Category: Cloud Computing

  • เจาะลึกเบื้องหลัง Canva! ใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง? ถึงได้ขึ้นแท่นเป็นแพลตฟอร์มยอดนิยม

    เจาะลึกเบื้องหลัง Canva! ใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง? ถึงได้ขึ้นแท่นเป็นแพลตฟอร์มยอดนิยม

    Canva คืออะไร?

    โปรแกรม “Canva – แคนวา” เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการออกแบบงานต่างๆ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Presentation, Resume, Report, Poster, Banner, แผ่นพับ, การ์ด, และนามบัตร เป็นต้น รวมถึงภาพเคลื่อนไหวสำหรับนำไปลงในสื่อ Social Media ต่างๆ ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ซึ่งสามารถใช้งานผ่านทางเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้ในหลากหลายอุปกรณ์ รวมถึงยังสามารถเชิญบุคคลอื่นให้เข้ามาทำงานร่วมกันในเวลาเดียวกันได้อีกด้วย

    จุดเริ่มต้นของแคนวามาจากความคิดของ Melanie Perkins ในวัย 19 ปี ณ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเธอทำงานพิเศษ สอนใช้โปรแกรมออกแบบกราฟิก และเห็นว่านักเรียนของเธอส่วนมาก มักประสบปัญหาการใช้โปรแกรมที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน เธอจึงมีความคิดที่อยากจะสร้างแพลตฟอร์มที่ช่วยให้การออกแบบกราฟิกเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน 

    Melanie จึงได้ชักชวน Cliff Obrecht แฟนหนุ่ม และ Cameron Adams อดีตวิศวกรของ Google มาร่วมกันก่อตั้งแคนวาขึ้นในปี 2012 โดยได้เปิดตัวในฐานะเครื่องมือออนไลน์สำหรับการสร้างและแบ่งปันกราฟิก ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี โดยมีผู้ใช้งานมากกว่า 600,000 รายภายในปีนั้น หลังจากนั้นแคนวาได้มีการพัฒนาและเพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ รวมถึงขยายฟีเจอร์ต่างๆ ในการออกแบบอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จนกลายมาเป็นแพลตฟอร์มในการออกแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุด และมีผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก 


    4 ฟังก์ชันหลักของ Canva

    • Template : ตัวอย่างผลงานที่สร้างมาเพื่อให้ผู้ใช้สร้างงานออกแบบต่างๆ ได้ง่ายขึ้น โดยสามารถปรับแต่งจาก Template ได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็น Presentation, Resume, Report และอื่นๆ อีกมากมาย โดยมี Template ให้เลือกมากกว่า 60,000 ชิ้น ซึ่งผู้ใช้งานสามารถ Customize งานออกแบบจาก Template ของตนเองได้ทุกส่วน เช่น การปรับขนาด, การปรับเปลี่ยนสี, ฟอนต์ หรือนำ Template หลายๆ แบบมารวมกัน เพื่อสร้าง Template ใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร 
    • Photo Tool : เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการรูปภาพ ทั้งการเพิ่มรูปภาพจากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือมือถือของผู้ใช้งาน การค้นหารูปภาพฟรี รวมถึงการปรับแต่งรูปภาพให้สวยงาม ทั้งการปรับแสง ตัดรูปภาพ หรือใส่แอนิเมชั่น เป็นต้น
    • Text Tool : เครื่องมือในการปรับแต่งและจัดรูปแบบของข้อความ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกฟอนต์, การปรับขนาด, การจัดวาง และการเพิ่มเอฟเฟ็กต์หรือสีต่างๆ ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายและตกแต่งข้อความให้เหมาะกับชิ้นงานได้
    • Teams : แคนวาสามารถสร้างทีมในการออกแบบชิ้นงานร่วมกันได้แบบ Real Time ที่ผู้ใช้งานต่างสามารถแสดงความคิดเห็น, แท็กสมาชิกในทีม, แก้ไขงาน และให้คำแนะนำได้ทันที

    Canva ใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง?

    ด้วยความสามารถที่มากมายและฟีเจอร์ที่โดดเด่นของแคนวาแน่นอนว่าต้องมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยขับเคลื่อนแพลตฟอร์มให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการใช้งานที่ตอบโจทย์ในการออกแบบผลงาน มาดูกันว่าภายในแคนวามีการใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง ถึงได้กลายมาเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

    • Cloud Computing : แคนวามีการใช้ระบบ Cloud Computing เป็นเทคโนโลยีหลักที่สำคัญ ที่ใช้ในแทบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาฟีเจอร์ต่างๆ อย่าง AI , การจัดเก็บข้อมูลและการสำรองข้อมูล และการประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้ เป็นต้น นอกจากนี้แคนวายังใช้ขีดความสามารถของระบบ Cloud ในการปรับขนาดและจัดการทรัพยากรตามความต้องการใช้งานในแต่ละช่วงเวลา ที่อาจมีความต้องการใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแคนวาและทำงานได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องความล่าช้า และระบบ Cloud ยังช่วยให้ผู้ใช้ทำงานร่วมกันได้แบบ Real Time อีกด้วย
    • Web Technologies : แคนวามีการใช้เทคโนโลยีเว็บไซต์เชิงสากลอย่าง HTML, CSS, และ JavaScript ในการพัฒนา Interface และฟีเจอร์ต่าง ๆ ของแอปพลิเคชัน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและใช้งานแคนวาได้อย่างสะดวกผ่านเว็บเบราว์เซอร์
    • Machine Learning : แคนวาได้พัฒนา Machine Learning เพื่อนำมาพัฒนาฟีเจอร์ในหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นระบบแนะนำ Template, การค้นหาข้อมูล, Natural Language หรือการปรับแต่งรูปภาพ เช่น Background Remover ที่เป็นฟีเจอร์ยอดนิยม ช่วยให้ผู้ใช้สามารถลบพื้นหลังรูปภาพได้อย่างชาญฉลาด ซึ่ง Machine Learning จะตรวจจับส่วนต่างๆ ในภาพ และลบพื้นหลังอัตโนมัติ หรือผู้ใช้สามารถเลือกวัตถุที่ต้องการให้คงอยู่ในภาพ และให้แคนวาตัดส่วนที่ไม่ต้องการออก อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ Magic Drawing ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างภาพที่มีสไตล์เดียวกับการวาดด้วยมือ โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะการวาดภาพที่ดีเยี่ยมมาก่อน ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งรายละเอียด เพิ่มลายเส้น หรือเพิ่มสีสันได้อย่างสะดวกมากขึ้น
    • Data Analytics : ในการดำเนินการและพัฒนาแพลตฟอร์มแคนวาใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ใช้ ที่มีการติดตามพฤติกรรมและนำวิเคราะห์ เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาบริการให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง
    • 3rd Party API Integration : แคนวามีการพัฒนา API ที่เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันและบริการอื่นๆ ภายนอก ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานแคนวาร่วมกับแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้โดยตรงและสะดวกมากยิ่งขึ้น เช่น Dropbox ที่เป็นแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลยอดนิยม ซึ่งแคนวามีการเชื่อมต่อโดยตรง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำเข้ารูปภาพและไฟล์จาก Dropbox เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบผลงานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

    ระบบ “Cloud” เทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญสำหรับ Canva!

