จะมาปรับปรุงแก้ไขและส่งเสริมสภาวะความเป็นอยู่ของมนุษยชาติให้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    Teleconferencing : การประชุมทางไกลผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือการนำเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ เช่น ระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสาน และระบบ Cloud Computing เพื่อรองรับการประชุมสัมมนาและอภิปรายปัญหาต่าง ๆ ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    Teleprocessing : การประมวลผลที่มีการส่งข้อมูลมาจากเครื่องปลายทาง (Terminal) ที่อยู่ห่างไกล เข้าสู่คอมพิวเตอร์ที่ศูนย์กลาง โดยการส่งข้อมูลอาจใช้ผ่านสายโทรศัพท์ สายเคเบิล ใยแก้ว ดาวเทียม ระบบ Cloud Computing และอื่น ๆ

    Temporary File (Temp File) : เป็นแฟ้มข้อมูลที่สร้างขึ้นในหน่วยความจำ โดยระบบการควบคุมการทำงานหรือโดยโปรแกรมอื่น เพื่อใช้ในระหว่างการปฏิบัติงาน เมื่อใช้งานเสร็จแล้วจะลบไป

    Temporary Storage : คลังข้อมูลชั่วคราว เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลสำหรับเก็บข้อมูลที่ได้มาในทันที เพื่อใช้งาน

    Terminal : สถานีปลายสาย เครื่องมือชุดหนึ่ง ประกอบด้วย Video Adapter, Monitor และ Keyboard โดยสถานีปลายสายส่วนมากไม่ทำหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูล แต่จะทำหน้าที่ส่งข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ หรือเรียกข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ที่ต่อเชื่อมโยงอยู่โดยผ่านสายเคเบิล

    TextEdit : ชุดการปฏิบัติงานมาตรฐานชุดหนึ่งของระบบการควบคุมการปฏิบัติงานของ Apple Macintosh ซึ่งมีโปรแกรมสำหรับควบคุมลักษณะการปรากฏบนจอภาพของ Text (เนื้อเรื่อง)

    Text Mode : การทำงานของระบบการควบคุมการปฏิบัติงาน ซึ่งทำให้ปรากฏตัวหนังสือ จำนวนเลข และตัวอักษรต่าง ๆ ขึ้นมาบนจอภาพ แต่ไม่มีรูปภาพหรือลายเส้น

    Topology : ลักษณะทางกายภาพของระบบเครือข่าย เป็นลักษณะการเชื่อมโยงสายสื่อสาร เข้ากับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ภายในเครือข่ายด้วยกัน โดยเครือข่าย LAN แต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งาน แตกต่างกันออกไป การนำไปใช้จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำการศึกษาลักษณะและคุณสมบัติ ข้อดีและข้อเสียของ Topology แต่ละแบบ เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบพิจารณาเครือข่าย ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

    Transfer : การส่งผ่านหรือการถ่ายทอด ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลหรือข่าวสารและการย้ายข้อมูลจากแห่งหนึ่งไปสู่อีกแห่งหนึ่ง

    Transfer Rate : อัตราเร็วของการส่งผ่านข้อมูลไปตามช่องสัญญาณการสื่อสารในเครือข่าย อัตราเร็วของการส่งข่าวสารหรือข้อมูล วัดกันเป็น Bit Per Second หรือ Character Per Second

    Transfer Time : ช่วงเวลาระหว่างการเริ่มต้นส่งผ่านข้อมูล ไปจนถึงส่งข้อมูลเสร็จเรียบร้อย

    Transistor : ทรานซิสเตอร์ เป็นคำย่อของคำว่า Transfer Resistor มีลักษณะเป็นวัตถุแข็งที่ใช้ประกอบในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ทรานซิสเตอร์ตัวหนึ่งมักมี 3 ขา ทรานซิสเตอร์ที่นำมาประกอบลงในวงจรนี้ ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น บางตัวอาจ ทำหน้าที่เป็นรหัส บางตัวอาจทำหน้าที่ขยายขนาดของคลื่น บางตัวอาจทำหน้าที่สร้างคลื่น เป็นต้น

