Author: Rittichai Timrattanakul

  • วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud

    วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud

    วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบให้คุณแล้ว แต่สำหรับใครที่อยากทำความรู้จัก File Storage บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ของ OpenLandscape สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ : ทำความรู้จัก OpenLandscape File Storage บริการเก็บไฟล์บนคลาวด์ สะดวก ครบ จบในที่เดียว


    วิธีการใช้งาน File Storage บน Gate.openlandscape.cloud

    หัวข้อในคู่มือการใช้งาน

    ขั้นตอนที่ 1 : การสร้าง Bucket

    ขั้นตอนที่ 2 : วิธีแสดงรายละเอียดของ Bucket

    ขั้นตอนที่ 3. การสร้าง Folder

    ขั้นตอนที่ 4 : การ Upload File

    ขั้นตอนที่ 5 : กรณีที่ต้องการยกเลิกระหว่าง Upload File  

    ขั้นตอนที่ 6 : การ Share File

    ขั้นตอนที่ 7 : การ Edit Access Bucket

    ขั้นตอนที่ 8 : การ Download File

    ขั้นตอนที่ 9 : การ Delete File

    ขั้นตอนที่ 10 : การ Delete Folder

    ขั้นตอนที่ 11 : การ Delete Bucket


    วิธีการใช้งาน File Storage มี 11 ขั้นตอน ดังนี้

    ขั้นตอนที่ 1 : การสร้าง Bucket

    1.1 เข้าไปที่แถบเมนู “File Storage” กดที่ปุ่ม “CREATE BUCKET”

    วิธีการใช้งาน File Storage

    1.2 ตั้งชื่อ Bucket (โดยชื่อที่ตั้งต้องตรงตามเงื่อนไขภายในระบบ) หลังจากทำการตั้งชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะพบว่า ตรง “Public Access” มีช่องสี่เหลี่ยมให้ทำเครื่องหมายถูก 

    กรณีที่ทำเครื่องหมายถูกเพื่อเลือก Public Access หมายถึง อนุญาตให้ทุกคนสามารถเข้าถึง Bucket นี้ได้ แต่ในกรณีที่ไม่ได้ทำเครื่องหมายถูกที่  Public Access ไว้ การเข้าถึงข้อมูลจะเป็นแบบ Private Access ซึ่งหมายความว่าผู้ที่เข้าใช้งานได้จะมีเฉพาะผู้ที่ได้รับลิ้งก์จากการแชร์เท่านั้น  โดยตัวอย่างการแชร์ลิ้งก์ จะอยู่ในขั้นตอนที่ 6 เรื่องการ Share File 

    ระบบจะแสดงราคา Usage เป็นหน่วย GB ละ 3 บาท เป็นรายเดือนและรายชั่วโมง หลังตรวจสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้น กดปุ่ม “CONFIRM”

    วิธีการใช้งาน File Storage 1

    1.3 เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ระบบจะแสดงสถานะ “สร้าง Bucket สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 2

    พร้อมแสดงรายการ Bucket ที่เราสร้างไว้ โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ของ Bucket 

    โดยในตัวอย่างนี้ สร้าง Bucket แบบ “Private Access”

    ***หมายเหตุ*** แนะนำให้สร้างแบบ “Private Access”  เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

    วิธีการใช้งาน File Storage 3

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 2 : วิธีแสดงรายละเอียดของ Bucket

    2.1 การเข้าไปใน Bucket ให้คลิกที่ชื่อ Bucket ที่ได้ทำการตั้งไว้ หรือ เลือก “Kebab Menu <>”  และกดที่ “Bucket Detail”

    วิธีการใช้งาน File Storage 4

    2.2 เมื่อเข้ามาแล้วระบบจะแสดงรายละเอียดดังภาพนี้

    วิธีการใช้งาน File Storage 5

    รายละเอียดภายใน Bucket

    • Name คือ ชื่อของ Bucket
    • Access คือ การแสดงสถานะการเข้าถึงไฟล์ว่าเป็นแบบ  Private Access หรือ Public Access
    • Usage คือ ปริมาณพื้นที่ Bucket ที่ถูกใช้งาน
    • Item คือ จำนวน Folder หรือ File ที่อยู่ใน Bucket นี้
    • Name คือ ชื่อ Folder หรือ File
    • Size คือ ขนาดของ Folder หรือ File
    • Last update คือ การบอกวัน , เวลา ที่อัปเดตข้อมูล
    • Action คือ การแสดง Kebab Menu <> ให้เลือกสำหรับข้อมูลนี้

    สัญลักษณ์ในหน้าต่าง Bucket

    วิธีการใช้งาน File Storage 6  คือ การลบ Bucket (รายละเอียดจะอยู่ในหัวข้อที่ 11.3.2)

    วิธีการใช้งาน File Storage 7  คือ การสร้าง Folder (รายละเอียดจะอยู่ในหัวข้อที่ 3)

    วิธีการใช้งาน File Storage 8  คือ การ Upload File (รายละเอียดจะอยู่ในหัวข้อที่ 4)

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 3. การสร้าง Folder

    3.1 เมื่อเข้ามาที่หน้ารายการ Bucket แล้ว ให้เลือกเครื่องหมาย “ วิธีการใช้งาน File Storage 9 ”  เพื่อสร้าง Folder

    วิธีการใช้งาน File Storage 10

    3.2 ตั้งชื่อ Folder (โดยชื่อที่ตั้งต้องตรงตามเงื่อนไขภายในระบบ) หลังจากทำการตั้งชื่อ Folder เสร็จแล้ว กดปุ่ม “CREATE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 11

    3.3 เมื่อทำการกดปุ่ม CREATE แล้ว ระบบจะแสดง Folder ที่สร้างไว้ วิธีการเข้าไปใน Folder ให้คลิกที่ ชื่อ Folder

    วิธีการใช้งาน File Storage 12

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 4 : การ Upload File

    4.1 กดที่เครื่องหมาย “  วิธีการใช้งาน File Storage 13 ” เพื่อ Upload File

    วิธีการใช้งาน File Storage 14

    4.2 นำ File ที่ต้องการ Upload มาวาง หรือ คลิกแล้วเลือก File ที่ต้องการ Upload 

    วิธีการใช้งาน File Storage 15

    4.3 หากชื่อไฟล์ไม่ตรงตามเงื่อนไข หรือ ขนาดไฟล์ใหญ่เกินไป ระบบจะแสดงกรอบสีแดงที่ Name หรือที่วางไฟล์ ให้คลิกที่กรอบสีแดง

    วิธีการใช้งาน File Storage 16

    4.4 เมื่อคลิกแล้ว ระบบจะแสดงคำแจ้งเตือนทางด้านข้าง ให้แก้ไขให้ถูกต้องตามเงื่อนไข

    วิธีการใช้งาน File Storage 17

    4.5 การแสดงราคาของไฟล์ที่ถูกอัปโหลด ซึ่งหากราคาน้อยกว่า 0.01 บาท / เดือน ระบบจะแสดงราคาเป็นราคาประมาณ 0.00 บาท

    วิธีการใช้งาน File Storage18

    4.6 เมื่อ UPLOAD เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีสถานะขึ้นว่า “อัปโหลด File สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 19

    โดย File ที่ UPLOAD เรียบร้อยแล้ว จากในตัวอย่างนี้ ไฟล์ที่ได้นำมา UPLOAD ซึ่งเป็นไฟล์ .jpg จะแสดงเป็นชื่อสกุลไฟล์เป็น .jpg และเปลี่ยนรูป ICON ตามนามสกุลของไฟล์

    วิธีการใช้งาน File Storage 20

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 5 : กรณีที่ต้องการยกเลิกระหว่าง Upload File  

    5.1 กรณีต้องการยกเลิก ให้กดไอคอน “UPLOADING” 
    วิธีการใช้งาน File Storage 21

    5.2 ระบบจะแสดง Upload Progress ให้ทำการกดปุ่ม “CANCEL ALL FILE UPLOADS” ระบบจะยกเลิกการอัพโหลดไฟล์ทั้งหมด 

    วิธีการใช้งาน File Storage 22

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 6 : การ Share File

    ในกรณีที่เราสร้าง Bucket เป็นแบบ Private Access แล้วต้องการ Share File ให้ผู้อื่น

    6.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <>” และเลือก “Share”

    วิธีการใช้งาน File Storage 23

    ในการ Share File ผู้ใช้งานสามารถเลือกระยะเวลาในการเข้าถึงไฟล์ได้ หากใช้เวลาเกินกว่าเวลาที่กำหนดไว้ URL Link ที่ต้องการแชร์จะหมดอายุ ทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ได้ 