    ในการทำงานของแพลตฟอร์มแคนวาที่ส่วนใหญ่มีการใช้ระบบ Cloud Computing ในการทำงานแทบทุกฟีเจอร์และมีบทบาทในกระบวนการทำงานของแพลตฟอร์ม ตั้งแต่การเริ่มออกแบบ การบันทึกงาน ไปจนถึงการแชร์ไฟล์งาน ซึ่งมีการใช้ระบบ Cloud แทบทั้งสิ้น ทำให้การทำงานของผู้ใช้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยฟังก์ชันหลักของแคนวาที่มีการใช้งานระบบ Cloud มีดังนี้

    1. AI       

    เนื่องจากการทำงานของ AI จะต้องมีการพึ่งพาระบบ Cloud เพื่อการพัฒนา AI ให้มีประสิทธิภาพ โดยล่าสุดในปี 2024 แคนวาได้เปิดตัว Assistant ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI ซึ่งเป็นฟีเจอร์การใช้งานที่สามารถเรียนรู้เนื้อหาของชิ้นงาน และสามารถสร้าง จัดเรียง ตัดต่อ สรุป เขียนเนื้อหา หรือทำทุกอย่างแทนผู้ใช้ได้อย่างง่ายดาย เช่น

    – Magic Write : เป็นฟังก์ชันที่ AI จะสร้างสรรค์เนื้อหาตามคำสั่งที่เราต้องการ เพียงป้อนคำหรือคีย์เวิร์ดเพื่ออธิบายความต้องการ จากนั้น AI จะวิเคราะห์ ประมวลผล และสร้างเนื้อหาออกมาตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว โดยสามารถเลือกได้ว่าจะสร้างเนื้อหาประเภทไหน ไม่ว่าจะเป็น บทความ Blog แผนธุรกิจ โพสต์บน Social Media หรือแม้กระทั่งบทกลอน อีกทั้งยังเลือกระดับภาษาของเนื้อหางานได้อีกด้วย

    – Magic Edit : เป็นฟังก์ชันที่สามารถช่วยเปลี่ยนสิ่งของในรูปภาพให้เป็นสิ่งที่ต้องการ เพียงแค่เลือกรูปภาพและนำแปรงมาระบายวัตถุที่ไม่ต้องการ พร้อมทั้งกำหนดว่าต้องการให้ AI นำวัตถุอะไรมาใส่แทนส่วนที่ลบออกไป จากนั้น AI จะทำการประมวลผลและสร้างสรรค์ออกมาตามคำสั่งในเวลาเพียงไม่กี่นาที

    – Magic Presentation :  เป็นฟังก์ชันที่สามารถพิมพ์ไอเดีย หรือรูปแบบที่ต้องการทำ Presentation ด้วยคำสั้นๆ เพื่อให้ Magic Presentation ร่างรูปแบบที่ตรงกับคำสั่งที่ได้พิมพ์ลงไป หลังจากนั้นผู้ใช้สามารถแก้ไขหรือตกแต่ง Presentation ได้ตามความต้องการ เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการสร้างงานนำเสนอที่มีความสวยงามและเป็นมืออาชีพ ซึ่งเป็นการช่วยผู้ใช้ในการลดระยะเวลาในการทำ Presentation ที่ไม่ต้องใช้เวลาในการออกแบบด้วยตนเองอีกต่อไป

    – Translate Designs : สำหรับงานออกแบบที่มีหลากหลายภาษา สามารถคลิกเปลี่ยนภาษาในแคนวาได้ทันที ซึ่งมีให้เลือกมากกว่า 100 ภาษา โดยสามารถทำได้สูงสุด 20 หน้าต่อเดือน และสำหรับแคนวาแบบโปรสามารถแปลภาษาได้สูงสุด 500 หน้าต่อเดือน

    – AI Background Remover : เครื่องมือลบพื้นหลังอัตโนมัติ ที่สามารถใช้ได้กับภาพหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่คน สัตว์ ไปจนถึงวัตถุ และสำหรับแคนวาแบบโปรยังสามารถลบพื้นหลังในไฟล์ Video ได้อีกด้วย

    – AI Text to Image : เป็นฟังก์ชัน AI ที่ช่วยออกแบบและสร้างสรรค์รูปภาพตามคำสั่งที่ผู้ใช้งานสร้างเพียงป้อนคำสั่งลงไป ช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งค้นหาในอินเทอร์เน็ต รวมถึงยังสามารถปรับ Mood & Tone ของภาพและปรับขนาดได้ตามสัดส่วนที่ต้องการ ซึ่งตอบโจทย์ต่อผู้ใช้งานที่ต้องการสร้างผลงานศิลปะหรือกำลังค้นหารูปที่หาค่อนข้างยาก ตัวอย่างเช่น หากต้องการรูปภาพหมีแพนด้าขี่จักรยานผ่านเมืองที่มีพื้นหลังเบลอ ก็สามารถพิมพ์คำสั่งนี้ลงไป จากนั้น AI ก็จะทำการสร้างสรรค์รูปภาพตามคำสั่งนั้นออกมาให้เลือกมากมาย

    – Beat Sync : เป็นฟังก์ชันในการ Sync วิดีโอ เพื่อปรับภาพและเสียงให้ตรงกันโดยอัตโนมัติ หรือปรับแต่งช่วงที่เป็นไฮไลท์เพื่อดึงดูดผู้ชม โดยการอัปโหลดเพลงที่ต้องการใช้ จากนั้นระบบจะช่วยจัดแนวฟุตเทจให้เข้ากับจังหวะของซาวด์แทร็กอย่างสมบูรณ์ ทำให้ได้วีดิโอที่พร้อมใช้งานในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที

    Beat Sync - Canva

    2. การจัดเก็บข้อมูล

    แพลตฟอร์มแคนวาได้ใช้ Cloud ในการจัดเก็บข้อมูล โดยมีลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย เช่น การจัดเก็บฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เก็บไฟล์ภาพ วิดีโอ และเอกสารต่างๆ รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้ โดยมีการจัดการความปลอดภัย การสำรองข้อมูล และการควบคุมการเข้าถึง เพื่อให้ข้อมูลของผู้ใช้งานมีความปลอดภัย โดยการจัดเก็บข้อมูลการใช้งานเป็นการใช้ระบบ Cloud เพื่อเก็บข้อมูลแบบลำดับเวลา ซึ่งเป็นฐานข้อมูล NoSQL ที่มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สำหรับการเก็บข้อมูลการใช้งานที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง

    นอกจากนี้แคนวายังมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้กับผู้ใช้ทุกราย เพื่อเก็บไฟล์ชิ้นงาน หรือไฟล์รูปภาพและไฟล์วิดีโอที่ถูกอัปโหลดขึ้นแคนวาเพื่อสร้างชิ้นงาน โดยมีการแบ่งขนาดจัดเก็บตามรูปแบบบัญชีผู้ใช้ทั้งหมด 3 รูปแบบ

    • บัญชีแบบฟรี สามารถอัปโหลดสื่อได้สูงสุด 5GB
    • ­บัญชีเพื่อการศึกษาและเพื่อองค์กรไม่แสวงหากำไร สามารถจัดเก็บสื่อได้สูงสุด 100GB
    • บัญชีแบบโปรและสำหรับทีม จะได้รับพื้นที่เก็บข้อมูล 1TB 

    3. การทำงานร่วมกัน

    แคนวา มีการใช้ระบบ Cloud เพื่อการทำงานร่วมกันในไฟล์เดียว โดยใช้ระบบเก็บข้อมูลแบบ File Storage ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถแชร์และทำงานร่วมกันในไฟล์เดียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    • การแชร์ลิงก์ : สามารถสร้างลิงก์ของชิ้นงาน และสามารถส่งต่อลิงก์ให้กับบุคคลอื่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงและแก้ไขไฟล์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบแคนวาหรือมีบัญชีแคนวา
    • การกำหนดสิทธิ์ในการแก้ไข : สามารถกำหนดสิทธิ์ในการแก้ไขไฟล์ให้กับผู้ใช้อื่นได้ ว่าจะให้บุคคลนั้นสามารถดูได้อย่างเดียว สามารถแสดงความคิดเห็น หรือสามารถแก้ไขงานได้
    • การเข้าถึงแบบ Real-time Collaboration : อีกหนึ่งฟีเจอร์หลักที่สำคัญของแคนวา ที่ใช้ระบบ Cloud เพื่อการทำงานในเวลาเดียวกัน โดยใช้โครงสร้างที่เรียกว่า Operational Transformation (OT) หรือ Transform วิธีการนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานร่วมกันในไฟล์เดียวกันได้ทันที และเมื่อผู้ใช้ทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในไฟล์ การดำเนินการจะถูกส่งผ่านไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแคนวา ที่ถูกโฮสต์บน Cloud จากนั้นเซิร์ฟเวอร์จะแจ้งการเปลี่ยนแปลงไปยังผู้ใช้คนอื่นๆ ที่กำลังเข้าถึงไฟล์เดียวกัน ทำให้ผู้ใช้ทุกคนเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน
    • การบันทึกอัตโนมัติ : แคนวามีการบันทึกการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของชิ้นงานอัตโนมัติ ซึ่งทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการบันทึกไฟล์ โดยแคนวาจะทำการบันทึกไฟล์ลงในพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบน Cloud อัตโนมัติ ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงชิ้นงานของตนเองได้ทุกที่ทุกเวลาในเวอร์ชันล่าสุด โดยไม่มีความเสี่ยงในการสูญหายของข้อมูล 