    Tutorial : คู่มือสำหรับสอนผู้ใช้ให้เข้าใจวิธีการใช้งานโปรแกรมต่าง ๆ

    Typeface : แบบของตัวอักษรชนิดต่าง ๆ เช่น Angsana UPC, Times Romans, BrowaliaUPC เป็นต้น

    Type Size : ขนาดของตัวอักษร ขนาดของตัวอักษรที่ใช้สำหรับพิมพ์มักวัดกันเป็น Point เช่น ขนาด 1 Point = 1/72 นิ้ว ดังนั้น ตัวอักษรขนาด 72 Point จึงมีขนาดเท่ากับ 1 นิ้ว เป็นต้น

    Type Style : ลักษณะของตัวอักษร เช่น Normal (ตัวปกติ), Italic (ตัวเอียง), Bold (ตัวเน้นหรือตัวหนา) เป็นต้น


    U

    User Interface (UI) : ศาสตร์แห่งการออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น สี ขนาดตัวอักษร และฟอร์มต่าง ๆ ที่จะไปอยู่บนหน้าจอ หน้าเว็บไซต์ และองค์ประกอบแบบรูปภาพซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบกับผลิตภัณฑ์หรือบริการได้

    User Experience (UX) : ศาสตร์แห่งการออกแบบระบบ ให้ผู้ใช้เกิดความพึงพอใจในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาในการใช้งาน ความรู้สึกของผู้ใช้ ให้ใช้งานได้สะดวกและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้มากยิ่งขึ้น

    User Space : หน่วยความจำของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (OS)


    V

    Vendor Lock-in : ใช้เรียกเหตุการณ์เมื่อผู้ใช้บริการต้องการย้ายข้อมูล หรือเทคโนโลยีที่อยู่บนคลาวด์ของผู้ให้บริการที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ไปยังผู้ให้บริการใหม่ แต่ไม่สามารถทำการย้ายไปได้ เพราะเข้ากันไม่ได้ ทำให้เกิดความยุ่งยาก และอาจทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมดให้เข้ากับผู้บริการค่ายใหม่

    Virtual Desktop Infrastructure (VDI) : การนำระบบของเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual Machine) หลาย ๆ ระบบมารวมเป็นศูนย์กลางโดยใช้เทคโนโลยี Virtualisation เพื่อแสดงผลบนหน้า Desktop ทำให้การจัดการ และดูแลรักษาเป็นอย่างสะดวกรวดเร็ว

    Virtualization : การใช้เทคโนโลยีมาทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องหลักหรือเครื่องแม่ข่ายเครื่องเดียว ให้สามารถรวมเอาการทำงานของคอมพิวเตอร์อีกหลาย ๆ เครื่องเอาไว้ โดยสามารถรันซอฟต์แวร์ หรือ Application ในปริมาณมาก ๆ และสามารถรันระบบปฏิบัติการหลาย ๆ ตัว ให้ทำงานพร้อมกันได้ ถึงแม้จะอยู่คนละ Platform

    Virtual Machine (VM) : การทำคอมพิวเตอร์เสมือน เป็นการจำลองระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (OS) ด้วยซอฟต์แวร์ เพื่อให้ได้คอมพิวเตอร์เสมือนหลาย ๆ เครื่อง และสามารถรันระบบปฏิบัติการได้หลาย ๆ ระบบ โดยที่เครื่องจริงเพียงเครื่องภายในเครื่องเดียว

    Virtual Machine Monitor (VMM) : ซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการจัดการและจัดสรรการใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกัน รวมถึงการแปลคำสั่งจาก Virtual Machine ไปเป็นคำสั่งระบบของเครื่อง

