Tag: Freeware

  • ตุลาคม – เดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่อง Cyber Security ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

    ตุลาคม – เดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่อง Cyber Security ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

    การตรวจสอบเรื่องการรักษาความปลอดภัยอยู่เป็นประจำจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อการใช้งานบนโลกไซเบอร์อย่างปลอดภัยไร้กังวล ช่วยเพิ่มการปกป้องข้อมูลและเครือข่ายของคุณได้อย่างรัดกุม รวมถึงควรติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส หรืออัปเดตรหัสผ่านของคุณอยู่เสมอ 

    สำหรับผู้ที่ยังรู้สึกว่าเรื่องเทคโนโลยีเป็นเรื่องไกลตัว เดือนตุลาคมนี้ได้ถูกตั้งเป็นเดือนแห่งการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ นับเป็นโอกาสที่ดีในการช่วยให้คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้งานบนอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น โดยบทความนี้ OpenLandscape Cloud ได้เรียบเรียงข้อมูลเพื่อให้คุณเข้าใจเรื่อง Cyber Security หรือ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ได้มากขึ้น


    Cyber Security คืออะไร ?

    Cyber Security หรือ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ คือ การนำเครื่องมือทางด้านเทคโนโลยีมาช่วยป้องกัน และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ รวมถึงรับมือการถูกโจมตีเข้ามายังอุปกรณ์เครือข่าย, โครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศ, ระบบหรือโปรแกรมต่าง ๆ จนอาจเกิดความเสียหาย จากการถูกโจมตีและเข้าถึงข้อมูลภายในระบบจากบุคคลที่สามโดยไม่ได้รับอนุญาต

    ในปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้เริ่มให้ความสำคัญในเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป้าหมายและรูปแบบวิธีการโจมตีมีความหลากหลาย สร้างความเสียหายให้กับบุคคลและองค์กรเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้หน่วยงานภาครัฐออกกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ในไทย ยกตัวอย่างเช่น

    • พ.ร.บ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 คือ มาตรการหรือการดําเนินการที่กําหนดขึ้นเพื่อป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางทหาร และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เพื่อให้สามารถป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างทันท่วงที 
    • พ.ร.บ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 คือ ข้อห้ามเพื่อการใช้งานออนไลน์อย่างถูกกฎหมาย มีการเพิ่มบทลงโทษทั้งปรับค่าเสียหายหรือจำคุก ความผิดในการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ จัดเก็บหรือขโมยข้อมูลของผู้อื่น การส่งข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ หรือนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มีการบิดเบือนเนื้อหา มีความลามกอนาจาร มีการตัดต่อภาพของผู้อื่นให้เสียชื่อเสียง สร้างความอับอาย นำข้อมูลของผู้อื่นไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงมาตรการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิด โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
    • พ.ร.บ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 คือ การคุ้มครองและให้สิทธิที่ทุกคนควรมีต่อข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง รวมถึงการสร้างมาตรฐานของบุคคลหรือนิติบุคคล ในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล หรือเพื่อการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งล้วนแล้วเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่ต้องปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษตามกฎหมายทั้งโทษทางแพ่ง โทษทางอาญา และโทษทางปกครอง
    • มาตรฐานด้านความปลอดภัย ISO 27001  คือ ระบบบริหารจัดการความปลอดภัยของข้อมูล เป็นมาตรฐานหลักในเรื่องความปลอดภัยสารสนเทศ ซึ่งแนะแนวทางและสนับสนุนให้องค์กรได้เข้าใจในเรื่องความเสี่ยงและจุดอ่อนด้านการคุ้มครองข้อมูลอย่างเป็นระบบ ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับระบบความปลอดภัยของข้อมูลและปกป้องข้อมูลจากการถูกโจรกรรมให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

    ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพ ควรให้ความสำคัญในเรื่อง Cyber Security  ซึ่งประเภทของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สำคัญที่สุด และครอบคลุมความปลอดภัยได้อย่างทั่วถึง มีรายละเอียดดังนี้  