    นอกจากนี้ระบบยังสามารถสร้าง URL Link  สำหรับแชร์ให้ผู้อื่นแบบจำกัดการเข้าถึง โดย URL Link นี้มีความปลอดภัยสูง 

    6.2 หากต้องการเลือกระยะเวลาหมดอายุในการเข้าถึงไฟล์ ให้กด “Drop down list <  >”

    วิธีการใช้งาน File Storage 24

    6.2 สามารถเลือกระยะเวลาในการแชร์ไฟล์ได้ดังภาพ

    วิธีการใช้งาน File Storage 25

    6.3 หลังจากนั้น กดปุ่ม “Copy Link” และส่ง URL Link  นี้ ให้ผู้ใช้ที่เราต้องการให้เข้าถึง File 

    วิธีการใช้งาน File Storage 26

    6.4 เมื่อผู้ใช้งานได้รับ URL Link แล้ว นำไปวางตรงช่อง Address bar ซึ่งก็คือ ช่องที่ไว้ใช้ป้อนที่อยู่ของไฟล์ข้อมูล หรือป้อน URL ของ Website จากนั้นไฟล์ที่ต้องการแชร์จะถูก Download ลงเครื่องอัตโนมัติ

    วิธีการใช้งาน File Storage 27

    *หมายเหตุ : เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน ควรตรวจสอบ URL Link และไฟล์ทุกครั้งก่อนทำการ Download

    • วิธีการตรวจสอบ : ให้เรานำไฟล์หรือลิงก์ที่ได้รับมาไปตรวจสอบได้ที่เว็บ https://www.virustotal.com/gui/ (สามารถดูลิงก์ได้ด้วยการคลิกขวา แล้ว Copy Link และควรทำการตรวจสอบผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์)

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 7 : การ Edit Access Bucket

    7.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 28>” และเลือก “Edit Access”

    วิธีการใช้งาน File Storage 29

    7.2 หากต้องการเปลี่ยนจาก Private Access เป็น Public Access ให้ทำเครื่องหมายถูกที่ช่องสี่เหลี่ยม แล้วกดปุ่ม “CONFIRM”

    วิธีการใช้งาน File Storage 30

    7.3 หากต้องการเปลี่ยนจาก Public Access เป็น Private Access ให้นำเครื่องหมายถูกออก แล้วกดปุ่ม “CONFIRM”

    วิธีการใช้งาน File Storage 31

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 8 : การ Download File

    8.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 32>” และเลือก “Download”

    วิธีการใช้งาน File Storage 33

    8.2 เมื่อกด Download แล้ว ไฟล์ที่ต้องการจะถูก Download ลงเครื่อง

    วิธีการใช้งาน File Storage 34

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 9 : การ Delete File

    9.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 35>” และเลือก “Delete”

    วิธีการใช้งาน File Storage 36

    9.2 ระบบจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือน ให้กดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 37

    9.3 หลังจากนั้นระบบจะแสดงสถานะแจ้งเตือน “ลบ File สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 38

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 10 : การ Delete Folder

    10.1) กรณีที่ต้องการ Delete Folder ที่มีข้อมูลอยู่ภายใน

    10.1.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 39>” และเลือก “Delete” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 40

    10.1.2 ระบบจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือนว่ามีข้อมูลอยู่ภายใน Folder

    วิธีการใช้งาน File Storage 41

    10.1.3 หากต้องการลบ ให้ทำเครื่องหมายถูกในช่องสี่เหลี่ยม แล้วกดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 42

    10.1.4 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งว่า “ลบ Folder สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 43

    10.2) กรณีที่ต้องการ Delete Folder ที่ไม่มีข้อมูลอยู่ภายใน

    10.2.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 44>” และเลือก “Delete” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 45

    10.2.2 ระบบจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือน ให้กดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 46

    10.1.3 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งว่า “ลบ Folder สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 47

    กลับด้านบน


    ขั้นตอนที่ 11 : การ Delete Bucket

    11.1) กรณีที่ Bucket มีข้อมูลอยู่ภายใน 

    11.1.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 48>” และเลือก “Delete Bucket”

    วิธีการใช้งาน File Storage 49

    11.1.2 ระบบจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือน หากต้องการลบ ให้ใส่ชื่อ Bucket ให้ถูกต้อง หากใส่ชื่อ Bucket ผิด จะไม่สามารถกดปุ่ม DELETE ได้ และทำเครื่องหมายถูกในช่องสี่เหลี่ยม เพื่อ Confirm หลังจากนั้นกดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 50

    11.1.5 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งว่า “ลบ Bucket สำเร็จ”

    วิธีการใช้งาน File Storage 51

    วิธีการใช้งาน File Storage 52

    11.2) กรณีที่ Bucket ไม่มีข้อมูลอยู่ภายใน 

    11.2.1 กดปุ่ม “Kebab Menu <วิธีการใช้งาน File Storage 53>” และเลือก “Delete Bucket” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 54

    11.2.2 ใส่ชื่อ Bucket ที่จะลบ และกดปุ่ม “DELETE”

    วิธีการใช้งาน File Storage 55

    11.2.3 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งเตือนว่า “ลบ Bucket สำเร็จ” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 56

    วิธีการใช้งาน File Storage 57

    11.3) สามารถใช้วิธีการลบ Bucket อีกวิธีได้ดังนี้

    11.3.1 เข้าไปที่ Bucket ที่ต้องการลบ

    วิธีการใช้งาน File Storage 58

    11.3.2 เมื่อเข้ามาใน Bucket แล้ว ให้กดที่ปุ่ม วิธีการใช้งาน File Storage 59 เพื่อลบ Bucket

    วิธีการใช้งาน File Storage 60

    11.3.3 ใส่ชื่อ Bucket และกดปุ่ม “DELETE” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 61

    11.3.4 ระบบจะแสดงสถานะแจ้งเตือนว่า “ ลบ Bucket สำเร็จ” 

    วิธีการใช้งาน File Storage 62

    วิธีการใช้งาน File Storage 63

    กลับด้านบน

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการใช้งาน File Storage สามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • วิธีการใช้งาน Gift Code บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการใช้งาน Gift Code บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีการใช้งาน Gift Code บน gate.openlandscape.cloud มีทั้งหมด 2 วิธีซึ่งมีความแตกต่างกันออกไปดังนี้

    วิธีที่ 1 แบบมี Gift Code โดยผู้ใช้บริการต้องนำ Code กรอกเข้าระบบเพื่อเปิดการใช้งาน

    1.ผู้ใช้บริการเลือกเมนู Billing > Payment กดที่ปุ่ม Redeem Code ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

    Redeem Code

    2.ใส่ Gift Code ลงไปในช่องว่างเพื่อเปิดการใช้งาน และกดปุ่ม “OK” ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

    Gift Code

    3.ระบบจะทำการเติมเครดิต หากดำเนินการสำเร็จแล้ว จะมีข้อความด้านล่างมุมขวามือ ปรากฎข้อความ “ใช้ Gift Code สำเร็จ” ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

    “ใช้ Gift Code สำเร็จ”

    4.ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบประวัติของ Gift Code ได้ที่แถบ Gift Credit Earning หาก Status ขึ้นเป็น “ACTIVATED” สีเขียวแปลว่า การเติม Gift Credit เข้าระบบเครดิตของผู้ใช้บริการสำเร็จเรียบร้อย และสามารถตรวจสอบ Expiry Date ของวันหมดอายุในการใช้ Gift Credit ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

     

    Gift Credit Earning

    และผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบ Gift Credit ที่ใกล้หมดอายุการใช้งานที่ Gift Credit Balance 

    Gift Credit Balance 

    วิธีที่ 2 แบบมีอีเมลแจ้งเตือนการเปิดใช้งาน Auto Gift Code 

    1.ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบการแจ้งเตือนได้จากรูปกระดิ่งของระบบแจ้งเตือน Notifications ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

    Notifications

    หรือ ตรวจสอบในส่วนของแถบเมนู Notification > System ซึ่งสามารถเห็นการแจ้งเตือนได้เช่นกัน ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

    Notification > System

    และผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบทางอีเมลที่จะได้รับจาก Openlandscape 

    ตัวอย่างอีเมล

    2.ผู้ใช้บริการสามารถเข้าที่แถบเมนู Billing > Payment เลือกกดที่แถบ Gift Credit Earning 

    เพื่อดูประวัติของ Gift Credit และผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบ Gift Credit ที่ผู้ใช้บริการได้รับที่ Status “ACTIVATE NOW” หากผู้ใช้บริการยังไม่ได้กดยืนยันรับ Gift Credit สามารถตรวจสอบวันหมดอายุในการกดยืนยันรับ Gift Credit ตามวันที่ปรากฏของ Last Activate Date ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