    Virtual Reality (VR) : ความเป็นจริงเสมือน เป็นสภาวะจำลองที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อให้เหมือนสภาวะจริง ซึ่งผู้ใช้สามารถมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับสภาวะจำลองนี้ได้ เช่น การจำลองสภาพเรือนไทยเพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าไปดูห้องต่าง ๆ ภายในได้เสมือนกับเข้าไปดูจริง

    Vulnerability Assesement (VA) : บริการตรวจสอบและค้นหาช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยของระบบ เพื่อทำการแก้ไขก่อนเกิดความเสียหายร้ายแรงจากผู้ไม่ประสงค์ดี


    W

    Web Application Firewall (WAF) : บริการเพิ่มเกราะป้องกันให้ธุรกิจของคุณเหนือชั้นกว่า Firewall ทั่วไป สามารถตรวจจับทุกกิจกรรมการใช้งานและป้องกันภัยคุกคาม โดยไม่ทำให้การใช้งานระบบช้าลง

    Web Browser : โปรแกรมที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงใช้ในการติดต่อสื่อสารในรูปแบบหน้าเว็บ (Webpage)

    Webpage : หน้าเว็บหรือหน้าต่างที่สามารถแสดงข้อมูล เช่น ตัวเลข, ตัวอักษร, รูปภาพ, เพลง และวิดีโอ เป็นต้น เพื่อแสดงข้อมูลให้กับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์


    X


    Y


    Z


    บทความคำศัพท์เกี่ยวกับ Cloud computing และคำ ศัพท์ IT ข้างต้นที่ได้คัดสรรตัวอักษร มาให้ทุกคนได้เรียนรู้และทำความรู้จักกันเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น หวังว่าคำศัพท์เหล่านี้จะสามารถช่วยเพิ่มความเข้าใจและเป็นประโยชน์ให้กับทุกท่านได้เพิ่มมากขึ้น


    ข้อมูลอ้างอิงคำศัพท์เกี่ยวกับ Cloud computing และคำ ศัพท์ IT 

    https://solutionsreview.com/cloud-platforms/glossary/

    https://coined-word.orst.go.th/index.php

    https://www.facebook.com/media/

    https://www.simplilearn.com/top-cloud-computing-terms-article

    https://www.quickserv.co.th/knowledge-base/solutions/Log-file

    https://aws.amazon.com/th/what-is/nlp/

    https://www.scb10x.com/blog/what-is-node

    https://www.techopedia.com/definition/26601/external-cloud

    ติดตามข่าวสารใหม่ ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

    ศัพท์ IT ศัพท์ IT ศัพท์ IT ศัพท์ IT ศัพท์ IT

  • 2 Step to Start! เปิดประตูสู่โลกออนไลน์ด้วย Domain & Hosting

    2 Step to Start! เปิดประตูสู่โลกออนไลน์ด้วย Domain & Hosting

    เคยสงสัยมั้ยกันมั้ยคะ? ถ้าเราอยากจะมีเว็บไซต์ของตัวเองสักเว็บนึง นอกจากการเขียนเว็บขึ้นมาแล้ว ในขั้นตอนของการนำเว็บขึ้นเพื่อ Public เป็นออนไลน์ให้เหล่าสาธารณะชนเข้ามาใช้งานเว็บเราได้เนี่ย ปกติเค้ามีขั้นตอนยังไงกันบ้างนะ

     ขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริง…

    ตัวผู้เขียนเองก็เคยอยากมีเว็บของตัวเองค่ะ สมัยก่อนใครๆก็อยากมีเว็บของตัวเองเนอะ อาจจะไม่ใช่เว็บที่อลังการแบบ Alibaba หรือ Pantip อะไรขนาดนั้น แต่ตัวผู้เขียนเองอยากทำ ‘Web Portfolio’ ขึ้นมาเองค่ะ คือเป็นเว็บที่เก็บ resume ออนไลน์ของเรา (สมัยเรียนใครมีคือคูลมากๆ) ก็เลยไปศึกษาวิธีการเขียนเว็บแบบต่างๆมา จนกระทั่งเขียนเสร็จ

    คำถามต่อมาคือ…. จะไปทำให้เว็บมันออนไลน์ยังไงได้บ้าง?
    ถึงตอนนี้เส้นเลือดสมองเริ่มตึงละค่ะ เพราะพอ Search หาใน Google ผู้ให้บริการก็เยอะมาก
    แล้วก็งงมากว่าอะไรคือโดเมนเนม จดยังไง จดทำไม จดแล้วต้องทำไงต่อ ซื้อ Hosting เลยไม่ได้หรอ..