    4. การเข้าถึงบนเว็บไซต์

    แคนวายังคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งานของผู้ใช้ โดยใช้ Cloud ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าใช้งาน ทั้งในรูปแบบแอปพลิเคชันที่เข้าใช้งานได้อย่างสะดวกบน Smart Phone ทุกระบบปฏิบัติการ และยังให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มได้ผ่าน Web Browser บนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถแก้ไขงานได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์ ทำให้สามารถทำงานร่วมกับทีม แก้ไขงาน หรือสร้างผลงานได้ทุกที่ทุกเวลา

    5. การ Save และการ Backup ข้อมูล

    แคนวา ใช้บริการ Cloud เพื่อการบันทึกและการสำรองข้อมูล (Backup) ของผู้ใช้ โดยมีการใช้งานแบบ Multi-Region Replication และ Data Encryption เพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล ทำให้แคนวาสามารถบันทึกข้อมูลและสำรองข้อมูลของผู้ใช้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังใช้การเข้ารหัสข้อมูล เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้ข้อมูลที่บันทึกและสำรองใน Cloud มีความปลอดภัยในระดับสูง

    ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ การใช้ระบบ Cloud ทำให้แคนวาเป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมที่มีฟีเจอร์การใช้งานที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน ทั้งในด้านการใช้งานที่มีความสะดวกและใช้งานง่ายได้ง่าย มีความปลอดภัย และช่วยจัดการการทำงานร่วมกับผู้อื่นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องส่งไฟล์ไปมาหรือใช้เครื่องมือในการสื่อสารเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการผสมผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งานของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบันได้อย่างเต็มที่

    หากสนใจใช้บริการ Cloud เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบหรือแอปพลิเคชันของท่าน สามารถติดต่อขอทดสอบได้ที่  contact@ols.co.th  หรือสมัครใช้งาน Cloud ในรูปแบบ Self-Service ได้ที่ https://gate.openlandscape.cloud


    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.canva.dev/docs/apps/

    https://contentshifu.com/blog/

    https://startuptalky.com/melanie-perkins-success-story/

    https://mirrorthailand.com/movinon/thoughts/101446

    https://talkatalka.com/blog/

    https://www.tinybird.co/case-studies/

    เครดิตรูปภาพ

    https://www.canva.com

  • 10 เทรนด์ Cloud Computing ปี 2024 ที่ทุกคนต้องรู้!

    10 เทรนด์ Cloud Computing ปี 2024 ที่ทุกคนต้องรู้!

    ปี 2024 นี้จะเป็นปีที่ระบบ Cloud Computing มีโอกาสเติบโตและก้าวหน้ายิ่งขึ้น!

    เห็นได้จากในปี 2023 ที่ผ่านมา ที่ AI ได้เข้ามามีอิทธิพลในแทบทุกสายงาน ซึ่ง Cloud Computing เป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังที่สำคัญ รวมถึงมีการคาดการณ์ว่า การใช้จ่ายบนโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ของธุรกิจทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปี 2024 ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความต้องการใช้แพลตฟอร์มและบริการใหม่ๆ ทางด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานทั้งในรูปแบบการทำงานส่วนตัวและการทำงานในองค์กร รวมถึงองค์กรต่างๆ ต่างมองหาโอกาสในการย้ายมาใช้ระบบ Cloud มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดค่าใช้จ่าย จากการใช้งาน Server แบบเดิมๆ

    แต่ถึงอย่างไร Cloud Computing ยังมีความท้าทายที่สำคัญในด้านความปลอดภัยและการป้องกันข้อมูลที่ในปีที่ผ่านมาได้มีเหตุการณ์ด้าน Cyber Security อยู่หลายครั้ง ดังนั้นในปี 2024 ระบบ Cloud จะเป็นเครื่องมือที่เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนนวัตกรรมและโอกาสใหม่ๆ ที่มาพร้อมด้านความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากต้องการที่จะก้าวขาขึ้นมาเป็นผู้นำทางธุรกิจ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับตัวและพร้อมรับเทคโนโลยีระบบ Cloud ใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2024 

    ดังนั้น ใน Blog นี้ Openlandscape ขอมายกตัวอย่าง 10 เทรนด์ Cloud Computing ในปี 2024 เพื่อเป็นแนวทางในการปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์และเทคโนโลยีในปี 2024 นี้

    1. AI-as-a-Service

    ระบบ Cloud มีบทบาทสำคัญในการทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึง AI ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น องค์กรที่มีความต้องการใช้ AI เป็นเบื้องหลัง จึงจำเป็นต้องมีระบบ Cloud ควบคู่ไปด้วย เช่น การพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (A large language model – LLM) ที่ใช้ในการทำงานของ AI อย่าง ChatGPT เจ้าดัง ที่ต้องทำงานบนข้อมูลจำนวนมหาศาล และจำเป็นต้องใช้การประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง ดังนั้น Cloud Infrastructure จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    เครดิตภาพ : https://www.freepik.com

    2. Hybrid and Multi-Cloud

    ในอุตสาหกรรมที่ต้องมีการจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มาจากหลากหลายช่องทางและมีข้อมูลสำคัญเข้ามาค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจทางด้านการเงิน, การขนส่ง, การแพทย์ รวมถึงธุรกิจ E-Commerce และอื่นๆ อีกมากมาย อาจจำเป็นที่จะต้องมีระบบ Cloud  มากกว่า 1 ระบบ เนื่องจากจะทำให้การใช้งานมีความยืดหยุ่น และช่วยให้องค์กรสามารถเลือกใช้ Cloud ได้ตามวัตถุประสงค์ได้อย่างลงตัว ซึ่งในปี 2024 องค์กรที่เลือกใช้ระบบ Hybrid Cloud ที่มีทั้ง Private และ Public Cloud คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 76% เป็น 85% ซึ่งข้อดีของการใช้ Hybrid Cloud คือ การใช้งานที่มีความยืดหยุ่นสูง ที่สามารถเลือกวิธีเก็บข้อมูลได้ตามความเหมาะสม กับ Cloud แต่ละรูปแบบ เช่น บางองค์กรมี Policy ในการเก็บข้อมูลที่ละเอียดอ่อนหรือข้อมูลที่สำคัญไว้ที่ Private Cloud ของตนเอง และเลือกเก็บข้อมูลทั่วไปที่มีความเสี่ยงน้อยไว้ที่ Public Cloud เป็นต้น ส่วน Multi Cloud มีข้อดีคือ ทำให้องค์กรสามารถเลือกใช้ทรัพยากรจากผู้ให้บริการหลายราย เพื่อเลือกข้อดีหรือจุดเด่นของแต่ละผู้ให้บริการในการใช้งานที่เหมาะสมกับแต่ละจุด เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด แต่การใช้ Hybrid Cloud และ Multi Cloud ยังมีข้อเสียในเรื่องของความซับซ้อนในการบริหารจัดการ เนื่องจากต้องมีการจัดการหลายแพลตฟอร์ม เพื่อให้การทำงานระหว่างแพลตฟอร์มต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น

    เครดิตภาพ : https://www.freepik.com

    3.Real-Time Cloud Infrastructure

    ปี 2024 เป็นปีที่องค์กรต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ต่างๆ ตลอดเวลา ดังนั้นข้อมูลแบบ Real Time จึงเป็นอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญขององค์กร ที่จะช่วยตอบสนองผู้ใช้งานในปี 2024 ที่ต้องการข้อมูลแบบ Real Time โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมระบบ Streaming ภาพยนตร์และเพลง เช่น แอปพลิเคชัน Netflix และ Spotify, การประชุมผ่าน Video Conference อย่าง Zoom หรือ Teams และความบันเทิงแบบ Stream รูปแบบใหม่ เช่น Cloud Gaming ที่มีการใช้งานระบบ Cloud Computing ที่ค่อนข้างเยอะและต้องมีการขยายพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลอยู่ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องมีระบบ Cloud ที่ยืดหยุ่นและมีความสามารถในการ Scale ได้อย่างง่ายดาย  

