Tag: เทคโนโลยี

  • 15 สถิติน่ารู้เกี่ยวกับ ธุรกิจ Cloud Computing

    15 สถิติน่ารู้เกี่ยวกับ ธุรกิจ Cloud Computing

    ธุรกิจ Cloud หรือการให้บริการ Cloud Computing จัดเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจเติบโตสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีสถิติที่น่าสนใจในแต่ละปี ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคตมีอะไรบ้าง ? OpenLandscape ได้รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ ค.ศ. 2016 – 2028 มาให้คุณแล้วถึง 15 เรื่อง 

    Netflix เติบโตด้วยการหันมาใช้ Cloud Computing

    • ผู้ให้บริการ Streaming อย่าง Netflix เปลี่ยนมาใช้บริการ Cloud อย่างเต็มรูปแบบในเดือนมกราคม ค.ศ. 2016 เพื่อประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการจำนวนมาก สามารถเข้าใช้งานในช่วงเวลาเดียวกันได้อย่างราบรื่นและมีความเสถียร รวมถึงการเก็บข้อมูลและขยายพื้นที่ได้อย่างมหาศาล 
    • ค.ศ. 2016 Netflix สร้างรายได้รวมมูลค่า 8,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีรายได้เพิ่มขึ้นมาที่มูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน ค.ศ. 2020 และยังสร้างรายได้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน ค.ศ. 2022 ข้อมูลจาก Money Buffalo เว็บไซต์การเงินและการลงทุน

    มีผู้ใช้งาน Cloud ทั่วโลกมากกว่า 3,600 ล้านคน ตั้งแต่ปี 2018

    • ค.ศ. 2018 มีผู้ใช้งานในระบบ Cloud Computing ทั่วโลกมากกว่า 3,600 ล้านคน จากผลสำรวจโดย Statista ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลการตลาดและผู้บริโภค

    94% ของธุรกิจทั่วโลกยอมรับระบบ Cloud

    • ค.ศ. 2019 ระบบ Cloud เป็นที่ยอมรับในกลุ่มธุรกิจทั่วโลกสูงถึง 94% จากผลสำรวจโดย Flexera บริษัทซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์

    50% ของ Marketing และ Sales ยอมรับประโยชน์ Cloud BI

    • ค.ศ. 2019 Cloud Business Intelligence หรือ Cloud BI เป็นเครื่องมือสำคัญที่ได้รับการยอมรับจากฝ่าย Marketing และ Sales มากถึง 50% ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจที่สามารถนำมาต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากผลสำรวจโดย Forbes นิตยสารธุรกิจและเศรษฐกิจ

    45% ขององค์กรใช้ Cloud 2 Platform ขึ้นไป

    • จำนวนมากกว่า 400 รายทั่วโลก จาก 51 ประเทศ มีกลยุทธ์ในการใช้ Hybrid Cloud สูงถึง 30% และอีก 45% ได้มีการนำ Cloud Platform ตั้งแต่ 2 Platform หรือมากกว่านั้น นำมาใช้งานในองค์กรเรียบร้อยแล้ว

    10 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจ Cloud เติบโตถึง 635% 

    • ตั้งแต่ ค.ศ. 2010 – 2020 ธุรกิจ Cloud Computing ทั่วโลกเติบโตสูงถึง 635% นับเป็นการเติบโตที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ยังคงเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    Hybrid Cloud ทั่วโลกเติบโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 20.6%

    • ค.ศ. 2021 ธุรกิจ Hybrid Cloud ทั่วโลกมีมูลค่า 85.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 262.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 20.6% ภายใน ค.ศ. 2027 จากผลสำรวจโดย Suyati บริษัทเทคโนโลยี

    Cloud ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 40%

    • ค.ศ. 2022 หลายองค์กรทั่วโลกสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 40% จากการย้ายไปใช้บริการ Cloud Computing แทนการใช้ IT Solutions ในรูปแบบเดิม ซึ่งช่วยในการลดงบประมาณด้าน IT ทั้งด้าน Hardware และการดูแลรักษา

    Cloud ช่วยลด Carbon Dioxide สูงถึง 64%

    • ค.ศ. 2022 บริษัทที่ใช้บริการ Cloud Computing สามารถประหยัดต้นทุนการใช้พลังงานได้ถึง 64% และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 64% เมื่อเทียบกับการใช้ IT Solutions แบบเดิมที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้า, ระบบทำความเย็นระบายความร้อน และอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น จากผลสำรวจโดย Accenture บริษัทผู้ให้บริการและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี

    บุคลากรด้าน Cloud Computing เป็นที่ต้องการในตลาด

    • ค.ศ. 2022 องค์กรที่หันมาใช้ Cloud Computing ได้ทำการเพิ่มตำแหน่งใหม่ในแผนก IT เช่น นักพัฒนา, วิศวกร และผู้ดูแลระบบ Cloud เป็นต้น ทำให้บุคลากรด้าน Cloud Computing ยังคงมีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ จากผลสำรวจโดย International Data Group บริษัทด้านการตลาดและการสร้างอุปสงค์ซึ่งมุ่งเน้นที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี

    Public Cloud ในประเทศไทยมีมูลค่า 41.3 พันล้านบาท

    • ค.ศ. 2022 ประเทศไทยมีการใช้จ่ายด้าน Public Cloud มูลค่า 41.3 พันล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้น 31.8% เป็นมูลค่า 54.4 พันล้านบาท ใน ค.ศ. 2023 จากผลสำรวจโดย Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี

    Public Cloud ทั่วโลกมีมูลค่า 490.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • ค.ศ. 2022 การใช้จ่ายด้าน Public Cloud ทั่วโลกมีมูลค่า 490.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้น 20.7% เป็นมูลค่า 591.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน ค.ศ. 2023 จากผลสำรวจโดย Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี

    Cloud Computing จะเติบโตขึ้นปีละ 17.5%

    • ค.ศ. 2025 มีคาดการณ์ว่าธุรกิจ Cloud Computing จะเติบโตขึ้นปีละ 17.5% และอาจมีมูลค่าสูงถึง 832,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากผลสำรวจโดย Markets and Markets บริษัทการวิจัยตลาด

    Public Cloud ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    • ค.ศ. 2025 องค์กรทั่วโลกจะใช้จ่ายด้าน Public Cloud มากกว่า IT Solutions แบบเดิมเพราะมีความคุ้มค่ามากกว่า และให้ประสิทธิภาพสูงในการช่วยพัฒนาธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมั่งคง จากผลสำรวจโดย Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี

    ปี 2028 Cloud อาจมีมูลค่า 1,000,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • ค.ศ. 2028 คาดการณ์ว่าธุรกิจ Cloud Computing อาจมีมูลค่าสูงถึง 1,000,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


    ภาพประกอบ 15 สถิติน่ารู้เกี่ยวกับ ธุรกิจ Cloud Computing

    คุณพร้อมนำ Cloud Computing มาปรับใช้กับธุรกิจของคุณแล้วหรือยัง ?