    จากปัญหาที่ตัวเองเจอ และจากที่เพื่อนๆของผู้เขียนเองสอบถามเข้ามาบ่อยครั้ง (คือเพื่อนก็อยากมีเว็บพอทคูลๆแบบเราบ้าง อิอิ) ก็เลยเกิดเป็นบทความนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ทุกคนเข้าใจว่าการนำเว็บขึ้นออนไลน์นั้นมีขั้นตอนยังไงบ้างในรูปแบบ 2 Step ง่ายๆที่เราต้องรู้ในการ Publishing Website ของเรา ตัวผู้เขียนเองก็ขอให้ผู้อ่านได้สาระดีๆจากบทความนี้ไม่มากก็น้อยนะคะ

     Before Start!

    โดยปกติแล้ว นักพัฒนาหรือเหล่าโปรแกรมเมอร์ จะเขียนเว็บ หรือเขียนเว็บแอปพลิเคชันต่างๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของตัวเองค่ะ ซึ่งนั่นหมายความว่า การจะเข้าเว็บนั้น จะต้องเข้าผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ของโปรแกรมเมอร์คนนั้นเท่านั้นค่ะ

    ทีนี้… สิ่งแรกที่โปรแกรมเมอร์ต้องทำภายหลังจากพัฒนาเว็บเสร็จแล้ว คือการทำให้เว็บไซต์นั้นเข้าถึงได้จากทุกๆที่ ก็คือทำให้มัน Public เพื่อออกสู่สายตาของสาธารณะชนนั่นแหละค่ะ การจะทำแบบนั้นได้ ต้องพึ่ง 2 องค์ประกอบหลักดังนี้ค่ะ

    ชื่อ : Domain Name ( www.domain.com , www.domain.co.th , etc….)
    ที่ตั้ง : Hosting ( Shared Host , Cloud Hosting , etc..)


    ตอกป้ายติดหน้าร้าน! ด้วย Domain Name
    ชื่อที่จะทำให้ผู้คนค้นหาคุณเจอ!

    ทุกคนเคยทำแบบนี้กันอยู่แล้วใช่มั้ยคะ  ทุกครั้งเวลาเราอยากจะเข้าไปค้นหาอะไรสักอย่าง เราก็จะพิม www.google.com หรือเวลาจะเข้าไปหากระทู้เด็ดๆอ่าน เราก็จะพิมพ์ www.pantip.com เวลาจะอัพเดทข่าวต่างๆวันนี้เราอาจจะพิมพ์ www.kapook.com พวกชื่อ google.com , pantip.com , kapook.com เหล่านี้เราเรียกว่า Domain Name นั่นเองค่า แต่ก่อนจะมาเป็น Domain Name เหล่านี้ เขามีขั้นตอนอย่างไรกันมาก่อนบ้าง ไปดูกันค่ะ