    Last Activate Date

    3.ผู้ใช้บริการสามารถเลือกกดปุ่ม Status “Activate Now” โดยจะมีข้อความแจ้ง “ระบบดำเนินการสำเร็จ” หาก Status ขึ้นเป็น “ACTIVATED” สีเขียวแปลว่า การเติม Gift Credit เข้าระบบเครดิตของผู้ใช้บริการสำเร็จเรียบร้อยแล้ว และสามารถตรวจสอบ Expiry Date ของวันที่หมดอายุในการใช้ Gift Credit ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง 

    Expiry Date

    และผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบ Gift Credit ที่ใกล้หมดอายุการใช้งานที่ Gift Credit Balance 

    ตรวจสอบ Gift Credit ที่ใกล้หมดอายุการใช้งานที่ Gift Credit Balance

    นอกจากนี้หากต้องการเติมเครดิตเพื่อใช้งานบน Openlandscape Cloud สามารถดูรายละเอียดเพื่มเติมได้ที่ คลิก

    หากผู้ใช้บริการต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อผ่านทางอีเมล contact@ols.co.th หรือศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าหมายเลข 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • วิธีเปลี่ยนการใช้งานจาก SSH Password เป็น Key Pair

    วิธีเปลี่ยนการใช้งานจาก SSH Password เป็น Key Pair

    วิธีเปลี่ยนการใช้งานจาก SSH Password เป็น Key Pair

    1.ในกรณีที่ทางผู้ใช้บริการสร้าง Instances ของคุณเป็น Password สามารถดำเนินการตามวิธีด้านล่างดังต่อไปนี้

    $ ssh-keygen -t rsa

    คำสั่งด้านบนเพื่อเป็นการสร้าง Key Pair ขึ้นมา

    [ หลังจากใช้คำสั่งสามารถ Enter เพื่อเป็น Default ได้เลย ]

    ในส่วนนี้เราจะได้ไฟล์ข้อมูลเพิ่มขึ้นมา 2 ไฟล์ ตามภาพด้านล่าง

    ไฟล์ที่เราจะใช้งานในการเข้าเครื่องของเราเองหรือที่เรียกว่า Private Key นั้นจะอยู่ในไฟล์ id_rsa ครับ

    ให้เราทำการ เข้าไปในไฟล์ id_rsa ซึ่งจะใช้คำสั้ง

    $ nano /root/.ssh/id_rsa

    ให้ทำการคัดลอกข้อมูลในไฟล์ดังกล่าวและนำข้อมูลมานั้นใส่ใน notepad เพื่อทำการ save ไฟล์เป็น Type .pem “ตัวอย่างเช่น gate-key.pem”

    ใน SSH ได้นั้นจะต้อง copy ข้อมูลในไฟล์ id_rsa.pub ไปไว้ใน authorized_keys ก่อนโดยสามารถใช้คำสั่ง

    $ cat id_rsa.pub >> authorized_keys

    เป็นการคัดลอกข้อมูลในไฟล์ id_rsa.pub มาใส่ใน authorized_keys

    ต่อไปเป็นการปิดการใช้งาน SSH Password โดยการแก้ไขไฟล์

    $ nano /etc/ssh/sshd_config

    ให้ค้นหาข้อความด้านล่างพร้อมเปลี่ยนค่า yes เป็น no เพื่อปิดการใช้งาน Password ตามตัวอย่างด้านล่างพร้อม save ไฟล์

    หลังจากดำเนินการ save ให้ดำเนินการ reload service ตามคำสั่งด้านล่าง

    $ systemctl restart ssh

    เท่านี้ทางผู้ใช้บริการสามารถใช้งาน SSH ผ่าน Key Pair ได้โดยไม่ต้อง Password ในการ SSH อีกต่อไปเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน

  • วิธีใช้งานระบบแจ้งเตือน (Notification Feature) บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีใช้งานระบบแจ้งเตือน (Notification Feature) บน gate.openlandscape.cloud

    วิธีใช้งานระบบแจ้งเตือน (Notification Feature) บน gate.openlandscape.cloud

    ในส่วนของการใช้งานระบบแจ้งเตือน หรือ Notification Feature จะเป็นช่องทางการแจ้งเตือนข่าวสารหรือโปรโมชันต่าง และการแจ้งเตือนของระบบ ในส่วนที่ผู้ใช้บริการได้ดำเนินการต่าง บน Gate.openlandscape.cloud โดยสามารถเข้าไปดูได้ที่หน้าต่าง “Notification” ซึ่งจะมีให้เลือกเข้าใช้งาน 2 ที่ด้วยกัน ดังนี้

    1. ในแถบเมนูทางด้านซ้ายมือ ด้านล่างสุด

    Notification feature 1

    2. แถบของ “Notification” เป็นรูปปุ่มกระดิ่งแจ้งเตือน “🛎” ใกล้บริเวณแถบ “CREATE INSTANCE”

    Notification feature 2

    3 ประเภทของ Notification มีอะไรบ้าง ?

    OpenLandscape แบ่งประเภทของ “Notification” เป็น 3 ประเภท ดังนี้

    1. System  

    ในส่วนของ System คือ การแจ้งเตือนประวัติการใช้งานบนระบบของผู้ใช้บริการ เช่น

    • การสร้าง Instance แบบ Password ในระบบ ซึ่ง User และ Password จะถูกส่งผ่านทางอีเมลของผู้ใช้บริการ และผู้ใช้บริการสามารถดู Password ทางระบบแจ้งเตือน “Notification” แบบ Realtime ได้
    • การเติมเครดิตเข้าระบบ เป็นการแจ้งเตือนการเติมเครดิตเข้าระบบแบบ Realtime บน Notification เช่นเดียวกัน เป็นต้น

    ตัวอย่าง การสร้าง Instance แบบ Password

    Notification feature 3

    สำหรับการสร้าง Instance แบบ Password สามารถดู User และ Password ได้ที่บริเวณกรอบสีแดงตามดังภาพตัวอย่างด้านล่าง

    Notification feature 4

    นอกจากนี้ หากผู้ใช้บริการกดไปที่แจ้งเตือนของ System ในส่วนของการสร้าง Instance เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดของ Instance ระบบจะเข้าสู่หน้าต่างของ Instance ดังภาพตัวอย่างด้านล่าง

    Notification feature 5


    2. Updates 

    ในส่วนของ Updates คือ การแจ้งเตือนการอัปเดต และปรับปรุงระบบ เช่น เมื่อมีฟีเจอร์ใหม่บน Gate หรือมีการ Maintenance Gate จะได้รับแจ้งเตือนผ่านช่องทางนี้

    Notification feature 6

    นอกจากนี้ หากกดไปที่ปุ่มแจ้งเตือนของ Update ในส่วนของฟีเจอร์ใหม่จะมีหน้าต่างรายละเอียดขึ้นมา ผู้ใช้บริการสามารถกดปุ่ม Go To Page เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดของฟีเจอร์ใหม่ในหน้าเพจ Blog.Openlandscape.Cloud ได้อีกด้วย

    ตัวอย่างหน้าต่างรายละเอียดของฟีเจอร์ใหม่

    Notification feature 7

    ตัวอย่างหน้าเพจ ใน blog.openlandscape.cloud

    Notification feature 8


    3. Announcement

    ในส่วนของ Announcement คือ การแจ้งเตือนข่าวสาร และ โปรโมชัน ของ OpenLandscape เช่น หากมีโปรโมชันบน Facebook ของ Openlandscape Cloud จะมีการขึ้นแจ้งเตือนบน “Notification” และสามารถดูรายละเอียดที่ Facebook ได้เช่นกัน

    Notification feature 9

    นอกจากนี้หากกดไปที่แจ้งเตือนของ Annoucement ในส่วนของโปรโมชัน จะมีหน้าต่างรายละเอียดขึ้นมา ผู้ใช้บริการสามารถกดปุ่ม Go To Promotion เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดของโปรโมชันในหน้า Facebook หรือ Blog ของ Openlandscape Cloud 

    ตัวอย่างหน้าต่างรายละเอียดโปรโมชัน

    Notification feature 10

    ตัวอย่างหน้าโปรโมชัน ในเฟสบุ๊ค

    Notification feature 11

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • รวมคำถามการใช้งานที่พบบ่อย บน Openlandscap cloud