    เครดิตภาพ : https://www.freepik.com

    4.Cloud-Driven Innovation and Transformation

    จากหัวข้อแรก AI-as-a-Service ที่ Cloud Computing อยู่เบื้องหลังในการประมวลผล AI ดังนั้น Cloud Computing จึงเสมือนเป็นประตูสู่เทคโนโลยีและการพัฒนาโซลูชั่นใหม่ๆ ได้มากมาย เช่น Internet of Things (IoT) ที่ Cloud สามารถเชื่อมอุปกรณ์เล็กๆ เข้าด้วยกัน เพื่อรับ-ส่งหรือเก็บข้อมูลได้อัตโนมัติ หรือแม้แต่ Blockchain ที่มีการเก็บข้อมูลจำนวนมากไปจนถึงระบบ Quantum Computing ต่างสามารถใช้ Cloud ในการพัฒนาและจัดการข้อมูลได้ทั้งสิ้น

    เครดิตภาพ : https://www.freepik.com

    5.Cloud Security and Resilience

    ในยุคที่การโจรกรรมและการละเมิดการเข้าถึงข้อมูลมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแฮกเกอร์มีการพัฒนารูปแบบการโจมตีอยู่เสมอ อีกทั้งยังพัฒนาการโจมตีด้วย AI และ Machine Learning ส่งผลให้ 3 ปัจจัยหลักทั้ง การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) , การรับรองความถูกต้อง (Authentication) , และการกู้คืนข้อมูล (Disaster Recovery) ของบริการ Cloud จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและสำคัญต่อทุกองค์กรที่ใช้ Cloud อย่างมาก เพื่อป้องกันการโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดีที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลในระบบ Cloud Computing ดังนั้นผู้ให้บริการ Cloud จึงต้องพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของฟังก์ชันเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการ

    เครดิตภาพ : https://www.freepik.com

    6.Sustainable Cloud Computing

    การให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ยังคงมาแรงในปี 2024 รวมถึงเหล่าผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่ในระดับโลก ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญที่ตนต่างมีส่วนร่วมในการสร้างมลพิษ ทั้งในส่วนของการทำงานในบริษัท และสิ่งที่ผู้ใช้งานของตนเองสร้างมลพิษจากการใช้บริการ Cloud อีกด้วย ดังนั้น กระแสการให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของผู้ให้บริการ Cloud หลายๆ เจ้าที่จะให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นในปี 2024

    เครดิตภาพ : https://www.freepik.com

    7.Simplified Cloud Computing

    ปัจจุบันเครื่องมือ Low-Code/No-Code ได้สร้างโอกาสให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิค สามารถสร้างแอปพลิเคชันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่ง Software Engineer หรือ Developer ในการสร้างแอปพลิเคชันทุกขั้นตอน เช่นเดียวกันกับผู้ให้บริการ Cloud ได้มีการใช้ประโยชน์จาก Interface แบบ Drag-and-Drop ที่ให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าไปบริหารจัดการ เกี่ยวกับระบบ Cloud ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น 

    เครดิตภาพ : https://www.freepik.com

    8. Privacy In The Cloud

    กฎหมาย PDPA และการตระหนักถึงความสำคัญของความเป็นส่วนตัว ทำให้เกิดการพัฒนาโซลูชันต่างๆ อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงกฎระเบียบและกฎหมายที่ออกมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จาก Cloud ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้ใช้บริการ Cloud มั่นใจได้ว่าข้อมูลของตนเองได้รับการปกป้องอย่างปลอดภัย  ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ผู้ให้บริการ Cloud ต้องให้ความสำคัญกับการจัดการผลกระทบด้านความเป็นส่วนตัวในปี 2024 รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการด้วยการเน้นย้ำว่าข้อมูลจะไม่มีการรั่วไหลอย่างแน่นอน

    เครดิตภาพ : https://www.freepik.com

    9.Serverless and Pay-As-You-Go Cloud

    โดยปกติแล้วผู้ให้บริการ Cloud มักเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามจำนวนเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการโฮสต์ แต่สำหรับการให้บริการ Cloud ในรูปแบบ Serverless ที่ผู้ให้บริการแบ่งทรัพยากรให้เช่าใช้ตามความต้องการ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องลงทุนและดูแล Server เอง จะมีการเรียกเก็บค่าใช้เช่าตามจำนวนการใช้งานจริงหรือใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น (Pay-As-You-Go) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนของเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่ได้ใช้งาน ดังนั้น ผู้ให้บริการ Cloud ในรูปแบบ Serverless หรือการคิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนการใช้งานจริง (Pay-As-You-Go) จะได้รับความนิยมสูงมากขึ้น

    เครดิตภาพ : https://www.freepik.com

    10.Edge Computing Everywhere

    Edge Computing เป็นเทคโนโลยีการประมวลผลในตำแหน่งที่ใกล้กับจุดกำเนิดข้อมูลมากที่สุด เช่น เครื่องตรวจวัดหัวใจแบบพกพา ที่สามารถตรวจการเต้นของหัวใจและสามารถส่งข้อมูลไปยังระบบ Cloud ได้อย่าง Real Time เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์แล้วทำการส่งกลับมายังผู้ใช้งาน ทำให้ได้รับข้อมูลที่ละเอียด รวดเร็ว และไม่สิ้นเปลือง Bandwidth ดังนั้นจึงทำให้เกิดการประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งต่อผู้ผลิตและผู้ใช้งาน อีกทั้งผู้ใช้งานยังได้รับข้อมูลที่มีประสิทธิภาพภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

    เครดิตภาพ : https://www.freepik.com

    สุดท้ายแล้ว คำว่าเทคโนโลยีไม่มีวันหยุดพัฒนาและยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเราก็ไม่ควรหยุดพัฒนาเช่นกัน ควรมีการปรับตัวให้เข้ากับนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้าน Cloud และในด้านอื่นๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถสร้างประโยชน์และขับเคลื่อนให้องค์กรสามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


    ข้อมูลอ้างอิง

     https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2023/10/09/the-10-biggest-cloud-computing-trends-in-2024-everyone-must-be-ready-for-now/?sh=2a30b39b66d6

  • การใช้งาน OpenLandscape Cloud แบบเติมเงิน VS รายเดือน

    การใช้งาน OpenLandscape Cloud แบบเติมเงิน VS รายเดือน

    ข้อดีของการใช้ OLS Cloud แบบเติมเงิน นั่นคือ เรื่องของความง่ายในการควบคุมค่าใช้จ่ายภายในช่วงระยะเวลาที่เราใช้งานได้ เนื่องจากด้วยความที่เป็นระบบเติมเงิน เป็นการใช้งานที่มีอิสระในการใช้งานที่มากกว่า  การสร้าง VM หลายๆเครื่องไว้ใช้งาน หรือทำการเปิด-ปิดการใช้งาน VM บ่อยๆ  อาจทำให้มีค่าใช้จ่ายรวมกันในระยะเวลา 1 เดือนนั้นกลับสูงกว่าการใช้งานแบบรายเดือนเสียอีก และในบทความนี้จะพูดถึงว่าการใช้งานแบบรายเดือนจึงดูน่าสนใจกว่า
     
     

    (more…)

  • 2 Step to Start! เปิดประตูสู่โลกออนไลน์ด้วย Domain & Hosting

    2 Step to Start! เปิดประตูสู่โลกออนไลน์ด้วย Domain & Hosting

    เคยสงสัยมั้ยกันมั้ยคะ? ถ้าเราอยากจะมีเว็บไซต์ของตัวเองสักเว็บนึง นอกจากการเขียนเว็บขึ้นมาแล้ว ในขั้นตอนของการนำเว็บขึ้นเพื่อ Public เป็นออนไลน์ให้เหล่าสาธารณะชนเข้ามาใช้งานเว็บเราได้เนี่ย ปกติเค้ามีขั้นตอนยังไงกันบ้างนะ

     ขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริง…

    ตัวผู้เขียนเองก็เคยอยากมีเว็บของตัวเองค่ะ สมัยก่อนใครๆก็อยากมีเว็บของตัวเองเนอะ อาจจะไม่ใช่เว็บที่อลังการแบบ Alibaba หรือ Pantip อะไรขนาดนั้น แต่ตัวผู้เขียนเองอยากทำ ‘Web Portfolio’ ขึ้นมาเองค่ะ คือเป็นเว็บที่เก็บ resume ออนไลน์ของเรา (สมัยเรียนใครมีคือคูลมากๆ) ก็เลยไปศึกษาวิธีการเขียนเว็บแบบต่างๆมา จนกระทั่งเขียนเสร็จ

    คำถามต่อมาคือ…. จะไปทำให้เว็บมันออนไลน์ยังไงได้บ้าง?
    ถึงตอนนี้เส้นเลือดสมองเริ่มตึงละค่ะ เพราะพอ Search หาใน Google ผู้ให้บริการก็เยอะมาก
    แล้วก็งงมากว่าอะไรคือโดเมนเนม จดยังไง จดทำไม จดแล้วต้องทำไงต่อ ซื้อ Hosting เลยไม่ได้หรอ..