    วิธีการคือ

    • เข้าไปเช็ค Domain Name ที่เราต้องการจะใช้ ว่ามีคนใข้งานแล้วหรือยัง ที่ website https://whois.net/ (หรือ https://th.godaddy.com/ ก็ได้ค่ะ เพราะเป็นภาษาไทยน่าจะเข้าใจง่ายกว่า เมื่อเช็คเสร็จแล้วสามารถซื้อได้เลย)
    • เลือกระยะเวลาการจดโดเมนด้วย จะเป็นปีหรือสิบปีก็ว่าไป  โดเมนเนี่ย…ไม่ใช่ว่าซื้อแล้วชื่อนั้นจะเป็นของเราตลอดกาล โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะจองชื่อนี้กี่ปีโดยใช้ชื่อใครจอง อันนี้เป็นประเด็นที่ต้อง concern และตกลงกันให้ชัดเจน ในกรณีให้คนอื่นจดโดเมนให้ หรือจ้างให้คนอื่นทำเว็บให้ค่ะ
    • เลือกราคา เพราะแต่ละโดเมนราคาถูกแพงไม่เท่ากันค่ะ บนโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าการจองโดเมนไว้ขายต่อ ฉะนั้น อย่าไป Search บนเว็บหา domain บ่อยๆ เพราะเว็บเหล่านี้อาจจะมีทริคโกงเล็กน้อยเก็บไว้ว่าเราสนใจโดเมนนี้ และแอบซื้อเก็บไว้รอปล่อยต่อ เมื่อเรามาดูอีกทีอาจจะเห็นว่าราคาขึ้นไปแล้ว T_T


     ประเภทของ Domain Name
    แบ่งได้เป็น 2 ประเภท

    1. โดเมน 2 ระดับ ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน
      เช่น .com(บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์) .gov(องค์กรของรัฐบาล) .edu(สถาบันการศึกษา)
    2. โดเมน 3 ระดับ ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ
      เช่น .co.th(บริษัทประเทศไทย) .go.th(รัฐบาลประเทศไทย) .co.uk(บริษัทประเทศอังกฤษ)

    “แต่หลักๆที่เราใช้กันทั่วไปเลยก็คือ .com นั่นเองค่ะ เพราะถือว่าจำง่ายสุดแล้ว”


     อย่าเพิ่งสับสนกันนะคะ!

    หลายคนยังมีความเชื่อผิดๆอยู่คือ จดโดเมนเนมปุ้บ จบละไชโยโห่ฮิ้วว~ จริงๆคือไม่ใช่แบบนั้นนะคะ โดเมนเนมเหมือนเป็นแค่การแปะป้ายชื่อร้านไว้ที่หน้าร้านของคุณเฉยๆเพื่อให้ลูกค้าหาเจอ แต่พอเปิดประตูเข้าไป เราจะยังไม่เจออะไรเลย จนกว่าจะคุณจะเอาของมาวาง มาตกแต่งในร้านของคุณ การนำของไปวางให้คนเปิดร้านเข้ามาเจอ สิ่งนั้นคือ ‘Hosting’ ที่เรากำลังจะพูดถึงในข้อถัดไปค่ะ

     แล้วถ้าคิดชื่อไม่ออกอะ ไม่จดได้มั้ย?

    เมื่อเราเช่า Hosting อะไรก็ตามแต่ สิ่งที่เราได้มาจะเป็นแค่ Name Server (NS) เท่านั้นค่ะ (แต่บางที่ก็แถม Domain Name ฟรีให้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องแยกส่วนกันอยู่ดีค่ะ คือจดแล้วเอามาผูกกัน) คือเป็นชื่อของ Server เป็นตัวเลขเยอะๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันดูไม่คูลเลยเนอะ จำก็ยาก ลำพังแค่จำเบอร์โทรตัวเองยังยากเลยค่ะ เปรียบเทียบแบบให้เห็นภาพง่ายๆได้แบบนี้ค่ะ