    รวมคำถามการใช้งานที่พบบ่อย บน Openlandscap cloud

    รวมคำถามการใช้งานที่พบบ่อย บน Openlandscap cloud

    เวลาใช้งานแน่นอนว่าหลาย ๆ คนย่อมมีข้อสงสัย วันนี้เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อย ๆ มาฝากผู้ใช้งานทุกท่านกันค่ะ อย่างไรก็ตามหากไม่พบปัญหาที่คุณต้องการคำตอบ คุณสามารถแจ้งปัญหาการใช้งานผ่านทาง Ticket ด้วยการ Log in เข้าไปที่หน้าใช้งานของคุณบน Openlandscape และไปที่หน้า Support จากนั้นกดที่ Open a support ticket ทางด้านบนขวามือ ในหน้า Support หรือ แจ้งปัญหาผ่านหน้า Contact Us ได้ที่นี่  


    • รวมคำถามการใช้งานเกี่ยวกับ SSH , Remote Desktop

    คำถาม : สร้าง Instance ใส่รหัสตามที่ส่งมาในอีเมลแต่ Remote เข้า Instance ไม่ได้ (เครื่อง Instance เป็น OS Windows)

    คำตอบ : สำหรับการเข้าใช้งาน Windows server ครั้งแรก สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิก

    รวมคำถามการใช้งาน


    คำถาม : ต้องการเปลี่ยนรูปแบบการ SSH ให้ไม่ต้องใช้ Key สามารถทำได้อย่างไร

    คำตอบ : หากต้องการเปลี่ยนรูปแบบการ SSH จาก Key เป็น Password สามารถทำตามขั้นตอนเพิ่มเติมได้ที่ คลิก


    คำถาม : Instance ไม่สามารถ SSH เข้าเครื่องได้ มีวิธีการดำเนินการทำยังไงบ้าง

    คำตอบ : หากผู้ใช้งานใช้ Key Authentication และดำเนินการ Reboot Instance แล้ว สามารถดำเนินการ Snapshot Instance วิธีการ snapshot อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิก

    หลังจากที่ Snapshot เรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการดำเนินการขึ้น Instance ใหม่แล้วทดสอบการใช้งานอีกครั้งค่ะ


    • รวมคำถามการใช้งานเกี่ยวกับ หน้า Dashbord Instance กับ Applications Instance

    คำถาม : Instance สั่งลบไม่ได้ จากปัญหามีวิธีการดำเนินการทำยังไงบ้าง

    คำตอบ :  ให้ลองดำเนินการ Log out แล้ว Log in เข้าระบบใหม่ค่ะ และลองลบ Instance ที่ต้องการลบอีกครั้งหากยังไม่สามารถดำเนินการได้ ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่านผ่านทาง Ticket ที่หน้า Support ค่ะ

    รวมปัญหาการใช้งาน


    คำถาม : เนื่องจากเครดิตในระบบหมด ทำให้เครื่อง Instance shut off เอง มีวิธีการดำเนินการทำยังไงบ้าง

    คำตอบ : ดำเนินการเติมเครดิตในระบบค่ะ จากนั้นทางผู้ใช้บริการสามารถดำเนินการ Start Instance ได้เองค่ะ


    คำถาม : การ Deploy Application มีวิธีการดำเนินการทำอย่างไร

    คำตอบ : วิธีการสร้าง Application ผ่านการใช้งาน gate.openlandscape.cloud สามารถดำเนินการตามรายละเอียด คลิก


    คำถาม : หากต้องการเพิ่ม Port อื่น ๆ ใน Instance มีวิธีการดำเนินการอย่างไร

    คำตอบ : หากต้องการใช้งาน Port อื่น ๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดวิธีการเพิ่มเติมได้ที่ คลิก


    คำถาม : สามารถเปลี่ยน IP Public ใน Instance ได้ไหม มีวิธีการดำเนินการอย่างไร

    คำตอบ : สามารถทำได้ค่ะ รายละเอียดวิธีการ Gennarate Public IP คลิก


    คำถาม : สามารถเข้าผ่าน FTP ทาง Instance ได้ยังไง มีวิธีการดำเนินการอย่างไร

    คำตอบ : วิธีการใช้งาน FTP ผู้ใช้บริการต้องทำการติดตั้ง Service FTP และทำการเปิด Port ใน Security Group ค่ะ 

    สำหรับวิธีการติดตั้ง FTP สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิก 

    และวิธีการเปิด Port สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิก


    คำถาม : Instance OS Debian Ver.9 หากต้องการใช้เป็น OS Debian Ver.8 แต่ในหน้า gate.openlandscape.cloud มีแค่ OS Debian Ver.9 กับ OS Debian Ver.10 ควรทำยังไงบ้าง

    คำตอบ : ในส่วนการให้บริการมี OS Debian ให้บริการเป็น OS Debian9 และ OS Debian10 ค่ะ


    คำถาม : Instance OS Ubuntu 20.04 (upfrontdev) สามารถติดตั้ง SQL Server 2019 เหมือน Ubuntu 18.04 (upfresturant) ได้หรือไม่ มีวิธีการดำเนินการทำยังไงบ้าง

    คำตอบ : สำหรับการติดตั้ง SQL Server 2019 สามารถทำได้ค่ะ โดยดูวิธีการดำเนินการได้ที่ คลิก


    คำถาม : สามารถเลือกใช้ OS ของ Windows Server แบบไม่มี Lisence มีค่าบริการบวกเครดิตเพิ่มหรือไม่

    คำตอบ : ถ้าเลือกแบบ Windows Server แบบ Non-Lisence จะไม่เสียค่าบริการ Lisence ของ Windows ค่ะ แต่เสียค่าบริการตอนสร้าง Instance ตามแพ็คเกจที่ผู้ใช้บริการเลือกใช้สร้าง Instance ค่ะ


    คำถาม : สร้าง Instance มาใหม่ สามารถขอรหัสผ่าน Root ที่ระบบสร้าง Instance ได้อย่างไร

    คำตอบ : รหัสผ่าน Root จะถูกจัดส่งให้ทางอีเมล รบกวนตรวจสอบรายละเอียดทางอีเมลค่ะ


    คำถาม : สามารถลง Service WordPress แต่มาติด Docker มีวิธีการดำเนินการทำอย่างไร

    คำตอบ : การจัดการจะเป็นในรูปแบบ Install Service หากผู้ใช้บริการต้องการลง WordPress บน Docker สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิก


    • รวมคำถามการใช้งานเกี่ยวกับการใช้งานทั่วไป

    คำถาม : สามารถทำการย้าย Instance ไปยัง Account ใหม่สามารถทำได้หรือไม่

    คำตอบ : หากต้องการย้ายไปยัง Account ใหม่ ไม่สามารถย้าย Instance ไปยัง Account ใหม่ได้ค่ะ


    คำถาม : ความเร็วอินเตอร์เน็ตของ แต่ละ Package อยู่ที่เท่าไหร่

    คำตอบ : สำหรับการให้บริการด้าน Internet จะเป็นแบบ Share โดย Bandwidth นอกประเทศ จะมีความเร็วสูงสุดที่ 400 Mbps และ ในประเทศสูงสุด 40 Gbps ค่ะ


    คำถาม : อยากทราบ DNS Server Name ชื่ออะไร

    คำตอบ : DNS Server Name ทางทีมขอสงวนสิทธิ์ในการให้บริการค่ะ ขออภัยในความไม่สะดวก

  • ปรับทัพธุรกิจ คิดให้ทันลูกค้า ข้อสรุปจากงาน “Priceza E-Commerce Summit 2020

    Thailand E-Commerce Trends 2020

    ภาพรวมตลาด E-Commerce  ไทย และเทรนด์ธุรกิจที่น่าจับตามองในปี 2020 นี้ นับได้ว่ามีความน่าสนใจมากขึ้น จากพฤติกรรมของคนไทยที่เริ่มปรับตัวเข้ากับโลกออนไลน์มากขึ้น จากสถิติแสดงอัตราการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี และแน่นอนว่าด้วยช่องทางที่มากขึ้น ทำให้เกิดผู้แข่งขันทาบธุรกิจมากขึ้น ทำให้หลายๆธุรกิจต้องเริ่มดึงจุดเด่นของสินเค้าหรือบริการ การประสานช่องทางที่หลากหลายเป็นหนึ่งเดียว รวมไปถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างการทำการรวบรวมข้อมูลลูกค้าที่มีตัวตนจริงๆเพื่อนำไปทำ Big Data ในอนาคต


    สรุปข้อมูลสถิติที่น่าสนใจจาก Priceza

    (Source: Thailand E-Commerce Trends 2020 by Priceza , https://www.slideshare.net/secret/bEkuMwOImIcnLY)

    ช่องทางที่คนไทยใช้ในการซื้อขายสินค้ามากที่สุด

    1.  ช่องทาง Social Media 40% : 

      โดยเฉพาะ Conversation Commerce คนไทยมีการซื้อขายผ่านการการแชทมากขึ้น)

    2. ช่องทาง E-Marketplace 35% :