    จากสถิติที่โดดเด่นในแต่ละปีของ Cloud Computing เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีความสำคัญในการช่วยพัฒนาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จและสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ OpenLandscape ได้รวบรวมข้อมูล 5 เทรนด์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Cloud Computing ใน ค.ศ. 2023 มาให้ทุกท่านที่สนใจ ได้นำไปพัฒนาธุรกิจและประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร

    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.forbes.com/sites/louiscolumbus/2019/04/07/the-state-of-cloud-business-intelligence-2019/?sh=3c8b5f0e287a

    https://blog.jittawealth.com/post/thematic-cloud-computing-recap-2021-ep-01

    https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2022/10/17/the-top-5-cloud-computing-trends-in-2023/?sh=6b6e5cd74648

    https://www.moneybuffalo.in.th/stock/summary-of-11-interesting-cloud-computing-stocks-and-funds

    https://www.brandbuffet.in.th/2023/01/netflix-earnings-q4-2022/

    https://www.bangkokpost.com/tech/2480602/amazon-unveils-cloud-trends-for-2023

    https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2022-02-09-gartner-says-more-than-half-of-enterprise-it-spending

    https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2022-10-31-gartner-forecasts-worldwide-public-cloud-end-user-spending-to-reach-nearly-600-billion-in-2023

    https://www.redhat.com/en/blog/red-hat-global-customer-tech-outlook-2019-automation-cloud-security-lead-funding-priorities?source=bloglisting.

    https://www.turing.com/blog

  • 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง ที่น่าสนใจในปี 2023

    5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง ที่น่าสนใจในปี 2023

    คลาวด์คอมพิวติ้ง หรือ Cloud Computing เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดในอุตสาหกรรมไอที ถึงแม้คลาวด์คอมพิวติ้งจะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่จำนวนการใช้งานยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปีนี้ OpenLandscape จึงได้รวบรวมข้อมูล 5 เทรนด์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ คลาวด์คอมพิวติ้ง ในปี ค.ศ. 2023 มาให้คุณแล้วที่บทความนี้

    ภาพประกอบ 1 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    1. ขยับจาก Private Cloud สู่ Hybrid Cloud รองรับการเติบโตของธุรกิจ

    มีการคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2570 Hybrid Cloud อาจมีมูลค่าสูงถึง 260 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 70 % ขององค์กรทั่วโลกจะประสบความสำเร็จจากการใช้ Hybrid Cloud และจากผลสำรวจโดย Red Hat Global Customer Tech Outlook ระบุว่า 30% ขององค์กรที่สำรวจมีกลยุทธ์ในการใช้ Hybrid Cloud และ 45% ได้มีการนำคลาวด์แพลตฟอร์มตั้งแต่ 2 แพลตฟอร์มหรือมากกว่านั้นมาใช้งานร่วมกันตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019

    Hybrid Cloud คืออะไร? 

    Hybrid Cloud คือ การใช้งานร่วมกันระหว่าง Public Cloud และ Private Cloud ซึ่งเป็นการนำข้อดีของทั้ง 2 รูปแบบมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เช่น การนำ Private Cloud เก็บเฉพาะข้อมูลภายในองค์กร และใช้ Public Cloud เพื่อการ Scale Out ให้ระบบรองรับผู้ใช้งานได้มากขึ้น สำหรับการประมวลผลในช่วงที่เกิด Workload Peak Time เป็นต้น

    โดย Hybrid Cloud สามารถเชื่อมต่อ Public Cloud และ Private Cloud ด้วย VPN หรือ Private Link ที่สามารถจัดการได้ง่าย ซึ่งต่างจาก Multi Cloud ที่ผู้ดูแลระบบต้องจัดการเรื่องการใช้งานด้วย Console ควบคุมที่ต่างกัน

    Hybrid Cloud เหมาะสำหรับธุรกิจที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้วยการนำ Digital Transformation หรือเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางดิจิทัลเข้ามาใช้ในการวางรากฐานและดำเนินงานในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยบางองค์กรอาจใช้เพียง Private Cloud มาก่อนและขยายสู่ Public Cloud เพื่อนำมาปรับใช้กับทุกส่วนของธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ แต่รายละเอียดของ Cloud ทั้ง 2 แบบนั้นมีความต่างกันมาก ควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยปรับระบบให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น รวมถึงควรมีการทดสอบระบบบ่อย ๆ เพื่อให้เกิดความเสถียรในการใช้งาน 

    นอกจากนี้ Hybrid Cloud ยังรักษาความสามารถในการควบคุมระบบภายใน (Internal Control) โดย On-Premises หรือ Private Cloud ซึ่งเป็นระบบ IT Infrastructure ที่มีการติดตั้งใช้งานเองภายในองค์กร อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากการใช้ Public Cloud สำหรับการลดต้นทุน รองรับการเติบโตของธุรกิจได้ดีกว่า พร้อมทั้งยังเป็นลดความเสี่ยงในการดูแลรักษาความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงความยืดหยุ่นสูงในการจัดการและปรับขนาดได้ตามต้องการ 

    Public Cloud คืออะไร ?

    Public Cloud คือ คลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยมีผู้ให้บริการระบบคลาวด์เป็นผู้ตั้งระบบ Hardware และ Software เพื่อให้แต่ละองค์กรสามารถเช่าใช้บริการคลาวด์ โดยไม่ต้องลงทุนติดตั้ง Cloud Data Center ด้วยตนเอง ช่วยให้องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการดูแลและค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ทางเทคนิคอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงใช้งานง่ายและมีเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือตลอดการใช้บริการ 

    4 ประโยชน์ของการใช้ Public Cloud

    • ลดต้นทุนเรื่องค่าใช้จ่ายและช่วยประหยัดเงินได้มากขึ้น
    • ปรับเพิ่มหรือลดทรัพยากรได้ตามสะดวกตามแนวโน้มของธุรกิจ
    • ดูแลและจัดการระบบคลาวด์ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ
    • มีระบบ Backup เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

    4 เหตุผลที่คุณควรหันมาใช้ Hybrid Cloud จากการใช้ Private Cloud

    • รวมข้อดีของ Private Cloud และ Public Cloud มาพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
    • ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูง
    • รองรับการปรับเพิ่มขนาดทรัพยากรได้ตามที่ต้องการ
    • มีความยืดหยุ่นสูง

    ภาพประกอบ 2 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    2. เพิ่มโอกาสสู่ความสำเร็จด้วยการนำ Kubernetes และ Docker บน คลาวด์คอมพิวติ้ง

    การนำ Kubernetes และ Docker มาปรับใช้บนคลาวด์จะช่วยในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรข้อมูลขนาดใหญ่ให้เป็นเรื่องง่าย เพราะ Kubernetes และ Docker มีแพลตฟอร์มสำหรับย้ายซอฟต์แวร์ในรูปแบบของแพ็กเกจ (Package) ที่เรียกว่าคอนเทนเนอร์ (Containers) ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการทำงานได้มากยิ่งขึ้น !

    Kubernetes คืออะไร ? 

    Kubernetes หรือ K8s เป็น Open Source ที่ช่วยจัดการคอนเทนเนอร์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง สามารถจัดสรรทรัพยากรได้แบบอัตโนมัติ อีกทั้งยังช่วยให้แอปพลิเคชัน (Application) ที่ทำงานบนคอนเทนเนอร์สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องด้วยระบบ Auto Self-Healing

    Docker คืออะไร ?

    Docker คือ Software Container ที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมเฉพาะ เพื่อทำให้ซอฟต์แวร์สามารถทำงานได้ โดยไม่ไปรบกวนซอฟต์แวร์อื่น ๆ ในระบบปฏิบัติการเดียวกัน และยังสามารถจัดการและติดตั้งคอนเทนเนอร์บนคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์เครื่องอื่น ๆ และบนคลาวด์ได้เลยทันที โดยที่โปรแกรมยังทำงานได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาอะไรมารบกวน 

    5 ประโยชน์การนำ Kubernetes และ Docker มาปรับใช้บนคลาวด์มีอะไรบ้าง ?