    ถ้าไม่จด เวลาคนที่จะเข้าเว็บไซต์เรา ต้องใช้ NS มาค้นหาแบบนี้ค่ะ

    แต่ถ้าจด Domain Name ไว้ ก็ค้นหาโดยใช้ชื่อโดเมนนั้นได้เลยค่ะ

    ฉะนั้น… การจดย่อมดีกว่าแน่นอนค่ะ เพราะทำให้ง่ายต่อการจดจำขึ้นเยอะเลยทีเดียว หรือหากใครคิดว่าอยากทดลอง public ให้คนอื่นลองดูก่อน ก็สามารถใช้ตัว NS เพื่อให้เขาเข้ามาดูเว็บเราไปก่อนก็ได้ค่ะ แต่ก็ไม่แนะนำเท่าไร  แต่จริงๆเรื่องชื่อ Domain Name เนี่ย …ไว้พอคิดออกแล้วมาจดทีหลังก็ได้ค่ะ ก็ระวังเรื่องโดนชิงจดตัดหน้าแค่นั้นเอง


    หาที่วางของ อวดสายตาประชาชี
    ด้วย Hosting แบบต่างๆ

    ต้องบอกก่อนว่า การหาที่วางของ หรือวางเว็บไซต์ของเรา ก็มีที่วางหลากหลายแบบให้เลือกเช่นกันค่ะ มีทั้งแบบฟรี และแบบไม่ฟรี ในบทความนี้ขอไม่กล่าวถึงแบบฟรีนะคะ

    ในส่วนของ Hosting ตอนนี้ ก็มีผู้ให้บริการเยอะแยะมากมาย แต่เชื่อว่าหลายคนยังงงๆอยู่ว่าตัวเองควรจะเลือกใช้ Hosting แบบไหน ถึงจะเหมาะกับการใช้งานของเว็บตัวเองที่สุด เพราะฉะนั้นในบทความนี้ ขออธิบาย Concept คร่าวๆ และคุณสมบัติหลักๆ ตั้งแต่ Web Hosting แบบเดิมๆ ไปจนถึง Cloud Hosting ที่มีประสิทธิภาพการทำงานสูงที่สุดในขณะนี้ เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้ลองไปพิจารณาดูอีกทีว่าควรจะเลือกใช้บริการ Hosting ประเภทไหนให้เหมาะสมกับเว็บไซต์ของตัวเองที่สุดค่ะ

    Shared Hosting

    ราคาถูกที่สุดและนำไปเว็บไปวาง เพื่อใช้งานได้ง่ายสุด (เนื่องจากมีการติดซอฟต์แวร์สำเร็จรูปบางตัวไว้ให้แล้ว)
    ใน Server หนึ่งเครื่องจะแชร์ทรัพยากรร่วมกันหมด เว็บไซต์เราจะถูกวางในที่เดียวกับเว็บไซต์อื่นๆ นั่นหมายความว่า หากมีเว็บไซต์ใดในนั้นเกิดขัดข้องขึ้นมา หรือมีการเข้าใช้งานมากเกินไป ก็จะส่งผลให้เว็บไซต์ของเราล่มตามไปด้วย และตัว Server นั้นต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนตัวใหม่ ส่งผลให้อาจกินเวลาไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมงในการซ่อมแซม

    วิธีการติดตั้ง:
    ผู้ให้บริการจะติดตั้งให้

    เหมาะกับเว็บแบบไหน:
    เว็บ Content , เว็บ Blog , เว็บ Portfolio หรือเว็บที่ไม่ต้องรองรับโหลดจำนวนเยอะๆ หรือทำงานหนักมาก เน้นให้มีคนทยอยเข้าใช้งานเรื่อยๆ และเจ้าของเว็บต้องสามารถรับความเสี่ยงหากเว็บล่มเป็นเวลานานได้

    – –

    Dedicated Hosting

    ราคาแพงสุด เพราะเป็นการจองเครื่อง Server เต็มๆไปเลย 1 เครื่อง สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานทรัพยากรเยอะๆ และไม่ต้องการแชร์ทรัพยากรร่วมกับใคร แต่ก็ยังต้องรับความเสี่ยงกรณี Server ทำงานหนักเกินจน Server Down เช่นกัน

    วิธีการติดตั้ง:
    ผู้ใช้ต้องมีความรู้ด้านเทคนิคในการติดตั้งเอง

    เหมาะกับเว็บแบบไหน:
    สำหรับเว็บแอพพลิเคชัน หรือเว็บสำหรับองค์กร เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงสุด เสี่ยงน้อยกว่าแบบอื่นๆ แต่ก็มีราคาที่แพงสุดเช่นกัน