       เช่น Shopee, Lazada, JD Central ,….,

    3. ช่องทาง E-Tallers/Brands.com 25%

      ช่องทางสำหรับ E-Commerce ที่มีหน้าร้าน  เช่น Tesco Lotus, King Power, JIB, TVD ,…,)

      99% ซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน
      ผู้ประกอบการต้องพิจารณาในการปรับธุรกิจ  หรือหน้าร้านเว็บไซต์ ให้รองรับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนการใช้งานโดยมือถือให้มากยิ่งขึ้น

      77% ทำการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือแบรนด์มากขึ้น
      ช่องทางการ Search เป็นช่องทางที่ควรให้ความสำคัญมากขึ้น รวมไปถึงการติดตาม Customer Feedback เมื่อถูกพูดถึงแบรนด์หรือสินค้าบนช่องทาง Community ให้มากขึ้น

      56% มีการเปรียบเทียบราคากับคู่แข่ง
      ต้องทราบ Positioning ของแบรนด์ตนเอง เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมีการเปรียบเทียบมากขึ้น เพราะทางเลือกในปัจจุบันมีหลากหลายมากขึ้น


      (Source: Thailand E-Commerce Trends 2020 by Priceza , https://www.slideshare.net/secret/bEkuMwOImIcnLY)

    ช่องทางที่คนไทยมีการชำระเงินมากที่สุด

    1. ช่องทาง Bank Transfer 43% (การโอนเงิน)

    2. ช่องทาง Credit Card 38% (การชำระผ่านบัตรเครดิต)

    3. ช่องทาง COD หรือ Cash on Delivery 17% (การชำระเงินปลายทาง)

    4. ชำระผ่านช่องทางอื่นๆ


    (Source: Thailand E-Commerce Trends 2020 by Priceza , https://www.slideshare.net/secret/bEkuMwOImIcnLY)

    5 เทรนด์ E-Commerce น่าจับตามองในปี 2020

    1. Cross-Border E-Commerce 
      การเข้ามาของร้านค้าต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทุกปี (โดยเฉพาะจีน) และมีความได้เปรียบมากขึ้น
      เนื่องจากราคาที่ถูกกว่า ถึง 53% และระยะเวลาการส่งข้ามประเทศที่เร็วขึ้นถึง 100%
    2. DTC: Direct to Customer 
      แบรนด์มีความต้องการเข้าถึงลูกค้าของตนมากขึ้น ตามเทรนด์ของการทำ Data-Driven Business ที่ต้องการเป็นเจ้าของข้อมูลในการสร้าง Brand Loyalty เอง
      โดยไม่ต้องการพึ่งพาแพลทฟอร์มอื่นๆอีก
    3. Thailand : World’s Leader in Social Commerce
      ไทยเป็นผู้นำด้านการซื้อขายผ่าน Social Media สูงสุดถึง 40% และปัจจุบันในบางช่องทางโซเชียลสามารถทำการชำระเงินได้เลยในแพลทฟอร์มนั้นๆ
    4. Same day delivery 
      ในปี 2020 การส่งถึงที่จะถูกผนวกรวมเข้ากับ E-Commerce (2019 จะเป็น Food Delivery) เช่นการส่งของที่สั่งในเว็บผ่าน Grab หรือ Gosend ก็คือสั่งและสามารถรับของได้เลยทันที
    5. Omni Channel
      สิ่งสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์ปัจจุบัน คือการผสมผสานช่องทางการขาย แบบ Offline และ Online ไว้ด้วยกัน โดยจะทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าหรือแบรนด์ได้อย่างไร้รอยต่อที่สุด

    สรุปเพิ่มเติมจาก Session ภายในงาน

    เปิดกลยุทธ์ Website Direct จาก JIB

    – ต้องพยายามเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าของตนเองเช่นกลุ่มคนที่จะสั่งของจาก JIB อาจจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่แตกต่างจากกลุ่มคนที่สั่งของอื่นๆ เช่น มักจะชอปปิ้งตอนกลางคืน
    – JIB สร้างมาตรฐานใหม่ให้การส่งสินค้า โดยการการันตีของถึงภายใน 3 ชั่วโมง ไม่ว่าจะสั่งเวลาไหน
    – เกิดกระแสบนโซเชียลขึ้นเอง เนื่องจากทาง JIB ยึดมั่นในนโยบายการขาย ไม่ผิดสัญญาลูกค้า
    – จากการศึกษาพฤติกรรมลูกค้า ทาง JIB ตัดสินใจเปิดให้สั่งสินค้าช่วงกลางคืนด้วย เป็น 24 Hrs Delivery
    และทืทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นจากเดิม
    – รูปสินค้าเป็นสิ่งที่ JIB ให้ความสำคัญมาก เนื่องจากลูกค้าที่สั่งของออนไลน์ จะไม่ได้เห็นตัวสินค้าเอง ดังนั้นสินค้าทุกชิ้นที่ขายบนเว็บไซต์ของ JIB จะมีการนำสินค้าจริงมาเข้าสตูดิโอถ่ายรูปของทางแบรนด์เองใหม่ทุกรูป

     Social Commerce & E-Marketplace Strategy ในยุค 5G

    – Chatbot เข้ามาช่วยให้จบออเดอร์ได้เองเลย และมากถึง 2000 order/day
    – Tracking No. is painpoint for online merchant เพราะทำให้จบขายเองโดยอัตโนมัติไม่ได้
    – การทำ Social Commerce ให้ทำตามพฤติกรรมของคนประเทศนั้นเลย เช่น ขายคนไทยก็ต้องติดโฟลวเพื่อคนไทย ex. คนไทยไม่ชอบใช้เครดิตการ์ด เลยคิดการจ่ายเงินแบบ รับของเมื่อจ่ายเงิน แบบนี้จะได้รับความนิยมในไทยกว่า และเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนไทย (ซึ่งต่างจากต่างชาติมาก)
    – คนยินดีที่จะคุยกับบอท แต่บอทต้อง Solve ปัญหาให้กับลูกค้าได้จริงๆ (จำเป็นต้องให้บอทเกิดการเรียนรู้)

    ล้วงลึก E-Marketplace Strategy ปี 2020
    โดย JD Central / Shopee / Lazada


    สิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในปัจจุบัน

    – shopee -> catch the trend ตามให้ทันเทรนด์ต่างๆของลูกค้า ตามทันเทคโนโลยีของแต่ละ platform ที่จะมาช่วยเรา และปรับตัวให้ไวที่สุด
    – lazada -> data driven by customer segmentation is important แบ่งเซกเม้นลูกค้า เพื่อแยกรูปแบบการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าแบบต่างๆได้ตรงจุดมากขึ้น เก็บข้อมูลได้เยอะจะยิ่งแบ่งได้ละเอียด
    – jd central -> communicate to target customer by different channel : ถอยกลับมาคิดใหม่ ไม่ยึดติดกับช่องทางการขายใดเพียงช่องทางหนึ่ง แต่ละลูกค้าจะมี channel การขายต่างกัน บางกลุ่มขายได้แต่บน online แต่บางกลุ่มอาจจะไม่

    case pre-order/free trade zone จากจีน
    ลูกค้า ได้ประโยชน์เรื่องราคา เพราะไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย
    ผู้ประกอบการได้เปิดช่องทางการขายมากขึ้น ไม่จำกัดแค่ในประเทศ แต่ต้องปรับตัวให้แข่งขันได้ มองวิกฤตเป็นโอกาสมากกว่า อย่าคิดว่าจะโดนแย่ง ให้คิดวิธีไปแย่งเค้าแทน

    double double campaign
    //sme จะไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไรเพราะชินกับการทำอะไรแบบเดิมๆ
    //shopee พยายามผลักดันให้เกิด Data หรือ forecast อะไรบางอย่าง ผ่าน tools สำหร้บช่วย seller ในการขายของให้ได้ผลที่ดีขึ้น เช่นการทำโปรในบางช่วงเวลาที่มีแนวโน้มว่าจะขายได้มากขึ้น


    สรุปภาพรวมภายในงาน จะเน้นย้ำความสำคัญไปที่การปรับตัวตามพฤติกรรมลูกค้า การก้าวให้ทันเครื่องมือต่างๆของแพลตฟอร์ม การปรับตัวให้ไวเพื่อการแข่งขันกับต่างชาติ  รวมไปถึงเรื่องของความสำคัญในการเก็บข้อมูลเพื่อสร้างฐานข้อมูลลูกค้าในการวิเคราะห์การตลาดที่จะตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างเฉพาะเจาะจงได้มากขึ้น.

  • วิธีติดตั้ง WordPress ด้วยเซอร์วิส LAMP บน Ubuntu 16.04

    วิธีติดตั้ง WordPress ด้วยเซอร์วิส LAMP บน Ubuntu 16.04

    วิธีติดตั้ง WordPress ด้วยเซอร์วิส LAMP บน Ubuntu 16.04

    สำหรับใครที่สนใจติดตั้ง WordPress ด้วยเซอร์วิส LAMP บน Ubuntu 16.04 บทความนี้จะช่วยให้คุณ ติดตั้ง แบบ Step by Step แบบง่ายง่าย ๆ ให้คุณเข้าใจได้ไม่ยากกันครับ ในส่วนของ LAMP เป็นตัวอักษรแรกของ OpenSource ที่ประกอบไปด้วย ซอฟต์แวร์ 4 ชนิด มารวมกัน เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องให้บริการเว็บ (Web Server) ซึ่งประกอบไปด้วย
    1. L= Linux จะเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้ ในบนความนี้จะใช้เป็น Ubuntu 16.04
    2. A = Apache คือ Web Server มีไว้สำหรับจัดเก็บ webpage
    3. M = MySQL คือ ฐานข้อมูล มีไว้สำหรับจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น
    4. P = PHP, Perl หรือ Python ขึ้นอยู่กับผู้ใช้จะเลือกใช้งานตัวไหนที่ตนเองถนัด

    สรุปคือการติดตั้ง WordPress ด้วยเซอร์วิส LAMP จะสามารถทำงานบน Service ดังกล่าวที่ได้อธิบายมาข้างต้นนั่นเอง ซึ่งวิธีการใช้งานมีดังนี้ครับ


    ก่อนที่คุณจะทำการติดตั้ง Service ท้้งหมด อันดับแรกคุณควรจะทำการ Update Os ก่อน ด้วยคำสั่ง

    sudo apt-get update
    sudo reboot


    ขั้นตอนที่ 1: ติดตั้ง Apache เว็บเซิร์ฟเวอร์
    ในการติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์Apacheให้ใช้คำสั่ง:
    sudo apt-get install apache2 apache2-utils -y

    เมื่อติดตั้งเสร็จต้องเปิดใช้งาน Apache2 ใช้คำสั่งเปิดการใช้งาน เว็บเซิร์ฟเวอร์
    sudo systemctl enable apache2
    sudo systemctl start apache2

    เพื่อทดสอบว่าเว็บเซิร์ฟเวอร์กำลังทำงานหรือไม่ ให้เปิดเว็บเบราว์เซอร์ของคุณและใส่ http://server_address หน้าเว็บApache2 จะปรากฏขึ้นในกรณีที่เว็บเซิร์ฟเวอร์ทำงาน


    ขั้นตอนที่ 2: ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูล MySQL
    ต่อไปเราต้องติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูลMySQLโดยใช้คำสั่ง:
    sudo apt-get install mysql-client mysql-server -y

    ระหว่างการติดตั้งแพ็คเกจ คุณจะได้รับหน้าต่างแจ้งเตือนให้ตั้งรหัสผ่านผู้ใช้ “root” สำหรับmysql ให้ทำการกำหนดรหัสผ่านขึ้นเอง จากนั้นกดปุ่มOK หลังจากนั้นจะปรากฏหน้าต่างขึ้นมา ให้กด OK เพื่อดำเนินการต่อไป


    ขั้นตอนที่ 3: ตั้งรหัสผ่าน root ของ MySQL
    สร้างฐานข้อมูล MySQL และผู้ใช้สำหรับ WordPress
    ขั้นตอนแรกที่เราจะทำคือขั้นตอนเตรียมการ WordPress ใช้ MySQL เพื่อจัดการและจัดเก็บข้อมูลไซต์และผู้ใช้งาน เราได้ติดตั้ง MySQL แล้ว เราต้องสร้างฐานข้อมูลและผู้ใช้งาน WordPress
    ในการเริ่มต้นให้เข้าสู่ระบบบัญชี MySQL root โดยการใช้คำสั่ง:
    mysql -u root -p

    จะปรากฏ mysql> ให้พิมพ์คำสั่งต่อไปนี้ทีละบรรทัดแล้วแก้ไข ข้อมูลให้เป็นของเราเอง หลังจากนั้น กดEnter (ควรแก้ไขข้อความต่อไปนี้ให้เป็นชื่อของคุณเอง openlandscapewordpress, openlandscapeuser, openlandscapePassword )

    สร้างฐานข้อมูล ด้วยคำสั่ง :
    mysql> CREATE DATABASE openlandscapewordpress DEFAULT CHARACTER SET utf8mb4 COLLATE utf8mb4_unicode_ci;

    สร้าง user ผู้ใช้งานฐานข้อมูลและกำหนดPassword ด้วยคำสั่ง
    mysql> GRANT ALL ON openlandscapewordpress .* TO ' openlandscapeuser'@'localhost' IDENTIFIED BY 'openlandscapePassword';

    ใช้คำสั่งในการในการกำหนดข้อมูลข้างต้นไว้ในmysql :
    mysql> FLUSH PRIVILEGES;
    mysql> EXIT;


    ขั้นตอนที่ 4: ติดตั้ง PHP และโมดูล
    PHP จะเป็น Serviceสุดท้ายของ LAMP เราจะติดตั้งPHPและโมดูล เพื่อทำงานกับเว็บไซต์และเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูลโดยใช้คำสั่งด้านล่าง:
    sudo apt-get install php7.0 php7.0-mysql libapache2-mod-php7.0 php7.0-cli php7.0-cgi php7.0-gd -y

    เมื่อทำการติดตั้งเสร็จ เพื่อทดสอบว่าPHPสามารถทำงานร่วมกับเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้ เราต้องสร้างไฟล์ info.phpไว้ภายใน / var / www / html โดยใช้คำสั่งตามด้านล่าง

    sudo vi /var/www/html/info.php
    นำโค๊ดด้านล่างลงไปในไฟล์ และบันทึก
    <?php
    phpinfo();
    phpinfo(INFO_MODULES);
    ?>

    เมื่อเสร็จแล้วให้เปิดเว็บเบราว์เซอร์แล้วพิมพ์ที่อยู่ http://server_address/info.php ถ้าทำตามขั้นตอนถูกต้องจะสามารถดูหน้าข้อมูล php ด้านล่างผ่านหน้าเว็บเบราว์เซอร์เป็นดังภาพ


    ขั้นตอนที่ 5: ติดตั้ง WordPress
    เปลี่ยนไดเร็กทอรีที่เก็บไฟล์Wordpress และทำการดาวน์โหลดไฟล์:
    cd /tmp
    curl -O https://wordpress.org/latest.tar.gz

    แตกไฟล์Wordpress ไดเรกทอรี WordPress:
    tar xzvf latest.tar.gz

    สร้างไฟล์ .htaccess และตั้งค่าการอนุญาตสิทธิ์โดยใช้คำสั่ง:
    touch /tmp/wordpress/.htaccess
    chmod 660 /tmp/wordpress/.htaccess

    เราจะคัดลอกไฟล์ wp-config-sample.php ไปยังชื่อไฟล์ใหม่ wp-config.php ที่ ไดเรกทอรี WordPress ด้วยคำสั่ง
    cp /tmp/wordpress/wp-config-sample.php /tmp/wordpress/wp-config.php

    สร้างไดเรกทอรี upgrade เพื่อที่ว่า WordPress จะไม่เจอปัญหาเรื่องการอนุญาตสิทธิการเข้าถึงไฟล์
    mkdir /tmp/wordpress/wp-content/upgrade

    ทำการคัดลอกไฟล์ทั้งหมดของไดเรกทอรีWordpress ไปไว้ในส่วน ไดเรกทอรีของเว็ปไซต์ ด้วยคำสั่ง
    sudo cp -a /tmp/wordpress/. /var/www/html


    ขั้นตอนที่ 6: กำหนดค่าไดเรกทอรี WordPress
    ก่อนที่เราจะทำการติดตั้ง WordPress บนเว็บเราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบางรายการในไดเรกทอรี WordPress
    ก่อนอื่นเราต้องทำการตั้งค่าการอนุญาตไฟล์และการเป็นเจ้าของ
    sudo chown -R www-data:www-data /var/www/html

    ต่อไปเราจะตั้งค่าsetgidในแต่ละไดเรกทอรีภายในเอกสารเรา
    เราสามารถตั้งค่าsetgidในทุกไดเรกทอรีในการติดตั้ง WordPress ของเราโดยพิมพ์:
    sudo find /var/www/html -type d -exec chmod g+s {} \;