    • มีประสิทธิภาพสูง
    • รองรับการเพิ่มทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่นสูง
    • การปรับใช้ระบบอัตโนมัติบนคลาวด์
    • การแบ่งปันทรัพยากรที่ยืดหยุ่น
    • การปรับใช้ที่รวดเร็วและมีต้นทุนต่ำ

    Docker เวอร์ชันล่าสุดมาพร้อมกับ Kubernetes ในตัว ทำให้สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติและจัดการแอปพลิเคชันทั้งหมดในคอนเทนเนอร์ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์ม Docker ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยให้ธุรกิจของคุณทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น ดังนี้

    • Docker เพิ่มความสะดวกในการปรับขนาดและใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ส่วน Kubernetes ให้ความยืดหยุ่นและควบคุมการใช้งานทั้งหมดได้ง่ายมากขึ้น
    • Docker ทำงานบน Single Server และ Kubernetes ถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการ Server Clusters หรือ การนำคอมพิวเตอร์ Server หลาย ๆ เครื่องมาเชื่อมโยงกันและให้ทำงานพร้อมกันโดยไม่มีปัญหา ซึ่งวิธีนี้ช่วยปรับปรุง Server ได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงาน  
    • Docker สามารถใช้งานในรูปแบบ Client-Server และรองรับรูปแบบ Image ของตนเอง ส่วน Kubernetes ใช้ประโยชน์จากรูปแบบ Master-Slave และรองรับ Image หลายรูปแบบ 
    • Docker สามารถดำเนินการอินสแตนซ์เดียว (Single Instance) ของโปรแกรมสำเร็จ (Application Package) ส่วน Kubernetes สามารถทำงานได้หลายอินสแตนซ์ (Multiple Instances) ของโปรแกรมสำเร็จ
    • Docker สามารถทำงานร่วมกับการปรับใช้อัตโนมัติ (Auto-Deploy) และเรียกใช้แอปพลิเคชันภายในคอนเทนเนอร์ได้ ส่วน Kubernetes จะปรับใช้อัตโนมัติขณะที่จัดการแอปพลิเคชันคอนเทนเนอร์ทั้งหมดที่ข้าม Nodes
    • Docker สามารถบรรจุโปรแกรมสำเร็จทั้งหมดเป็นคอนเทนเนอร์ได้ง่ายและสะดวกต่อการเคลื่อนย้าย รวมถึงได้รับการช่วยเหลือจาก Kubernetes ในการปรับใช้แบบอัตโนมัติและการปรับขนาดได้ตามต้องการ
    • Docker มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ (Operating System) ในการควบคุมการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ส่วน Kubernetes เป็นระบบการปรับใช้รูปแบบ Parallel Deployment System ที่มีความสามารถในการจัดการคอนเทนเนอร์หลายตัวในเครื่องจำนวนมาก ให้ทำงานพร้อมกันได้อย่างต่อเนื่องและเต็มประสิทธิภาพ 

    ภาพประกอบ 3 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    3. ก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยการประมวลผล AI และ ML บน คลาวด์คอมพิวติ้ง

    เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) และ ML (Machine Learning) เป็นอีกเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงที่สุดในยุคนี้ รวมถึงเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งที่มีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นในปี ค.ศ. 2023 เทรนด์ที่น่าจับตามองมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการรวมเทคโนโลยี AI และ ML มาใช้บน Cloud Computing 

    ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยกย่อง AI และ ML เป็นเทคโนโลยีสําคัญ ในการช่วยพัฒนาให้องค์กรก้าวหน้าไปสู่ความสำเร็จในอนาคต แต่ทั้งนี้การรับส่งข้อมูลของ AI ในรูปแบบเดิม ๆ อาจใช้ Bandwidth ค่อนข้างสูง ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่มีทรัพยากรที่พร้อมรองรับ AI และ ML ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้คลาวด์คอมพิวติ้งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาการประมวลผลข้อมูล เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) การเรียนรู้ข้อมูลของ Machine ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้การรวม AI และ ML เข้ากับคลาวด์คอมพิวติ้งจึงมีความสำคัญมาก อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประโยชน์ที่สำคัญของการรวม AI และ ML มาทํางานบนแพลตฟอร์มคลาวด์นั่นเอง 

    AI คืออะไร ? 

    AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เป็นเครื่องจักร (Machine) ที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจและเรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ เช่น การรับรู้, การเรียนรู้, การให้เหตุผล และการแก้ปัญหาต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งการเติบโตของธุรกิจ AI ต้องอาศัยความก้าวหน้าของ Chip, CPU (Central Processing Unit) และการพัฒนาอัลกอริทึม (Algorithm) รวมถึงกระบวนการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่พบเจอระหว่างการพัฒนา AI

    นอกจากนี้เทคโนโลยี AI เช่น Deep Learning, Natural Language Processing และอื่น ๆ ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมมากมาย เช่น ด้านการแพทย์ ที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยและการดูแลสุขภาพ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษาที่มากขึ้น หรือทางด้านธุรกิจ ที่ใช้ในการวางแผนเรื่องการขายสินค้า เพื่อเพิ่มรายได้และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ เป็นต้น นอกจากนี้การใช้ AI และ Data Analytics ร่วมกันจะยิ่งช่วยเพิ่มระดับการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics) และการวิเคราะห์เชิงให้คำแนะนำ (Prescriptive Analytics) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

    ML คืออะไร ?

    ML (Machine Learning) เป็นการสอนให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยใช้ข้อมูลหรือการสอนอัลกอริทึม (Algorithm) ให้เรียนรู้, ทำความเข้าใจ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเองจากข้อมูลที่ป้อนให้

    โดยการเรียนรู้ของ Machine มี 3 รูปแบบ คือ 

    • Supervised Learning หรือ การเรียนรู้โดยมี Data สอน ซึ่งสามารถเรียนรู้และทำนายผลลัพธ์จากการสอนของผู้ให้ข้อมูล (Data Scientist) 
    • Unsupervised Learning หรือ การเรียนรู้โดยไม่มี Data สอน เป็นการเรียนรู้และทำนายผลลัพธ์ ผ่านการจำแนกและสร้างรูปแบบจากข้อมูลที่เคยได้รับและนำมาเรียนรู้เอง ซึ่งหาก Machine สามารถทำนายผลลัพธ์จากชุดข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก จะยิ่งเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ได้มากยิ่งขึ้น
    • Reinforcement Learning หรือ เรียนรู้ตามสภาพแวดล้อม เป็นแนวทางการเรียนรู้ของ AI ซึ่งมีลักษณะที่เหมือนการเรียนรู้ของมนุษย์ หรือการเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก เพื่อค้นหาแนวทางการรับมือปัญหาให้ดีที่สุด ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ธุรกิจ AI & Cloud Computing จะมีมูลค่าสูงถึง 13.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2026 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 20.3% ระหว่างปี ค.ศ. 2021 – 2026 ซึ่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างสูงจาก 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 2020 โดยองค์กรสามารถใช้ AI และ ML ร่วมกับคลาวด์คอมพิวติ้งในแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น การจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Management), การให้บริการงานธุรการทั่วไปหรืองานด้านเทคนิค รวมไปถึงงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ แบบมืออาชีพให้แก่ลูกค้า (Virtual Assistants), บริการ Reality-as-a-service และ ความปลอดภัยของแอปพลิเคชันบนคลาวด์ (Cloud-based Security for Applications) เป็นต้น


    ภาพประกอบ 4 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    4. ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลบนคลาวด์

    การย้ายข้อมูลไปยังระบบคลาวด์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความสะดวกในการใช้งาน และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล แต่บริษัทและองค์กรอาจต้องเผชิญกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ ๆ อยู่เสมอ ส่งผลให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นองค์กรต่างๆ จำเป็นต้องสร้างความปลอดภัยของข้อมูลบนคลาวด์คอมพิวติ้งให้ถูกต้องและมีความปลอดภัยมากที่สุด

    ดังนั้น การเพิ่มวิธีการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจจึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น แต่เนื่องจากหลายองค์กรอาจต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย จึงหันมามองหาการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ประหยัดต้นทุนมากที่สุด แต่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด เช่น การใช้ AI และเทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับภัยคุกคามได้ก่อนเกิดปัญหา รวมไปถึงการใช้บริการ Security as a Service (SECaaS) หรือ บริการสำหรับการจัดการความปลอดภัยที่มีเพิ่มมากขึ้น ในปี ค.ศ. 2023 เช่น