    – –

    VPS Hosting

    ราคากลางๆ เป็นการจำลองเซิร์ฟเวอร์เสมือน(VM) บนเครื่อง Server ที่ให้บริการอีกที โดยจะกั๊กส่วนของทรัพยากรตามที่เราเช่าเอาไว้ เมื่อมี VM อื่นๆในระบบพัง จะไม่กระทบกับ VM ของเราที่วางอยู่ที่ Server ตัวเดียวกันเหมือนกับ Shared Hosting (เว้นแต่ Server ตัวที่รัน VM นั้นจะพัง)

    แม้ลักษณะดูเผินๆจะคล้ายๆกับ Dedicated Server แต่ประสิทธิภาพไม่ดีเท่า เนื่องจากในเซิร์ฟเวอร์เครื่องนั้นๆ ยังคงมีการแบ่งพื้นที่ และทรัพยากร กับลูกค้าอื่นๆ ดังนั้นประสิทธิภาพยังคงด้อยกว่า Dedicated server อยู่ดี

    วิธีการติดตั้ง:
    ผู้ใช้ต้องมีความรู้ด้านเทคนิคในการติดตั้งเอง

    เหมาะกับเว็บแบบไหน:
    เหมาะกับเว็บที่มีผู้ใช้งานมาก ช่วยลดปัญหาเว็บช้าเวลามีผู้เข้าใข้งานเยอะ จุดเด่นคือมี Data Transfer ไม่จำกัด ดีกว่า Shared Hosting แต่ไม่เท่า Dedicated Hosting ค่าใช้จ่ายจึงอยู่ที่ระดับกลางๆ

    – –

    Cloud Hosting

    จริงๆแล้วคำว่าระบบ Cloud มันคือ Concept ของการวางระบบ Infrastructure สำหรับองค์กร ไว้ที่ Data Center ของผู้ให้บริการ (สำหรับองค์กรที่ต้องการระบบ Infrastructure แต่อาจจะไม่สะดวกในการสร้าง Data Center เอง) สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ บริการคลาวด์ (cloud) คืออะไร โดยในบทความนี้จะขอกล่าวถึงการนำระบบคลาวด์มาใช้ในแง่ของการวางเว็บไซต์ของเราเท่านั้นนะคะ

    – High Availability! –

    ในส่วนของตัวโครงสร้างการทำงานของระบบคลาวด์นั้นมีวิธีการจัดการทรัพยากรภายในระบบที่ดีมาก ทำให้ระบบฆ่าไม่ตาย ยิงไม่เดี้ยงง่ายๆ เนื่องจากมีการทำ Server Farm เอาไว้ด้วยกัน ในกรณีที่มีเครื่องใดเครื่องหนึ่งพัง ระบบจะทำการย้ายให้ไปทำงานในเครื่องใหม่ทันที โดยไม่ต้องรอเปลี่ยน หรือรอให้เครื่องเก่าซ่อมเสร็จก่อน ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลารอเลย และเว็บไซต์ของคุณก็จะสามารถทำงานต่อไปได้ไม่สะดุด หรือจะเรียกว่าเป็น Zero Downtime ก็ว่าได้

    – Scalability & only Pay-Per-Use! –

    การเลือกใช้บริการแบบ Cloud Hosting จะทำให้เรามีอิสระในการปรับขีดความสามารถ และขนาดทรัพยากรได้ตามภาระงาน เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดในการขยายทรัพยากรสำหรับผู้ให้บริการ และค่าใช้จ่ายนั้นจะขึ้นกับการจ่ายตามที่ใช้จริง (Pay-Per-Use) เช่น พอถึงเวลาที่เรารู้ว่าคนจะกระหน่ำเข้าใข้งานเว็บเราเยอะๆช่วงไหน ก็ไปเพิ่มทรัพยากรแค่เฉพาะช่วงนั้นได้เลย และสามารถที่จะเลือกเช่าแบบระดับชั่วโมงก็ได้