    ก่อนอื่นเราจะให้สิทธิ์เป็นกลุ่มในwp-contentไดเรกทอรีเพื่อให้เว็บอินเตอร์เฟสสามารถเปลี่ยนแปลงธีมและปลั๊กอินได้:
    sudo chmod g+w /var/www/html/wp-content

    ขั้นตอนนี้เราจะให้เว็บเซิร์ฟเวอร์เข้าถึงเนื้อหาทั้งหมดในไดเรกทอรีทั้งสองนี้:
    sudo chmod -R g+w /var/www/html/wp-content/themes
    sudo chmod -R g+w /var/www/html/wp-content/plugins


    ขั้นตอนที่ 7: การตั้งค่าไฟล์ WordPress
    คือการปรับเปลี่ยนคีย์เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสำหรับการติดตั้ง WordPress
    curl -s https://api.wordpress.org/secret-key/1.1/salt/
    จะได้รับคีย์ที่ไม่ซ้ำกันซึ่งมีมีลักษณะดังนี้ ให้ทำการ copy ในส่วนที่อยู่ในกรอบสีแดง

    หลังจาก Copy key ดังกล่าวแล้ว ให้ทำการเปิดไฟล์ wp-config.php เพื่อตั้งค่า WordPress:
    sudo vi /var/www/html/wp-config.php
    ค้นหาส่วนที่มีข้อความลักษณะดังนี้ และลบทั้งหมด แล้วนำKey ที่เราcopy เมื่อสักครู่ มาวางแทนที่ จะเป็นลักษณะดังรูป

    ก่อนทำการเปลี่ยนคีย์

    หลังทำการ เปลี่ยนคีย์

    ในไฟล์เดียวกัน ค้นหาข้อความตามรูปด้านล่าง และทำการแก้ไขการตั้งค่าการเชื่อมต่อฐานข้อมูลที่เราทำการสร้างไว้ คุณต้องปรับชื่อฐานข้อมูล ผู้ใช้ฐานข้อมูลและรหัสผ่านที่เรากำหนดค่าไว้ใน MySQL ตั้งแต่เริ่มต้น

    และ copy code ด้านล่างนี้วางต่อท้ายไว้ด้วย
    define('FS_METHOD', 'direct');
    เมื่อทำทุกขั้นตอนข้างต้นเสร็จหมดแล้ว บันทึกไฟล์


    ขั้นตอนที่ 8
    ให้เข้าไปที่ Directory : /var/www/html แล้วทำการ ลบ หรือ เปลี่ยนชื่อ file : index.html ด้วยคำสั่งดัง
    sudo rm index.html (คำสั่ง ลบไฟล์)
    เมื่อทำการลบ หรือ เปลี่ยนชื่อไฟล์แล้ว ให้ทำการ Restart service apache2
    sudo systemctl restart apache2

    มาถึงขั้นตอนสุดท้าย ให้เราเปิด BROWSER ขึ้นมาแล้วใส่ http://server_domain_or_IP ถ้าสำเร็จจะปรากฏหน้าเว็ป ดังรูป และให้เราทำการกำหนดข้อมูลในส่วนต่างๆของการใช้งาน WordPress ได้เลย เท่านี้ เราก็จะมีเว็ปเอาไว้ใช้งานกันแล้วครับ

  • ขั้นตอนการติดตั้ง Service FTP ใน Ubuntu

    ขั้นตอนการติดตั้ง Service FTP ใน Ubuntu

    ขั้นตอนการติดตั้ง Service FTP ใน Ubuntu มีขั้นตอนดังนี้

    1. อันดับแรกให้เริ่มทำการ update service ภายในเครื่อง โดยใช้คำสั่ง
    $ apt-get update


    2. จากนั้นทำการติดตั้ง ftp (โดยทำการติดตั้งเปิด port 21 สำหรับ Service ftp)
    # apt-get install vsftpd


    3. เมื่อติดตั้ง ftp เรียบร้อย จากนั้นทำการ add user และตั้ง password สำหรับ ftp
    $ adduser <ใส่ user ที่ลูกค้าต้องการตั้ง>

    Install FTP Ubuntu

    เมื่อทำการสร้าง user เรียบร้อยสามารถใช้คำสั่งดู user จาก path /home

    Install FTP Ubuntu


    4. ทำการ config ในไฟล์ etc/vsftpd.conf
    $ vi /etc/vsftpd.conf

    Install FTP Ubuntu

    เมื่ออยู่ในไฟล์ config จากนั้นให้ทำการแก้ไขดังนี้

    Install FTP Ubuntu

    และทำการเพิ่ม config เพื่อใช้ filezilla ในการ ftp

    Install FTP Ubuntu


    5. ทำการเพิ่มไฟล์ /etc/vsftpd.chroot_list เพื่อให้ user ที่ทำการสร้างสามารถใช้งาน ftp ได้

    Install FTP Ubuntu

    หลังจากนั้น เพิ่มชื่อ user ของ FTP ที่ทำการสร้างลงใน ไฟล์ vsftpd.chroot_list

    Install FTP Ubuntu


    6. เมื่อทำการ config เรียบร้อย จากนั้นให้ทำการ restart service ftp
    # systemctl restart vsftpd.service

    Install FTP Ubuntu


    7. ใช้โปรแกรม filezilla ในการโยนไฟล์เข้า instance โดยตั้งค่า File > Site Manager

    • Host : ใส่ ip ของ instance
    • Port : 21
    • User : ใส่ user ที่ได้สร้างไว้ใน instance

    Install FTP Ubuntu

    จากนั้นทำการตั้งค่าในส่วน Transfer Settings เป็น Active และทำการ connect

    Install FTP Ubuntu

    เมื่อ connect ได้เรียบร้อยทำการทดสอบโยนไฟล์เข้า instance

    Install FTP Ubuntu

  • จะทำอย่างไรเมื่อเว็บของคุณล่ม?

    เมื่อเจอเหตุการณ์ที่เว็บไซต์ของเราไม่สามารถเข้าใช้งานได้ เราจะทำอย่างไรดี? ลองมาดูวิธีการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นจากประสบการณ์ของทีมงานเราโดยตรงกันเลยดีกว่าครับ

    *** กรณีที่ตัวเครื่องใช้งานได้อย่างปกติ แต่ Service ที่เป็น Web server ไม่สามารถใช้งานได้

    1. เช็คดูว่าได้เปิด Port 80 (HTTP) หรือ 443 (HTTPS) บน Security Group แล้วหรือยัง เพราะถ้าไม่ได้เปิด Port นั้นๆก็จะไม่สามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์ได้นะจ้ะ!
    2. ตรวจสอบ service เช่น service apache2 status ตรงนี้อาจจะแบ่งหลักๆ ได้ 2 OS คือ Ubuntu (apache2, nginx, tomcat) และ CentOS (httpd, nginx) และสามารถตรวจสอบ Service ทั้งหมดด้วยคำสั่ง :
    service --status-all
    สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้ว่ามี Service อะไรรันอยู่บน Port อะไร ด้วยใช้คำสั่ง :
    $ netstat -tapnu | grep LISTEN
    จะเห็นได้ว่ามี service ที่รันอยู่บน port 80 คือ httpd ตรงนี้คือส่วนสำคัญเลยครั้ง ที่จะทำให้เรารู้ว่ามี service รันอยู่ไหม ถ้าไม่ขึ้น ให้ทำการ Restart service ก่อน ถ้ายังมี Error และไม่สามารถ start service ได้ ตรงนี้คงต้องดู Log เพิ่มเติม หรือ หาคนช่วยแล้วหละครับ ท่าน Google ^^

    ***กรณีที่ Service Web Run อยู่ตามปกติ แต่ไม่สามารถเข้าใช้งานเว็ปไซต์ได้

    1. ให้ลองทำการ telnet จากเครื่องภายนอก เพื่อตรวจสอบก่อน โดยใช้คำสั่ง :
    $ telnet 203.154.150.XXX 80
    อันนี้คือ ได้นะครับ !!!      ถ้าไม่ได้ จะไม่ขึ้นข้อความตามด้านบน
    $ curl 203.154.150.XXX:80
    ***  กรณีที่ใช้คำสั่ง telnet และ curl จากภายนอกแล้วเข้าไม่ได้ ให้ลอง curl ที่เครื่องที่เกิดปัณหาดูก่อน
    $ curl localhost:80
    $ curl 127.0.0.1:80
    ซึ่งถ้าสามารถ curl แล้วมี code ตอบกลับมาที่เครื่อง host แต่ภายนอกไม่สามารถ curl หรือ telnet มาได้ ให้ตรวจสอบ Service ที่เกี่ยวข้องกับ Firewall ภายในเครื่องทั้งหมด สำหรับ Ubuntu คือ ufw และ iptables ส่วน CentOS คือ firewalld ให้ลองทำการ stop service พวกนี้ไปก่อน แล้วลองทำการ check โดยทำการ telnet และ curl ดูอีกที ****การเข้าไปปิด Service Firewall หรือเข้าไป Config ขอให้ทำเป็นขั้นตอนสุดท้าย เพราะส่วนมากจะเกิดจากสาเหตุง่ายๆ เช่น การไม่เปิด port หรือ service ไม่ได้รัน แค่นั้นเอง**** ****การใช้คำสั่งเบื้องต้น เช่น ใช้คำสั่งที่ check service เช่น telnet, curl, netstat เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า service web ทำงานอยู่ แต่ที่เข้าเวปไม่ได้อาจจะเกี่ยวกับ service อื่นๆ ครับ