    • การรักษาความปลอดภัยเครือข่าย (Network Security) คือ การป้องกันการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานภายในโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจัดทำโดยผู้ดูแลระบบเครือข่ายที่ใช้นโยบายเกี่ยวกับรหัสผ่านและการเข้าสู่ระบบที่คาดเดาได้ยาก รวมถึงใช้ซอฟต์แวร์ที่มีมาตรฐานเพื่อป้องกันไวรัสหรือมัลแวร์ที่สามารถสร้างความเสียหายและเป็นอันตรายต่อข้อมูล และคัดเลือกผู้มีสิทธิ์เข้าถึงเครือข่ายในการรับส่งข้อมูลด้วย Firewall เป็นต้น
    • การรักษาความปลอดภัยในแอปพลิเคชัน (Application Security) คือ การตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยของแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่ ด้วยการอัปเดตเวอร์ชันให้เป็นปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้ทันสมัย และสำหรับนักพัฒนาสามารถทดสอบระบบความปลอดภัยเป็นประจำ ช่วยเสริมการป้องกันแอปพลิเคชันให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามได้ดียิ่งขึ้น
    • การรักษาข้อมูลและความปลอดภัยของข้อมูล (Information and Data Security) คือ การป้องกันเครือข่ายและแอปพลิเคชันจัดเก็บข้อมูลที่ต้องการความปลอดภัยในอีกขั้น ด้วยการรักษาความลับ (Confidentiality) ให้ผู้มีสิทธิสามารถเข้าถึงหรือเรียกดูข้อมูลได้เท่านั้น โดยมีการตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูล เพื่อป้องกันการเปิดเผยข้อมูลกับผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้าถึง และรักษาความถูกต้องของข้อมูลได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ (Integrity) รวมถึงมีวิธีการประมวลผลที่สามารถควบคุมความผิดพลาด ไม่ให้ผู้ไม่มีสิทธิเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อมูลได้ อีกทั้งระบบต้องมีความเสถียรพร้อมใช้งานได้เสมอ (Availability) เพื่อให้ผู้มีสิทธิสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกเมื่อตามต้องการ พร้อมป้องกันไม่ให้ระบบเกิดความล้มเหลวหรือผู้ไม่มีสิทธิเข้ามาทำให้ระบบหยุดการทำงานได้ 
    • การป้องกันอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoint Protection) คือ การตรวจสอบ และใช้เทคโนโลยี หรือกระบวนการที่ช่วยลดความเสี่ยงในการป้องกันภัยคุกคามที่สามารถเข้าถึงจากระยะไกล รวมถึงอุปกรณ์ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อกับเครือข่าย เช่น เดสก์ท็อป แล็ปท็อป สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต เป็นต้น
    • การรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ (Cloud Security) คือ การปกป้องข้อมูล ระบบ และแอปพลิเคชันที่ได้ทำการเก็บไว้บนคลาวด์อย่างรัดกุม ทั้งแบบสาธารณะ (Public) แบบส่วนตัว (Private) หรือแบบไฮบริด (Hybrid) ซึ่งรวมถึงการใช้เครื่องมือ (Tools) ต่าง ๆ เช่น Firewall, VPN, ตัวจัดการรหัสผ่าน และการควบคุมอื่นๆ ที่เข้าถึงข้อมูลในระบบคลาวด์ เป็นต้น 
    • การรักษาความปลอดภัยบนอุปกรณ์มือถือและ IoT (Mobile Security and IoT) คือ การดูแลรักษาความปลอดภัยบนสมาร์ตโฟน แท็บเล็ตและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่สามารถเชื่อมต่อกับ Internet of Things (IoT) ที่มีความต้องการด้านความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงแค่ตัวอุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อม หรือ พื้นที่เสี่ยงที่มีโอกาสโดนโจมตี และการป้องกันช่องโหว่ ยับยั้งการถูกโจมตีในรูปแบบต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง
    • การวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจและการกู้คืนในกรณีฉุกเฉิน (Business Continuity Planning and Emergency Recovery) คือ ในทุกธุรกิจจำเป็นต้องมีแผนการรับมือฉุกเฉิน สำหรับกรณีที่มีการโจมตีด้วยการเจาะเข้าระบบจากผู้ไม่ประสงค์ดี การได้รับผลกระทบที่เกิดจากภัยธรรมชาติ หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ที่คุกคามความปลอดภัยทางไซเบอร์