    • Web Application Firewall (WAF) คือ บริการเพิ่มเกราะป้องกันให้ธุรกิจอย่างที่เหนือกว่าการใช้ Firewall โดยสามารถตรวจจับทุกกิจกรรมการใช้งานและป้องกันภัยคุกคามและไม่ทำให้การใช้งานระบบช้าลง
    • Log คือ บริการจัดเก็บ Log ตามการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ช่วยให้องค์กรสามารถจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในระบบเครือข่าย โดยไม่ต้องลงทุนจัดซื้อระบบเพื่อจัดเก็บ Log File
    • Vulnerability Assesement (VA) คือ บริการตรวจสอบและค้นหาช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยของระบบ เพื่อทำการแก้ไขก่อนเกิดความเสียหายร้ายแรงจากผู้ไม่ประสงค์ดี
    • Security Operations Center (SOC) คือ บริการเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัยขององค์กร ตรวจสอบการเข้าถึงเครือข่ายและระบบสารสนเทศต่าง ๆ ได้ตลอด 24*7
    • Penetration Test Black-Box/Grey-Box คือ บริการทดสอบการเจาะระบบ เพื่อค้นหาจุดอ่อนและประเมินความเสี่ยงในการเข้าถึงระบบต่าง ๆ ภายในองค์กรได้อย่างตรงจุด เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยให้มากขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ

    ภาพประกอบ 5 รูป 5 เทรนด์ คลาวด์คอมพิวติ้ง

    5. Cloud Gaming คลาวด์สำหรับสายเกมที่กำลังมาแรง  !

    Cloud Gaming เป็นการเล่นเกมผ่าน Remote Server บน Cloud Server ซึ่งผู้เล่นสามารถสตรีม (Streams) เกมบนอุปกรณ์ของตนเอง ผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องดาวน์โหลดเกมลงในอุปกรณ์ให้เปลืองพื้นที่ ต่างจากในรูปแบบเดิมที่เป็นการเล่นเกมบนอุปกรณ์สำหรับเกมนั้นโดยเฉพาะ เช่น PC, Console และ Mobile เป็นต้น 

    โดยผลสำรวจจาก Exploding Topics เว็บไซต์รวมผลสรุปการค้นหาระบุว่า “Cloud Gaming” มีการค้นหาเพิ่มขึ้นถึง 1800% ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018 – 2023 และผลสำรวจ Global Cloud Gaming จากเว็บไซต์ NEWZOO ผู้ให้ข้อมูลและการวิจัยผู้เล่นและการคาดการณ์ธุรกิจเกม ระบุว่าในปี ค.ศ. 2021 มีจำนวนผู้ใช้ประมาณ 21.7 ล้านคนที่ชำระเงินสำหรับการเล่นเกมบนคลาวด์ รวมเป็นมูลค่าประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี ค.ศ. 2024 รายได้ต่อปีของ Cloud Gaming คาดการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า รวมเป็นมูลค่าถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจำนวนผู้ใช้ที่ชำระเงินคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 58.6 ล้านคน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของธุรกิจ Cloud Gaming โดยเหตุผลสำคัญมาจากการขาดแคลน Chip ที่มีประสิทธิภาพรองรับกับคุณภาพเกมที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิต Console สำหรับการเล่นเกมรูปแบบเดิมเป็นอย่างมาก ทำให้การเล่นเกมโดยไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์เฉพาะ (Hardware) จึงเกิดขึ้นมาในรูปแบบการเล่นเกมบนคลาวด์ ที่สามารถเล่นบนอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น สมาร์ตทีวี (Smart TVs), กล่องรับสัญญาณทีวี (TV Set-Top Boxes) และแท็บเล็ต (Tablets) เป็นต้น 

    เมื่อความต้องการจากผู้ใช้ Cloud Gaming มีมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการช่วยเร่งให้ใช้เทคโนโลยีนี้มากขึ้นไปอีกในอนาคต และในงาน Consumer Electronics Show (CES) ในปี ค.ศ. 2022 หรืองานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภค ซึ่งรวมบริษัทชื่อดังเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกมากมายมาแสดงนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยภายในงานมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการที่รองรับการเล่นเกมบนคลาวด์ เช่น Samsung และ LG ประกาศรองรับ Google Stadia แพลตฟอร์มเกมบนคลาวด์ของ Google ที่สามารถเล่นบนสมาร์ตทีวีได้ เป็นต้น


    คุณพร้อมนำ 5 เทรนด์คลาวด์คอมพิวติ้งในปี 2023 ไปใช้กับธุรกิจของคุณแล้วหรือยัง ?

    การให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งมีหลายรูปแบบ รวมถึงมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาธุรกิจขององค์กร ควรเลือกรูปแบบคลาวด์ที่ตรงตามต้องการและมีความเหมาะสมกับธุรกิจ เพื่อการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและมีความมั่นคงในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://explodingtopics.com/blog/cloud-computing-trends

    https://explodingtopics.com/topic/cloud-gaming-1

    https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2022/10/17/the-top-5-cloud-computing-trends-in-2023

    https://www.itpro.co.uk/hybrid-cloud/29668/what-is-hybrid-cloud

    https://medium.com

    https://www.mindphp.com/

    https://www.salika.co/2019

    https://suyati.com/blog/watch-out-for-these-5-cloud-computing-trends-in-2023/

    https://techsauce.co/tech-and-biz/ai-machine-learning-deep-learning-differences

    https://www.thaiprogrammer.org/2018

    https://www.turing.com

  • LAMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนาเว็บไซต์ยอดนิยม !

    LAMP คือ อะไร ? ชุดซอฟต์แวร์พัฒนาเว็บไซต์ยอดนิยม !

    LAMP คือ อะไร ?

    LAMP คือ อักษรย่อของชุดซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักพัฒนาเป็นอย่างมากในปัจจุบัน มีผู้คิดค้นคือ Michael Kunze ซึ่งเขียนลงในนิตยสารคอมพิวเตอร์เยอรมัน ในปี ค.ศ. 1998 ซึ่งบทความได้เขียนเกี่ยวกับการใช้งานซอฟต์แวร์เสรีร่วมกัน เพื่อทดแทนการใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีราคาสูง 


    LAMP ย่อมาจากอะไรบ้าง ?

    ภาพประกอบ 1 LAMP คือ

    ที่มาของตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้ง 4 ตัวของ LAMP ย่อมาจากอะไรบ้าง OpenLandscape Cloud ได้สรุปข้อมูลมาให้เรียบร้อยแล้ว 

    L ย่อมาจาก Linux 

    Linux เป็นระบบปฏิบัติการ (OS) ที่เลือกใช้สำหรับ Apache และ MySQL โดย Linux มีบทบาทสำคัญในระบบปฏิบัติการที่เหมือน Unix ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการประเภทหนึ่ง ที่เป็นเทคโนโลยีแบบเปิด (Open System) มีแนวคิดให้ผู้ใช้งานไม่ต้องผูกติดกับระบบใดระบบหนึ่งหรืออุปกรณ์ยี่ห้อเดียวกัน ถูกพัฒนาใน Bell Laboratories ของ AT&T นอกจากนี้ Unix ยังถูกออกแบบมาให้หลายผู้ใช้งานได้ใช้ในเวลาเดียวกัน (Multiusers) และสามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multitasking) 

    Linux เป็น Open source ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้งานหรือแก้ไขได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือจ่ายค่า License ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ทำให้ Linux ได้รับความนิยม อีกทั้งยังรองรับการใช้งานเป็นเวลานานได้ดีและมีความปลอดภัยจากการโจมตีของไวรัส นอกจากนี้ Linux สามารถติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีทรัพยากรน้อย แต่ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดย Linux เป็นที่นิยมนำมาทำเป็น Server จำนวนมาก เช่น Ubuntu, CentOS, RedHat เป็นต้น อีกทั้งยังทำงานได้หลากหลาย และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะหากไม่มีระบบปฏิบัติการก็ไม่สามารถดำเนินขั้นตอนต่อไปได้