    จากปัญหาที่ตัวเองเจอ และจากที่เพื่อนๆของผู้เขียนเองสอบถามเข้ามาบ่อยครั้ง (คือเพื่อนก็อยากมีเว็บพอทคูลๆแบบเราบ้าง อิอิ) ก็เลยเกิดเป็นบทความนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ทุกคนเข้าใจว่าการนำเว็บขึ้นออนไลน์นั้นมีขั้นตอนยังไงบ้างในรูปแบบ 2 Step ง่ายๆที่เราต้องรู้ในการ Publishing Website ของเรา ตัวผู้เขียนเองก็ขอให้ผู้อ่านได้สาระดีๆจากบทความนี้ไม่มากก็น้อยนะคะ

     Before Start!

    โดยปกติแล้ว นักพัฒนาหรือเหล่าโปรแกรมเมอร์ จะเขียนเว็บ หรือเขียนเว็บแอปพลิเคชันต่างๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของตัวเองค่ะ ซึ่งนั่นหมายความว่า การจะเข้าเว็บนั้น จะต้องเข้าผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ของโปรแกรมเมอร์คนนั้นเท่านั้นค่ะ

    ทีนี้… สิ่งแรกที่โปรแกรมเมอร์ต้องทำภายหลังจากพัฒนาเว็บเสร็จแล้ว คือการทำให้เว็บไซต์นั้นเข้าถึงได้จากทุกๆที่ ก็คือทำให้มัน Public เพื่อออกสู่สายตาของสาธารณะชนนั่นแหละค่ะ การจะทำแบบนั้นได้ ต้องพึ่ง 2 องค์ประกอบหลักดังนี้ค่ะ

    ชื่อ : Domain Name ( www.domain.com , www.domain.co.th , etc….)
    ที่ตั้ง : Hosting ( Shared Host , Cloud Hosting , etc..)


    ตอกป้ายติดหน้าร้าน! ด้วย Domain Name
    ชื่อที่จะทำให้ผู้คนค้นหาคุณเจอ!

    ทุกคนเคยทำแบบนี้กันอยู่แล้วใช่มั้ยคะ  ทุกครั้งเวลาเราอยากจะเข้าไปค้นหาอะไรสักอย่าง เราก็จะพิม www.google.com หรือเวลาจะเข้าไปหากระทู้เด็ดๆอ่าน เราก็จะพิมพ์ www.pantip.com เวลาจะอัพเดทข่าวต่างๆวันนี้เราอาจจะพิมพ์ www.kapook.com พวกชื่อ google.com , pantip.com , kapook.com เหล่านี้เราเรียกว่า Domain Name นั่นเองค่า แต่ก่อนจะมาเป็น Domain Name เหล่านี้ เขามีขั้นตอนอย่างไรกันมาก่อนบ้าง ไปดูกันค่ะ

    วิธีการคือ

    • เข้าไปเช็ค Domain Name ที่เราต้องการจะใช้ ว่ามีคนใข้งานแล้วหรือยัง ที่ website https://whois.net/ (หรือ https://th.godaddy.com/ ก็ได้ค่ะ เพราะเป็นภาษาไทยน่าจะเข้าใจง่ายกว่า เมื่อเช็คเสร็จแล้วสามารถซื้อได้เลย)
    • เลือกระยะเวลาการจดโดเมนด้วย จะเป็นปีหรือสิบปีก็ว่าไป  โดเมนเนี่ย…ไม่ใช่ว่าซื้อแล้วชื่อนั้นจะเป็นของเราตลอดกาล โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะจองชื่อนี้กี่ปีโดยใช้ชื่อใครจอง อันนี้เป็นประเด็นที่ต้อง concern และตกลงกันให้ชัดเจน ในกรณีให้คนอื่นจดโดเมนให้ หรือจ้างให้คนอื่นทำเว็บให้ค่ะ
    • เลือกราคา เพราะแต่ละโดเมนราคาถูกแพงไม่เท่ากันค่ะ บนโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าการจองโดเมนไว้ขายต่อ ฉะนั้น อย่าไป Search บนเว็บหา domain บ่อยๆ เพราะเว็บเหล่านี้อาจจะมีทริคโกงเล็กน้อยเก็บไว้ว่าเราสนใจโดเมนนี้ และแอบซื้อเก็บไว้รอปล่อยต่อ เมื่อเรามาดูอีกทีอาจจะเห็นว่าราคาขึ้นไปแล้ว T_T


     ประเภทของ Domain Name
    แบ่งได้เป็น 2 ประเภท

    1. โดเมน 2 ระดับ ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน
      เช่น .com(บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์) .gov(องค์กรของรัฐบาล) .edu(สถาบันการศึกษา)
    2. โดเมน 3 ระดับ ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ
      เช่น .co.th(บริษัทประเทศไทย) .go.th(รัฐบาลประเทศไทย) .co.uk(บริษัทประเทศอังกฤษ)

    “แต่หลักๆที่เราใช้กันทั่วไปเลยก็คือ .com นั่นเองค่ะ เพราะถือว่าจำง่ายสุดแล้ว”


     อย่าเพิ่งสับสนกันนะคะ!

    หลายคนยังมีความเชื่อผิดๆอยู่คือ จดโดเมนเนมปุ้บ จบละไชโยโห่ฮิ้วว~ จริงๆคือไม่ใช่แบบนั้นนะคะ โดเมนเนมเหมือนเป็นแค่การแปะป้ายชื่อร้านไว้ที่หน้าร้านของคุณเฉยๆเพื่อให้ลูกค้าหาเจอ แต่พอเปิดประตูเข้าไป เราจะยังไม่เจออะไรเลย จนกว่าจะคุณจะเอาของมาวาง มาตกแต่งในร้านของคุณ การนำของไปวางให้คนเปิดร้านเข้ามาเจอ สิ่งนั้นคือ ‘Hosting’ ที่เรากำลังจะพูดถึงในข้อถัดไปค่ะ

     แล้วถ้าคิดชื่อไม่ออกอะ ไม่จดได้มั้ย?

    เมื่อเราเช่า Hosting อะไรก็ตามแต่ สิ่งที่เราได้มาจะเป็นแค่ Name Server (NS) เท่านั้นค่ะ (แต่บางที่ก็แถม Domain Name ฟรีให้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องแยกส่วนกันอยู่ดีค่ะ คือจดแล้วเอามาผูกกัน) คือเป็นชื่อของ Server เป็นตัวเลขเยอะๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันดูไม่คูลเลยเนอะ จำก็ยาก ลำพังแค่จำเบอร์โทรตัวเองยังยากเลยค่ะ เปรียบเทียบแบบให้เห็นภาพง่ายๆได้แบบนี้ค่ะ


    ถ้าไม่จด เวลาคนที่จะเข้าเว็บไซต์เรา ต้องใช้ NS มาค้นหาแบบนี้ค่ะ

    แต่ถ้าจด Domain Name ไว้ ก็ค้นหาโดยใช้ชื่อโดเมนนั้นได้เลยค่ะ

    ฉะนั้น… การจดย่อมดีกว่าแน่นอนค่ะ เพราะทำให้ง่ายต่อการจดจำขึ้นเยอะเลยทีเดียว หรือหากใครคิดว่าอยากทดลอง public ให้คนอื่นลองดูก่อน ก็สามารถใช้ตัว NS เพื่อให้เขาเข้ามาดูเว็บเราไปก่อนก็ได้ค่ะ แต่ก็ไม่แนะนำเท่าไร  แต่จริงๆเรื่องชื่อ Domain Name เนี่ย …ไว้พอคิดออกแล้วมาจดทีหลังก็ได้ค่ะ ก็ระวังเรื่องโดนชิงจดตัดหน้าแค่นั้นเอง