    รู้จักประวัติเดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่อง Cyber Security

    ผู้คนทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ หากไม่มีการป้องกันอย่างถูกต้อง เพราะยิ่งมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงในการถูกละเมิดความปลอดภัยยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะภัยคุกคามจากเหล่าแฮ็กเกอร์ที่หวังเจาะระบบเพื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ขโมยข้อมูลความลับทางธุรกิจ รวมถึงข้อมูลทางการเงินของคุณ แล้วนำไปสร้างความเสียหายหรือเรื่องผิดกฎหมาย เช่น Ransomware หรือ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่กำลังระบาดและสร้างความเสียหายอยู่ในขณะนี้ เป็นต้น

    ซึ่งในทุกวันนี้ ยังมีหลายคนที่ไม่ทราบวิธีป้องกันจากภัยร้ายทางไซเบอร์ และพบผู้เสียหายที่สูญเสียความปลอดภัยมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากพวกเขาไม่รู้วิธีรักษาความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ที่ใช้งานอย่างถูกต้อง ซึ่งรวมถึงคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป แล็ปท็อป แท็บเล็ต และโทรศัพท์ เป็นต้น

    ทำให้เดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ถูกจัดตั้งขึ้น ซึ่งเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2004 โดยประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐสภาได้ประกาศให้เดือนตุลาคม เป็นเดือนแห่งการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งช่วยให้ทุกคนสามารถปกป้องตนเองบนโลกออนไลน์ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม 

    เนื่องจากภัยคุกคามต่อเทคโนโลยีและข้อมูลที่เป็นความลับกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) และ National Cybersecurity Alliance (NCA) จึงเป็นผู้นำความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างความตระหนักด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับประเทศและระดับนานาชาติ


    4 วิธีที่คุณสามารถทำได้ในเดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่อง Cyber Security

    ภาพประกอบ 1 Cyber Security

    ยังมีผู้คนจำนวนมากที่อาจจะไม่ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารเรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งคุณสามารถเริ่มต้นด้วยการติดตามแฮชแท็ก #CyberSecurityAwarenessMonth หรือ #NationalCyberSecurityAwarenessMonth และในเดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ ยังมีวิธีง่าย ๆ ให้คุณได้มีส่วนร่วมตลอดเดือน โดย CISA และ NCA ได้เน้นย้ำถึงขั้นตอนการดำเนินการที่สำคัญที่คุณและทุกคนควรทำตาม ดังนี้

    1. ใช้โปรแกรม Antivirus ! 

    เริ่มต้นเดือนแห่งการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยใช้โปรแกรมป้องกันไวรัส (Antivirus) เพื่อสแกนข้อมูลแบบละเอียด รวมถึงอัปเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด !

    สำหรับใครที่ยังไม่มีโปรแกรมป้องกันไวรัสหรือไม่ทราบว่าควรทำอย่างไรดี ? 

    คุณสามารถลองหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อค้นหาตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันไวรัส เพราะมีโปรแกรมสแกนไวรัส Freeware มากมายที่ได้รับการยอมรับและมียอดดาวน์โหลดจากผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญสามารถใช้งานได้ฟรี และยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรค่าแก่การเลือกมาใช้งานเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ

    นอกจากนี้ ควรอัปเดตโปรแกรม Antivirus ทุกครั้งที่โปรแกรมแจ้งเตือนการอัปเดต เพราะไวรัสจากคอมพิวเตอร์มักถูกพัฒนาให้เข้าถึงช่องโหว่ต่าง ๆ ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และพร้อมป้องกันกับการโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดีได้อย่างทันท่วงทีเสมอ

    2. เปลี่ยนรหัสผ่านให้มีความรัดกุมเพิ่มมากขึ้น !

    การเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่บ่อย ๆ บนอุปกรณ์หรือบริการต่าง ๆ ที่ใช้งานอยู่เพื่อรักษาความปลอดภัยเป็นประจำ ซึ่งในเดือนแห่งการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์นี้ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงความไม่ปลอดภัยบนไซเบอร์ หรือตกเป็นเหยื่อของแฮ็กเกอร์ ด้วยการเปลี่ยนรหัสผ่านบนเครือข่ายของคุณให้มีความรัดกุมเพิ่มมากขึ้น และดำเนินการอัปเดตซอฟต์แวร์ความปลอดภัยบนอุปกรณ์เหล่านั้นทั้งหมด รวมถึงเปิดใช้งานการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย (MFA) เป็นวิธีการตรวจสอบความถูกต้องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยเพิ่มการรักษาความปลอดภัยในอีกขั้นตอน โดยผู้ใช้งานจะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันหลังจากแสดงหลักฐานการยืนยันตัวตนตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไปได้สำเร็จ  เช่น การสแกนลายนิ้วมือหรือป้อนรหัสผ่านแบบใช้งานครั้งเดียวที่ได้รับทางโทรศัพท์ (OTP) เป็นต้น 

    ในทุกวันนี้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นสถานที่อันตรายมากขึ้นสำหรับผู้ที่ไม่รักษาความปลอดภัยบนอุปกรณ์ของตนเอง เพื่อให้มั่นใจในการเข้าถึงบัญชีส่วนตัวบนโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย และห่างไกลจากการเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ง่ายสำหรับการถูกโจมตีด้วยการเปลี่ยนรหัสผ่านให้รัดกุม !

    3. เรียนรู้เกี่ยวกับ Cyber Security

    Cyber Security อาจเป็นหัวข้อที่เหมือนเข้าใจยาก แต่ยิ่งเรียนรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งมีความพร้อมมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในเรื่องของการปกป้องตนเองจากอันตรายบนโลกออนไลน์ 

    ในสหรัฐอเมริกามีเคล็ดลับและแหล่งข้อมูลออนไลน์ฟรีจาก CyberSecurity & Infrastructure Security Agency (CISA) เพื่อช่วยให้ทุกคนได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและการป้องภัยทางไซเบอร์ สำหรับบุคคลหรือธุรกิจในหัวข้อต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น การถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนตัว, การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในที่ทำงาน, การตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย, การตั้งรหัสผ่าน, การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ขณะเดินทาง และหัวข้ออื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย 

    นอกจากนี้ การเข้าร่วมหลักสูตรฝึกอบรมการให้ความรู้ด้านไอที ในเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ให้มากขึ้น ยิ่งเป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของธุรกิจ และทุกคนที่ใช้เทคโนโลยี ซึ่งคุณสามารถค้นหาหลักสูตรการฝึกอบรมต่าง ๆ ได้ฟรีทางออนไลน์ จากหลักสูตรที่น่าเชื่อถือผ่านสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT (Massachusetts Institute of Technology) เป็นต้น

    4. รับคำปรึกษาหรือใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญ

    การมีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากการโจมตีทางไซเบอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีความซับซ้อนมากขึ้น โดย OpenLandscape Cloud มีบริการ Cyber Security ที่ช่วยปกป้องทุกธุรกิจของคุณให้พร้อมรับมือกับการโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดี ด้วยความมั่นคงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ เช่น 