    A ย่อมาจาก Apache 

    Apache เป็น Web Server พัฒนามาจาก HTTPD Web Server สำหรับจัดเก็บ Webpage และรองรับ Request ที่เข้ามา โดย Apache จะส่งข้อมูลผ่านไปยังส่วนประกอบ LAMP อื่น ๆ เพื่อทำการประมวลผล และเมื่อพร้อมดำเนินการ Apache จะส่งหน้าที่ร้องขอไปยัง Web Browser 

    โดยที่มาของชื่อ Apache มาจากกลุ่มที่ช่วยสร้างไฟล์ Patch โปรแกรมที่ใช้ซ่อมแซมจุดบกพร่องของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือปรับปรุงข้อมูลสำหรับโปรแกรมให้ทันสมัย ช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้งานหรือประสิทธิภาพให้ดีมากขึ้น สำหรับโครงการ NCSA httpd 1.3 ซึ่งกลายมาเป็นที่มาของชื่อ A PAtCHy server และในอีกความหมายหนึ่งยังกล่าวถึงเผ่าอะแพชีหรืออาปาเช่ ซึ่งเป็นเผ่าอินเดียนแดงที่มีความสามารถในการรบสูงอีกด้วย

    Apache จัดเป็น Service ที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีจุดเด่นในเรื่องความทนทาน รองรับภาระงานหนักได้ สามารถนำไปใช้งานได้ในหลายระบบปฏิบัติการ อีกทั้งยังใช้ทรัพยากรจำนวนน้อยบน Server มีลักษณะที่ยืดหยุ่นต่อการใช้งานทำให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับบริษัท Web Hosting หลายแห่ง โดย Apache ยังเป็นซอฟต์แวร์ Open Source เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมพัฒนาส่วนต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดเป็น Module ที่เกิดประโยชน์มากมาย เช่น mod_perl, mod_python หรือ mod_php ซึ่งทำงานร่วมกับภาษาอื่นได้ดี และไม่ได้เป็นเพียง Server ที่ให้บริการแค่ HTML (HyperText Markup Language) อย่างเดียวเท่านั้น รวมถึงยังมีความปลอดภัยในการสื่อสารผ่าน Protocol HTTPS (mod_ssl) โดยยังมี Module อื่น ๆ ที่นิยมนำใช้ เช่น mod_vhost ช่วยสร้างโฮสต์เสมือน (Virtual Hosting) ภายในเครื่องเดียวกันได้ หรือ mod_rewrite ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ URL ของเว็บไซต์นั้นอ่านง่ายขึ้น

    นอกจากนี้ Apache ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อรองรับการทำงานอยู่เสมอ โดยเฉพาะด้าน Web Services ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์บนโลก Internet ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ระหว่าง Human-to-Machine ผ่าน HTTP และถูกพัฒนามาใช้ระหว่าง Machine-to-Machine ในรูปแบบ XML (Extensible Markup Language) เป็น Format ที่บอกแหล่งที่มาและรายละเอียดข้อมูลได้ รวมถึง JSON Format (JavaScript Object Notation) เป็น Standard Format อย่างหนึ่งที่เป็น Text สามารถอ่านออกได้ด้วยตาเปล่า ใช้ในการสร้าง Object ขึ้นมาเพื่อส่งข้อมูลระหว่างแอปพลิเคชัน หรือ API (Applications Program Interface) โดย Format จะมีรูปแบบเป็น คู่ Key-Value หรือเป็นแบบ Array และสามารถนำมาใช้แทน XML Format ได้ โดย JSON เดิมเป็น Format จาก JavaScript แต่ในปัจจุบันมีภาษา Programming หลายชนิดที่เริ่มใช้งาน JSON ที่สามารถสร้างและแปลง Format กลับไปมาได้สะดวกยิ่งขึ้น

    M ย่อมาจาก MySQL

    MySQL เป็นระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS (Database Management System) แบบข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Management System) ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบตาราง (Table) แบ่งออกเป็นแถว และในแต่ละแถวทำการแบ่งเป็นคอลัมน์ (Column) สำหรับเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลในตารางต่าง ๆ กับข้อมูลในคอลัมน์ที่กำหนดไว้ โดยใช้ RDBMS Tools ในการควบคุมสำหรับจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น ทำให้นำไปประยุกต์ใช้งานได้ง่าย ทำให้ระบบฐานข้อมูลนี้ได้รับความนิยมมากที่สุด 

    MySQL จัดเป็น Open Source ที่ถูกคิดค้นโดย MySQL AB ในประเทศสวีเดน สร้างขึ้นจากชาวสวีเดน 2 คน คือ David Axmark และ Allan Larsson ร่วมกับชาวฟินแลนด์ Michael “Monty” Widenius โดยในปี ค.ศ. 2008 ถูก Takeover จาก Sun Microsystems, Inc. รวมกับ Oracle Corporation ในปี ค.ศ. 2010

    MySQL ได้รับการออกแบบและปรับให้เหมาะสมสำหรับพัฒนาเว็บไซต์และ Web Application สามารถทำงานได้ทุกแพลตฟอร์ม นิยมใช้งานร่วมกับภาษาโปรแกรม PHP และภาษาอื่น ๆ พร้อมทั้งอนุญาตให้ผู้ใช้งานหลายคนจัดการและสร้างฐานข้อมูลจำนวนมาก จึงทำให้ MySQL เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce (Electronic Commerce) เหมาะสำหรับการใช้งานสร้างเว็บไซต์ทั่วไป โดยมีโปรแกรมช่วยในการจัดฐานข้อมูลที่แม่นยำ ครบครัน ใช้งานง่าย และยังช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความน่าเชื่อถือระดับสูง เช่น phpMyAdmin, Mysql Admin เป็นต้น

    P ย่อมาจาก PHP, Perl หรือ Python

    PHP (PHP Hypertext Preprocessor) เป็น 1 ใน 3 ภาษาหลักที่ใช้ใน LAMP โดยภาษาอื่นในลำดับถัดมา ได้แก่ Perl และ Python โดย PHP เป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ โดย Rasmus Lerdorf สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1994 ประเภท Scripting Language ซึ่งภาษาประเภทนี้เก็บคำสั่งต่าง ๆ ในไฟล์ที่เรียกว่า Script และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปรชุดคำสั่ง โดยมีรากฐานโครงสร้างคำสั่งมาจากภาษาซี (C Programming Language) ภาษาจาวาสคริปต์ (JavaScript) และ ภาษาเพิร์ล (Practical Extraction and Report Language) ได้รับความนิยมมากในหมู่ Developer

    PHP สามารถใช้เป็นภาษา Script สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ได้ดี ตัวอย่างเช่น PHP ทำงานร่วมกับ HTML (HyperText Markup Language) เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ในรูปแบบหนึ่งที่ใช้สำหรับสร้าง Web Page เพื่อเก็บข่าวสารข้อมูลที่ต้องการในรูปของเอกสาร Hypertext ที่มีคุณสมบัติสามารถเชื่อมโยงหน้าเว็บหนึ่งไปยังหน้าเว็บอื่น ๆ ได้ โดยโครงสร้างของ HTML มีตัวกำกับหรือ Tag สำหรับใช้ในการควบคุมการแสดงผลลัพธ์ของข้อความ รูปภาพ ตาราง และวัตถุอื่น ๆ ผ่านทาง Web Browser และ CSS (Cascading Style Sheets) ภาษาที่ใช้สำหรับตกแต่งเอกสาร HTML/XHTML ให้มีหน้าตา สีสัน ระยะห่าง พื้นหลัง เส้นขอบและอื่น ๆ ตามที่ต้องการ เพื่อสร้างเนื้อหาแบบ Dynamic สำหรับเว็บไซต์ เว็บแอปพลิเคชัน และบริการออนไลน์อื่น ๆ เป็นต้น โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถเขียน Webpage ที่มีความตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง


    LAMP ทำงานอย่างไร ?