     Web Hosting vs Cloud Hosting

    คำถามโลกแตกที่ปัจจุบันก็ยังมีหลายคนไม่เข้าใจค่ะ ว่าคลาวด์ต่างกับเว็บโฮสติ้งทั่วไปยังไง จะเปลี่ยนมาใช้ก็ยังงงงวย ว่าแล้วมันได้ประโยชน์อะไรเพิ่ม ขอเปรียบเป็นภาพง่ายๆแบบนี้ค่ะ

    ขอเปรียบเทียบกันง่ายๆแบบนี้ค่ะ
    Web Hosting เหมือนคนคนเดียวทำงาน ถ้าคนนั้นป่วย งานก็จะหยุดทันที
    ส่วน Cloud Hosting คือคนหลายคนช่วยกันทำงาน ถ้ามีคนใดคนนึงป่วย
    ก็จะมีคนอื่นๆที่เหลือทำงานแทนให้ งานก็จะเดินต่อไปได้ไม่มีสะดุดค่ะ

     ควรเลือกใช้อะไรถึงจะดีที่สุด?

    ตรงนี้ผู้เขียนมองว่าอยู่ที่ ‘ลักษณะของเว็บไซต์’ และ ‘งบประมาณ’’ ของเรามากกว่าค่ะ ว่าเหมาะกับการใช้งาน Hosting ลักษณะไหน แน่นอนว่าตอนนี้ Cloud คือตัวเลือกที่ดีที่สุดแน่นอน ด้วยคุณสมบัติที่อัพเกรดขึ้นมาเยอะแยะมากมาย แต่แน่นอนว่าบางคนอาจจะมีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ หากยังไม่เห็นภาพ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเป็น Case Study ง่ายๆกันดีกว่าค่ะ

    • เว็บธนาคาร -> ควรเลือก Cloud ค่ะ ต้องการความ Secure และความมั่นคงสูง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินล้วนๆ
    • เว็บคอนเทนต์ -> จะเลือกเป็น Web Hosting ถ้าแค่ทำบล็อคขำๆ คนทยอยเข้าไม่เยอะ หรือจะเลือกเป็น Cloud ก็ได้ค่ะ หากต้องการรับโหลดเยอะๆ คนเข้าอ่านพร้อมกันได้มหาศาล
    • เว็บพอตโฟลิโอ (portfolio) -> ใช้ Web Hosting จะเหมาะสมที่สุดค่ะ เพราะไม่ได้ให้คนเข้าอ่านพร้อมๆกัน ใช้แค่ตอนให้คนอื่นๆเข้ามาดูผลงานตัวเอง

    สุดท้ายแล้ว…. การจะเลือกใช้ Hosting รูปแบบไหนนั้น ผู้เขียนอยากให้คำนึง ‘ความเหมาะสม’ มากที่สุดก็พอค่ะ เพราะมันไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ทุกอย่างสามารถพลิกแพลงใช้ด้วยกันได้หมดเลย แต่ถ้าหากมีงบเยอะหน่อยการเลือกใช้ Cloud ถือว่าเป็นการ Play Safe ที่สุดแล้วในตอนนี้


    ซึ่งทาง OpenLandscape เองก็เป็นผู้ให้บริการคลาวด์อีกหนึ่งทางเลือกในประเทศไทย
    ที่ให้บริการคลาวด์ด้วยราคาเริ่มต้นที่ถูก รองรับกับทุกระดับการใช้งาน
    หรือหากต้องการปรึกษาก่อน ก็สามารถที่จะติดต่อสอบถามได้เลยค่ะ
    แต่ถ้าคุณสนใจดูข้อมูล หรือราคาค่าบริการ สามารถดูได้เลยค่ะที่ https://openlandscape.cloud/

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/