    • Web Application Firewall (WAF) คือ บริการเพิ่มเกราะป้องกันให้ธุรกิจของคุณเหนือชั้นกว่า Firewall ทั่วไป สามารถตรวจจับทุกกิจกรรมการใช้งานและป้องกันภัยคุกคาม โดยไม่ทำให้การใช้งานระบบช้าลง
    • Log คือ บริการจัดเก็บ Log ที่รองรับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ช่วยให้องค์กรของคุณสามารถจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในระบบเครือข่าย โดยไม่ต้องลงทุนจัดซื้อระบบเพื่อจัดเก็บ Log File
    • Vulnerability Assesement (VA) คือ บริการตรวจสอบและค้นหาช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยของระบบ เพื่อทำการแก้ไขก่อนเกิดความเสียหายร้ายแรงจากผู้ไม่ประสงค์ดี
    • Security Operations Center (SOC) คือ บริการเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยขององค์กร ตรวจสอบการเข้าถึงเครือข่ายและระบบสารสนเทศต่าง ๆ ได้ตลอด 24/7
    • Penetration test Black-Box/Grey-Box คือ บริการทดสอบการเจาะระบบ เพื่อค้นหาจุดอ่อนและประเมินความเสี่ยงในการเข้าถึงระบบต่าง ๆ ภายในองค์กรได้อย่างตรงจุด เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยให้มากขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.bitdefender.co.th/post/cybersecurity/

    https://www.cisa.gov/cybersecurity-awareness-month

    https://www.daysoftheyear.com/days/cyber-security-awareness-month/

    https://ict.dmh.go.th/events/events/files/CyberSecurity-Awareness.pdf

    http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/069/T_0052.PDF

    http://sql.ldd.go.th/intraaccount/Information_Law/File/Law-10.pdf

  • Freeware คือ อะไร ? แตกต่างจาก Open Source และ Shareware อย่างไรบ้าง

    Freeware คือ อะไร ? แตกต่างจาก Open Source และ Shareware อย่างไรบ้าง

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    Freeware คือ อะไร ?

    Freeware แตกต่างจาก Open Source อย่างไร ?

    Freeware แตกต่างจาก Shareware อย่างไร ?

    เปรียบเทียบความแตกต่างของ Freeware, Open Source และ Shareware

    Freeware ยอดนิยมมีอะไรบ้าง ?


    Freeware คือ อะไร ?

    Freeware คือ ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ที่สามารถใช้งานได้ฟรีอย่างเต็มรูปแบบ มีให้เลือกใช้ทั้ง Free Version และ Full Version ที่มีการเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานมากขึ้น เพียงทำการติดตั้งง่าย ๆ ด้วยการดาวน์โหลดโปรแกรมที่ต้องการลงบนเครื่องที่ต้องการใช้งาน เมื่อดำเนินการติดตั้งโปรแกรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการสามารถเริ่มใช้โปรแกรมได้ทันที ! 

    Freeware ส่วนใหญ่มีการอัปเดตโปรแกรมให้ทันสมัยตลอดอายุการใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่อง ของการใช้งานหรือมีการระบุเงื่อนไขข้อห้ามที่ชัดเจน เช่น อนุญาตให้ใช้โปรแกรมเฉพาะส่วนบุคคลและนำมาใช้งานตามหน้าที่ของโปรแกรมเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ (Commercial Use) แต่หากต้องการใช้ในเชิงพาณิชย์ สามารถเลือกใช้งานโปรแกรมเวอร์ชันที่ผู้พัฒนาจัดทำขึ้นเพื่อจัดจำหน่าย ดังนั้นการใช้ Freeware ต้องตรวจสอบประเภทของการใช้งานให้ถูกต้องและควรศึกษา EULA (End User License Agreement) หรือ ข้อตกลงการอนุญาตใช้สิทธิ์ License ที่จำเป็นต้องกดยอมรับก่อนทำการติดตั้งให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันการผิดกฎการใช้งาน เช่น License ของ Adobe Reader เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับเปิดอ่านไฟล์ PDF (.pdf) ที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยในการตรวจสอบเอกสาร ค้นหา และจัดพิมพ์ที่รองรับ Font ภาษาไทย ช่วยเพิ่มความสะดวกและเป็น Freeware ยอดนิยมที่เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี แต่ Adobe Reader อนุญาตให้ใช้งานแบบส่วนบุคคลเท่านั้น โดยสามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซต์หรือแหล่งต้นทาง ไม่อนุญาตให้นำไฟล์โปรแกรมไปติดตั้งผ่าน Server และเปิดให้ผู้อื่นเข้ามาดาวน์โหลดเพื่อนำไปใช้งานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผิดกฎ License ในเรื่องของวิธีการส่งต่อซอฟต์แวร์ เปรียบเทียบเท่ากับการทำผิดกฎหมายเลยทีเดียว

    นอกจากนี้ Freeware ยังไม่สามารถนำไปแก้ไขหรือทำการดัดแปลงโปรแกรมและนำไปจำหน่ายได้ หากต้องการดัดแปลงหรือแก้ไขใด ๆ จำเป็นต้องใช้โปรแกรมประเภท Open Source เท่านั้น


    Freeware แตกต่างจาก Open Source อย่างไร ?

    Freeware เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้นำโปรแกรมไปใช้งานได้แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือเสียค่าลิขสิทธิ์ โดยมีลักษณะอยู่ตรงกลางระหว่างซอฟต์แวร์พาณิชย์และซอฟต์แวร์ Open Source ที่อนุญาตให้กลุ่มนักพัฒนาสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างซอฟต์แวร์ให้มีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น สามารถนำโค้ดต้นฉบับ (Source Code) มาแก้ไข ดัดแปลง และเผยแพร่ได้อย่างอิสระ ซึ่งแตกต่างจาก Freeware ที่ไม่อนุญาตให้นำโค้ดต้นฉบับ (Source Code) ไปเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อเป็นการรักษาความลับทางการค้า

    นอกจากนี้ Open Source ยังไม่มีข้อจำกัดสำหรับการใช้งาน ซึ่งต่างจาก Freeware ที่ต้องมีการตรวจสอบเงื่อนไขการใช้หรือข้อตกลงการอนุญาตใช้สิทธิ์ License ที่มีเงื่อนไขระบุการใช้งานอย่างชัดเจน และยังมีความคล้ายกับ Shareware ในเรื่องข้อจำกัดการใช้งานอีกด้วย


    Freeware แตกต่างจาก Shareware อย่างไร ?

    Shareware คือ ซอฟต์แวร์ที่เป็นโปรแกรมประเภททดลองใช้งานเบื้องต้น มีข้อกำหนดและเงื่อนไขในการใช้งานตามประเภทของการใช้งาน ซึ่งอาจมีคุณสมบัติเหมือนกับเวอร์ชันเต็มทุกประการแต่อาจถูกจำกัดสิทธิ์ในการใช้งาน หรือมีคุณสมบัติบางอย่างที่จำกัดไว้สำหรับผู้ที่ซื้อเวอร์ชันสมบูรณ์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบถ้วนเหมือนกับ Freeware แต่ Shareware มีการกำหนดระยะเวลาสำหรับการทดลองใช้งานฟรี โดยส่วนใหญ่จำกัดเวลาประมาณ 7 – 30 วัน หรือจำกัดเป็นจำนวนครั้ง เมื่อครบกำหนดระยะทดลองใช้งานจะไม่สามารถใช้งานต่อได้ และหากต้องการใช้งานต่อ จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อโปรแกรมเวอร์ชันสมบูรณ์ในการต่ออายุการใช้งานหรือการได้รับอนุญาตใช้สิทธิ์ License เพื่อสามารถใช้งานต่อได้ เป็นต้น

    Shareware มีจุดประสงค์ทางการตลาดสำหรับโฆษณาโปรแกรมเพื่อให้มีความต้องการในการซื้อมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจาก Freeware ที่สามารถใช้งานได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่มีกำหนดระยะเวลาการใช้งาน แต่เหมือนกันในเรื่องข้อตกลงการอนุญาตใช้สิทธิ์ License ที่ไม่สามารถทำสำเนาส่งต่อหรือเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้


    เปรียบเทียบความแตกต่างของ Freeware, Open Source และ Shareware

    Freeware คือ


    Freeware ยอดนิยมมีอะไรบ้าง ?

    OpenLandscape ได้รวมรวมโปรแกรม Freeware สำหรับการใช้งาน 3 หมวดหมู่ ดังนี้

    โปรแกรมป้องกันไวรัส (Antivirus)

    โปรแกรมสแกนไวรัส Freeware ที่ได้รับการยอมรับและมียอดดาวน์โหลดจากผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก เพราะสามารถใช้งานได้ฟรี แถมยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรค่าแก่การเลือกมาใช้งานเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ เช่น

    นอกจากการมีโปรแกรมป้องกันไวรัสดี ๆ ติดเครื่องไว้แล้ว อย่าลืมสำรองข้อมูลสำคัญแยกไว้ใน Harddisk หรือ External เป็นประจำ โดยเฉพาะการสำรองข้อมูลไว้บน Cloud ยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยว่าข้อมูลหรือเอกสารสำคัญของคุณจะไม่สูญหายไปไหนแน่นอน

    โปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser)

    โปรแกรมที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงใช้ในการติดต่อสื่อสารในรูปแบบหน้าเว็บ (Webpage) โดยตัวอย่างเว็บเบราว์เซอร์ที่นิยมใช้กัน เช่น 

    นอกจากนี้ การเลือกใช้เว็บเบราว์เซอร์ควรเลือกตามการใช้งานที่เหมาะกับระบบปฏิบัติการที่ใช้งานอยู่ รวมถึงไม่กินพื้นที่บนคอมพิวเตอร์ มีความรวดเร็วในการใช้งานหรือมีฟังก์ชันที่ตรงตามความต้องการอย่างครบครันและที่สำคัญคือมีการพัฒนาระบบอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัยต่อการใช้งานนั่นเอง

    โปรแกรมจัดการเอกสาร

    โปรแกรมสำหรับจัดทำเอกสารประเภทต่าง ๆ หรือแก้ไขรูปแบบข้อความที่เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานในสำนักงานหรือจัดทำสื่อการเรียนการสอนสำหรับอาจารย์ รวมถึงนักเรียนและนักศึกษาที่ต้องใช้โปรแกรมในการทำรายงานได้แบบฟรี ๆ เช่น

    โดยแต่ละโปรแกรมจะมีรูปแบบการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน เน้นการใช้งานที่ง่ายและสะดวก อีกทั้งยังมี Template สำเร็จรูปให้เลือกใช้งานมากมาย สามารถเลือกใช้งานตามที่ชอบได้เลย


    มาใช้โปรแกรมฟรีที่ดีอย่างถูกลิขสิทธิ์กันเถอะ !

    Freeware, Open Source และ Shareware ต่างเป็นโปรแกรมถูกลิขสิทธิ์ที่สามารถใช้งานได้ฟรี มีให้เลือกหลากหลายความต้องการ อีกทั้งยังครอบคลุมการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างทั่วถึง พร้อมด้วยคุณสมบัติมากมายที่มีให้เลือกสรรได้อย่างเต็มที่ อาจมีข้อจำกัดการใช้งานในบางประเภทแต่ไม่กระทบกับการใช้งานขั้นพื้นฐานแต่อย่างใด  

    ดังนั้นเมื่อรู้จักโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย ไม่ยุ่งยาก และถูกลิขสิทธิ์แบบนี้แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงโปรแกรมประเภท Crackware หรือโปรแกรมที่ละเมิดลิขสิทธิ์และผิดกฎหมายซึ่งมีบทลงโทษทั้งจำและปรับ รวมถึงยังมีประสิทธิภาพการใช้งานที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีการสนับสนุนทางเทคนิคหรือการอัปเกรดซอฟต์แวร์ และการรับประกันคุณภาพที่สำคัญ อาจมาพร้อมไวรัสที่ทำให้เกิดความเสียหายให้โทษได้มากกว่าที่คุณคาดคิด


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.avg.com/en/signal/best-free-antivirus-software