    แอปพลิเคชันแต่ละรายการใน LAMP เป็นชุดบริการเฉพาะที่มีฟังก์ชันระดับสูง ใช้สร้าง Web Server ที่สามารถรองรับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ดี โดยเขียนเว็บไซต์ด้วยโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ PHP จากนั้นเก็บข้อมูลใน MySQL แล้ว Run เว็บไซต์ด้วย Apache บน Linux ที่ได้รับคำขอจาก Web Browser และส่งคำขอไปยัง Web Application ซึ่ง Web Application ทำการค้นหาฐานข้อมูลและส่งคืนข้อมูลที่ร้องขอกลับไปที่ Apache ซึ่งจะส่งไปยัง Web Browser ที่ส่งคำขอ

    โดยส่วนประกอบของ LAMP แต่ละประเภทสื่อสารกันผ่าน Interface ที่ออกแบบมาให้มีลักษณะทั่วไป ในชื่อ Application Programming Interfaces (API) คือ ส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ หรือตัวกลาง ที่ให้เว็บไซต์, ซอฟต์แวร์ รวมถึงแอปพลิเคชัน สามารถสื่อสาร และทำงานร่วมกันได้ พร้อมเชื่อมถึงข้อมูลกับฐานข้อมูล (Database) ในรูปแบบโค้ดที่เป็นคำสั่งเรียกใช้ API โดยการออกแบบ API ที่ดี ควรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับการใช้งานที่หลากหลายและใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    ใครเหมาะกับการใช้งาน LAMP ?

    LAMP เป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย คุณสามารถใช้ LAMP เพื่อเรียกใช้งาน Web Application ได้เกือบทุกชนิด เช่น WordPress, Drupal, Joomla, LMS และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะผู้ใช้งาน WordPress และเว็บไซต์ออนไลน์เกือบทั้งหมดในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ LAMP ในการสร้างสรรค์เว็บไซต์ เพราะสะดวกและใช้งานง่ายนั่นเอง


    7 ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ LAMP

    ภาพประกอบ 2 LAMP คือ

    1. Pack รวม Technology ยอดนิยมมาให้แล้ว !

    Linux เป็น Operating System ที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับ Web Servers ส่วน Apache เป็น Web Server ที่ได้รับความนิยมสูงสุดก่อน NGINX สำหรับ MySQL ถูกใช้งานเกือบทั้งหมดของเว็บไซต์ทั่วโลก รวมถึงโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ PHP เป็นส่วนหนึ่งของ Back-End Programming Language ที่ถูกใช้งานมากที่สุดสำหรับ Website นั่นเอง เรียกได้ว่า LAMP รวมเทคโนโลยียอดนิยมที่ครบจบสำหรับการจัดทำเว็บไซต์มาให้คุณเรียบร้อยแล้ว

    2. เป็นเทคโนโลยี Open Source ที่มีการพัฒนาอยู่เสมอ 

    เนื่องจากเป็น Open Source Platform จึงมีการอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เป็นประจำ ทำให้ Platform มี Feature ขั้นสูงที่สามารถจัดการกับ Security Threats ล่าสุด ช่วยให้ง่ายในการรวม LAMP เข้ากับ Web Development Feature และ Design ที่ทันสมัยเสมอ

    3. มีความยืดหยุ่นและง่ายต่อการปรับแต่ง

    Programmer ส่วนใหญ่จำเป็นต้องเปลี่ยน Requirement เพื่อให้ตรงกับ Feature บางอย่างของ Development Platform ด้วย LAMP เพราะสามารถ Customize ได้ง่ายและช่วยให้มีความยืดหยุ่นสูง 

    คุณสามารถ Customize องค์ประกอบบางส่วนของ LAMP เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของ Programming ได้ โดยส่วนประกอบต่าง ๆ ของ LAMP สามารถแลกเปลี่ยนกับ Open Source Solutions อื่น ๆ ตามต้องการ เพราะมี Variants ที่แตกต่างกันสำหรับ LAMP รวมถึง AMP, WIMP, SAMP และ MAMP ซึ่ง Variants เหล่านี้ใช้ Operating Systems ที่แตกต่างกัน และบางส่วนก็มี Database Systems ที่แตกต่างกัน (MariaDB หรือ MongoDB) คุณยังสามารถใช้ Python, Pearl เป็น Programming Language ได้อีกด้วย

    4. มีความปลอดภัยในการใช้งาน

    มี Security Standards ขั้นสูง ซึ่ง Security Systems ของ LAMP ได้รับการอัปเดตเพื่อรับมือกับ Security Threats ล่าสุดอยู่เสมอ ทำให้คุณสามารถพัฒนา Web Application ได้โดยไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ช่วยให้คุณสามารถใช้เวลาไปที่องค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ ของ Application ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    5. สามารถปรับขนาดการใช้งานได้

    LAMP ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยขนาดของ Application ที่คุณกำลังสร้างเท่านั้น เพราะ Platform สามารถปรับเปลี่ยนขนาดให้เหมาะสมกับพื้นที่ของ Web Application ได้ทุกขนาด อีกทั้งยังสามารถลดและขยายพื้นที่ได้ตามขนาดและ Feature ของ Web Application ได้เช่นกัน

    6. เป็น Platform อิสระที่ไม่ผูกมัดกับระบบใด

    LAMP สามารถทำงานได้กับ Operating System หลัก ๆ ทั้งหมด เช่น Windows, Linux, Android และ iOS โดยคุณมีอิสระในการใช้ Platform ที่ต้องการได้

    7. รองรับการพัฒนา Software แบบ Agile

    การพัฒนา Software แบบ Agile คือ การปรับปรุงกระบวนการให้ทำงานได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย LAMP เป็น Platform ที่เหมาะมากสำหรับการ Develop ที่รวดเร็ว เนื่องจากมี Library มากมายที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ยังมี Frameworks รองรับอีกมากมายที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาของ Software Development Process 


    คุณพร้อมใช้งาน LAMP แล้วหรือยัง ?

    LAMP เป็นเทคโนโลยีที่มอบพื้นฐานที่แข็งแกร่งและใช้งานได้หลากหลาย สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ หากคุณสนใจบริการ LAMP สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือแม้แต่สร้างสภาพแวดล้อมแบบกำหนดเองที่เหมาะกับความต้องการของคุณบน OpenLandscape Cloud ได้เลยที่ คลิก


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.mindphp.com

    https://www.technotification.com

    https://www.webhostingsecretrevealed.net/blog/web-hosting-guides/lamp-stack-explained/

  • Digital Transformation คืออะไร ? มาทำความรู้จักเพื่อให้ธุรกิจของคุณ ก้าวไปสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล !

    Digital Transformation คืออะไร ? มาทำความรู้จักเพื่อให้ธุรกิจของคุณ ก้าวไปสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล !

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    Digital Transformation คืออะไร ?

    เริ่มต้นทำ Digital Transformation ได้อย่างไร ?

    คุณพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัลด้วย Digital Transformation แล้วหรือยัง ?


    Digital Transformation คืออะไร

    Digital Transformation คืออะไร ? 

    Digital Transformation หรือ (DX) คือ การนำเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางดิจิทัลเข้ามาใช้ในการวางรากฐานและการดำเนินงานขององค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีการวางแผนที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัล พร้อมพัฒนาหรือสร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในการทำงาน เพื่อยกระดับบุคลากรทุกตำแหน่งภายในองค์กร ให้มีความพร้อมและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย เพื่อเพิ่มความยั่งยืนให้กับองค์กร ได้ก้าวทันโลกในยุคปัจจุบัน สู่อนาคตที่ดีกว่าเดิมอย่างมั่นคง


    เริ่มต้นทำ Digital Transformation ได้อย่างไร ?