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/   OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/  OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/  OpenLandscape Blog | http://203.150.107.90/

      But telling best dissertation writing service courts that an ‘appropriate’ education means a ‘significant’ one, which in turn means an ‘appropriate’ one, hardly helps them draw buy essay a principled line.
  • เช็ค Cached แล้วหรือยัง ? ปัญหายอดฮิตที่ทำให้ Linux ช้าลง

    เช็ค Cached แล้วหรือยัง ? ปัญหายอดฮิตที่ทำให้ Linux ช้าลง

    ทำไมจู่ ๆ Server ทำงานช้าลง ?  ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นทันทีเมื่อ Server เกิดอาการหน่วง ๆ หรือทำงานผิดปกติ ใครจะไปรู้ว่าสาเหตุสำคัญอีกหนึ่งสาเหตุ ที่มักพบกันบ่อย ๆ เมื่อเกิดปัญหา Server ช้า นั่นก็คือ “Cached” บนระบบ Linux ดังนั้น ขออนุญาตหยิบยกประเด็นนี้มาพูดถึง และอธิบายถึงสาเหตุ รวมไปถึงวิธีการแก้ปัญหากัน

    อย่างที่ทุกท่านทราบว่า Linux Server นั้น มีการใช้งาน Performance ที่ต่ำมากกว่า OS อื่น ซึ่งในส่วนนี้ท่านอาจใช้แค่ RAM : 1 GB ก็สามารถใช้งานได้ตามปกติแล้ว (Command Mode) แต่บางทีอาจพบว่า Server มีอาการช้า ๆ หรือ เกิดหน่วงขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ Command แต่เมื่อทำการ Restart เครื่อง อาการเหล่านี้ดันหายไป… หากพบว่าอาการที่เจอ มีลักษณะเป็นแบบนี้ นั่นบ่งบอกได้ว่า RAM มีการถูกใช้งานเยอะ แล้วเกิดการเก็บ Cached เอาไว้ 


    “What is Cached ?” 

    คือ ความจำประเภทนึงใน OS ที่เก็บการทำงานที่มีการใช้งานบ่อย ๆ เอาไว้ เพื่อเวลามีการใช้งานในรูปแบบเดิมจะสามารถทำงานได้เร็วยิ่งขึ้น

    อ้าว !? แล้วทำไม Cached ถึงทำให้ช้าละ มันควรทำให้เร็วขึ้นสิ

    นั่นก็เพราะว่า การที่เครื่องทำงานได้อย่าง Smooth นั้น ปกติมันก็ต้องใช้ RAM ในการทำงานครับ แต่ RAM ที่มีดันถูกใช้เก็บ Cached ไปหมดแล้ว จนทำให้เครื่องไม่มี RAM เหลือเพียงพอต่อการใช้งานนั่นเอง


    ประเภทของ Cache

    Clean Cache & Dirty Cache

    • Clean Cache คือ  ความจำที่มีการถูกเรียกใช้งานบ่อยหรือเราใช้เป็นประจำ ทำให้เครื่องทำงานได้เร็วยิ่งขึ้น
    • Dirty Cache คือ ความจำที่เคยถูกเรียกใช้งานหรือไม่ได้มีการใช้งานสม่ำเสมอ และไม่ได้ใช้งานอีกแล้ว

    อาการที่บ่งบอกว่า RAM ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

    1. เมื่อ SSH เข้าเครื่อง แล้วเกิดอาการค้างหรือเข้าไม่ได้ชั่วขณะ
    2. เครื่องมีอาการทำงานช้าหรืออาการหน่วง ๆ
    3. ใช้ Command พื้นฐานไม่ได้ เช่น Top แล้วค้าง
    4. ถ้ามีการใช้งานในรูปแบบ Web ตัว Website จะใช้งานได้ช้ากว่าปกติ

    วิธีตรวจสอบการใช้งาน RAM

    พิมพ์คำสั่งใน Command Line

    free -h

    • กรอบสีแดง – > แสดงค่าการใช้งานของ RAM หรือ Memory
    • กรอบสีฟ้า – > แสดงค่าการใช้งานของ Disk ที่มาทำงานแทน RAM

    อธิบายค่าของแต่ละ Column

    • total : แสดงค่าที่มีทั้งหมด (total= used+free+buff/cache)
    • used : แสดงค่าที่ถูกใช้งานทั้งหมด
    • free : แสดงค่าที่ไม่ถูกใช้งาน หรือยังไม่ถูกใช้
    • shared : แสดงค่าที่ถูกใช้งานแทน disk
    • buff/cache : แสดงค่าที่ถูกใช้งานโดย buffer และ cache
    • available : ค่าเริ่มต้นที่ถูกคาดการณ์ เมื่อapplicationนั้นไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน

    หากต้องการแปลงหน่วย หรือ รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถใช้ Command ด้านล่างเพื่อเข้าใจได้ง่ายขึ้น

    free –help

    วิธีแก้ไขปัญหา มี 2 วิธีหลักๆ

    1.หากต้องการ Clear ทุก Service แนะนำให้ Restart เครื่อง

    2.หากไม่สามารถ Restart เครื่องได้ สามารถทำได้ตามขั้นตอนด้านล่าง ดังนี้

    • ต้องกำหนดตัวเข้า root ก่อน โดยใช้คำสั่ง

    sudo -s หรือ sudo su

    • จากนั้นใช้คำสั่ง Clear Cache จะมี 3 รูปแบบ เลือกใช้อันใดอันนึง ดังนี้

    สำหรับ Pagecache: (Recommends)

    sync; echo 1 > /proc/sys/vm/drop_caches

    สำหรับ dentries and inodes:

    sync; echo 2 > /proc/sys/vm/drop_caches

    สำหรับ pagecache, dentries, and inodes: (not recommends)***

    sync; echo 3 > /proc/sys/vm/drop_caches

    ***เหมาะสำหรับคนที่เข้าใจโครงสร้างของ pagecache, dentries, and inodes นี้เป็นอย่างดี


    อธิบายเกี่ยวกับ Command ที่ใช้ 

    • sync : มีหน้าที่เปลี่ยน Clan Cache ให้กลายเป็น Dirty Cache
    • command ” ; ” : มีหน้าที่แยก Command แต่จะทำ Run Command แรกให้เสร็จก่อนถึงจะทำ Command ต่อไป
    • echo  <num> :  มีหน้าที่แสดงผลตามหมายเลข
    • drop_caches : มีหน้าที่ทิ้ง Clean Cache ให้ RAM ได้มีพื้นที่มากขึ้น

    เมื่อใช้คำสั่งเสร็จแล้ว ลองใช้ Command ตรวจสอบก่อน เพื่อเช็คความเรียบร้อยหลังทำการลบไปแล้ว ยังมีอาการช้าลงหรือไม่ ถ้ายังพบว่ามีอาการช้าลงอยู่ ให้ลองเช็คว่า Service ไหนที่มีการเรียกใช้ RAM เยอะที่สุด โดยใช้คำสั่งตาม Command ตามข้างล่างนี้ได้เลย

    top

    หลังใช้คำสั่ง “top” Command กด ”shift+m” เราก็จะเห็น Service ที่มีการเรียกใช้ RAM มากสุด หรือ น้อยที่สุด นั่นเอง

    หากพบว่าทำหมดทุกขั้นตอนนี้แล้ว แต่ Server ยังช้าอยู่ ขอแนะนำให้พิจารณาเพิ่ม RAM เพราะการใช้วิธีนี้จะตอบโจทย์ปัญหาที่ท่านเจอมากที่สุดและง่ายที่สุดด้วย หรืออาจเลือกใช้ Disk มาทำเป็น RAM ได้เช่นกัน

    Src: https://stackoverflow.com/questions/29870068/what-are-pagecache-dentries-inodes, https://www.tecmint.com/clear-ram-memory-cache-buffer-and-swap-space-on-linux/
    ภาพประกอบ  3  cached
    ภาพประกอบ  2  cached

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/

      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/

     OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

    ภาพประกอบ  4  cached