    หาที่วางของ อวดสายตาประชาชี
    ด้วย Hosting แบบต่างๆ

    ต้องบอกก่อนว่า การหาที่วางของ หรือวางเว็บไซต์ของเรา ก็มีที่วางหลากหลายแบบให้เลือกเช่นกันค่ะ มีทั้งแบบฟรี และแบบไม่ฟรี ในบทความนี้ขอไม่กล่าวถึงแบบฟรีนะคะ

    ในส่วนของ Hosting ตอนนี้ ก็มีผู้ให้บริการเยอะแยะมากมาย แต่เชื่อว่าหลายคนยังงงๆอยู่ว่าตัวเองควรจะเลือกใช้ Hosting แบบไหน ถึงจะเหมาะกับการใช้งานของเว็บตัวเองที่สุด เพราะฉะนั้นในบทความนี้ ขออธิบาย Concept คร่าวๆ และคุณสมบัติหลักๆ ตั้งแต่ Web Hosting แบบเดิมๆ ไปจนถึง Cloud Hosting ที่มีประสิทธิภาพการทำงานสูงที่สุดในขณะนี้ เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้ลองไปพิจารณาดูอีกทีว่าควรจะเลือกใช้บริการ Hosting ประเภทไหนให้เหมาะสมกับเว็บไซต์ของตัวเองที่สุดค่ะ

    Shared Hosting

    ราคาถูกที่สุดและนำไปเว็บไปวาง เพื่อใช้งานได้ง่ายสุด (เนื่องจากมีการติดซอฟต์แวร์สำเร็จรูปบางตัวไว้ให้แล้ว)
    ใน Server หนึ่งเครื่องจะแชร์ทรัพยากรร่วมกันหมด เว็บไซต์เราจะถูกวางในที่เดียวกับเว็บไซต์อื่นๆ นั่นหมายความว่า หากมีเว็บไซต์ใดในนั้นเกิดขัดข้องขึ้นมา หรือมีการเข้าใช้งานมากเกินไป ก็จะส่งผลให้เว็บไซต์ของเราล่มตามไปด้วย และตัว Server นั้นต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนตัวใหม่ ส่งผลให้อาจกินเวลาไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมงในการซ่อมแซม

    วิธีการติดตั้ง:
    ผู้ให้บริการจะติดตั้งให้

    เหมาะกับเว็บแบบไหน:
    เว็บ Content , เว็บ Blog , เว็บ Portfolio หรือเว็บที่ไม่ต้องรองรับโหลดจำนวนเยอะๆ หรือทำงานหนักมาก เน้นให้มีคนทยอยเข้าใช้งานเรื่อยๆ และเจ้าของเว็บต้องสามารถรับความเสี่ยงหากเว็บล่มเป็นเวลานานได้

    – –

    Dedicated Hosting

    ราคาแพงสุด เพราะเป็นการจองเครื่อง Server เต็มๆไปเลย 1 เครื่อง สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานทรัพยากรเยอะๆ และไม่ต้องการแชร์ทรัพยากรร่วมกับใคร แต่ก็ยังต้องรับความเสี่ยงกรณี Server ทำงานหนักเกินจน Server Down เช่นกัน

    วิธีการติดตั้ง:
    ผู้ใช้ต้องมีความรู้ด้านเทคนิคในการติดตั้งเอง

    เหมาะกับเว็บแบบไหน:
    สำหรับเว็บแอพพลิเคชัน หรือเว็บสำหรับองค์กร เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงสุด เสี่ยงน้อยกว่าแบบอื่นๆ แต่ก็มีราคาที่แพงสุดเช่นกัน

    – –

    VPS Hosting

    ราคากลางๆ เป็นการจำลองเซิร์ฟเวอร์เสมือน(VM) บนเครื่อง Server ที่ให้บริการอีกที โดยจะกั๊กส่วนของทรัพยากรตามที่เราเช่าเอาไว้ เมื่อมี VM อื่นๆในระบบพัง จะไม่กระทบกับ VM ของเราที่วางอยู่ที่ Server ตัวเดียวกันเหมือนกับ Shared Hosting (เว้นแต่ Server ตัวที่รัน VM นั้นจะพัง)

    แม้ลักษณะดูเผินๆจะคล้ายๆกับ Dedicated Server แต่ประสิทธิภาพไม่ดีเท่า เนื่องจากในเซิร์ฟเวอร์เครื่องนั้นๆ ยังคงมีการแบ่งพื้นที่ และทรัพยากร กับลูกค้าอื่นๆ ดังนั้นประสิทธิภาพยังคงด้อยกว่า Dedicated server อยู่ดี

    วิธีการติดตั้ง:
    ผู้ใช้ต้องมีความรู้ด้านเทคนิคในการติดตั้งเอง

    เหมาะกับเว็บแบบไหน:
    เหมาะกับเว็บที่มีผู้ใช้งานมาก ช่วยลดปัญหาเว็บช้าเวลามีผู้เข้าใข้งานเยอะ จุดเด่นคือมี Data Transfer ไม่จำกัด ดีกว่า Shared Hosting แต่ไม่เท่า Dedicated Hosting ค่าใช้จ่ายจึงอยู่ที่ระดับกลางๆ

    – –

    Cloud Hosting

    จริงๆแล้วคำว่าระบบ Cloud มันคือ Concept ของการวางระบบ Infrastructure สำหรับองค์กร ไว้ที่ Data Center ของผู้ให้บริการ (สำหรับองค์กรที่ต้องการระบบ Infrastructure แต่อาจจะไม่สะดวกในการสร้าง Data Center เอง) สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ บริการคลาวด์ (cloud) คืออะไร โดยในบทความนี้จะขอกล่าวถึงการนำระบบคลาวด์มาใช้ในแง่ของการวางเว็บไซต์ของเราเท่านั้นนะคะ

    – High Availability! –

    ในส่วนของตัวโครงสร้างการทำงานของระบบคลาวด์นั้นมีวิธีการจัดการทรัพยากรภายในระบบที่ดีมาก ทำให้ระบบฆ่าไม่ตาย ยิงไม่เดี้ยงง่ายๆ เนื่องจากมีการทำ Server Farm เอาไว้ด้วยกัน ในกรณีที่มีเครื่องใดเครื่องหนึ่งพัง ระบบจะทำการย้ายให้ไปทำงานในเครื่องใหม่ทันที โดยไม่ต้องรอเปลี่ยน หรือรอให้เครื่องเก่าซ่อมเสร็จก่อน ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลารอเลย และเว็บไซต์ของคุณก็จะสามารถทำงานต่อไปได้ไม่สะดุด หรือจะเรียกว่าเป็น Zero Downtime ก็ว่าได้

    – Scalability & only Pay-Per-Use! –

    การเลือกใช้บริการแบบ Cloud Hosting จะทำให้เรามีอิสระในการปรับขีดความสามารถ และขนาดทรัพยากรได้ตามภาระงาน เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดในการขยายทรัพยากรสำหรับผู้ให้บริการ และค่าใช้จ่ายนั้นจะขึ้นกับการจ่ายตามที่ใช้จริง (Pay-Per-Use) เช่น พอถึงเวลาที่เรารู้ว่าคนจะกระหน่ำเข้าใข้งานเว็บเราเยอะๆช่วงไหน ก็ไปเพิ่มทรัพยากรแค่เฉพาะช่วงนั้นได้เลย และสามารถที่จะเลือกเช่าแบบระดับชั่วโมงก็ได้

     Web Hosting vs Cloud Hosting

    คำถามโลกแตกที่ปัจจุบันก็ยังมีหลายคนไม่เข้าใจค่ะ ว่าคลาวด์ต่างกับเว็บโฮสติ้งทั่วไปยังไง จะเปลี่ยนมาใช้ก็ยังงงงวย ว่าแล้วมันได้ประโยชน์อะไรเพิ่ม ขอเปรียบเป็นภาพง่ายๆแบบนี้ค่ะ

    ขอเปรียบเทียบกันง่ายๆแบบนี้ค่ะ
    Web Hosting เหมือนคนคนเดียวทำงาน ถ้าคนนั้นป่วย งานก็จะหยุดทันที
    ส่วน Cloud Hosting คือคนหลายคนช่วยกันทำงาน ถ้ามีคนใดคนนึงป่วย
    ก็จะมีคนอื่นๆที่เหลือทำงานแทนให้ งานก็จะเดินต่อไปได้ไม่มีสะดุดค่ะ

     ควรเลือกใช้อะไรถึงจะดีที่สุด?

    ตรงนี้ผู้เขียนมองว่าอยู่ที่ ‘ลักษณะของเว็บไซต์’ และ ‘งบประมาณ’’ ของเรามากกว่าค่ะ ว่าเหมาะกับการใช้งาน Hosting ลักษณะไหน แน่นอนว่าตอนนี้ Cloud คือตัวเลือกที่ดีที่สุดแน่นอน ด้วยคุณสมบัติที่อัพเกรดขึ้นมาเยอะแยะมากมาย แต่แน่นอนว่าบางคนอาจจะมีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ หากยังไม่เห็นภาพ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเป็น Case Study ง่ายๆกันดีกว่าค่ะ

    • เว็บธนาคาร -> ควรเลือก Cloud ค่ะ ต้องการความ Secure และความมั่นคงสูง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินล้วนๆ
    • เว็บคอนเทนต์ -> จะเลือกเป็น Web Hosting ถ้าแค่ทำบล็อคขำๆ คนทยอยเข้าไม่เยอะ หรือจะเลือกเป็น Cloud ก็ได้ค่ะ หากต้องการรับโหลดเยอะๆ คนเข้าอ่านพร้อมกันได้มหาศาล
    • เว็บพอตโฟลิโอ (portfolio) -> ใช้ Web Hosting จะเหมาะสมที่สุดค่ะ เพราะไม่ได้ให้คนเข้าอ่านพร้อมๆกัน ใช้แค่ตอนให้คนอื่นๆเข้ามาดูผลงานตัวเอง

    สุดท้ายแล้ว…. การจะเลือกใช้ Hosting รูปแบบไหนนั้น ผู้เขียนอยากให้คำนึง ‘ความเหมาะสม’ มากที่สุดก็พอค่ะ เพราะมันไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ทุกอย่างสามารถพลิกแพลงใช้ด้วยกันได้หมดเลย แต่ถ้าหากมีงบเยอะหน่อยการเลือกใช้ Cloud ถือว่าเป็นการ Play Safe ที่สุดแล้วในตอนนี้


    ซึ่งทาง OpenLandscape เองก็เป็นผู้ให้บริการคลาวด์อีกหนึ่งทางเลือกในประเทศไทย
    ที่ให้บริการคลาวด์ด้วยราคาเริ่มต้นที่ถูก รองรับกับทุกระดับการใช้งาน
    หรือหากต้องการปรึกษาก่อน ก็สามารถที่จะติดต่อสอบถามได้เลยค่ะ
    แต่ถ้าคุณสนใจดูข้อมูล หรือราคาค่าบริการ สามารถดูได้เลยค่ะที่ https://openlandscape.cloud/

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/

  • 504 Gateway Timeout กับหน้าจองบัตรที่หายไป

    504 Gateway Timeout กับหน้าจองบัตรที่หายไป

    เคยใช่มั้ยคะ?

    ที่บางครั้งเวลาเราเข้าเว็บไซต์ต่างๆ แล้วต้องเจอกับสถานการณ์ เว็บพัง เว็บล่ม เข้าไม่ได้ ซึ่งหน้าเว็บมันก็จะบอก Code ซึ่งเป็นตัวเลขสามตัวมา เจอบ่อยๆหน่อยก็ 404 Page Not found แต่ว่าโค้ดพวกนี้นี่มันก็มีเยอะแยะมากมาย ซึ่งเราเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะโค้ดมันเยอะเหลือเกินใครจะไปนั่งจำ  อย่างมากเจอ Error อะไร ก็ก้อปไปวางใน Google แล้วหาว่ามันคืออะไร

    แต่เนื่องจากล่าสุดได้มีเหตุการณ์ เว็บจองบัตรคอนเสิร์ต Wanna One ล่มค่ะ
    (ก็เหมือนอย่างที่เคยเป็นมากับเว็บจองตั๋วอื่นๆ) แต่ละคนก็วิเคราะห์กันไปต่างๆนาๆ ซึ่งก็มีทั้งที่ถูกและที่ต้องมีการปรับทัศนคติกันเพิ่มเติมสักหน่อย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง แอดมินขออนุญาตหยิบเหตุการณ์นี้มาพูดถึง เพื่อไขข้อข้องใจ ในแบบฉบับมนุษย์อ่านได้ ยายอ่านก็เข้าใจ

    อะไรเอ่ย ยังไม่ทันได้จองก็หมดแล้ว!!?
    ( source : facebook.com/WannaOne1TheWorldinBKK/ )

     เรื่องมันเริ่มจากที่…

    เมื่อวันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน 2018 ได้มีการเปิดจองบัตรคอนเสิร์ต Wanna One ที่เว็บไซต์ (https://www.wannaone1theworldinbkk.com/)
    โดยทางเว็บไซต์ได้เปิดให้จองตั้งแต่เวลา  10:00 น เป็นต้นไป…. ซึ่งพอถึงเวลาจองแล้วนั้น…..

    สวัสดีจ้า 504-Gateway Timeout
    (และอื่นๆ อีกมากมาย อาทิเช่น 503, 404)

    (source : https://twitter.com/DDnxShop/status/1005341740264329216)

     ในวันนั้นก็เกิดปรากฎการณ์ทางโซเชียลมากมาย  

    ตั้งแต่การที่ทุกคนร่วมใจกันสรรเสริญพี่ 504 จนติดอันดับเทรนด์บน Twitter เกิดการนำเลขไปแทงหวย เกิดกูรูผู้รู้ตื่นด้วยการพยายาม Inspect Element เข้าไปดู HTML เพื่อหา Root ของปัญหา (ได้หรอ 555)  และที่พีคสุดคือพี่ 504 Gateway Timeout แกดังจนถึงขนาดมีเสื้อเป็นของตัวเอง ภายในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงจ้า

    (source: https://twitter.com/Nook_0995/status/1005302892109000704)

    ติดเทรนด์อันดับ 3 ซะด้วย เท่ปะ

    เสื้อก็มาจ้า

    หมวกก็ด้วยจ้า

    เอาไปซื้อลอตเตอรี่ก็ได้จ้า?

    ดังนั้น .. เวลาเราเห็นโค้ด Error ต่างๆขึ้นมาบนหน้าจอ ก็ให้ระลึกไว้เสมอเลยค่ะ ว่าตัวเลขพวกนี้ไม่ได้ขึ้นมาเพื่อใบ้หวย หรือบอกสายรถเมล์ขสมก.แต่อย่างใด เพราะมันคือ “HTTP Status Code” ซึ่งเจ้า code เนี้ย มันก็คือตัวเลขที่ถูกส่งมาจากเซิร์ฟเวอร์อีกที เพื่อบอกผู้ใช้งานว่า มันเกิดความผิดปกติอะไรขึ้นกับเว็บไซต์ ณ ตอนนั้น

     มารู้จัก HTTP Status Code แบบต่างๆกันก่อน

    ไม่ต้องไปจำหมดก็ได้ แต่สรุปง่ายๆเลยว่า

    504 Gateway Timeout Error = Server Error

     504-Gateway Timeout
    คืออะไรกันแน่ มาทำไมให้อายบ้านนา!?

    เวลาเราเปิด Browser เพื่อเข้าไปดูเว็บไซต์อะไรก็ตาม แน่นอนว่าระบบข้างหลังบ้านต้องมีการติดต่อสื่อสารกันแน่นอนค่ะ โดย Computer หรือฝั่ง Client อย่างเราๆนั้น นั้นจะคุยกับ Server ผ่าน HTTP (Hypertext Transfer Protocol)  โดยฝั่ง Client จะส่ง Request ออกไป แล้ว Server ก็จะ Response กลับมา ตามภาพด้านล่าง


     สาเหตุที่ทำให้หน้าเว็บไซต์แสดงโค้ด 504

    เกิดจากตัว Server ที่ใช้ในการวางเว็บไซต์นั้นๆ เริ่มมีอาการเอ๋อๆขึ้นมา หลังจากถูกระดม Request จากมวลมหาประชาชน (End-User) ทำให้ระบบมีการจราจรที่แน่นหนามาก (คือมี Traffic สูง) อารมณ์เหมือนระบบจราจรที่ติดเป็นคอขวดกัน เลยส่งผลให้ Server เริ่มตอบสนองช้าลงเรื่อยๆ กระทั่งเครื่อง Client บางคนรอการตอบสนองนานเกินไป จนเกิด Timeout คือหมดเวลาแล้วเธอคงต้องไป~ ไว้ลองเข้าใหม่อีกทีนะจ้ะ

     พอนึกออกกันหรือยัง?

    ถ้าใครเคยเจอมาก่อน ก็คงจะพอเริ่มนึกออกแล้วแหละค่ะ แบบว่าภาพจำมันยังชัดเจน เหมือนเดิมทุกอย่าง (จงอ่านตามด้วยอารมณ์ที่เจ็บปวด) อาการขั้นแรกคือมันจะงอแงๆก่อน เช่น เริ่มโหลดช้า โหลดแล้วค้าง ขึ้นหน้าขาวโพลนบ้างอะไรบ้าง เรามันก็วัยรุ่นใจร้อนซะด้วย F5 รัวๆวนไป  

    ก็เลยกลายเป็นว่าน้อง Server ที่แสนบอบช้ำอยู่แล้ว ดันถูกกระหน่ำยิง Request ซ้ำเข้าไปเยอะๆอีก จนในที่สุดก็เกินกำลังที่น้องจะรับมือไหว หลังจากนั้นน้องก็จะเข้าสู่อาการโคม่าทันที ก็คือรีสตาร์ทตัวเองไปเลย จบ!! (แล้วเว็บก็ล่มในที่สุด) 

     ขอแบบง่ายๆค่ะพี่!

     เปรียบง่ายๆได้แบบนี้จ้า

    หากเปรียบสถานการณ์แบบนี้เป็นรายการเซอร์ไวเวอร์.. ก็เหมือนเราอยู่ตำแหน่งท้ายสุดของของตารางเลยค่ะ
    คืออยู่เกินจุดที่ Server มันรับได้ไปแล้ว โดยคนส่วนน้อยข้างบนคือคนที่เร็ว คนที่ไว และแต้มบุญค่อนข้างสูงด้วย
    และอย่าลืมว่าในขณะที่เราติดอยู่ในวังวน Timeout หน้าขาวซีดเป็นเอสี่ ตอนนั้นก็มีบางคนกำลังกดจากหน้าเคาท์เตอร์ไปด้วย แต่ก็นั่นล่ะค่ะ… มันไม่มีกฎตายตัวบอกว่าเราจะรอดได้ขึ้นไปติดบนๆของตารางมั้ย อยู่ที่จังหวะจริงๆ

     อ้าว! เป็นที่ Server แล้วตัว Web Sourcecode เกี่ยวมั้ย?

    ถึงแม้ดูเผินๆแล้วเหมือนปัญหานั้นจะเกิดจากฝั่ง Server เป็นหลัก แต่ทางฝั่งของ Web เองก็ต้องตรวจสอบ Code ของตัวเองด้วยเช่นกัน ว่าเขียนมาแบบไหน เลือกใช้ภาษาอะไรในการเขียน เพราะบางครั้งการเพิ่มจำนวนทรัพยากร Server เพียงอย่างเดียว อาจเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุมากกว่า เราต้องเช็คตัว Sourcecode ของเว็บไซต์ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

    พักฟังสาระสำคัญทางนี้!

    “การที่เราไปส่อง Web Sourcecode ผ่านการ Inspect Element หรือ View Pagesource ใน Web browser นั้น ไม่มีข้อมูลตรงไหนที่ตอบเราได้ว่าเว็บเขียนมาดีหรือไม่ดีเพียงพอในการรับโหลด คงมีเพียง Developer เท่านั้นที่รู้ตัวเองดีที่สุดค่ะ”

     ทำไมเว็บจองบัตรคอนเสิร์ตชอบล่ม? (และโหลดช้าเหลือเกินค่ะคุณพี่)

    เหตุก็เกิดมาจาก….

    “เปิดจองพร้อมกันวันที่ xx xxxx xxxx เวลา 10.00 น.”

    ก็แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า … เมื่อถึงเวลา 10.00 น. จะมีมวลมหาประชาชน พากันกระหน่ำกดเข้าเว็บไซต์ที่เปิดจองนั้นๆ เยอะแยะมากมายขนาดไหน  แหม..ใครๆก็อยากได้บัตร เพราะฉะนั้นก็ต้องรีบตื่นมาจองตอนมันเปิดเลยสิ

    ซึ่งบางคนพอเห็นเริ่มช้าๆ ก็เลยใส่ท่า F5 มารัวๆ นี่ยังไม่รวมคนที่เปิดหลาย Device ทิ้งไว้ พอถึงเวลาก็กระหน่ำกดกันเข้าไปอีก
    นั่นหมายความว่า Server จะมีการรับก้อน Request มากมายมหาศาลในช่วงเวลานั้น จนเกินกำลังจะรับไหว แล้วสุดท้ายก็แพ้ไป….

    แล้วยิ่งกับบัตรคอนเสิร์ตวงต่างชาติทั้งหลายที่ดังระดับ Worldwide เนี่ย อย่าลืมว่ามีประชาชนชาติอื่นๆ
    เข้ามากดจองกับเรากันด้วยนะเออ…

    (source: https://www.youtube.com/watch?v=qTDqA_FVTV8&ab_channel=NEWS1)

    TCAS ก็ล่มบ่อยนะจ้ะ

    แน่นอนว่าเคสนี้ไม่ได้เกิดกับแค่เว็บกดบัตรคอน แต่รวมไปถึงเว็บที่ต้องมีการรองรับโหลดมหาศาล พร้อมๆกัน ภายในช่วงเวลาระยะหนึ่ง เช่น เว็บสมัครสอบ เว็บฟังผลสอบ เหล่านี้ก็ล้วนเคยล่มทั้งนั้นจ้า

     ในเมื่อ Server รับคนได้ไม่พอ ก็ไปหาวิธีเพิ่มสิพี่!

    คำถามต่อมาคือ แล้วใครจะยอมจ่าย? ในส่วนของวิธีการทำนั้นมีแน่นอนอยู่แล้วค่ะ ไม่งั้นเว็บที่ต้องมีความน่าเชื่อถือสูงๆอย่างธนาคารต่างๆเค้าจะอยู่กันได้ยังไง แต่ปัญหาก็คือ การทำให้เว็บไซต์สามารถออนได้ตลอดเวลา ฆ่าก็ไม่ตาย หรือทำให้มีความ High Availability (HA) มักต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมาอีก ซึ่งบางองค์กรอาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องความคุ้มค่าทางธุรกิจของเค้า เรื่องนี้ไม่มีใครตอบได้ นอกจากตัวผู้ให้บริการเอง ว่าเค้าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน หรือถ้าเกิดแล้วจะแก้ปัญหากันอย่างไร

     อย่าปล่อยให้ใครมาสาปเราก่อน!

    หากเราเป็นแค่ผู้ใช้บริการ เราก็คงจะทำอะไรมากไม่ได้ นอกจากแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นไปยังผู้ให้บริการ และรอผู้ให้บริการทำการแก้ปัญหา

    แต่ถ้าเราเป็นผู้ให้บริการล่ะ? ในเมื่อปัจจุบันเรามีวิธีการต่างๆมากมายในการแก้ปัญหานี้ได้ หากธุรกิจของคุณ
    นั้นมีลักษณะการให้บริการ ที่ต้องรองรับโหลดคนจำนวนมาก ในระยะเวลาหนึ่ง ทำไมเราไม่ลองหาวิธีแก้ไขมันดูหน่อย?  ซึ่งทาง OpenLandscape เองเราก็มีบริการและโซลูชันต่างๆที่ตอบโจทย​์ความต้องการนี้ด้วยนะ

    • Cloud Service ย้ายมาใช้งานระบบคลาวด์ ซึ่งเราสามารถเลือกที่จะเพิ่ม ทรัพยากรสำหรับรองรับการเพิ่มของจำนวนผู้ใช้งาน แค่เฉพาะเวลาที่ต้องการได้
    • Professional Service สำหรับปรึกษาหรือช่วยเหลือในการนำเทคโนโลยีต่างๆมาช่วยในการทำ Clustering  เพื่อกระจาย Load ทำให้เว็บไซต์มี HA (High Availability)รับมือกับทุกสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น

    ติดตามข่าวสารใหม่ๆ หรือข้อมูลน่ารู้อีกมากมายได้ที่

      OpenLandscape Fanpage | https://www.facebook.com/openlandscapecloud/
      OpenLandscape Twitter | https://www.twitter.com/olscloud/
      OpenLandscape Cloud | https://openlandscape.cloud/