    Digital Transformation คืออะไร 2

    1. กำหนดจุดประสงค์ในการทำ Digital Transformation ให้ชัดเจน 

    Digital Transformation เป็นการเปลี่ยนแปลงองค์กรด้วยการปรับปรุงกระบวนการที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งอาจมีหลายขั้นตอนและใช้ระยะเวลานาน อีกทั้งยังต้องหาแนวทางที่เหมาะสมกับองค์กร เพื่อลดข้อผิดพลาดหรือลดความเสี่ยงที่อาจกระทบกับธุรกิจได้ 

    ทั้งนี้ Digital Tranformation ยังคงเป็นนิยามกว้าง ๆ ที่ไม่ได้มีกลยุทธ์ชัดเจนว่าต้องทำอย่างไร ดังนั้นการกำหนดจุดประสงค์ที่ชัดเจนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น อาทิเช่น

    • ลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจในภาพรวมที่ดียิ่งขึ้น 
    • เพิ่มความคล่องตัวให้กับองค์กร (Agile) ด้วยการปรับโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรสู่ระบบดิจิทัล ช่วยให้การทำงานมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยลดกระบวนการที่ไม่จำเป็น รวมถึงขั้นตอนและงานด้านเอกสารให้ลดน้อยลง มุ่งเน้นเรื่องการสื่อสารกันในทีมให้มากขึ้น เพื่อร่วมกันปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น
    • เพื่อเพิ่มคุณค่าของประสบการณ์ทางดิจิทัลให้กับลูกค้า สร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ จนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและกลายเป็นลูกค้าประจำอย่างยั่งยืน (Brand Loyalty) 
    • เพื่อค้นหาความต้องการของลูกค้าจากการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ให้มีความแม่นยำมากขึ้นและสามารถนำไปใช้ในการช่วยตัดสินใจ เพื่อสร้างกลยุทธ์ใหม่ ๆ ในการครองใจลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

    2. เพิ่มความรู้เรื่องเทคโนโลยีให้บุคลากรและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    การทำ Digital Transformation ให้สำเร็จ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายและกระบวนการทำงานที่มีความคล่องตัว ดังนั้นบุคลากรจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องเทคโนโลยี หรือ มีผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจในรูปแบบของกระบวนการทำงานที่มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีศักยภาพ และควรเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจมาปรับใช้ เพื่อช่วยสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว อาทิเช่น

    • ใช้เทคโนโลยีเอไอ (AI) เพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจและช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น 
      • บริการ Call Center 24 ชั่วโมง โดยสามารถตอบคำถามของลูกค้าได้ทั้งคำถามทั่วไปและคำถามเฉพาะเจาะจงในหลากหลายภาษารองรับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ
      • บริการ Chat Bot ที่มีประสิทธิภาพในการให้ข้อมูล คำปรึกษาหรือคำแนะนำกับผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง รวมถึงสามารถแจ้งโปรโมชันใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าได้อีกด้วย
      • บริการแนะนำสินค้าและบริการให้กับลูกค้าแบบรายบุคคลตามความเหมาะสมและตรงตามความต้องการ ตามการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analysis) เพื่อสร้างความสัมพันธ์อย่างรู้ใจกับลูกค้าที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้มากยิ่งขึ้น 
      • จัดทำเว็บไซต์ภายในที่ครอบคลุมข้อมูลสำคัญในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางด้าน IT ข้อมูลเรื่องผลประโยชน์ รวมถึงสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ของพนักงาน และนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR Policy) เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพนักงานสู่โลกดิจิทัล
      • ปรับเปลี่ยนการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าที่กระจัดกระจายสู่ระบบ CRM โดยโอนย้ายข้อมูลจากอีเมล หรือ Call Center ไปยังระบบที่ใช้บันทึกข้อมูลลูกค้า (CRM) เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้บริการ เป็นต้น
      • เพิ่มการวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันและยกระดับเรื่องคุณภาพในธุรกิจ สินค้าและบริการ เช่น ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะภัยร้ายจากผู้ไม่ประสงค์ดีทางไซเบอร์อาจทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือต่อลูกค้า รวมถึงความเสียหายนับไม่ถ้วนที่จะทำลายธุรกิจของคุณจนยากจะกอบกู้คืน

    3.จัดลำดับแผนขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ (Road Map)

    การทำ Digital Transformation ควรเริ่มทำทีละขั้นตอน เริ่มจากการจัดลำดับแผนงานในเรื่องการทดสอบสมมุติฐานในระดับเล็ก ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการเปลี่ยนแปลงในเรื่องใหญ่ทั้งหมด โดยในการดำเนินการแต่ละขั้นตอนควรจบด้วยการระบุผลงานที่ลดความเสี่ยง (Risk Mitigation Milestone) อาทิเช่น

    • มีการวางแผนรับมือกับความเสี่ยง โดยมีแนวทางป้องกัน (MITIGATION PLAN) การแก้ไข (CONTINGENCY PLAN) และการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น 
    • แสดงผลลัพธ์จากกระบวนการในการระบุ วิเคราะห์ ประเมิน ดูแลตรวจสอบ และควบคุมความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับกิจกรรม หน้าที่ และกระบวนการทำงานที่ดำเนินอยู่ เพื่อให้องค์กรลดความเสียหายจากความเสี่ยงมากที่สุด

    นอกจากนี้การจัดลำดับแผนงานจะไม่สมบูรณ์ หากไม่กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ดังนั้นการตั้ง KPI เพื่อใช้ประเมินประสิทธิภาพของแผนการดำเนินงานสามารถช่วยตัดสินใจทิศทางของธุรกิจได้อย่างมั่นคงอีกด้วย 


    Digital Transformation คืออะไร 3

    คุณพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัลด้วย Digital Transformation แล้วหรือยัง ?

    สุดท้ายนี้มาเตรียมความพร้อมเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้งานอย่างเหมาะสมกับองค์กร เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่มากยิ่งขึ้น พร้อมดำเนินงานตามลำดับขั้นตอนอย่างปลอดภัย มีการปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาวะของยุคสมัยและความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ เพื่อเติบโตไปข้างหน้าด้วยความรอบคอบและรัดกุมสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.dmit.co.th/th/zendesk-updates-th/what-is-digital-transformation/

    https://www.dmit.co.th/th/zendesk-updates-th/how-to-digital-transformation-2022/

    https://aigencorp.com/3-types-of-ai-for-business/

  • VPN คือ อะไร ? เปิดวาร์ปอย่างปลอดภัยด้วย VPN เครือข่ายเสมือน

    VPN คือ อะไร ? เปิดวาร์ปอย่างปลอดภัยด้วย VPN เครือข่ายเสมือน

    VPN คือ อะไร ? เปิดวาร์ปอย่างปลอดภัยด้วย VPN เครือข่ายเสมือน

    หลาย ๆ คนคงจะได้ยินชื่อ VPN กันบ่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่กำลังเป็นกระแสฮิตอยู่ เพราะสามารถช่วยปลดล็อคให้เข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกหรือแบนได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเทคโนโลยี VPN นอกจากจะช่วยปลดล็อคเว็บไซต์ที่โดนบล็อกหรือแบนแล้ว ยังสามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวออนไลน์ของคุณได้อีกด้วย วันนี้เราเลยจะพาคุณมารู้จักว่า VPN คือ อะไร ทำงานอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้วลองไปดูกันเลย 

    บทความนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง

    VPN คืออะไร ?

    VPN ทำงานอย่างไร ?

    ข้อดีของการใช้ VPN 

    ข้อเสียของการใช้ VPN 

    วิธีการเลือกผู้ให้บริการ VPN 


    VPN คืออะไร ?

    VPN หรือ Virtual Private Network คือ ซอฟแวร์ประเภทหนึ่งที่ใช้ในการสร้างเครือข่ายเสมือน เพื่อสร้างการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยระหว่างคุณและอินเทอร์เน็ต รวมถึงปกป้องความเป็นส่วนตัวออนไลน์ของคุณ โดยที่คุณสามารถนำไปใช้งานที่หลากหลาย อาทิ ช่วยให้คุณเข้าถึงเนื้อหาหรือบริการจากที่ใดก็ได้ในโลก ช่วยปกป้องการระบุตัวตนของคุณบนโลกออนไลน์ หรือใช้เพื่อเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลด Torrent เป็นต้น


    VPN คือ ภาพประกอบ 1

    VPN ทำงานอย่างไร ?

    เมื่อคุณทำการเปิดใช้งานแล้ว VPN จะทำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคุณผ่านเซิร์ฟเวอร์ โดยเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวจะทำการเข้ารหัสส่วนตัวของคุณให้ไม่สามารถตรวจสอบหรือเข้าถึงได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถเห็นหมายเลข IP ของคุณแต่จะเห็นหมายเลข IP ของเซิร์ฟเวอร์ VPN แทน ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว VPN จะมีเซิร์ฟเวอร์หลายพันเซิร์ฟเวอร์ให้คุณเลือกใช้ และมีการอัปเดตหมายเลข IP เป็นประจำ ทำให้เว็บไซต์ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาที่แท้จริงของคุณ รวมถึงไม่สามารถจดจำหรือบล็อกหมายเลข IP ได้

    ยกตัวอย่างเช่น หากคุณใช้งานอยู่ในประเทศไทย แต่อยากจะเข้าถึงเว็บไซต์ และบริการที่ประเทศอเมริกา เมื่อเปิด VPN เว็บไซต์ที่คุณเข้าไปใช้บริการจะไม่สามารถรตรวจสอบคุณได้ว่าเชื่อมต่อมาจากที่ใด หรือติดตามข้อมูลการใช้งานของคุณได้ เป็นต้น 


    VPN คือ ภาพประกอบ 2

    ข้อดีของการใช้ VPN 

    อย่างที่เราทราบไปคร่าว ๆ ในแง่ของการทำงานของ VPN กันไปแล้วว่าสามารถช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว โดยคุณสมบัติและข้อดีหลัก ๆ ของ VPN มีดังนี้

    • ช่วยเข้ารหัสข้อมูลส่วนตัวของคุณบนโลกอินเตอร์เน็ต : เมื่อเข้ารหัสข้อมูลแล้วจะทำให้ไม่มีใครระบุตัวตน หรือติดตามคุณได้ แม้แต่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของคุณ อีกทั้งยังมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยป้องกันแฮกเกอร์ไม่ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของคุณอีกด้วย
    • ช่วยซ่อนหมายเลข IP address ของคุณ : สำหรับ IP Address คือหมายเลขที่ใช้ในการระบุตำแหน่งเมื่อคุณเข้าใช้เว็บไซต์ และบริการต่าง ๆ ซึ่งหากคุณเปิดการใช้งาน VPN เมื่อไหร่ เว็บไซต์ และบริการที่คุณเชื่อมต่อจะไม่สามารถบอกได้ว่าคุณเข้าถึงจากที่ไหน หรือจากประเทศอะไร ทำให้คุณสามารถเข้าถึงบริการหรือเว็บไซต์ใด ๆ ก็ได้ในทั่วโลกได้อย่างอิสระ
    • ช่วยบล็อกเว็บไซต์ที่มีไวรัส โฆษณาหรือเครื่องมือติดตาม : ในบางเว็บไซต์ที่คุณเข้าอาจจะดาวน์โหลดมัลแวร์ และเครื่องมือโดยที่คุณไม่รู้ตัว การใช้ VPN นั้นจะช่วยป้องกันอุปกรณ์ โดยบล็อกเว็บไซต์เหล่านี้ได้
    • ช่วยให้คุณเข้าถึงเว็บไซต์ และบริการทั่วโลก : เหมาะสำหรับหลาย ๆ คนที่อยากจะเข้าไปใช้บริการ หรือเข้าดูเว็บที่ไม่สามารถเข้าดูได้ในประเทศนั้น เช่น บางคนอยากดูหนังหรือซีรีย์ที่เผยแพร่เฉพาะในอเมริกาเท่านั้น การใช้ VPN สามารถช่วยให้คุณเข้าดูหนังหรือซีรีย์ดังกล่าวได้นั้นเอง

    ข้อเสียของการใช้ VPN 

    หลังจากที่เรารู้ข้อดีของการใช้ VPN กันไปบ้างแล้ว คราวนี้ก็มาถึงข้อเสียของ VPN ที่ถึงแม้จะมีไม่มากแต่ก็ควรที่จะทราาบไว้

    • ลดความความเร็วในการเชื่อมต่อ : เพราะการเชื่อม VPN จะยื่งทำให้ข้อมูลเดินทางไปไกลกว่าเดิม เพื่อผ่านเซิร์ฟเวอร์ของ VPN และยังต้องเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูลอีกด้วย
    • บางเว็บไซต์ หรือบริการบล็อกการใช้งาน VPN : บางเว็บไซต์ หรือผู้ให้บริการบางรายมักจะตรวจสอบหมาย IP อย่างละเอียด ทำให้บางเว็บไซต์ หรือบริการไม่สามารถเข้าผ่าน VPN ได้
    • หากเลือกผู้บริการไม่ดี อาจเสี่ยงโดนเก็บข้อมูลได้ : โดยเฉพาะกิจกรรมที่คุณทำเมื่อใช้งานออนไลน์ หรือแบ่งปันให้กับบุคคลที่ 3 ดังนั้นคุณจึงเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และมีนโยบายการไม่บันทึกข้อมูลการใช้งาน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว

    วิธีการเลือกผู้ให้บริการ VPN 

    การเลือกผู้ให้บริการ VPN นั้นถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากเราเลือกไม่ดีก็แทนที่จะปลอดภัย อาจกลายเป็นว่าข้อมูลของคุณนั้นรั่วไหลจากการใช้ VPN ที่ไม่ได้มาตรฐานก็เป็นได้มีชื่อเสียง ดูน่าเชื่อถือ และปลอดภัย

    • เลือกผู้ให้บริการที่มีนโยบายไม่บันทึกข้อมูล : เพื่อป้องกันการถูกติดตาม และข้อมูลรั่วไหลไปถึงบุคคลที่ 3
    • เลือก VPN ที่มีการเข้ารหัสแบบ 256-bit : เนื่องจากเป็นการเข้ารหัสระดับสูงสุด ช่วยปกป้องข้อมูลส่วนตัว และกิจกรรมของคุณ
    • มีเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ : ช่วยให้คุณเข้าถึงเว็บไซต์ และบริการที่หลากหลายยิ่งขึ้นจากทั่วโลก
    • ไม่จำกัดการรับส่งข้อมูล
    • สามารถเข้าถึงด้วยอุปกรณ์ที่หลากหลายได้ในเวลาเดียวกัน 
    • มีราคาที่สมเหตุสมผล

    สรุป

    สำหรับบทบาทของ VPN ในปัจจุบันนั้น เริ่มมีความสำคัญบนโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะหลาย ๆ คนเวลาที่ท่องอินเตอร์เน็ตมักต้องการเข้าถึงเว็บไซต์ และบริการจากทั่วโลกแล้ว ยังต้องการความปลอดภัย  และการปกป้องความเป็นส่วนตัวด้วย ดังนั้นการเลือกใช้งาน VPN จึงถือได้ว่าตอบโจทย์ความต้องการได้ดีเลยทีเดียว

    นอกจากนี้ผู้ให้บริการ VPN อย่างเช่น OpenVPN ที่ทาง OpenLandscape ให้บริการบน Gate พร้อมให้คุณได้ใช้งานแล้ว โดยสามารถติดตั้งด้วยวิธีง่าย ๆ และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิธีการติดตั้ง OpenVPN 

    หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ OpenLandscape ผ่านทางอีเมล technical-support@ols.co.th หรือ Call Center 02-257-7189 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง